เปิดเมนูหลัก

สงครามอะแซหวุ่นกี้ เป็นสงครามระหว่างอาณาจักรธนบุรีและพม่าครั้งสำคัญที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2318 - กันยายน พ.ศ. 2319 โดยทางฝั่งพม่ามี อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพใหญ่วัย 72 ปีเป็นผู้นำทัพ ส่วนทางฝั่งกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงนำทัพด้วยพระองค์เอง [1]

สงครามอะแซหวุ่นกี้
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามสยาม-พม่า
วันที่ ตุลาคม พ.ศ. 2318 - กันยายน พ.ศ. 2319
สถานที่ ตอนเหนือและตอนกลางของ สยาม
ผลลัพธ์ สยามได้ชัยชนะ พม่าสูญเสีย อาณาจักรล้านนา ทำให้การปกครองในล้านนาที่มีมายาวนานกว่า 200 ปีของพม่าสิ้นสุดลง
ดินแดน
เปลื่ยน
สยามได้ เชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน
คู่ขัดแย้ง
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg ราชวงศ์คองบอง Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg กรุงธนบุรี
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg พระเจ้ามังระ
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg อะแซหวุ่นกี้
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg เนเมียวสีหบดี
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg เจ้าพระยาจักรี (ด้วง)
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช (บุญมา)
กำลัง
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg กองทัพหลวงพม่า
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg กองทหารมอญ

รวม 50,000 นาย

Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg กองทัพหลวงสยาม

รวม 30,000 นาย (ประเมิน)

เส้นทางการเดินทัพของพม่าทั้ง3ทาง

สงครามตีกรุงธนบุรีแก้ไข

สงครามบางแก้วแก้ไข

สงครามครั้งนี้เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเริ่มจากสงครามบางแก้ว ที่เมืองราชบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2317 หลังจากที่ทัพของ พระเจ้ากรุงธนบุรี นำทัพ 15,000 นายไปป้องกันกองทัพพม่าด้วยพระองค์เอง ทรงสามารถล้อมทัพของงุยอคงหวุ่น หรือฉับกุงโบ่ หนึ่งในแม่ทัพที่เคยมาตี กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2310 ไว้ได้นานถึง 47 วันก่อนที่งุยอคงหวุ่นจะยอมแพ้ทำให้ทางฝั่งกรุงธนบุรีสามารถจับเชลยได้มากตามที่ พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ได้บันทึกเอาไว้ว่าทางกรุงธนบุรีได้เชลยมากถึง 1,328 คนจากทหารทั้งหมด 3,000 คน ทางด้านอะแซ่หวุ่นกี้ที่อยู่ เมืองเมาะตะมะ เมื่อทราบข่าวว่าทัพหน้าที่ส่งไปพ่ายแพ้ก็มิได้ส่งกองทัพลงไปช่วย เนื่องจากเห็นว่าจะทำให้สูญเสียกำลังไพร่พลไปมากกว่านี้ โดยกองทัพนี้เป็นกองทัพที่อะแซหวุ่นกี้แบ่งมาเพื่อกวาดต้อนผู้คนเสบียง รวมไปถึงหยั่งเชิงดูการป้องกันของฝ่ายกรุงธนบุรีในเส้นทางนี้ และสร้างความสับสนในเส้นทางการบุก ส่วนอะแซหวุ่นกี้นำทัพใหญ่ 30,000 นายยังรั้งรออยู่ไม่มีความเคลื่อนไหว

