เปิดเมนูหลัก

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2538

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2538 เป็น การเลือกตั้งในประเทศไทยครั้งที่ 20 มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538[1] การเลือกตั้งในครั้งนั้น พรรคชาติไทย ประสบความสำเร็จ สามารถเอาชนะ พรรคประชาธิปัตย์ไปได้ ทำให้ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2538
ไทย
← กันยายน พ.ศ. 2535 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 พ.ศ. 2539 →
  First party Second party Third party
  บรรหาร ศิลปอาชา1.jpg Chuan Leekpai 2010-04-01.jpg Chavalit.jpg
ผู้นำ บรรหาร ศิลปอาชา ชวน หลีกภัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
พรรค ชาติไทย ประชาธิปัตย์ ความหวังใหม่
เขตของหัวหน้า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (รักษาการนายกรัฐมนตรี) ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
การเลือกตั้งล่าสุด 77 79 51
ที่นั่งที่ชนะ 92 86 57
ที่นั่งเปลี่ยนแปลง Increase 15 Increase 7 Increase 6
คะแนนเสียง 12,630,074 12,325,423 6,806,621
ร้อยละ 22.8 22.3 12.3

นายกรัฐมนตรีก่อนการเลือกตั้ง

นายชวน หลีกภัย
ประชาธิปัตย์

ว่าที่นายกรัฐมนตรี

นายบรรหาร ศิลปอาชา
ชาติไทย

การเลือกตั้งครั้งนี้ สืบเนื่องจากภายหลังการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกรณีการแจกเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ที่รับผิดชอบโดย พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ในวันที่ 17 พฤษภาคม ก่อนหน้านั้น พรรคพลังธรรม ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมีมติงดออกเสียง แต่ทว่านายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้รับผิดชอบก็ยังได้รับความไว้ใจวางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไป วันต่อมา พรรคพลังธรรมถอนตัวออกจากการร่วมเป็นรัฐบาล ทำให้นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีตัดสินใจที่จะตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม ปีเดียวกัน

ผลการเลือกตั้ง พรรคชาติไทย ที่นำโดย นายบรรหาร ศิลปอาชา ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้าน ได้รับคะแนนมาเป็นลำดับหนึ่ง ด้วยจำนวน 91 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลได้มาเป็นลำดับต่อมา คือ 86 ที่นั่ง ขณะที่พรรคความหวังใหม่ได้รับเลือกมาเป็นลำดับที่สาม 57 ที่นั่ง[2]

นายบรรหาร จึงได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กรกฎาคม ปีเดียวกัน นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย

การเลือกตั้งครั้งนี้ ปรากฏว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งค่อนข้างมาก โดยหัวคะแนนของหลายพรรคการเมืองถูกจับได้พร้อมหลักฐานเป็นเงินสด พร้อมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเอกสารระบุว่าได้จ่ายเงินไปแล้วหลายราย ซึ่งคาดการณ์ว่า มีจำนวนเงินที่ใช้ในการทุจริตการเลือกตั้งถึง 20,000 ล้านบาท[3]

ผลการเลือกตั้งแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

ดูเพิ่มแก้ไข