คลองแสนแสบ เป็นคลองที่ขุดขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกงเข้าด้วยกัน ซึ่งมีการใช้ส่วนหนึ่งของคลองสำหรับการขนส่งสาธารณะโดยเรือด่วนที่กรุงเทพ คลองนี้มีความยาว 72 กิโลเมตรไหลผ่าน 21 เขต และเชื่อมคลองสายย่อยกว่า 100 แห่ง[1][2]

เรือด่วนคลองแสนแสบช่วงถัดจากสะพานหัวช้าง
คลองแสบแสบที่ตัดผ่านสวนปทุมวนานุรักษ์และห้างสรรพสินค้าแพลตตินัม ใกล้กับท่าเรือประตูน้ำ

คลองแสนแสบช่วงที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครอยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานครและช่วงที่อยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร อยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน ส่วนกรมเจ้าท่าจะดูแลในส่วนของยานพาหนะที่สัญจรในคลองแสนแสบ[3]

ที่มาของชื่อแก้ไข

สำหรับที่มาของชื่อคลองแสนแสบนั้น มีข้อสันนิษฐานดังนี้[4]

  1. ว่ากันว่าชื่อคลองที่เรียกว่า "แสนแสบ" นั้นเพราะยุงชุม โดยมีหลักฐานจากบันทึกการเดินทางของนักสำรวจชาวอังกฤษชื่อนาย ดี.โอ. คิง ความว่า "...คลองนี้ยาวถึง 55 ไมล์ เชื่อมนครกรุงเทพฯ กับแม่น้ำบางปะกง บริเวณที่ราบชนบท... คนพื้นเมืองเป็นคนเชื้อสายมาเลย์... ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรอยู่ก็ตาม มือข้างหนึ่งจะต้องใช้ปัดยุงเสมอ ..."
  2. เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาเขมรว่า "แสสาบ" เพราะในสมัยหนึ่งคนไทยเคยเรียกทะเลว่า "เส" หรือ "แส" ส่วนคำว่า "สาบ" เป็นภาษาเขมรแปลว่า "จืด" คำนี้คนไทยยืมมาใช้เรียกทะเลน้ำจืดว่า "ทะเลสาบ" อย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น "แสสาบ" หรือที่แปลว่าทะเลน้ำจืด อาจถูกนำมาใช้เรียกคลองน้ำจืดอันกว้างและยาวแห่งนี้ แล้วเพี้ยนเสียงกลายมาเป็น "แสนแสบ" ตามกาลเวลาที่ผ่านไป ประกอบกับในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ไทยได้กวาดต้อนเชลยศึกชาวเขมรมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ย่านบางกะปิเป็นจำนวนมาก ชาวเขมรจึงอาจเรียกคลองที่ไหลผ่านแหล่งชุมชนของตนด้วยภาษาเขมร แล้วเพี้ยนมาเป็นแสนแสบดังที่กล่าวไปแล้ว
  3. "แสนแสบ" น่าจะเพี้ยนมาจากคำมลายู "เซนแญป" เป็นชื่อเรียกขานของชาวมุสลิมที่ถูกกวาดต้อนมาจากหัวเมืองภาคใต้ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และมาตั้งบ้านเรือนแถบวัดชนะสงคราม กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อขุดคลองแล้วเสร็จและเสร็จศึกจึงให้มาอยู่ตามแนวคลองนั้น และเนื่องจากเคยอาศัยอยู่ริมคลองใกล้ทะเล กระแสน้ำแรง เมื่อมาอยู่ริมคลองที่น้ำไหลช้า ค่อนข้างนิ่ง จึงเรียกคลองนี้ว่า "สุไหงแซนแญบ" หรือคลองที่เงียบสงบ โดยสุไหงแปลว่าคลองหรือแม่น้ำ และแซนแญบหมายถึงเงียบสงบ ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนกันไปเป็นแสนแสบ

ประวัติแก้ไข

ขุดคลองแก้ไข

 
ภาพถ่ายสะพานเฉลิมโลก 55 เมื่อ พ.ศ. 2489 เห็นคลองแสนแสบ

คลองแสนแสบเริ่มต้นที่คลองมหานาคตรงบริเวณป้อมมหากาฬในกรุงเทพ แล้วสิ้นสุดลงที่แม่น้ำบางปะกง ส่วนตั้งแต่ช่วงคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงหัวหมากนั้น (เรียก คลองแสนแสบเหนือ) ยังไม่พบหลักฐานว่าขุดขึ้นเมื่อใด สันนิษฐานว่าหลังจากขุดคลองมหานาคในสมัยรัชกาลที่ 1[5]