สงครามปกป้องเชียงใหม่ (บุกเป็นทัพแรก)แก้ไข

แผนการขั้นต่อไปของอะแซหวุ่นกี้คือส่งเนเมียวสีหบดี แม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือเมื่อคราวมาตี กรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น โปสุพลา และโปมะยุง่วน นำทัพจากเมืองเชียงแสนยกมาตีเมืองเชียงใหม่ ทางด้านพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อทราบข่าวจึงได้ส่งเจ้าพระยาจักรี รวมถึงเจ้าพระยาสุรสีห์ที่ยกกองทัพจากหัวเมืองเหนือขึ้นไปช่วยเชียงใหม่ก่อนแล้ว ครั้นไปถึงกองทัพพม่ากลับไม่สู้ โดยแสร้งตั้งทัพดูเชิง พอทัพไทยจะสู้ก็ถอย ทำอย่างนี้อยู่หลายครั้งจากนั้นจึงถอนกำลังกลับไปยังเมืองเชียงแสน เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์จึงเตรียมทัพเพื่อหมายจะพิชิตเมืองเชียงแสน ในระหว่างที่กำลังเตรียมทัพมุ่งไปยึดเชียงแสนนั้นเองสงครามตีเมืองพิษณุโลกก็เกิดขึ้นพร้อมๆกัน โดยอะแซหวุ่นกี้นำทัพใหญ่ 30,000 นายเข้าทางด่านแม่ละเมาไปเมืองตาก มุ่งต่อไปยังเมืองสุโขทัยแล้วให้กองทัพหน้าลงมาตั้งที่บ้านกงธานี ส่วนทัพหลวงตั้งพักที่เมืองสุโขทัย เมื่อเจ้าพระยาจักรี และเจ้าพระยาสุรสีห์ทราบข่าว ก็รู้ในทันทีว่าเป็นแผนของอะแซหวุ่นกี้ที่ดึงกองทัพของฝ่ายกรุงธนบุรีเอาไว้แถวเชียงใหม่ แล้วมุ่งไปยึดเมืองพิษณุโลกในขณะที่การป้องกันอ่อนแอที่สุด เจ้าพระยาจักรี และเจ้าพระยาสุรสีห์ จึงเร่งนำกองทัพที่จะไปตีเชียงแสน มุ่งหน้าสู่พิษณุโลกในทันที เพราะหากเสียเมืองพิษณุโลกอันเป็นหัวเมืองใหญ่แห่งสุดท้ายไปนั้น กองทัพมหาศาลของพม่าจะไหล่บ่าลงมาได้พร้อมๆกัน ซึ่งกรุงธนบุรีไม่มีกำแพงเมืองและปราการธรรมชาติที่เหมาะแก่การตั้งรับเท่ากรุงศรีอยุธยา [1][2]

สงครามตีพิษณุโลก (บุกเป็นทัพที่ 2)แก้ไข

ในเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2318 พระเจ้ามังระ ได้มีบัญชาให้อะแซหวุ่นกี้เป็นแม่ทัพใหญ่ยกลงมาตีกรุงธนบุรี ซึ่งทางอะแซ่หวุ่นกี้ได้ใช้เส้นทางด้านด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่ พระเจ้าบุเรงนอง เคยใช้เข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา ถึง 2 ครั้งเข้าตีกรุงธนบุรีโดยมี เนเมียวสีหบดี แม่ทัพใหญ่ที่เคยเข้าตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2310 เป็นรองแม่ทัพซึ่งอะแซหวุ่นกี้ได้ให้เนเมียวสีหบดีคุมกองทัพอีกด้านอยู่แถวเมืองเชียงแสน โดยมีจุดประสงค์เพื่อเบี่ยงเบนกองทัพของเจ้าพระยาจักรี แต่เจ้าพระยาจักรีทราบในทันทีว่าเป็นแผนลวงจึงนำทัพกลับมาป้องกันเมืองพิษณุโลกในทันที ส่วนกองทัพของอะแซหวุ่นกี้พยายามบุกเข้ายึด เมืองพิษณุโลกเพื่อใช้เป็นฐานที่มั่น แต่เจ้าพระยาจักรีซึ่งต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช เจ้าเมืองพิษณุโลกที่ต่อมาคือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เร่งนำกองทัพลงมาป้องกันเมืองพิษณุโลกได้ทันเวลา . [3]

รูปแบบการรบแก้ไข

ในการรบป้องกันเมืองพิษณุโลกในครั้งนี้ เป็นการต่อสู้แถวค่ายรอบเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ มีการโอบล้อมและต่างฝ่ายต่างหาทางตัดเสบียงกันเป็นหลัก ทางฝ่ายเจ้าพระยาจักรีที่แม้จะมีทหารน้อยกว่าแต่ก็สามารถต่อสู้กับแม่ทัพเฒ่าอย่างอะแซหวุ่นกี้ได้อย่างสูสี แต่ด้วยประสบการณ์ของแม่ทัพอะแซหวุ่นกี้จึงเปลี่ยนแผนการรบ กล่าวคือเมื่อการรบไม่อาจหักเอาได้ด้วยกำลังอะแซหวุ่นกี้ก็ได้ใช้แผนเมื่อครั้งสยบกองทัพต้าชิง นั้นคือหลีกเลี่ยงการปะทะกับกองทัพที่แข็งแกร่ง ทำเพียงตรึงเอาไว้และหาทางตัดเสบียงอาหาร กล่าวคือเมื่อเจอกองทัพของเจ้าพระยาจักรี ก็ไม่ส่งทัพใหญ่เข้าปะทะด้วยตรงๆ แต่ให้ทหารเข้าปะทะเพื่อตรึงไว้เท่านั้น จากนั้นก็แต่งทัพย่อยคอยดักปล้นเสบียงอาหารและตัดกำลังเสริมที่จะเข้ามาช่วยพิษณุโลก ซึ่งในขณะนั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อทรงทราบว่าเจ้าพระยาทั้งสองถูกกองทัพพม่าล้อมเอาไว้ จึงทรงคุมกองทัพหนุนขึ้นไปช่วยแต่ก็ถูกตีสกัดเอาไว้หลายครั้ง ถึงอย่างนั้นกองทัพพม่าก็ไม่อาจเอาชนะกองทัพหนุนของพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ ทำให้อะแซหวุ่นกี้ถูกตรึงไว้แถวพิษณุโลก

พม่าบุกทางใต้ยึดเมืองกุย เมืองปราณ (บุกเป็นทัพที่ 3)แก้ไข

ในขณะที่ทัพหลวงของพระเจ้ากรุงธนบุรี และเจ้าพระยาทั้ง2นั้นทุ่มกำลังขึ้นไปรับศึกอยู่แถวเมืองพิษณุโลก พระเจ้ามังระก็ได้ส่งกองทัพที่3 บุกเข้ามาทางด่านสิงขรในขณะที่การป้องกันทางใต้อ่อนแอที่สุด เนื่องจากติดศึกทางด้านเหนือสามารถตีเมืองกุย เมืองปราณจนแตก กรมขุนอนุรักษ์สงครามซึ่งรักษาเมืองเพชรบุรีอยู่ในขณะนั้น แต่งกองทหารมาตั้งรับอยู่แถบช่องแคบในแขวงเมืองเพชรบุรี ขัดตาทัพรอกำลังเสริม

เมื่อม้าเร็วแจ้งข่าวนี้ไปถึงพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์ทรงไม่ไว้พระทัยเกรงพม่าจะยกทัพใหญ่เพื่อเข้าตีกรุงธนบุรีอีกทางหนึ่ง จึงดำรัสสั่งให้เจ้าประทุมไพจิตรคุมกองทัพหน่วยหนึ่งเร่งกลับลงมารักษาพระนคร และกองทัพหลวงจึงค่อยๆถอยลงมาทางบางข้าวตอก นั้นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เส้นทางเสบียงของเมืองพิษณุโลกถูกตัดขาด [4]

พม่าสามารถยึดเมืองพิษณุโลกได้แก้ไข

อะแซหวุ่นกี้ล้อมเมืองพิษณุโลกอยู่ 4 เดือน สุดท้ายสามารถตัดขาดกำลังบำรุงของกรุงธนบุรีได้อย่างเด็ดขาด ทำให้ภายในเมืองพิษณุโลกขาดแคลนเสบียงอาหาร เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์เห็นแล้วว่าไม่อาจต้านศึกนี้ได้อีกต่อไป จึงนำกำลังทหารและผู้คนตีฝ่าวงล้อมไปตั้งมั่นที่บ้านมุงดอนชมพู แขวงเมืองเพชรบูรณ์ ทำให้อะแซหวุ่นกี้สามารถนำกองทัพบุกเข้าไปในเมืองพิษณุโลกได้สำเร็จ แต่ก็ขาดแคลนเสบียงอาหารเช่นเดียวกัน เนื่องจากเจ้าพระยาทั้งสองก็หาทางตัดเสบียงของกองทัพพม่ามาโดยตลอด แต่เนื่องจากเส้นทางลำเลียงเสบียงทางด่านแม่ละเมา ตาก สุโขทัยยังอยู่ในการดูแลของพม่า ทำให้อะแซหวุ่นกี้ยังสามารถทำศึกได้ต่อไปได้ แต่ก็ต้องเสียเวลาจัดเตรียมเสบียงอาหารอยู่หลายวัน ก่อนมุ่งสู่กรุงธนบุรีต่อไป [5]

อะแซหวุ่นกี้ชื่นชมเจ้าพระยาจักรีแก้ไข

แม้อะแซหวุ่นกี้จะสามารถพิชิตเมืองพิษณุโลกได้ แต่ก็ชื่นชมแม่ทัพศัตรูเป็นอย่างมากที่สามารถมองแผนการของเขาออกแทบทุกอย่าง ตามบันทึกในพงศาวดารฝ่ายไทย (ฝ่ายเดียว) เล่าว่าโดยก่อนหน้านั้นฝั่งสยามและฝั่งพม่าได้หยุดพักรบ และอะแซหวุ่นกี้ได้ขอดูตัวเจ้าพระยาจักรี พร้อมกับทำนายว่าในภายภาคหน้าจะได้เป็นกษัตริย์โดยมีเนื้อหาดังนี้
อะแซหวุ่นกี้ให้ล่ามถามเจ้าพระยาจักรีว่าอายุเท่าใด เจ้าพระยาจักรีให้บอกไปว่าอายุได้ 30 เศษ แล้วจึงให้ถามอายุอะแซหวุ่นกี้บ้าง บอกมาว่าอายุได้ 72 ปี อะแซหวุ่นกี้พิจารณาดูรูปลักษณะเจ้าพระยาจักรีแล้วสรรเสริญว่า ท่านนี้รูปก็งาม ฝีมือก็เข้มแข็ง อาจสู้รบเราผู้เป็นผู้เฒ่าได้ จงอุตส่าห์รักษาตัวไว้ ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์เป็นแท้” แล้วให้เอาเครื่องม้าทองสำรับ 1 กับสักหลาดพับ 1 ดินสอแก้ว 2 ก้อน น้ำมันดิน 2 หม้อมาให้เจ้าพระยาจักรี ๆ ก็ให้ของตอบแทนตามสมควร

  • เมื่อก่อนอะแซหวุ่นกี้จะกลับไปค่ายให้ล่ามบอกเจ้าพระยาจักรีว่า

"ท่านจงรักษาเมืองไว้ให้มั่นคงเถิด เราจะตีเอาเมืองพิษณุโลกให้จงได้ในครั้งนี้ ต่อไปภายหน้าพม่าจะตีเมืองไทยไม่ได้อีกแล้ว" [6]

อะแซหวุ่นกี้มุ่งสู่พระนครแก้ไข

เมื่อพิษณุโลกอันเป็นหัวเมืองใหญ่แห่งสุดท้ายแตกแล้ว อะแซหวุ่นกี้จึงได้แบ่งกำลังเป็น 3 สาย โดยมีตัวเองเป็นทัพหลักคอยสนับสนุน เนื่องจากมีกำลังคนมากกว่าจึงใช้ประโยชน์จากข้อนี้ไหล่บ่าลงมาพร้อมๆกัน มุ่งสู่พระนครกรุงธนบุรี

  • สายที่1 ให้มังแยยางูคุมมาทางเมืองเพชรบูรณ์ รวบรวมเอาเสบียงอาหารรวมถึงกวาดต้อนผู้คนบริเวณนั้นส่งไปยังทัพใหญ่ของอะแซหวุ่นกี้ มีจุดมั่งหมายที่กรุงธนบุรี
  • สายที่2 ให้กะละโบคุมกองทัพอีกกองยกมาทางเมืองกำแพงเพชร ให้รวบรวมเอาเสบียงอาหารรวมถึงกวาดต้อนผู้คนมุ่งสู่พระนครเช่นเดียวกัน
  • สายที่3 ให้ปะกาจีเมงกองจอคุมทัพลงมาทางพิจิตร มุ่งตรงมายังกรุงธนบุรีโดยกวาดต้อนผู้คนรวมถึงเสบียงอาหารตลอดทาง

ถอนทัพกลับกรุงอังวะแก้ไข

ต่อมาในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2319 ทางกรุงอังวะ ได้มีข่าวแจ้งมายังอะแซหวุ่นกี้ว่าพระเจ้ามังระได้เสด็จสวรรคตแล้ว พระเจ้าจิงกูจา กษัตริย์พระองค์ใหม่จึงมีบัญชาให้อะแซหวุ่นกี้ยกทัพกลับกรุงอังวะ ทางด้านอะแซหวุ่นกี้เมื่อทราบข่าวก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง โดยจะเห็นได้จากครั้งนั้นอะแซหวุ่นกี้มีคำสั่งให้ม้าเร็ว 3 หน่วย วิ่งไปบอกกองทัพทั้ง 3 สายที่ไหล่บ่าสู่กรุงธนบุรีว่าให้รีบถอนกำลังทั้งหมดกลับมาทันที แต่ม้าเร็วแจ้งทันแค่ 2 กองทัพ อีกหนึ่งกองทัพไปไกลแล้ว อะแซหวุ่นกี้จึงมีคำสั่งให้ประหารม้าเร็วหน่วยนั้นเสีย จากนั้นเร่งกองทัพทั้งกลางวันกลางคืนกลับสู่กรุงอังวะ ทิ้งกองทัพอีก 1 กองที่เหลือไว้ในกรุงธนบุรีโดยไม่รอ ทำให้กองทัพที่ตกค้างอยู่ถูกกองทัพสยามตีแตกพ่ายไป

ที่อะแซหุว่นกี้รีบเช่นนั้น เนื่องจากเสนาอำมาตย์ต่างแตกออกเป็นพวกๆ ให้การสนับสนุนเชื้อพระวงศ์คนละพระองค์ ถ้าเกิดมีใครคิดกบฎโดยยึดพระราชโองการของพระเจ้าอลองพญา ที่ให้บุตรของพระองค์ครองราชย์ต่อก็อาจทำให้พระเจ้าจิงกูจาตกอยู่ในอันตราย อะแซหวุ่นกี้ที่เป็นพระสัสสุระ (พ่อตา) ของพระเจ้าจิงกูจา จึงเร่งกลับกรุงอังวะในทันที

อ้างอิงแก้ไข

  • Damrong Rajanubhab, Prince (1920). The Thais Fight the Burmese. Matichon. ISBN 978-974-02-0177-9.
  • Htin Aung, Maung (1967). A History of Burma. New York and London: Cambridge University Press.
  • Phayre, Lt. Gen. Sir Arthur P. (1883). History of Burma (1967 ed.). London: Susil Gupta.
  • wikisource ครั้งกรุงธนบุรีคราวอะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือ[ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]
  • เทปสนทนาเรื่อง วาระสุดท้าย...ของ อาณาจักรอยุธยาและราชวงศ์อลองพญา โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ วีระ ธีรภัทร (เมษายน พ.ศ. 2544)[ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]
  • 1.0 1.1 Phayre, pp. 207-208
  • Damrong Rajanubhab, pp. 491-492
  • เทปสนทนา เรื่อง วาระสุดท้ายของ อาณาจักรอยุธยาและราชวงศ์อลองพญา โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ วีระ ธีรภัทร (เมษายน พ.ศ. 2544) ช่วงที่ 2[ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]
  • เทปสนทนา เรื่อง วาระสุดท้ายของ อาณาจักรอยุธยาและราชวงศ์อลองพญา โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ วีระ ธีรภัทร (เมษายน พ.ศ. 2544) ช่วงที่ 3[ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]
  • James, Helen (2004). "Burma-Siam Wars". In Keat Gin Ooi. Southeast Asia: a historical encyclopedia, from Angkor Wat to East Timor
  • พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่มที่ 3