เปิดเมนูหลัก

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี (28 มีนาคม พ.ศ. 2417 – 6 สิงหาคม พ.ศ. 2481) มีพระอิสริยยศเมื่อแรกประสูติที่ “หม่อมเจ้าอาภาพรรณี คัคณางค์” เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ประสูติแต่หม่อมสุ่น คัคณางค์ ณ อยุธยา เป็นพระชายาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ และเป็นพระราชชนนีในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี
พระเจ้าวรวงศ์เธอ ชั้น 4 พระองค์เจ้าชั้นโท
Arparpainnee.jpg
พระสวามีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
พระบุตร9 องค์
ราชวงศ์จักรี
พระบิดาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร
พระมารดาหม่อมสุ่น คัคณางค์ ณ อยุธยา
ประสูติ28 มีนาคม พ.ศ. 2417
สิ้นพระชนม์6 สิงหาคม พ.ศ. 2481 (64 ปี)

ครั้นในปี พ.ศ. 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้าอาภาพรรณี สวัสดิวัตน์ ขึ้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี ด้วยเป็นพระสัสสุรี

พระประวัติแก้ไข

พระชนม์ชีพช่วงต้นแก้ไข

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี ประสูติเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2417 เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่จากทั้งหมดห้าพระองค์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร กับหม่อมสุ่น คัคณางค์ ณ อยุธยา มีพระพี่น้องคือ หม่อมเจ้าหญิงกลาง, หม่อมเจ้าหญิงฉวีวิลัย, หม่อมเจ้าน้อย, หม่อมเจ้ากลาง และหม่อมเจ้าปรีดียากร ตามลำดับ

เมื่อแรกประสูตินั้นกิติศัพท์ด้านความงามของพระองค์เป็นที่ลือเลื่อง[1] ครั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร พระราชธิดาผู้ทรงสิริโฉมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวีประสูติกาลในปี พ.ศ. 2420 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงตรัสกับกรมหลวงพิชิตปรีชากรว่า "ฉันไม่แพ้เธอแล้ว" กล่าวกันว่าทรงงามทันสมัยไม่หยาดเยิ้มแต่ดูเก๋

เสกสมรสแก้ไข

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี เสกสมรสกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ มีพระโอรส-ธิดารวม 9 องค์ ได้แก่

  1. หม่อมเจ้าเสรีสวัสดิกมล สวัสดิวัตน์ (6 กันยายน พ.ศ. 2445 — 7 มีนาคม พ.ศ. 2454)
  2. หม่อมเจ้าโสภณภราไดย สวัสดิวัตน์ (8 มกราคม พ.ศ. 2446 — 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2514) เสกสมรสกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามยุรฉัตร, หม่อมแตงนวล และหม่อมประเทือง สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา
  3. สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี (20 ธันวาคม พ.ศ. 2447 — 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527) พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
  4. หม่อมเจ้าใหม่ สวัสดิวัตน์ (19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2448 — 17 มีนาคม พ.ศ. 2448)
  5. หม่อมเจ้าแดง สวัสดิวัตน์ (25 เมษายน พ.ศ. 2450 — 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2450)
  6. หม่อมเจ้านนทิยาวัด สวัสดิวัตน์ (25 เมษายน พ.ศ. 2452 — 18 ตุลาคม พ.ศ. 2501) เสกสมรสกับหม่อมเจ้าสุวภาพเพราพรรณ วุฒิชัย
  7. หม่อมเจ้าอรชุนชิษณุ สวัสดิวัตน์ (15 มกราคม พ.ศ. 2453 — 26 ตุลาคม พ.ศ. 2512) เสกสมรสกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรกานตมณี
  8. หม่อมเจ้ารอดรมาภัฎ สวัสดิวัตน์ (24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2458 — 4 สิงหาคม พ.ศ. 2460)
  9. หม่อมเจ้ายุธิษเฐียร สวัสดิวัตน์ (9 มีนาคม พ.ศ. 2460 — 24 กันยายน พ.ศ. 2528) เสกสมรสกับหม่อมราชวงศ์ภัทราตรีทศ เทวกุล

ปลายพระชนม์แก้ไข

เมื่อถึงปีมะเส็งในปี พ.ศ. 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา หม่อมเจ้าอาภาพรรณี สวัสดิวัตน์ ขึ้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี ด้วยเป็นพระราชชนนีในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี[2] แต่หลังการยึดอำนาจของคณะราษฎร พระองค์และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ พระสวามี และเจ้านายชั้นสูงหลายพระองค์ได้เสด็จลี้ภัยบนเกาะปีนัง[3]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณีสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2481 สิริพระชนมายุ 64 ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ หน้าพลับพลาหลวง วัดเทพศิรินทราวาส

พระเกียรติยศแก้ไข

พระอิสริยยศแก้ไข

  • หม่อมเจ้าอาภาพรรณี คัคณางค์ (28 มีนาคม 2417 – พ.ศ. 2445)
  • หม่อมเจ้าอาภาพรรณี สวัสดิวัตน์ (พ.ศ. 2445 – 10 พฤศจิกายน 2472)
  • พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี (10 พฤศจิกายน 2472 – 6 สิงหาคม 2481)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "ปกเกล้าปกกระหม่อม (3)". เดลินิวส์. 15 มกราคม 2556. สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2558.
  2. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งกรม ตั้งพระองค์เจ้าและเจ้าพระยา, เล่ม ๔๖, ตอน ๐ ก, ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๒, หน้า ๑๗๔
  3. "ติดเกาะ! ตามสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไป "ลี้ภัยการเมือง" ที่ปีนัง". สารคดี. 18 มีนาคม 2556. สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2558.
  4. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ฝ่ายใน, เล่ม ๔๐, ตอน๐ง, ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๖, หน้า ๓๗๖๕
  5. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ฝ่ายใน, เล่ม ๔๓, ตอน ๐ ง, ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๙, หน้า ๓๑๑๔