คลองแสนแสบใต้ได้ขุดขึ้นตามพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว[6] ในช่วงที่มีความขัดแย้งระหว่างสยามกับอันนัมเหนือกัมพูชา เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการขนส่งเสบียงอาหารและยุทธภัณฑ์ที่ยาวนานถึง 14 ปี[7][8] การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2380 และใช้ค่าใช้จ่ายไป 96,000 บาท[9] ต่อมาจึงแล้วเสร็จในเวลา 3 ปี[10] วิธีการขุดคลองคือใช้กระบือเหยียบย่ำลงไปในโคลนเลนที่ขุดไว้ เพื่อให้ลำคลองมีความลึก แม้จุดประสงค์หลักในการขุดคลองเพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ แต่ก็ได้ผลประโยชน์ทางด้านการค้าด้วยเช่นกัน คือเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าทางการเกษตร อย่างน้ำตาล และข้าว รวมถึงสินค้าต่าง ๆ รัฐมีการตั้งด่านภาษีขึ้นบริเวณที่ปัจจุบันคือ วัดภาษี[11]

ผู้ดูแลในการขุดคลองคือ พระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา (ทัต บุนนาค) ภายหลังเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้เข้ามาดูแลการขุดคลองแสนแสบ แทนพระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา (ทัต บุนนาค) เนื่องจากพระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษาต้องคุมทัพไปช่วยราชการเมืองไทรบุรี[12] ระยะแรกหลังจากขุดคลอง คงมีชุมชนไม่มากนัก ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2382 หลังจากที่พระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา (ทัต บุนนาค) ได้ยกทัพไปจัดการหัวเมืองมลายูแล้วยกทัพกลับมา ได้กวาดต้อนชาวมลายูเมืองกลันตันและไทรบุรีมาตั้งชุมชนอยู่ริมคลองแสนแสบ

คลองที่ขุดตั้งแต่ช่วงหัวหมากไปถึงบางขนาก ได้จ้างจีนขุดคลอง เป็นทาง 1,337 เส้น 19 วา 2 ศอก (ระยะทาง 53.52 กม. ค่าจ้างขุด 93,660 บาท) แต่ยังขาดระยะทางอีก 247 เส้น หรือ 9.88 กม จึงออกแม่น้ำบางปะกงได้ สันนิษฐานว่าหากไม่เพิ่มค่าจ้างจีนเพิ่ม ก็คงเกณฑ์ชาวเขมร ชาวมลายูปัตตานีที่กวาดต้อนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1–3 เป็นผู้ขุด[13]

จับจองพื้นที่แก้ไข

ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวมุสลิมได้อพยพมาจังจองพื้นที่ริมคลองแสนแสบ ในช่วงแรกเป็นที่ดินที่ไม่มีราคาและเป็นท้องที่ห่างไกล มีช้างป่าอาศัยอยู่ชุกชุม นายมาน มูฮำหมัด ได้เล่าว่า "บรรพบุรุษเป็นชาวมลายูปัตตานีถูกกวาดต้อนเข้ามาอาศัยที่ทุ่งพญาไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ต่อมาเมื่อเกิดสงครามกับญวนและเขมร ได้เกณฑ์ชาวมลายูเหล่านี้ไปขุดคลองแสนแสบที่ปลายคลองมหานาคซึ่งแต่เดิมเป็นลำประโดงเล็ก ๆ คดโค้งไปตามธรรมชาติ การขุดจึงเป็นเพียงแค่ขุดร่องน้ำให้กว้างขึ้นเป็นคลอง ผ่านคลองตัน คลองสามเสน มีนบุรี หนองจอกถึงบางขนาก ภายหลังการขุดคลองเสร็จได้โยกย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในทุ่งแสนแสบ หักร้างถางพงจนเป็นที่นา เหตุนี้ทำให้ตลอดลำคลองแสนแสบเป็นชุมชนมุสลิมตั้งแต่มหานาค บ้านครัว บ้านดอน คลองตัน บางกะปิ บึงกุ่ม หลอแหล มีนบุรี แสนแสบ คู้ เจียระดับ หนอกจอก กระทุ่มราย บางน้ำเปรี้ยวและบางขนาก"[14]

ราษฎรเริ่มมาจับจองพื้นที่บริเวณริมคลองแสนแสบมากขึ้นภายหลังจากโครงการขุดคลองรังสิต ปรากฏรายชื่อผู้จับจองที่ดินทุ่งแสนแสบ พ.ศ. 2433 มีทั้งหมด 51 รายชื่อ เป็นที่นา 53,900 ไร่ แบ่งเป็นเจ้านาย 13 ราย จำนวน 21,000 ไร่ หม่อมเจ้า 7 พระองค์ หม่อมราชวงศ์และหม่อมหลวงอีก 19 ราย ผู้มีบรรดาศักดิ์ของจองที่นา 20,000 ไร่ ที่เหลือเป็นราษฎรอีก 19 ไร่ ขอจองที่นา 12,900 ไร่[15]

พ.ศ. 2449 มีการขุดแต่งและขยายคลองแสนแสบ ระยะทาง 75 กิโลเมตร[16] และยังสร้างประตูน้ำ 3 ประตู คือ ประตูน้ำวังสระปทุม ประตูน้ำบางขนาก และประตูน้ำท่าไข่

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างวังสระปทุมในย่านสยาม ชื่อวังและเขตปทุมวันในปัจจุบันมาจากที่นี่[17] พระตำหนักเขียวซึ่งเป็นพระตำหนักแรกในวังสระปทุมสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2459 ตั้งอยู่ริมคลองแสนแสบ[18]

ปัจจุบันแก้ไข

 
คลองแสนแสบช่วงวัดเทพลีลา

ประชากรส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ตามแนวคลองแสนแสบในปัจจุบัน เป็นผู้ที่เพิ่งโยกย้ายถิ่นฐานไม่นาน อยู่รวมกันเป็นชุมชน เช่น ชุมชนบ้านครัว ชุมชนหลังวัดปทุมวนาราม ชุมชนบ้านดอน ชุมชนเทพลีลา ชุมชนวัดไผ่ดำ เป็นต้น ชุมชนเหล่านี้มีราษฎรที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินถึงร้อยละ 50 เป็นครัวเรือนที่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยร้อยละ 27.1 เป็นครัวเรือนที่มีกรรมสิทธิ์เฉพาะที่พักอาศัยแต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ เป็นครัวเรือนที่มีกรรมสิทธิ์เฉพาะที่พักอาศัยแต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร้อยละ 22.924[19]

นับแต่ พ.ศ. 2520–2537 คลองแสนแสบเริ่มมีสภาพเน่าเสีย อันเนื่องมาจากแผนพัฒนาการอุตสาหกรรมของรัฐบาลและการสร้างถนน ผู้คนที่พักตามริมคลองในลักษณะหอพักหรือ ห้องเช่าสำหรับผู้ใช้แรงงานที่โยกย้ายถิ่นฐานจากต่างจังหวัดมาหางานทำในโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในเมือง ผู้พักอาศัยเหล่านี้มักทิ้งของเสียลงในคลอง ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมก็ปล่อยน้ำเสียลงในคลองเช่นกัน จากข้อมูล พ.ศ. 2563 น้ำเสียส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เกิดจากกิจกรรมชุมชนบริเวณริมคลอง รองลงมาเกิดจากโรงงานและสถานประกอบการ ปริมาณน้ำเสียเมื่อ พ.ศ. 2563 มีปริมาณน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดถูกปล่อยลงคลองแสนแสบและคลองสาขารวม 807,672 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน มีค่าเฉลี่ยความสกปรกหรือบีโอดี (BOD) อยู่ระหว่าง 6.9–12.2 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งแหล่งน้ำที่มีค่าบีโอดีมากกว่า 8 มิลลิกรัมต่อลิตร ถือเป็นแหล่งน้ำที่มีมลพิษอย่างรุนแรง[20]

หลัง พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา รัฐบาลในแต่ละสมัยได้ตระหนักถึงความสำคัญของคลองแสนแสบ จึงพยายามแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองแสนแสบอย่างต่อเนื่อง[11] ในปี 2558 รัฐบาลประยุทธ์เตรียมงบประมาณ 7 พันล้านบ้านเพื่อต้องการให้คลองแสนแสบใสภายใน 2 ปี[21]

ความยาวและเส้นทางแก้ไข

คลองแสนแสบเป็นคลองสำคัญที่เชื่อมต่อจากปลายคลองมหานาค ผ่านย่านสำคัญของกรุงเทพฯ ได้แก่ ย่านมหานาค ประตูน้ำ ในพื้นที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตดุสิต , เขตปทุมวัน เขตราชเทวี เขตวัฒนา เขตห้วยขวาง เขตสวนหลวง เขตบางกะปิ เขตวังทองหลาง เขตบึงกุ่ม เขตคันนายาว เขตสะพานสูง เขตมีนบุรี เขตคลองสามวา และ เขตหนองจอก ไปออกแม่น้ำบางปะกงที่เขตอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา มีความยาวประมาณ 73.8 กิโลเมตร โดยแรงงานสำคัญของการขุดในช่วงต้น คือ ชาวจีนขุดคลองตั้งแต่ปลายคลองมหานาคไปจนถึงช่วงหัวหมาก และขุดจากคลองบางกะปิไปเชื่อมกับคลองบางขนาก จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นแรงงานจ้างชาวจีน[22]

คลองสาขาแก้ไข

เนื่องจากคลองแสนแสบเป็นคลองหลัก ในการคมนาคมระหว่างลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำบางปะกง จึงมีการขุดคลองซอยขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนี้

ภาพลักษณ์แก้ไข

คลองแสนแสบเป็นที่จดจำว่าเป็นคลองสกปรกส่งกลิ่นเหม็นเน่า ทางเดินไม่มีแสงไฟส่องสว่างและดูอันตราย ในปี 2564 มีการเผยแพร่ภาพทางสื่อสังคมระบุว่าคลองได้รับการปรับปรุงแล้ว น้ำสะอาด และมีทางเดินที่ดูสวยงาม แต่คนในพื้นที่ยืนยันว่าเป็นแค่การจัดฉาก[23]

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. Wipatayotin, Apinya (26 January 2017). "Pollution fee high on canal clean-up list". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 26 January 2017.
  2. Wipatayotin, Apinya (20 December 2017). "49 fined over canal discharges". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 20 December 2017.
  3. "ความเป็นมา". สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์.
  4. พัชรเวช สุขทอง. "คลอง "แสนแสบ" ชื่อนี้มาจากไหน หรือจะมาจากยุง?". ศิลปวัฒนธรรม.
  5. "เขตบางกะปิ ฯลฯ". มติชน.
  6. Gerald W. Fry; Gayla S. Nieminen; Harold E. Smith (8 August 2013). Historical Dictionary of Thailand. Scarecrow Press. pp. 206–. ISBN 978-0-8108-7525-8.
  7. Maryvelma Smith O'Neil (2008). Bangkok: A Cultural History. Oxford University Press. pp. 108–. ISBN 978-0-19-534251-2.
  8. The Journal of the Siam Society. 1977.
  9. Porphant Ouyyanont (14 February 2018). Regional Economic History of Thailand. Flipside Digital Content Company Inc. pp. 19–. ISBN 978-981-4786-14-0.
  10. Tanabe, Shigeharu (1977). "Historical Geography of the Canal System in the Chao Phraya Delta". Journal of the Siam Society. 65 (2).
  11. 11.0 11.1 วราภรณ์ จิวชัยศักดิ์. "คลองแสนแสบ : ความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลง" (PDF). ไทยศึกษา.
  12. ศานติ ภักดีคำ. "วัดเทพลีลา วัดของเจ้าพระยาบดินทรเดชา ที่สร้างคราวขุดคลอง "แสนแสบ"". ศิลปวัฒนธรรม.
  13. "คลองแสนแสบและบรรพชนมุสลิมเชื้อสายต่างๆ". อาลี เสือสมิง.
  14. ดำริห์เลิศ, เรืองศักดิ์ (2545). ประวัติศาสตร์บ้านครัวและการต่อต้านทางด่วนซีดีโรดของชาวชุมชน. อรุณการพิมพ์. p. 30. Check date values in: |date= (help)
  15. พิมพ์อุมา โตสินธพ. "คลองเชื่อมกับพัฒนาการของชุมชนในลุ่มแม่น้ำบางปะกง ระหว่าง พ.ศ. 2420-2500" (PDF). มหาวิทยาลัยศิลปากร.
  16. สุวิชัย โกศัยยะวัฒน์. "ปกิณกะ การพัฒนาด้านการซลประทานในภาคตะวันออก : การพัฒนาคุณภาพชีวิตในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411–2453)".
  17. "Bangkok's Crucible of Construction". 2Bangkok.com. Archived from the original on 18 November 2005. สืบค้นเมื่อ 26 January 2017.CS1 maint: BOT: original-url status unknown (link)
  18. "วังสระปทุม บ้านแห่งรักและผูกพันของในหลวงรัชกาลที่ 9". สุดสัปดาห์.
  19. วาสินี พงศ์ชินฤทธ์, คุณภาพชีวิตของประชาชนสองฝั่งคลองแสนแสบ, (วิทยานิพนธ์ปริญญาพัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2540), หน้า 5.
  20. "วิจารณ์สนั่น เท 8 หมื่นล้าน ฟื้น 'คลองแสนแสบ' ป้อมเมินตอบ เร่งฝีเท้าขึ้นทำเนียบ". ข่าวสด.
  21. "ครม.ทุ่มงบ 7 พันล้านฟื้นฟูคลองแสนแสบใสสะอาดใน 2 ปี". ผู้จัดการออนไลน์. 10 November 2015. สืบค้นเมื่อ 5 June 2022.
  22. เจ้าพระยาทิพากรวงศ์(ขำ บุนนาค) (1938-03-17). "117. ขุดคลองบางขนากและแก้คลองพระโขนง". พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3.
  23. "ชาวเน็ตจวกแรง! แสนแสบโฉมใหม่ สวยแต่รูป-ดีแค่บางจุด ของจริงยังเหม็นจัด". ข่าวสด. 8 June 2021. สืบค้นเมื่อ 5 June 2022.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°44′57.878″N 100°32′25.035″E / 13.74941056°N 100.54028750°E / 13.74941056; 100.54028750