เปิดเมนูหลัก

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร (14 กันยายน พ.ศ. 2420 – 2 มกราคม พ.ศ. 2466) เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ถือเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก (หรือชั้นทูลกระหม่อม) พระองค์แรกที่มีพระชนม์ในรัชกาลของพระชนกนาถ[1] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออกเรียกว่า ลูกหญิง ส่วนชาววังออกพระนามว่า ทูลกระหม่อมหญิง หรือ ทูลกระหม่อมหญิงใหญ่ พระองค์มีพระอนุชาร่วมพระชนกชนนีพระองค์หนึ่งคือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต กล่าวกันว่าพระองค์เป็นเจ้านายผู้มีพระสิริโฉมงดงามเป็นที่สุด และเป็นพระราชธิดาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดปราน[1][2]

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น 5 เจ้าฟ้าชั้นเอก
กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร
Suddha Dibyaratana.jpg
ราชวงศ์จักรี
พระราชบิดาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมารดาสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
ประสูติ14 กันยายน พ.ศ. 2420
พระบรมมหาราชวัง อาณาจักรสยาม
สิ้นพระชนม์2 มกราคม พ.ศ. 2466 (45 ปี)
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อาณาจักรสยาม

พระประวัติแก้ไข

พระชนม์ชีพช่วงต้นแก้ไข

 
ทูลกระหม่อมหญิงเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ก่อนโสกันต์

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 19 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี พระองค์ประสูติเมื่อเวลา 09.21 น. ของวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2420[1] พระองค์ได้รับพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี และรับพระราชทานพระสุพรรณบัตรเฉลิมพระนามเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2430[3] ชาววังออกพระนามว่า ทูลกระหม่อมหญิง เนื่องจากพระองค์เป็นพระราชธิดาชั้นเจ้าฟ้า (ชั้นเอก) พระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในมีพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร[4] โดยทูลกระหม่อมฟ้าหญิงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์เดียวในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้รับพระราชทานกรมสูงสุดถึงกรมหลวง รวมทั้งพระนามกรมยังหมายความถึงกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นนามของเมืองหลวงด้วย

เล่ากันมาว่า ก่อนที่สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพระองค์นี้จะประสูตินั้น มีเจ้านายสตรีซึ่งเป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ยังทรงเป็นทาริกาอยู่ เล่าขานนิยมชมชื่นกันในหมู่ชาววังและเจ้านายว่ามีพระรูปโฉมสวยงามนักคือหม่อมเจ้าอาภาพรรณี คัคณางค์ (ต่อมาในรัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี เป็นพระราชชนนีในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7) ครั้นเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมีพระราชธิดาพระองค์นี้ ความที่สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงมีพระรูปโฉมงดงาม ถึงกับสมเด็จพระราชบิดารับสั่งกับกรมหลวงพิชิตฯ ว่า "ฉันไม่แพ้เธอแล้ว กรมพิชิต" หมายความว่าทรงมี "ลูกสาว" สวยไม่แพ้พระธิดากรมหลวงพิชิตฯ แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ พระพักตร์และพระรูปโฉมคล้ายคลึงกับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ผู้ทรงเป็นสมเด็จย่า

หม่อมเจ้ามารยาตรกัญญา ดิศกุลทรงเล่าประทานไว้ว่าสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร เมื่อทรงพระเยาว์นั้น ผิวพรรณขาวผุดผ่องไม่มีร่องรอยใดๆ บนพระวรกายเลย จนเป็นที่เกรงกันในเวลานั้นว่าจะมีพระชนม์ไม่ยืน เมื่อมีพระชันษาได้ 1 ปี มีอยู่วันหนึ่งขณะพระพี่เลี้ยงเชิญเสด็จขึ้นเฝ้ารัชกาลที่ 5 ขณะที่สมเด็จพระราชบิดาทรงรับพระองค์ส่งพระราชทานต่อพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ปลายพระขนง (ปลายคิ้ว) ของพระองค์ได้กระแทกกับขอบพาน ทำให้เกิดแผลเป็น ซึ่งทำให้ชาววังโล่งใจว่าทรงมีแผลเป็น และคงจะมีพระชนมายุยืน

เมื่อพระชันษาได้ 11 ปี พระองค์ได้ทรงเข้าพระราชพิธีโสกันต์ เมื่อทรงเครื่องสวมชฏาแล้ว สมเด็จพระราชบิดาถึงกับตรัสว่า "ลูกพ่องามปานเทวดา" และเมื่อมีขบวนแห่โสกันต์นั้นมีเกร็ดเชิงซุบซิบเล่าต่อกันมาว่า บรรดาชาวบ้านที่ได้มาเฝ้าชมขบวนแห่ครั้งนั้นต่างก็ออกปากว่า "ลูกท่านงามนัก เลยต้องแห่กันถึงเย็น" อันที่จริงแล้ว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงพระประชวรพระโรคปัจจุบันและได้บรรทมหนุนที่พระเพลาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ ทำให้พระองค์เสด็จไปในพระราชพิธีไม่ได้ จึงทำให้พิธีแห่โสกันต์นั้นต้องเลื่อนไปถึงค่ำ[2]

การประชวรและการสิ้นพระชนม์แก้ไข

พระองค์ประชวรพระโรคที่พระปัปผาสะและสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2465 (นับแบบปัจจุบันเป็น พ.ศ. 2466) เวลา 16:12 น. สิริพระชันษา 45 ปี 110 วัน วันต่อมา เวลา 17:30 น. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาพระราชทานน้ำหลวงสรงพระศพที่วังบางขุนพรหม เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงพระลอง ประดิษฐานบนแว่นฟ้า 3 ชั้น ประกอบพระโกศกุดั่นใหญ่ยอดพุ่มเฟื่อง ตั้งเครื่องสูง 8 ชุมสาย 2 และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แล้วทรงทอดผ้าไตรเสร็จ พระสงฆ์สวดสดับปกรณ์แล้วถวายอนุโมทนา โปรดให้พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมทั้งกลางวันกลางคืนมีกำหนด 2 เดือน[5] ถึงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2466 เจ้าพนักงานเปลี่ยนพระโกศเป็นพระโกศทองใหญ่ เวลา 17:00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศล พระเทพมุนี (เผื่อน ติสฺสทตฺโต) แสดงพระธรรมเทศนาหนึ่งกัณฑ์ วันที่ 4 ธันวาคม เวลา 13:00 น. เจ้าพนักงานเปลื้องพระโกศออก เชิญพระลองทรงพระศพขึ้นพระวอวิมานเทียมม้าออกจากวังบางขุนพรหมไปหยุดหน้าวัดพระเชตุพนฯ เชิญพระศพขึ้นพระเวชยันตราชรถ พระญาณวราภรณ์อ่านพระอภิธรรมนำพระศพ ขบวนเชิญพระศพไปยังพระเมรุท้องสนามหลวง ประกอบพระโกศจันทน์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรศิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า แสดงพระธรรมเทศนาหนึ่งกัณฑ์ เวลา 17:50 น. จึงพระราชทานเพลิงพระศพ[6]

พระจริยวัตรแก้ไข

หม่อมราชวงศ์สุดใจ บรรยงกะเสนา ผู้ที่ได้มาพึ่งพระบารมีทูลกระหม่อมหญิงมาตั้งแต่อายุ 11 ปี จนถึงสิ้นพระชนม์ ได้เขียนเล่าถึงทูลกระหม่อมหญิงว่า "ยังมิได้เล่าถึงพระรูปพระโฉมที่งดงามยิ่ง เมื่อทรงพระเจริญพระชันษาแล้ว ทูลกระหม่อมแดง (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ยังทรงชมว่า"พี่หญิงช่างงามจริง แม้ท่าบ้วนน้ำหมากก็ไม่เหมือนใคร" ส่วนพระมรรยาท พระอิริยาบถ ก็ได้ยินแต่คนสรรเสริญ และยอพระเกียรติ ว่าด้วยพระกุศลที่ได้ทรงทำไว้แต่หนหลังบันดาลให้งามพร้อมทั้งพระรูปโฉม พระนิสัย และน้ำพระทัย เป็นยอดขัตติยนารี"

แต่สำหรับในสายตาเด็ก ๆ อย่างพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงมองว่าทูลกระหม่อมหญิงนั้น "งามมาก แต่ค่อนข้างน่ากลัว" เนื่องจากโดยที่ทรงเป็นสมเด็จพระราชธิดาองค์ใหญ่จึงทรงเป็นชั้น "ป้า" ของเจ้านายชั้นพระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ 5 เป็นส่วนมาก เมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถตรัสเรียกว่าลูกหญิง และผู้อื่นตรัสเรียกและทรงระบุถึงว่าทูลกระหม่อมหญิง เจ้านายชั้นหลานป้าบางพระองค์จึงเผลอพระองค์เรียกว่าทูลกระหม่อมป้าหญิง ดังเช่นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือเรื่อง เกิดวังปารุสก์ เล่ม 1 ว่า "ทูลกระหม่อมหญิงนั้น ทรงงามมาก แต่ค่อนข้างน่ากลัว" และเมื่อวันหนึ่งพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ตรัสเรียกทูลกระหม่อมหญิงว่า ทูลกระหม่อมป้าหญิง ก็ทรงถูกตำหนิว่า "อะไรทูลกระหม่อมป้าชายมีที่ไหน"

พระกรณียกิจแก้ไข

พระองค์ทรงรับราชการเป็นราชเลขานุการิณีในพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและได้มีโอกาสตามเสด็จประพาสต้นหลายครั้ง[7] รวมทั้งตามเสด็จประพาสชวา ซึ่งได้โดยเสด็จออกแขกเมืองร่วมกับพระบรมชนกนาถ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังเสวยเครื่องและทรงงานไปด้วย จะมีรับสั่งให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทรทรงเขียนตามพระราชดำรัสสั่งงาน[8]

พระกรณียกิจด้านสาธารณกุศลนั้น พระองค์ทรงบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อร่วมก่อตั้งสภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม (สภากาชาดไทย) และยังทรงดำรงตำแหน่งอุปนายิกาสภาอุณาโลมแดง ร่วมกับเจ้านายฝ่ายในอีกหลายพระองค์ อาทิ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี, พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา, พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา [9] นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงิน 200,000 บาท ในโอกาสคล้ายวันประสูติเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2460 ในการสร้างตึกสุทธาทิพย์ ภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย[10] นับเป็นพระราชวงศ์ฝ่ายในพระองค์แรกที่ทรงบริจาคเงินสร้างตึกถึง 200,000 บาท นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งสมาชิกพิเศษของสภากาชาดไทย เนื่องจากพระกรณียกิจที่พระองค์เป็นผู้อุปถัมภ์ช่วยเหลือกิจการสภากาชาดมาโดยตลอด[11]

พระเกียรติยศแก้ไข

ธรรมเนียมพระยศของ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร
 
ตราประจำพระอิสริยยศ
การทูลใต้ฝ่าพระบาท
การแทนตนข้าพระพุทธเจ้า
การขานรับพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ

พระอิสริยยศแก้ไข

  • พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิง (14 กันยายน พ.ศ. 2420 – 6 มกราคม พ.ศ. 2430)
  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี (6 มกราคม พ.ศ. 2430 – 9 สิงหาคม พ.ศ. 2446 )
  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร (9 สิงหาคม พ.ศ. 2446 – 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453)
  • สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 – 2 มกราคม พ.ศ. 2465)
  • สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

พระองค์ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของตระกูลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้[5]

พระอนุสรณ์แก้ไข

  • ตึกสุทธาทิพย์ ตั้งอยู่ภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นตึกที่สร้างขึ้นจากการบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงิน 200,000 บาท เนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2460
  • เรือสุทธาทิพย์ เป็นเรือกลไฟเหล็กของบริษัท Siam Steam Navigation ตั้งชื่อตามพระนาม "สมเด็จเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์" ปัจจุบัน เรือสุทธาทิพย์ได้จมลงระหว่างเกาะโรงโขนกับเกาะจวง เนื่องจากถูกระเบิดจากเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร [18]

พงศาวลีแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถ
  1. 1.0 1.1 1.2 พระภรรยาเจ้า และสมเด็จเจ้าฟ้าในรัชกาลที่ 5, หน้า 103-104
  2. 2.0 2.1 หอมติดกระดาน, หน้า 191
  3. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศพระราชทานพระสุพรรรณบัตร สถาปนาพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุธาทิพยรัตน์, เล่ม ๔, ตอน ๓๘, ๖ มกราคม พ.ศ. ๑๘๘๗, หน้า ๓๐๔
  4. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการประกาศตั้งกรม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฝ่ายใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี, เล่ม ๒๐, ตอน ๑๙, ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๖, หน้า ๓๑๒
  5. 5.0 5.1 ราชกิจจานุเบกษา, ข่าวสิ้นพระชนม์, เล่ม ๓๙, ตอน ง, ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๕, หน้า ๒๗๗๙
  6. "การพระเมรุท้องสนามหลวง" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 40 (ง): 4000–4011. 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562.
  7. http://valuablebook.tkpark.or.th/pdf/annals.pdf จดหมายเหตุการเสด็จประพาสต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  8. หอมติดกระดาน, หน้า 75-76
  9. "อุปนายิกาสภาอุณาโลมแดง". สภากาชาดไทย. สืบค้นเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2555.
  10. วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย
  11. พิพิธภัณฑ์มีชีวิต สภากาชาดไทย, สืบค้นวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
  12. ราชกิจจานุเบกษา, ข่าวพระราชพิธีโสกันต พระราชพิธีโสกันตพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุธาทิพยรัตน และพระราชทานพระสุพรรณบัตรและเครื่องราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ฟ้าสุธาทิพยรัตน, เล่ม ๔, ตอน ๓๘, ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๐, หน้า ๓๐๐
  13. ราชกิจจานุเบกษา, การเฉลิมพระสุพรรณบัตร, เล่ม ๒๐, ตอน ๑๙, ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๖, หน้า ๓๐๗
  14. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๑๐, ตอน ๓๕, ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖, หน้า ๓๗๔
  15. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ฝ่ายใน, เล่ม ๒๑, ตอน ๓๒, ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗, หน้า ๕๗๐
  16. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลปัจจุบันฝ่ายใน, เล่ม ๒๕, ตอน ๓๙, ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๑, หน้า ๑๑๕๓
  17. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลปัจจุบัน ฝ่ายใน, เล่ม ๒๙, ตอน ๐ ง, ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๕, หน้า ๒๔๔๔
  18. ดร. พิชิต เมืองนาโพธิ์. "เรือจมสุทธาทิพย์". สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2557.
บรรณานุกรม
  • สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. ราชสกุลวงศ์. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2554. 296 หน้า. หน้า 69. ISBN 978-974-417-594-6
  • จิรวัฒน์ อุตตมะกุล, นายแพทย์. พระภรรยาเจ้า และสมเด็จเจ้าฟ้าในรัชกาลที่ 5. กรุงเทพฯ : ลายคำ, 2552. 600 หน้า. ISBN 978-974-9747-52-0
  • ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. หอมติดกระดาน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553. 394 หน้า. ISBN 978-974-02-0643-9

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข