พญามังราย[1] (คำเมือง: Lanna-Phaya Mengrai.png; พ.ศ. 1782–1854[1]) เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 25 แห่งหิรัญนครเงินยางเชียงลาว เสด็จขึ้นเสวยราชย์เมื่อ พ.ศ. 1802[1] พระองค์ทรงสร้างเมืองหลายแห่ง เป็นต้นว่า เมืองเชียงราย (ในจังหวัดเชียงรายปัจจุบัน), เวียงกุมกาม, และเมืองเชียงใหม่ (ในจังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบัน) ซึ่งภายหลังเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา จึงถือกันว่า พระองค์เป็นปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนาด้วย[1]

พญามังราย
King Mengrai Monument.jpg
พระบรมราชานุสาวรีย์ที่ห้าแยกพ่อขุน จังหวัดเชียงราย ฝีมือปั้นของปกรณ์ เล็กสน
พระมหากษัตริย์แห่งล้านนา พระองค์ที่ 1
ครองราชย์พ.ศ. 1805–1854 (49 ปี)
ก่อนหน้าตนเองในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งหิรัญนครเงินยางเชียงลาว
ถัดไปพญาไชยสงคราม
พระมหากษัตริย์แห่งหิรัญนครเงินยางเชียงลาว
ครองราชย์พ.ศ. 1802–1805 (3 ปี)
ก่อนหน้าลาวเมง
ถัดไปตนเองในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งล้านนา
ราชวงศ์มังราย
พระราชบิดาลาวเมง
พระราชมารดานางเทพคำข่าย
ประสูติพ.ศ. 1782
หิรัญนครเงินยางเชียงลาว
สวรรคตพ.ศ. 1854 (72 พรรษา)
เชียงใหม่, อาณาจักรล้านนา

พระนามแก้ไข

"มังราย" เป็นพระนามที่ปรากฏในเอกสารชั้นต้นทุกชนิด ทั้งจารึก ใบลาน พงศาวดาร บทกฎหมาย บทกวี และอื่น ๆ[2][3][4] ซึ่งรวมถึง จารึกวัดพระยืน (พ.ศ. 1912), จารึกวัดสุวรรณมหาวิหาร (พ.ศ. 1954), ตำนานมูลศาสนา (พ.ศ. 1965), ชินกาลมาลีปกรณ์ (พ.ศ. 2059), โคลงนิราศหริภุญไชย (พ.ศ. 2060), จารึกวัดเชียงมั่น (พ.ศ. 2124), และมังรายศาสตร์ (ไม่ปรากฏศักราช)[2][5] โดยจารึกวัดพระยืน, จารึกวัดสุวรรณมหาวิหาร, ตำนานมูลศาสนา, ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น, และมังรายศาสตร์ ระบุคำนำพระนามว่า "พญา" (เขียนแบบเก่าว่า "พรญา" หรือ "พรยา")[2][5]

มีแต่พงศาวดารโยนก ที่พระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค) เขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงสยาม และเอกสารสมัยหลังซึ่งอ้างอิงพงศาวดารโยก ที่ออกพระนามว่า "เม็งราย"[2][3][6] โดยไม่ปรากฏเหตุผลที่พระยาประชากิจกรจักร์แก้พระนาม "มังราย" เป็น "เม็งราย" แต่อย่างใด[6] ปัจจุบัน มีสถานที่หลายแห่งใช้ชื่อว่า "เม็งราย" เช่น ตำบลเม็งราย, อำเภอพญาเม็งราย, โรงเรียนเม็งรายมหาราชวิทยาคม, และค่ายเม็งรายมหาราช ในจังหวัดเชียงราย ตลอดจนวัดพระเจ้าเม็งราย ในจังหวัดเชียงใหม่

ส่วนการเปลี่ยนคำนำพระนาม "พญา" เป็น "พ่อขุน" นั้น เป็นผลงานของหลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ) อธิบดีกรมศิลปากร[6] ทั้งนี้ คำว่า "พ่อขุน" เป็นคำนำพระนามพระมหากษัตริย์กรุงสุโขทัยสมัยหนึ่ง แต่ไม่ปรากฏการใช้งานในทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคล้านนา[4][5]

ต้นพระชนม์แก้ไข

พญามังรายเป็นพระราชโอรสของลาวเมง พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 24 แห่งหิรัญนครเงินยางเชียงลาว กับนางเทพคำข่าย พระราชธิดาของท้าวรุ่งแก่นชาย พระมหากษัตริย์แห่งเมืองเชียงรุ่งสิบสองพันนา[1]

การขึ้นเป็นกษัตริย์แก้ไข

เมื่อพระราชบิดาสวรรคตใน พ.ศ. 1802 พญามังรายทรงขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งหิรัญนครเงินยางเชียงลาวต่อ และมีพระราชประสงค์จะทรงรวบรวมหัวเมืองอิสระต่าง ๆ เข้าเป็นหนึ่งเดียว โดยทรงเริ่มจากทางเหนือก่อน แล้วขยายไปฝ่ายใต้[1]

การสร้างเชียงรายแก้ไข

 
ซากโบราณสถานวัดกานโถม ในอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบัน

หลังจากทรงขึ้นครองราชย์ ณ หิรัญนครเงินยางเชียงลาวได้ราว 3 ปี พญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงรายขึ้นเป็นศูนย์อำนาจใหม่ใน พ.ศ. 1805[1] และทรงสร้างเมืองฝางเมื่อ พ.ศ. 1816, ทรงสร้างเมืองชะแวทางตะวันออกเฉียงเหนือของลำพูนเมื่อ พ.ศ. 1826, และทรงสร้างเวียงกุมกามเมื่อ พ.ศ. 1829[1] เมื่อสร้างเมืองใหม่แต่ละครั้ง พญามังรายจะประทับอยู่ที่เมืองนั้น ๆ เสมอ ซึ่งตามความเห็นของประเสริฐ ณ นคร แล้ว "คงมีพระประสงค์ที่จะสร้างชุมชนขึ้นใหม่ เพื่อรวบรวมผู้คนที่กระจัดกระจายกันอยู่ให้มาตั้งเป็นเมืองใหม่ขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ทรงแสวงหาชัยภูมิที่เหมาะสมจะเป็นเมืองหลวงถาวรของพระองค์ต่อไป"[7]

นอกจากนี้ ยังทรงตีได้เมืองมอบ, เมืองไร, และเมืองเชียงคำ จึงมีหัวเมืองหลายแห่งมาขออ่อนน้อมเป็นเมืองขึ้น เช่น เมืองร้าง ต่อมาจึงเสด็จไปเอาเมืองเชียงของได้ใน พ.ศ. 1812 และเมืองเซริงใน พ.ศ. 1818[7]

ระหว่างประทับที่เวียงกุมกาม พญามังรายทรงให้ช่างก่อเจดีย์กู่คำ ณ วัดเจดีย์เหลี่ยม[8] พญามังรายยังโปรดให้นายช่างชื่อ กานโถม สร้างวัดแห่งหนึ่งที่มีพระพุทธปฏิมากร 5 พระองค์สูงใหญ่เท่าพระวรกายของพระองค์ ตลอดจนมหาวิหารและเจดีย์อื่นอีกเป็นอันมาก[9] นายช่างกานโถมปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้เขาไปครองเมืองรอย (ต่อมาสถาปนาเป็นเมืองเชียงแสน)[9] และพระราชทานนามวัดนั้นว่า วัดกานโถม[9]

การตีหริภุญไชยแก้ไข

พญามังรายมีพระราชประสงค์จะได้เมืองหริภุญไชย (ในจังหวัดลำพูนปัจจุบัน) เพราะเป็นเมืองมั่งคั่ง เป็นศูนย์การค้าระหว่างประเทศ ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังมีทางน้ำติดต่อถึงเมืองละโว้และเมืองอโยธยาด้วย[7] ทรงวางแผนให้ข้าหลวงคนหนึ่งชื่อ อ้ายฟ้า เข้าไปเป็นไส้ศึกในเมืองหริภุญไชย[7] ขณะนั้น พญาญี่บาครองเมืองหริภุญไชย[7] อ้ายฟ้าทำให้ชาวหริภุญไชยไม่พอใจพญาญี่บา โดยเกณฑ์ไปขุดเหมืองในฤดูร้อนเพื่อถ่ายแม่น้ำปิงมาสู่แม่น้ำกวงเป็นระยะทาง 36 กิโลเมตร[7] ปัจจุบัน เหมืองดังกล่าวยังมีอยู่และยังใช้การได้[7] นอกจากนี้ อ้ายฟ้ายังให้ตัดไม้ซุงลากผ่านที่นาของชาวบ้านในฤดูทำนา ทำให้ข้าวเสียหาย โดยอ้ายฟ้าแจ้งว่า พญาญี่บาจะทรงสร้างพระราชวังใหม่[7] อ้ายฟ้าบ่อนทำลายเมืองหริภุญไชยอยู่นานเกือบ 7 ปี[7] เป็นเหตุให้ชาวหริภุญไชยเอาใจออกหากพญาญี่บา เมื่อพญามังรายทรงนำกองทัพมาล้อม จึงทรงได้เมืองไปโดยง่ายใน พ.ศ. 1824[7] แต่ชินกาลมาลีปกรณ์ว่าเป็น พ.ศ. 1835[7]

การสร้างเชียงใหม่แก้ไข

เมื่อพญามังรายทรงได้เมืองหริภุญไชยแล้ว ขุนคราม พระราชบุตรพระองค์ที่ 2 ของพญามังราย ก็ตีนครเขลางค์ (ในจังหวัดลำปางปัจจุบัน) ได้ใน พ.ศ. 1839[10] ในปีนั้นเอง พญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น พระราชทานนามว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่"[1]

อาณาเขตของพญามังรายนั้น ปรากฏว่า ทางเหนือถึงเชียงรุ่งและเชียงตุง ทางตะวันออกถึงแม่น้ำโขง แต่ไม่รวมเมืองพะเยา, เมืองน่าน, และเมืองแพร่ ทางใต้ถึงนครเขลางค์ และทางตะวันตกถึงอาณาจักรพุกาม (พม่าและมอญ)[11]

การตีพุกามแก้ไข

พงศาวดารโยนก ของพระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค) ว่า ใน พ.ศ. 1833 อาณาจักรพุกามขอเป็นเมืองขึ้นของพระองค์ พญามังรายจึงเสด็จไปเยือนพุกาม และเมื่อนิวัติ ก็ทรงนำช่างฆ้อง ช่างหล่อ ช่างเหล็ก และช่างฝีมืออื่น ๆ กลับมาด้วย แล้วก็โปรดให้ช่างทองไปประจำที่เมืองเชียงตุง[10] แต่เรื่องดังกล่าวไม่ปรากฏในชินกาลมาลีปกรณ์[10] และประเสริฐ ณ นคร เห็นว่า ถ้าเกิดขึ้นจริง ควรเป็น พ.ศ. 1843 มากกว่า พ.ศ. 1833 เพราะมอญอยู่ในอาณัติของพ่อขุนรามคำแหงกรุงสุโขทัยซึ่งสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 1841 มอญจะแยกตัวไปขึ้นเมืองใหม่ได้ก็ควรหลัง พ.ศ. 1841[10]

นอกจากนี้ บันทึกของจีนและไทลื้อระบุว่า พญามังรายทรงเคยยกรี้พลไปตีเมืองเชียงรุ่งและอาณาจักรพุกามบางส่วนใน พ.ศ. 1840 และสิบสองพันนาใน พ.ศ. 1844 ทั้งกล่าวว่า จีนเคยยกลงมาตีอาณาจักรล้านนาแต่พ่ายแพ้กลับไปด้วย[12]

 
พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ ที่ศาลาว่าการจังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย พ่อขุนรามคำแหง, พญางำเมือง, และพญามังราย ตามลำดับ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแก้ไข

พญามังรายทรงมีสัมพันธไมตรีกับพญางำเมือง พระมหากษัตริย์แห่งเมืองพะเยา (ในจังหวัดพะเยาปัจจุบัน) และพ่อขุนรามคำแหง พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ทั้ง 3 พระองค์เป็นศิษย์สำนักเดียวกันที่เมืองละโว้[13] และเป็นพระสหายร่วมสาบานกันด้วย[13]

พ.ศ. 1819 พญามังรายทรงยกทัพไปตีเมืองพะเยา แต่เมื่อไปถึง พญามังรายกับพญางำเมืองกลับเป็นไมตรีต่อกัน ทำให้ข้อขัดแย้งสิ้นสุดลง หลังจากนั้นไม่นาน พ่อขุนรามคำแหงกับพระมเหสีของพญางำเมืองกระทำชู้กัน พญางำเมืองเชิญพญามังรายมาตัดสิน พญามังรายทรงว่ากล่าวให้พญางำเมืองกับพ่อขุนรามคำแหงกลับเป็นมิตรกันดังเดิม[14]

อนึ่ง เมื่อพญามังรายจะทรงสถาปนาเมืองเชียงใหม่นั้น ทรงปรึกษากับพระสหายทั้ง 2 พ่อขุนรามคำแหงทรงแนะนำว่า ควรลดขนาดเมืองลงครึ่งหนึ่งจากเดิมที่วางผังให้ยาวด้านละ 2,000 วา เพราะเมื่อเกิดศึกสงครามในอนาคต ผู้คนที่ไม่มากพอจะไม่อาจรักษาบ้านเมืองที่กว้างใหญ่เกินไปได้ ซึ่งพญามังรายทรงเห็นชอบด้วย[13]

พระราชไมตรีระหว่างพระมหากษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ ทำให้แต่ละพระองค์ทรงสามารถขยายดินแดนไปได้อย่างไม่ต้องทรงพะวงหน้าพะวงหลัง[13]

กฎหมายแก้ไข

มังรายศาสตร์ (บ้างเรียก วิจิฉัยมังราย) เป็นเอกสารที่ประมวลคำวินิจฉัยทางกฎหมายของพระมหากษัตริย์ ซึ่งรวมถึงพญามังราย[13] ในรัชกาลพญามังราย มังรายศาสตร์มีเพียง 22 มาตรา ว่าด้วยการหนีศึก, ความชอบในสงคราม, หน้าที่ของไพร่ในการเข้าเวรทำงานหลวง 10 วัน กลับบ้านไปกสิกรรม 10 วัน สลับกันไป, และเรื่องที่ดิน[13] ภายหลังมีการแก้ไขเพิ่มเติมจนยาวขึ้นอีก 10 เท่า[13]

มังรายศาสตร์ฉบับเก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลือในปัจจุบันมีเพียงฉบับเดียว คือ ฉบับที่พบ ณ วัดเสาไห้ คัดลอกเอาไว้เมื่อ พ.ศ. 2342 และต่อมา ราชบัณฑิตยสถานแปลเป็นภาษาไทยเมื่อ พ.ศ. 2514[13]

พระราชวงศ์แก้ไข

พญามังรายมีพระราชบุตรเท่าใดไม่ปรากฏชัด แต่ปรากฏว่า พระราชบุตรพระองค์แรกมีพระนามว่า ขุนเครื่อง ทรงให้ไปครองเมืองเชียงราย แต่ภายหลังคิดขบถ จึงทรงให้คนไปลอบสังหาร[9]

พระราชบุตรพระองค์ที่ 2 คือ ขุนคราม มีผลงานเป็นการตีนครเขลางค์ได้สำเร็จ[9] จึงได้เฉลิมพระนามเป็น พญาไชยสงคราม ภายหลังได้สืบราชสมบัติต่อจากพญามังรายเป็นรัชกาลที่ 2 แห่งอาณาจักรล้านนา

พระราชบุตรพระองค์ที่ 3 คือ ขุนเครือ โปรดให้กินเมืองพร้าว แต่ต่อมาถูกพระองค์เนรเทศไปเมืองกองใต้ ชาวไทยใหญ่จึงสร้างเมืองใหม่ให้ขุนเครือปกครองแทน[9]

สวรรคตแก้ไข

พญามังรายสวรรคตเพราะทรงถูกฟ้าผ่ากลางเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. 1854 รวมพระชนม์ 72 พรรษา[9] พญาไชยสงคราม พระราชบุตรพระองค์ที่ 2 เสวยราชย์สืบต่อมา

พ้นรัชกาลพญามังรายแล้ว ราชวงศ์มังรายครอบครองอาณาจักรล้านนาเป็นเอกราชอยู่ระยะหนึ่ง โดยเคยขยายอาณาบริเวณมาครอบคลุมเมืองพะเยา, น่าน, ตาก, แพร่, สวรรคโลก, และสุโขทัยด้วย กระทั่ง พ.ศ. 2101 ถูกพม่าตีแตก แล้วก็กลายเป็นเมืองขึ้นพม่าบ้าง เป็นอิสระบ้าง และเป็นเมืองขึ้นกรุงศรีอยุธยาบ้าง สลับกันไปดังนี้เป็นเวลากว่า 200 ปี จนยอมเป็นเมืองขึ้นกรุงรัตนโกสินทร์ และถูกกลืนเข้าเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน[9]

ในวัฒนธรรมประชานิยมแก้ไข

 
สัญลักษณ์ "ชอบ" ของเฟซบุ๊ก

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2555 มีผู้ตัดต่อภาพอนุสาวรีย์พญามังราย โดยนำสัญลักษณ์ "ชอบ" หรือ "ไลก์" (like) ของเฟซบุ๊กไปติดกับพระหัตถ์ แล้วลงเผยแพร่ทางเพจ "ไลค์ดะ" ในเฟซบุ๊ก โดยเรียกภาพนั้นว่า "พ่อขุนเม็งไลค์"[15] มีบุคคลจำนวนหนึ่งไม่พอใจและพากันเข้าไปต่อว่า[15][16] ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555 มงคล สิทธิหล่อ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย แถลงว่า จะดำเนินคดีแก่เจ้าของเพจไลค์ดะ[17] และในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ชาวเชียงรายบางกลุ่มเดินขบวนแสดงความไม่พอใจต่อเพจไลก์ดะที่บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พญามังรายในอำเภอเมืองเชียงราย ส่วนเพจไลค์ดะได้ปิดตัวลงก่อนหน้านั้นแล้ว[18]

อนึ่ง ในช่วงการประชุมผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 (2nd Asia–Pacific Water Summit) หรือการประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่แต่งกายเป็นพญามังรายด้วย "ชุดกษัตริย์ล้านนาโบราณ เปลือยท่อนบน โชว์พุงหลาม นุ่งผ้านุ่ง มีทับทรวงและมงกุฎ กำลังชี้นิ้วขึ้นฟ้าไปท้ารบเทวดาบนฟ้า"[19]

สถานที่อันเนื่องมาจากพระนามแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 1.6 1.7 1.8 ประเสริฐ ณ นคร (2549). ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด. กรุงเทพฯ: มติชน. p. 267. ISBN 9743236007. Check date values in: |year= (help)
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 ชมรมฮักตั๋วเมือง สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2563-12-28). "ที่มาของ "อนุสาวรีย์สามกษัตริย์" และ "ตำนานพญามังราย"". มติชนสุดสัปดาห์. กรุงเทพฯ: มติชน. สืบค้นเมื่อ 2564-02-05. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  3. 3.0 3.1 ประเสริฐ ณ นคร (2549). ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด. กรุงเทพฯ: มติชน. p. 276. ISBN 9743236007. พญาเม็งราย...พระนามที่ถูกต้องว่า พญามังราย ทั้งนี้ ปรากฏตามหลักฐานในศิลาจารึก ตำนาน และเอกสารดั้งเดิมทุกชนิด ยกเว้นพงศาวดารโยนกที่พระยาประชากิจกรจักร์เรียบเรียงขึ้น และเอกสารที่อ้างอิงพงศาวดารโยนกในชั้นหลัง ซึ่งใช้พระนาม เม็งราย Check date values in: |year= (help)
  4. 4.0 4.1 สุจิตต์ วงษ์เทศ (2559-01-28). "พญามังราย ไม่ใช่พ่อขุนเม็งราย". มติชนออนไลน์. กรุงเทพฯ: มติชน. สืบค้นเมื่อ 2564-02-05. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  5. 5.0 5.1 5.2 เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ (2555-08-24). "750 ปี "พระญามังราย" หรือ "พ่อขุนเม็งราย"?". ประชาไท. กรุงเทพฯ: ประชาไท. สืบค้นเมื่อ 2564-02-05. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  6. 6.0 6.1 6.2 ประสาร ธาราพรรค์ (ม.ป.ป.). "9 มหาราช แห่งสยามประเทศ" (PDF). ศูนย์เอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ: ศูนย์เอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. pp. 2–3. Check date values in: |year= (help)
  7. 7.00 7.01 7.02 7.03 7.04 7.05 7.06 7.07 7.08 7.09 7.10 ประเสริฐ ณ นคร (2549). ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด. กรุงเทพฯ: มติชน. p. 268. ISBN 9743236007. Check date values in: |year= (help)
  8. ประเสริฐ ณ นคร (2549). ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด. กรุงเทพฯ: มติชน. pp. 269–270. ISBN 9743236007. Check date values in: |year= (help)
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 9.6 9.7 ประเสริฐ ณ นคร; 2549, กุมภาพันธ์: 270.
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 ประเสริฐ ณ นคร (2549). ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด. กรุงเทพฯ: มติชน. p. 277. ISBN 9743236007. Check date values in: |year= (help)
  11. ประเสริฐ ณ นคร (2549). ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด. กรุงเทพฯ: มติชน. p. 278. ISBN 9743236007. Check date values in: |year= (help)
  12. ประเสริฐ ณ นคร (2549). ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด. กรุงเทพฯ: มติชน. pp. 277–278. ISBN 9743236007. Check date values in: |year= (help)
  13. 13.0 13.1 13.2 13.3 13.4 13.5 13.6 13.7 ประเสริฐ ณ นคร; 2549, กุมภาพันธ์: 269.
  14. สมหมาย เปรมจิตต์ (2540). ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ฉบับสอบชำระ. สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.[ระบุข้อมูลทางบรรณานุกรมไม่ครบ]
  15. 15.0 15.1 "วธ.เชียงราย เผยเตรียมเอาผิดเพจ "ไลค์ดะ" ตัดต่อรูปพ่อขุน". ประชาไท. 2555-08-19. สืบค้นเมื่อ 2555-08-22. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  16. "รุมประณามแอดมินเฟซบุ๊ก'ไลค์ดะ' แพร่รูปไม่เหมาะสมว่อนเน็ต". ข่าวสด. 2555-08-19. สืบค้นเมื่อ 2555-08-22. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  17. "วธ. เชียงราย จ่อแจ้งความเอาผิดมือดีตัดต่อ "พ่อขุนฯ"". ผู้จัดการ. 2555-08-19. สืบค้นเมื่อ 2555-08-22. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  18. "คนรักรถเชียงราย รวมตัวเรียกร้องจัดการ "ไลค์ดะ" มือตัดต่อภาพ "พ่อขุนฯ"". ผู้จัดการ. 2555-08-22. สืบค้นเมื่อ 2555-08-22. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  19. บัณรส บัวคลี่ (2556-04-29). "ว่าด้วยปลอดประสพ รับบทพญามังราย". ผู้จัดการ. สืบค้นเมื่อ 2556-05-14. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข