เปิดเมนูหลัก
นายวรัญชัย ปราศรัยในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพ เมื่อปี พ.ศ. 2547 ซึ่งนายวรัญชัยได้เบอร์ 2

นายวรัญชัย โชคชนะ นักการเมืองไทย และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นสีสัน เป็นที่รู้จักดีจากการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหลายสมัย และลงสมัครในการเลือกตั้งทั่วไปอีกหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งเลยสักครั้ง

ประวัติแก้ไข

นายวรัญชัย เกิดวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ที่ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เป็นบุตรของ นายทวีชัย และนางเพ็ญ โชคชนะ สำเร็จการศึกษา โรงเรียนอุบลวิทยาคม จังหวัดอุบลราชธานี, โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี, โรงเรียนวัดบวรนิเวศ และ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฎพระนคร (ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร) ในปี พ.ศ. 2542

ชีวิตส่วนตัวสมรสกับ นางพาณี โชคชนะ มีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน

การทำงานแก้ไข

นายวัญชัย เริ่มรับราชการเป็นข้าราชการครู ในสังกัดกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2519 และลาออกในปี พ.ศ. 2529 เพื่อสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในปี พ.ศ. 2529 และ พ.ศ. 2531 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง นายวรัญชัยบอกเล่าว่า ได้เข้าร่วมในเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญต่าง ๆ เรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลาออก และการเคลื่อนไหวให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่นายวรัญชัยบอกเล่าว่าถูกรุมทำร้ายที่หน้าบ้าน จนได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการปางตาย

การเมืองแก้ไข

นายวรัญชัย โชคชนะ เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่มีข่าวความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด นอกจากเคย ลงสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังเคยลงสมัคร วุฒิสมาชิก และ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยไม่สังกัดพรรค หรือกลุ่มการเมืองใดทั้งสิ้น แม้การลงสมัครทั้งหมดจะไม่เคยได้รับเลือกตั้งเลยสักครั้งเดียว ในการลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพครั้งแรกในปี พ.ศ. 2533 นายวรัญชัยเคยได้คะแนนเสียงถึง 13,143 คะแนน แต่หลังจากนั้นได้คะแนนเพียงเล็กน้อย ปี พ.ศ. 2539 ได้ 1,011 คะแนน ปี พ.ศ. 2543 ได้เพียง 383 คะแนน และในการลงสมัครปี พ.ศ. 2547 ได้ 1,087 คะแนน

ในการเลือกตั้ง 6 มกราคม พ.ศ. 2544 นายวรัญชัยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 และลำดับเดียวของ พรรคกสิกรไทย แต่ยังคงไม่ได้รับเลือกตั้ง จึงลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2544

ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 นายวรัญชัยได้เข้าร่วมการประชุมระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับกลุ่มพรรคเล็ก 16 พรรค ในฐานะตัวแทนพรรคแผ่นดินไทย เพื่อหารือกรณีอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกันไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้น[1]

โดยนายวรัญชัย เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหลายพรรค ได้แก่ พรรคความหวังใหม่ (28 มีนาคม พ.ศ. 2547–20 ธันวาคม พ.ศ. 2548) พรรคประชาธิปัตย์ (16 กันยายน พ.ศ. 2547–22 กันยายน พ.ศ. 2547) พรรคประชาชนไทย (27 กันยายน พ.ศ. 2547–27 ตุลาคม พ.ศ. 2548) พรรคไทยรักไทย (21 กรกฎาคม พ.ศ. 2549–27 กรกฎาคม พ.ศ. 2549)

ต่อมาพรรคแผ่นดินไทยที่นายวรัญชัยเคยเป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุม ถูกยุบพรรคพร้อมกับ พรรคไทยรักไทย ในคดียุบพรรค ที่มีคำวินิจฉัยว่า พรรคไทยรักไทย จ้างพรรคเล็กคือ พรรคแผ่นดินไทย ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ร้อยละ 20

ในการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ระหว่างปี พ.ศ. 2549 ถึง พ.ศ. 2550 ที่สนามหลวง นายวรัญชัยก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าร่วมชุมนุม และยังมีบทบาทขึ้นปราศรัยในระยะแรก ของการชุมนุมต่อต้าน คมช. ก่อนหน้าการจัดตั้ง กลุ่มนปก. อีกด้วย

ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน กลุ่ม 6 สังกัดพรรครักเมืองไทย ลำดับที่ 1[2] แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง

และกลับมาลงรับสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกครั้งหนึ่ง ในต้นปี พ.ศ. 2556 ได้เบอร์ 2 ซึ่งครั้งนี้ นายวรัญชัยประกาศว่าหากยังไม่ได้รับการเลือกตั้งอีก จะขอยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด[3]

เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ซึ่งตรงกับช่วงที่มีการชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายวรัญชัย โชคชนะ ได้เข้าร่วมประชุมหารือกับ 70 องค์กร ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ เพื่อหาทางออกให้กับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน โดยได้แสดงความเห็นด้วยการแนะนำ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า "ให้สลายม็อบตอน 04.00 น. หรือ 05.00 น. อย่ายอมให้ประชาชนจับเป็นตัวประกัน และย้ำทิ้งท้ายว่าต้องเดินหน้าเลือกตั้งให้ได้" [4]

ภายหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ในวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560 นายวรัญชัย ถูกตำรวจจับกุมในข้าหาบุกรุกสถานที่ราชการตามหมายจับในปี พ.ศ. 2559[5]ซึ่งนายวรัญชัยได้บุกรุกสถานที่ราชการในปี พ.ศ. 2557 และตำรวจออกหมายเรียกให้รับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. และยุยงปลุกปั่นในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

อ้างอิงแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข