นูกูอาโลฟา (ตองงา: Nukuʻalofa) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของตองงา ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะโตงาตาปู มีจำนวนประชากรเท่ากับ 23,221 คน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ และหากนับรวมพื้นที่ Greater Nukuʻalofa จะมีจำนวนประชากรเท่ากับ 35,184 คน นอกจากนี้นูกูอาโลฟายังจัดเป็นพื้นที่เมืองเพียงแห่งเดียวในประเทศตองงา[1][2]

นูกูอาโลฟา
Nukuʻalofa
Parliament Nuku'alofa.jpg Saione.jpg
Nuku alofa Tonga Temple 2007-11-17.jpg Taumoepeau Building.jpg
Royal Palace, Nuku'alofa, Nov 18.jpg
Nukualofa Tonga 2.jpg Nukualofa Tonga 6.jpg
ภาพจากซ้ายไปขวาและบนลงล่าง:
สำนักนายกรัฐมนตรี, โบสถ์ซาอีโอเน, โบสถ์ตองงานูกูอาโลฟา, อาคารเตาโอเมเปเอา, พระราชวัง, ต้นจามจุรีกลางกรุง, อาคารกระทรวงการคลัง
แผนที่ประเทศตองงา
แผนที่ประเทศตองงา
นูกูอาโลฟา is located in Tonga
นูกูอาโลฟา
นูกูอาโลฟา
พิกัดภูมิศาสตร์: 21°8′9″S 175°12′32″W / 21.13583°S 175.20889°W / -21.13583; -175.20889พิกัดภูมิศาสตร์: 21°8′9″S 175°12′32″W / 21.13583°S 175.20889°W / -21.13583; -175.20889
ประเทศ ตองงา
เขตปกครองโตงาตาปู
พื้นที่
 • ทั้งหมด11.41 ตร.กม. (4.41 ตร.ไมล์)
ความสูง4 เมตร (13 ฟุต)
ความสูงจุดสูงสุด6 เมตร (20 ฟุต)
ความสูงจุดต่ำสุด0 เมตร (0 ฟุต)
ประชากร (2016)
 • ทั้งหมด23,221 คน
 • ความหนาแน่น2,035 คน/ตร.กม. (5,270 คน/ตร.ไมล์)
เขตเวลา– (UTC+13)
รหัสพื้นที่676
ภูมิอากาศAf

ในอดีตพื้นที่นูกูอาโลฟาส่วนใหญ่อยู่ใต้ทะเล มีสภาพเป็นเกาะ ไม่ได้เชื่อมต่อกับเกาะโตงาตาปูในปัจจุบัน[3] มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ตั้งแต่ก่อน 800 ปีก่อนคริสตกาล[4] เมื่อมีการสถาปนาจักรวรรดิตูอีโตงาขึ้น พื้นที่นูกูอาโลฟาและเกาะโตงาตาปูอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิแห่งนี้ ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีชาวยุโรปหลายกลุ่มได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนนูกูอาโลฟา[5] นูกูอาโลฟาเริ่มมีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ตองงาในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อกลายมาเป็นศูนย์กลางอำนาจของตูอิกาโนกูโปลู[6]:127 พร้อมกับการเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในประเทศตองงา[7]:130 ระหว่างนี้ภายในประเทศเผชิญกับปัญหาสงครามกลางเมือง ท้ายที่สุดพระเจ้าจอร์จ ตูโปอูที่ 1 สามารถรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ และสถาปนานูกูอาโลฟาเป็นเมืองหลวงของประเทศตามความในรัฐธรรมนูญตองงาเมื่อ ค.ศ. 1875[5]

ปัจจุบันนูกูอาโลฟาเป็นเมืองโตเดี่ยว[8] และเป็นศูนย์กลางทางด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นเสมือนเมืองแห่งการแสวงหาโอกาสในประเทศ จากการที่มีประชากรอพยพเข้ามาอยู่ในนูกูอาโลฟาเป็นจำนวนมาก[9] รวมไปถึงการเป็นศูนย์กลางทางด้านกีฬา โดยนูกูอาโลฟาได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันเซาธ์แปซิฟิกมินิเกมส์ ค.ศ. 1989 และการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โอเชียเนีย ค.ศ. 1998

ศัพทมูลวิทยาแก้ไข

เมื่อศึกษาตามหลักศัพทมูลวิทยาพบว่านูกูอาโลฟา มีที่มาจากคำในภาษาตองงา 2 คำ คือคำว่า Nuku หมายถึง ที่พัก และคำว่า Alofa หมายถึง ความรัก ดังนั้นนูกูอาโลฟา จึงมีความหมายว่าที่พักแห่งความรัก[10] ในภาษาตองงาสามารถถอดชื่อเมืองหลวงแห่งนี้เป็นสัทอักษรได้ว่า /nuku.ˈəloʊfə/[11] นูกูอาโลฟาปรากฏชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในหนังสือของมิชชันนารีชาวอังกฤษที่ชื่อจอร์จ แวสัน ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1810 บอกเล่าถึงประสบการณ์ของเขาในการเดือนทางเยือนตองงาใน ค.ศ. 1797 โดยสะกดชื่อว่า Noogollefa[12]:68 ชื่อของนูกูอาโลฟาปรากฏอีกครั้งในหนังสือของวิลเลียม มารีเนอร์ ได้เขียนบรรยายประสบการณ์ของเขาในฐานะที่เป็นบุตรบุญธรรมของฟีเนา อูลูกาลาลาระหว่าง ค.ศ. 1806–10 โดยเรียกนูกูอาโลฟาว่า Nioocalofa[13]:93 สาเหตุที่การสะกดต่างจากปัจจุบัน เนื่องจากการพัฒนาตัวอักษรละตินเพื่อเขียนภาษาตองงาได้เริ่มจริงจังในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1820–30[14]:102

ประวัติศาสตร์แก้ไข

ก่อนการเข้ามาของชาติตะวันตกแก้ไข

 
พื้นที่ทางวัฒนธรรมแลพีตา

ในช่วงนอร์ธกริปเปียนสมัยไมโอซีน พื้นที่ส่วนมากของนูกูอาโลฟาตั้งอยู่ใต้ทะเล และเป็นส่วนหนึ่งของลากูนฟางาอูตา มีเพียงสันทราย ดอนทรายใต้น้ำและเกาะขนาดเล็กเท่านั้นที่โผล่พ้นผืนน้ำ[3]:687–8 ชาวแลพีตา กลุ่มคนที่พูดภาษาในตระกูลภาษาออสโตรนีเชียนเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่อาศัยในเกาะโตงาตาปู อันมีความเกี่ยวเนื่องกับกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกของประเทศปาปัวนิวกินีและหมู่เกาะโซโลมอนในปัจจุบัน[15] เมื่อชาวแลพีตาเดินทางมาถึงหมู่เกาะตองงาแล้ว ได้ลงหลักปักฐานในนูกูเลกา บนเกาะโตงาตาปู เป็นที่แรก ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันของนูกูอาโลฟา[4] เมื่อนำเครื่องมือในสมัยนั้นผ่านการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี จึงทำให้ทราบว่าชาวแลพีตาเดินทางเข้ามาอยู่ในตองงาในปี 826 ± 8 ก่อนคริสตกาล[4] และได้ขยายชุมชนของตนสู่เกาะที่เป็นพื้นที่ของนูกูอาโลฟาในปัจจุบันด้วย[16] พร้อม ๆ ไปกับการขยายพื้นที่ตั้งถิ่นฐานทั้งในหมู่เกาะตองงาและพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาคพอลินีเซีย[17]

ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือมานุษยวิทยาที่ชัดเจนมากนักเกี่ยวกับพื้นที่นูกูอาโลฟาก่อนการติดต่อกับชาติตะวันตก มีข้อมูลรายละเอียดทราบเพียงว่านับตั้งแต่พระเจ้าอะโฮเออิตูได้สถาปนาจักรวรรดิตูอีโตงาขึ้นใน ค.ศ. 950[18] จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจทางการปกครองจักรวรรดิทั้งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 เมื่อตูอีโตงาได้แต่งตั้งให้พระอนุชาของพระองค์ดำรงพระอิสริยยศเป็นตูอิฮาอะตากาเลาอา ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์[19] และในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อตูอิฮาอะตากาเลาอาได้แต่งตั้งเจ้าชายงาตา พระโอรสของพระองค์ที่ประสูติแต่หญิงชาวซามัวดำรงพระอิสริยยศเป็นตูอิกาโนกูโปลูปกครองฮีฮีโฟ (ตะวันตกของเกาะโตงาตาปู) ซึ่งในเวลาต่อมาตูอิกาโนกูโปลูสามารถก้าวขึ้นมาเป็นราชวงศ์ที่มีอิทธิพลปกครองตองงาทั้งมวลได้[20] พื้นที่นูกูอาโลฟาและเกาะโตงาตาปูก็อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์จากราชวงศ์เหล่านั้นทั้งสิ้น ทว่าไม่มีบทบาทหรือความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานี้มากนัก สันนิษฐานว่าพื้นที่บริเวณนี้น่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของชนชั้นขุนนางผู้ใดผู้หนึ่ง[21]:246–7

การติดต่อกับชาติตะวันตกแก้ไข

 
แผนที่ฉบับแรกของอ่าวโตงาตาบูร่างโดยกัปตันเจมส์ คุกใน ค.ศ. 1777 ซึ่งแสดงถึงอ่าวนูกูอาโลฟาและจุดที่เรือของเขาทอดสมอใกล้กับเกาะปาไงโมตู มีการระบุชื่อเกาะขนาดเล็กที่อยู่ใกล้เคียง เช่น เกาะอาตาตา เกาะปาไงโมตู เป็นต้น

ในวันที่ 10 มิถุนายน 1777 กัปตันเจมส์ คุกซึ่งเป็นชาวอังกฤษได้เขียนบรรยายถึงบริเวณที่เรือของเขาทอดสมออยู่ จากข้อความดังกล่าวประกอบกับแผนที่ของเขาทำให้ทราบว่าบริเวณดังกล่าวตั้งอยู่ที่อ่าวนูกูอาโลฟา[22]:277 แม้ว่ากัปตันเจมส์ คุกไม่เคยระบุชื่อนูกูอาโลฟาหรือชื่อใกล้เคียงอื่นในรายงานการเดินทางของเขา แต่เขาได้กล่าวถึงปาไงโมดู (Pangaimodoo) ตั้งอยู่ทางตะวันออกจากจุดที่เรือของเขาทอดสมออยู่ กัปตันเจมส์ คุกยังได้เขียนถึงการที่เขาเดินทางด้วยเรือแคนูเพื่อไปเยี่ยมชมมูอา (Mooa) ซึ่งพระเจ้าเปาลาโฮและเหล่าผู้มีอำนาจพำนักอยู่ โดยพระเจ้าเปาลาโฮได้จัดที่พักให้บริเวณชายหาด ห่างจากเรือประมาณ 1⁄3 ไมล์ (500 ม.)[22]:279–81 ต่อมาใน ค.ศ. 1797 จอร์จ แวสัน มิชชันนารีชาวอังกฤษจากสมาคมมิชชันนารีลอนดอนเข้ามาเยี่ยมชมตองงา พร้อมทั้งระบุชื่อนูกูอาโลฟาในหนังสือของเขาที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1810 นับเป็นครั้งแรกที่ชื่อนูกูอาโลฟามีปรากฏขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร[12]:68

ค.ศ. 1797 พระเจ้ามูมูอีสวรรคต พระโอรสองค์โตคือพระเจ้าตูกูอาโฮได้ขึ้นครองราชย์แทน จากบันทึกของมิชชันนารีพบว่าพระเจ้าตูกูอาโฮทรงดำรงพระองค์อย่างทรราชย์ มักลงโทษประชาชนของพระองค์อย่างรุนแรง[6]:122–3 นำไปสู่การลอบปลงพระชนม์พระเจ้าตูกูอาโฮในวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1799 โดยกลุ่มขุนนางผู้ปกครองท้องถิ่นที่มาเข้าร่วมงานฝังพระบรมศพพระเจ้าโตอาฟูนากี ตูอิฮาอะตากาเลาอาพระองค์ที่ 18[6]:124 การกระทำครั้งนี้นำไปสู่สงครามกลางเมืองในเวลาต่อมา พระญาติสายรองอย่างพระเจ้ามาอาฟูโอลีมูโลอาได้สืบพระอิสริยยศตูอิกาโนกูโปลูต่อ แต่ไม่นานก็ถูกลอบปลงพระชนม์[6]:127 เจ้าชายตูโปอูมาโลฮีเสด็จกลับโตงาตาปูจากการเข้าร่วมการสงครามในฟีจี ทราบข่าวว่าตูอิกาโนกูโปลูสวรรคตจึงสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นตูอิกาโนกูโปลู ย้ายศูนย์กลางอำนาจจากฮีฮีโฟมาอยู่ที่นูกูอาโลฟา พร้อมทั้งสร้างป้อมปราการขึ้น[6]:127 อย่างไรก็ตามป้อมปราการแห่งนี้ถูกทำลายลงโดยปืนใหญ่ เมื่อฟีเนา อูลูกาลาลา ผู้ปกครองวาวาอูและฮาอะไปเข้าล้อมป้อมปราการและใช้การระดมยิงด้วยปืนใหญ่ ท้ายที่สุดสามารถยึดครองป้อมนูกูอาโลฟาได้สำเร็จ พระเจ้าตูโปอูมาโลฮีเสด็จลี้ภัยไปยังฮาอะไป[13]:93-6

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แม้ผู้นำพื้นที่ต่าง ๆ ในจักรวรรดิตูอีโตงาจะมีความขัดแย้งกัน พร้อม ๆ ไปกับความเสื่อมถอยของอำนาจการปกครองจากส่วนกลาง[23]:2 ทว่าพื้นที่นูกูอาโลฟากลายเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่คริสต์ศาสนา เมื่อพระเจ้าอาเลอาโมตูอา ตูอิกาโนกูโปลูพระองค์ที่ 18 มีส่วนสำคัญในการสนับสนุน ใน ค.ศ. 1826 สมาคมมิชชันนารีลอนดอนได้ส่งมิชชันนารีจากตาฮีตีเดินทางไปยังฟีจี และมีจุดแวะพักระหว่างทางที่นูกูอาโลฟา เมื่อคณะเดินทางมาถึงนูกูอาโลฟา พระเจ้าอาเลอาโมตูอาได้กักตัวมิชชันนารีชาวตาฮีติ 2 คนไว้กับพระองค์ เพื่อให้ทั้งสองคนสอนศาสนาให้แก่พระองค์ นำไปสู่การสร้างโบสถ์และโรงเรียนสอนศาสนา[7]:129 ในปีเดียวกัน อาตาผู้ปกครองฮีฮีโฟได้ให้ความคุ้มครองคณะมิชชันนารีเมธอดิสต์ แต่ไม่สนใจเปลี่ยนศาสนา[24]:280 พระเจ้าอาเลอาโมตูอาจึงเสด็จไปพบกับคณะมิชชันนารีเมธอดิสต์กลุ่มดังกล่าว ส่งผลให้ใน ค.ศ. 1827 คณะดังกล่าวได้เดินทางมาพำนักที่นูกูอาโลฟาเพื่อช่วยเหลือในการเผยแพร่ศาสนา ด้วยการให้ความร่วมมือของมิชชันนารีตาฮีติที่อยู่มาก่อนหน้า[7]:130 การเข้ามาของมิชชันนารีเมธอดิสต์สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ปกครองท้องถิ่นในตองงาเป็นอย่างมาก เนื่องจากมองว่าการเป็นมิตรกับคนผิวขาว เป็นภัยต่อความมั่นคงในอำนาจของตน ส่งผลให้ในระยะแรกพระเจ้าอาเลอาโมตูอาไม่กล้าเปลี่ยนศาสนา แต่แอบนับถือคริสต์ศาสนาเป็นการลับ[24]:287–8 อย่างไรก็ตามในวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1830 พระองค์ได้ตัดสินพระทัยเปลี่ยนไปนับถือคริสต์ศาสนาอย่างเป็นทางการ[7]:130 ศาสนาคริสต์เติบโตขึ้นเป็นลำดับ ความขัดแย้งที่เดิมเคยเกิดขึ้น พัฒนาเป็นความขัดแย้งทางศาสนา นำไปสู่การเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนคริสต์ศาสนากับกลุ่มความเชื่อดั้งเดิม จนกระทั่งเตาฟาอาเฮา กษัตริย์แห่งฮาอะไปและวาวาอู ผู้นำฝ่ายสนับสนุนคริสต์ศาสนาซึ่งเป็นพระภาติยะของพระเจ้าอาเลอาโมตูอา ได้รับชัยชนะและรวมหมู่เกาะตองงาเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จใน ค.ศ. 1852[5]

 
การฉกชิงทรัพย์ในเหตุจลาจลนูกูอาโลฟา ค.ศ. 2006

ราชอาณาจักรตองงาแก้ไข

หลังจากที่พระเจ้าจอร์จ ตูโปอูที่ 1 สถาปนาราชอาณาจักรตองงาขึ้น พระองค์เลือกเมืองปาไงและลิฟูกาในฮาอะไปเป็นเมืองหลวงแห่งแรก ๆ ของราชอาณาจักร[25][26] ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่นูกูอาโลฟาใน ค.ศ. 1851 โดยสถานะเมืองหลวงได้รับการยืนยันจากรัฐธรรมนูญของตองงาใน ค.ศ. 1875 และกำหนดให้การประชุมรัฐสภาต้องเกิดขึ้นในนูกูอาโลฟาเท่านั้น ยกเว้นในภาวะสงคราม[27]

ใน ค.ศ. 1992 มีการก่อตั้งขบวนการนิยมประชาธิปไตยขึ้นในตองงา[28] โดยกลุ่มนิยมประชาธิปไตยได้พยายามเรียกร้องให้มีตัวแทนของประชาชนในรัฐสภามากขึ้น ซึ่งมีเพียง 9 คนเท่านั้น ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมักมาจากขุนนางและชนชั้นสูงที่มีความสนิทสนมกับราชวงศ์[29] ความไม่พอใจในการปกครองมีมากขึ้นจากการที่รัฐบาลเชื้อพระวงศ์และขุนนางดำเนินการผิดพลาดหลายประการ รวมไปถึงการเพิ่มพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์และการจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน[28] จากความไม่พอใจในการบริหารงานของรัฐบาลจึงเกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยทั่วนูกูอาโลฟาใน ค.ศ. 2005 เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปการปกครองให้เป็นระบอบประชาธิปไตย[30] ความล่าช้าในการปฏิรูปการปกครองก่อให้เกิดการจลาจลทั่วนูกูอาโลฟาใน ค.ศ. 2006 ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตและเศรษฐกิจ[31] มีการประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้น[28] รัฐบาลตองงาต้องกู้เงินจากรัฐบาลจีนกว่า 109 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซ่อมแซมแซมพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของเมืองที่ถูกทำลายในเหตุการณ์นี้[32] การเรียกร้องครั้งนี้นำไปสู่การสละพระราชอำนาจของพระองค์ส่วนใหญ่ของสมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จ ตูโปอูที่ 5 และเริ่มการปฏิรูปการปกครองใน ค.ศ. 2008 [28] โดย ค.ศ. 2010 เป็นปีแรกที่มีการเลือกตั้งทั่วไปที่สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน[33]

ภูมิศาสตร์แก้ไข

ภูมิประเทศแก้ไข

 
ภาพถ่ายดาวเทียมนูกูอาโลฟา

นูกูอาโลฟาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะโตงาตาปู ซึ่งเป็นเกาะปะการังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะตองงา[34]:100 ห่างไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของซูวาเมืองหลวงของฟีจีเป็นระยะทางประมาณ 750 กิโลเมตรและห่างจากนครออกแลนด์ของนิวซีแลนด์ประมาณ 2,000 กิโลเมตร[2] ครอบคลุมพื้นที่ 11.41 ตารางกิโลเมตร และหากนับรวมพื้นที่ปริมณฑลด้วยจะครอบคลุมพื้นที่ 34.82 ตารางกิโลเมตร[1] ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบ มีระดับความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลประมาณ 4 เมตร[35] ทรัพยากรดินโดยรวมมีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากเถ้าถ่านภูเขาไฟจากเกาะข้างเคียง[36]:5–6 และดินในบริเวณใกล้ชายฝั่งตอนเหนือของนูกูอาโลฟามีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกมากที่สุดบนเกาะโตงาตาปู[36]:10 ส่วนทรัพยากรน้ำนั้น นูกูอาโลฟาพึ่งพาการใช้ระบบน้ำใต้ดินเป็นหลัก โดยส่งผ่านท่อไปตามครัวเรือนต่าง ๆ อย่างไรก็ตามพบว่าครัวเรือนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งนิยมใช้น้ำที่มาจากน้ำฝนมากกว่า เนื่องจากพื้นที่โดยรวมค่อนข้างต่ำ การวางท่อประปาใกล้ทะเลจึงมักพบปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำเข้ามา ส่งผลให้คุณภาพไม่เป็นที่น่าพอใจ[37] นอกจากนี้บางส่วนยังพบการปนเปื้อนของน้ำใต้ดินจากน้ำเสียอีกด้วย[38]:126

บริเวณพื้นที่ทางทะเลที่ตั้งอยู่ใกล้นูกูอาโลฟามีพื้นที่อนุรักษ์หรือพื้นที่สงวนทางทะเลที่สำคัญหลายแห่ง เช่น แนวปะการังโมอูนู ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 0.506 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของนูกูอาโลฟา[39] แนวปะการังปาไงโมตู ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 1.325 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนูกูอาโลฟา[40] และลากูนฟางาอูตาและฟางากาเกา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 22.273 ตารางกิโลเมตร โดยนูกูอาโลฟามีพื้นที่ติดต่อกับลากูนนี้ทางทิศใต้[41] เป็นต้น

ภูมิอากาศแก้ไข

ตามการแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิพเพิน นูกูอาโลฟามีลักษณะภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น โดยได้รับอิทธิพลจากลมค้าตะวันออกเฉียงใต้[42] ฤดูกาลในนูกูอาโลฟาเหมือนกับฤดูกาลโดยทั่วไปของประเทศตองงา ซึ่งมี 2 ฤดู คือ ฤดูฝนและฤดูแล้ง โดยจะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤศจิกายน–เมษายน ซึ่งช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม จะเป็นช่วงเดือนที่ฝนตกมากที่สุด และฤดูแล้งระหว่างเดือนพฤษภาคม–ตุลาคม[42] ด้วยนูกูอาโลฟาไม่มีเดือนใดที่มีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 60 มม. (2.4 นิ้ว) จึงกล่าวได้ว่าไม่มีฤดูแล้งที่แท้จริง[43] อย่างไรก็ตามในระยะหลังปริมาณน้ำฝนเริ่มลดน้อยลงเล็กน้อยและมีความผันผวนของปริมาณน้ำฝนเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เอลนีโญ[42] สำหรับอุณหภูมิเฉลี่ยของนูกูอาโลฟาอยู่ที่ประมาณ 24 °C (75 °F) โดยเดือนมกราคม–มีนาคม เป็นช่วงที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุด ในขณะที่เดือนมิถุนายน–สิงหาคม มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำที่สุด[43] จากการเก็บข้อมูลสภาพภูมิอากาศของนูกูอาโลฟาย้อนกลับไปตั้งแต่ ค.ศ. 1949 พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยพิ่มขึ้นประมาณ 0.4–0.6 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา[42]

ข้อมูลภูมิอากาศของนูกูอาโลฟา
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 32
(90)
32
(90)
31
(88)
30
(86)
30
(86)
28
(82)
28
(82)
28
(82)
28
(82)
29
(84)
30
(86)
31
(88)
32
(90)
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 29.4
(84.9)
29.9
(85.8)
29.6
(85.3)
28.5
(83.3)
26.8
(80.2)
25.8
(78.4)
24.9
(76.8)
24.8
(76.6)
25.3
(77.5)
26.4
(79.5)
27.6
(81.7)
28.7
(83.7)
27.3
(81.1)
อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) 26.4
(79.5)
26.8
(80.2)
26.6
(79.9)
25.3
(77.5)
23.6
(74.5)
22.7
(72.9)
21.5
(70.7)
21.5
(70.7)
22.0
(71.6)
23.1
(73.6)
24.4
(75.9)
25.6
(78.1)
24.1
(75.4)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 23.4
(74.1)
23.7
(74.7)
23.6
(74.5)
22.1
(71.8)
20.3
(68.5)
19.5
(67.1)
18.1
(64.6)
18.2
(64.8)
18.6
(65.5)
19.7
(67.5)
21.1
(70)
22.5
(72.5)
20.9
(69.6)
อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 16
(61)
17
(63)
15
(59)
15
(59)
13
(55)
11
(52)
10
(50)
11
(52)
11
(52)
12
(54)
13
(55)
16
(61)
10
(50)
ปริมาณฝน มม (นิ้ว) 174
(6.85)
210
(8.27)
206
(8.11)
165
(6.5)
111
(4.37)
95
(3.74)
95
(3.74)
117
(4.61)
122
(4.8)
128
(5.04)
123
(4.84)
175
(6.89)
1,721
(67.76)
ความชื้นร้อยละ 77 78 79 76 78 77 75 75 74 74 73 75 76
วันที่มีฝนตกโดยเฉลี่ย 17 19 19 17 15 14 15 13 13 11 12 15 180
แหล่งที่มา: Weatherbase[43]

การปกครองแก้ไข

 
สำนักงานข้าหลวงใหญ่สหราชอาณาจักร

นูกูอาโลฟาไม่ได้จัดเป็นเขตการปกครองหรือหมู่บ้านตามหลักการแบ่งเขตการปกครองของประเทศตองงา แต่เกิดจากการรวมกันของหมู่บ้านชุมชนเมือง 3 แห่งทางตอนเหนือของเกาะโตงาตาปูได้แก่ โกโลโฟโออู มาอูฟางา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตโกโลโฟโออู และโกโลโมตูอา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตโกโลโมตูอา[1] ในบางครั้งเรียกรวมพื้นที่ของเขตโกโลโฟโออูและเขตโกโลโมตูอารวมกันว่า Greater Nuku'alofa[44]:25 ดังนั้นอำนาจการดูแลพื้นที่ของนูกูอาโลฟาจึงอยู่ในขอบเขตของเจ้าหน้าที่ประจำเขตและเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านที่กล่าวมาข้างต้น โดยตำแหน่งเหล่านี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน[45] อย่างไรก็ตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีอยู่อย่างจำกัด[46]:21 ดังนั้นหน้าที่การบริหารจัดการส่วนใหญ่ในการดูแลนูกูอาโลฟาจึงอยู่ภายใต้การจัดการของรัฐบาลตองงาเป็นหลัก[47]:126

นูกูอาโลฟาในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ จึงเป็นศูนย์กลางทางด้านการเมืองการปกครองของประเทศ โดยมีทั้งหน่วยงานด้านนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ รวมไปถึงพระราชวังหลวงตองงา ที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์ตองงาด้วย[48][49]:95 นอกจากนี้นูกูอาโลฟายังเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูต 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย[50] ประเทศนิวซีแลนด์[51] ประเทศจีน[52] ประเทศญี่ปุ่น[53] และสหราชอาณาจักร[54]

เศรษฐกิจแก้ไข

นูกูอาโลฟาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ[55] หน่วยงานทางด้านการเงินที่สำคัญของประเทศอย่างธนาคารกลางตองงามีสำนักงานใหญ่อยู่ภายในเมือง[56] นูกูอาโลฟายังมีร้านค้า ร้านอาหารและโรงแรมให้บริการแก่ผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจภายในนูกูอาโลฟายังคงอยู่ในสภาวะฟื้นตัวจากเหตุการณ์จลาจลเมื่อ ค.ศ. 2006 ซึ่งกว่าร้อยละ 80 ของย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ถูกเผาทำลายจากเหตุการณ์นั้น[57] ไม่เพียงแต่เศรษฐกิจภายในนูกูอาโลฟาเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ในครั้งนั้นยังส่งผลต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย[57] การดำเนินการซ่อมแซมพื้นที่ที่เสียหายดำเนินการแล้วเสร็จใน ค.ศ. 2012[48]

ด้วยความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากกว่าพื้นที่อื่น ส่งผลให้มีประชากรจากพื้นที่ภายนอกเป็นจำนวนมาก อพยพเข้ามาอยู่ในนูกูอาโลฟา[9] แรงกดดันจากการเพิ่มจำนวนของประชากรทำให้รัฐบาลตองงามีความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ประปา สุขาภิบาล ไฟฟ้า ที่อยู่อาศัยและการศึกษา เป็นต้น เพื่อรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น[58] ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพที่เป็นวิชาชีพ รองลงมาเป็นผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการค้าและการบริการ และงานหัตถกรรมตามลำดับ[1] [2] ประชากรส่วนใหญ่ในนูกูอาโลฟาประกอบอาชีพที่ได้รับค่าตอบแทนทั้งที่เป็นเจ้าของกิจการเองและเป็นลูกจ้าง บางส่วนประกอบอาชีพในกิจการของครอบครัว มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ประกอบอาชีพเพื่อการประทังชีวิต (Subsistence workers) ซึ่งยังมีการประกอบอาชีพลักษณะนี้เป็นจำนวนมากในพื้นที่ชนบท[2] จากสถิติสำมะโนประชากร ค.ศ. 2016 นูกูอาโลฟามีประชากรเพศชายเข้าสู่ระบบแรงงานมากกว่าเพศหญิง และมีอัตราการว่างงานเท่ากับร้อยละ 1.4[2]

ประชากรแก้ไข

จำนวนประชากรนูกูอาโลฟา
ปี ประชากร  ±%  
1931 4,005—    
1956 9,202+129.8%
1966 15,545+68.9%
1976 18,312+17.8%
1986 21,383+16.8%
1996 22,400+4.8%
2006 23,658+5.6%
2011 24,229+2.4%
2016 23,221−4.2%
สำมะโนประชากรของนูกูอาโลฟา[38]:33[1][59][60][61]
หมู่บ้าน ประชากร[1]
โกโลโฟโออู 8,265
โกโลโมตูอา 7,595
มาอูฟางา 7,361
รวม 23,221

จากการทำสำมะโนประชากรใน ค.ศ. 2016 พบว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในูกูอาโลฟามีทั้งสิ้น 23,221 คน คิดเป็นร้อยละ 23.20 ของประชากรทั้งประเทศ และหากรวมประชากรในเขตปริมณฑลของนูกูอะโลฟาจะมีประชากรรวมกัน 35,184 คน มีความหนาแน่นของประชากรเท่ากับ 2035 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร[1] ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 ประชากรที่อาศัยอยู่ในนูกูอาโลฟามีเพียงร้อยละ 10 จากประชากรของทั้งประเทศ[9] ทว่านับตั้งแต่ ค.ศ. 1931 เป็นต้นมา ประชากรในนูกูอาโลฟาเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด[38]:33 เนื่องจากประชากรในชนบทต้องการแสวงหาโอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพ ประกอบกับพื้นที่ชนบทมีข้อจำกัดทางด้านการขยายที่ดินทำการเกษตร ส่งผลให้ประชากรในเขตเกาะต่าง ๆ ลดน้อยลงเป็นอย่างมาก[9] อย่างไรก็ตามใน ค.ศ. 2016 อัตราการเติบโตของประชากรในนูกูอาโลฟากลับลดลง ซึ่งลักษณะเช่นนี้พบได้ทั่วไปเกือบทุกเมืองในประเทศตองงา[1] แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่มีการคาดหมายว่าประชากรของนูกูอาโลฟาอาจเพิ่มสูงได้ถึง 45,000 คน ใน ค.ศ. 2030[62] ประชากรที่อาศัยอยู่ในนูกูอาโลฟาจัดว่าเป็นประชากรเพียงกลุ่มเดียวในประเทศที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง โดยเกณฑ์การจัดเขตเมืองของประเทศตองงากำหนดให้เขตเมืองคือหมู่บ้านที่มีประชากรเกิน 5,000 คน ซึ่งพบได้เฉพาะในนูกูอาโลฟาเท่านั้น[1]

โครงสร้างประชากรของนูกูอาโลฟามีประชากรเชื้อชาติตองงาและลูกครึ่งตองงาเป็นประชากรกลุ่มหลักจำนวน 22,117 คน (ร้อยละ 95.25) รองลงมาคือชาวจีน 369 คน (ร้อยละ 1.59) ส่วนที่เหลือเป็นชาวยุโรป ชาวฟีจี ชาวเอเชียและกลุ่มประชากรที่มาจากหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก[1] ประชากรส่วนมากสามารถใช้ภาษาตองงาและภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้ แต่ประชากรโดยรวมเริ่มมีค่านิยมให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาตองงามากขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากหลักสูตรของโรงเรียนมัธยมในนูกูอาโลฟา และกิจการด้านสื่อของประเทศ[63]

การนับถือศาสนาของประชากรในนูกูอาโลฟาคล้ายคลึงกับการนับถือศาสนาของประชากรตองงาทั่วไป โดยประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์เป็นส่วนมาก แบ่งเป็นคริสตจักรฟรีเวสเลยันจำนวน 8,491 คน (ร้อยละ 36.67) โรมันคาทอลิกจำนวน 4,374 คน (ร้อยละ 18.83) ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งสิทธิชนยุคสุดท้ายจำนวน 2,754 คน (ร้อยละ 11.86) ส่วนที่เหลือนั้นนับถือศาสนาคริสต์นิกายอื่น ๆ เช่น คริสตจักรอิสระตองงา แองกลิคัน เป็นต้น อย่างไรก็ตามพบประชากรที่นับถือศาสนาอื่น โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดคือกลุ่มผู้นับถือศาสนาบาไฮจำนวน 167 คน (ร้อยละ 0.72) และศาสนาพุทธจำนวน 21 คน (ร้อยละ 0.09)[1]

วัฒนธรรมแก้ไข

สถาปัตยกรรมแก้ไข

 
อาสนวิหารเซนต์แมรี

ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญตองงาที่ให้สิทธิ์แก่ชายอายุ 16 ปีขึ้นไป สามารถถือครองที่ดินสำหรับทำการเกษตรและที่ดินสำหรับสร้างที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ประชาชนชาวตองงาเปลี่ยนรูปแบบที่อยู่อาศัยจากการที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นการอยู่แบบแยกครอบครัวมากขึ้น โดยแต่ละครอบครัวจะมีการสร้าง ฟาเล (ตองงา: fale) สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย และมีการแบ่งพื้นที่สำหรับการซักล้าง การทำอาหารและพื้นที่เลี้ยงหมู[64]:698–9 ด้วยการเจริญเติบโตของนูกูอาโลฟาและการติดต่อกับชาติตะวันตก ความนิยมการสร้างบ้านด้วยงานสถาปัตยกรรมแบบฟาเลได้เปลี่ยนไปเป็นแบบสมัยนิยมมากขึ้น[65] เช่น พระราชวังหลวงตองงาที่สร้างขึ้นในลักษณะของอาคารสองชั้นในรูปแบบวิกตอเรีย เป็นต้น[66] อย่างไรก็ตามงานสถาปัตยกรรมแบบฟาเลยังคงอยู่ในรูปแบบของศาสนสถานของคริสต์ศาสนาและอาคารสำคัญหลายแห่ง[67] โดยนำวิธีการก่อสร้างสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการก่อสร้าง[68] เช่น อาสนวิหารเซนต์แมรี พิพิธภัณฑ์ตองงา อาคารรัฐสภาและศูนย์วัฒนธรรม เป็นต้น[65]

อาหารแก้ไข

 
โอตาอีกา

อาหารทะเลเป็นอาหารที่พบได้ทั่วไปในนูกูอาโลฟา มีการจัดจำหน่ายอาหารเหล่านี้ทั้งในร้านอาหารและร้านค้าข้างถนน[69] โดยอาหารที่ถือได้ว่าขึ้นชื่อที่สุดของนูกูอาโลฟาและประเทศตองงาเป็นอาหารที่มีมะพร้าวและเนื้อสัตว์เป็นองค์ประกอบ เช่น โอตาอีกา ('Ota 'ika) เป็นการนำเนื้อปลาทะเลสดหมักกับน้ำกะทิ[70] และลู (Lū) เป็นการนำเนื้อสัตว์และกะทิพันด้วยใบเผือก[70] เป็นต้น นอกจากอาหารพื้นเมืองแล้ว พบว่าภายในนูกูอาโลฟามีการจำหน่ายอาหารนานาชาติด้วย เช่น อาหารจีนและอาหารตะวันตก เป็นต้น[71]

เทศกาลแก้ไข

ในฐานะที่นูกูอาโลฟาเป็นเมืองหลวงและชุมชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ดังนั้นกิจกรรมและเทศกาลหลายอย่างจึงจัดขึ้นในเมืองนี้ มีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวันสากลเป็นประจำทุกปี เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันจันทร์ศักดิ์สิทธิ์ วันศุกร์ประเสริฐและวันคริสต์มาส เป็นต้น[72][73] นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวันหยุดและเทศกาลของตองงาด้วย งานเทศกาลที่ถือได้ว่ามีการจัดอย่างยิ่งใหญ่และเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือเทศกาลเฮอิลาลา โดยจะจัดเฉลิมฉลองขึ้นเป็นเวลา 2–3 สัปดาห์ ระหว่างเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม[74] เทศกาลนี้เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1980 เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของสมเด็จพระราชาธิบดีเตาฟาอาเฮา ตูโปอูที่ 4[75] ในช่วงเทศกาล ชาวตองงาจะรวมตัวกันเพื่อร่วมชมขบวนพาเหรด เข้าร่วมการประกวดในกิจกรรมดนตรีและรับประทานอาหารบริเวณรอบตัวเมือง พร้อมทั้งสนทนาพูดคุยกับเพื่อนและบุคคลในครอบครัว[72][76] กิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเทศกาลคือการประกวดนางงาม Miss Heilala ซึ่งมีสาวงามจากตองงาและต่างประเทศเข้าร่วมการประกวด[77] นอกจากเทศกาลเฮอิลาลา มีงานเทศกาลที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศตองงาอื่นที่จัดทั่วไปในนูกูอาโลฟา เช่น งานเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระมหากษัตริย์และรัชทายาท งานวันตองงา ซึ่งจัดในวันที่ 4 พฤศจิกายนของทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ เป็นต้น[72] อย่างไรก็ตามในบางครั้งมักมีการจัดงานเฉลิมฉลองเป็นพิเศษ ซึ่งรัฐบาลมักประกาศให้วันเฉลิมฉลองดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการแบบกรณีพิเศษด้วย เห็นได้จากการจัดงานเฉลิมฉลองให้กับทีมรักบี้ลีกตองงาที่สามารถทำการแข่งขันชนะทีมสหราชอาณาจักรและออสเตรเลียเป็นครั้งแรก[78]

กีฬาแก้ไข

รักบี้ยูเนียนเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศตองงา[79] โดยมีกะลาสีเรือและมิชชันนารีเป็นผู้นำกีฬารักบี้มาเผยแพร่ที่นูกูอาโฟลและบริเวณใกล้เคียงเป็นที่แรก[80] เมื่อทีมรักบี้ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ มักมีการจัดงานเฉลิมฉลองทั่วไปในนูกูอาโลฟา[81] รักบี้ทีมชาติตองงาจะใช้สนามกีฬาเตอูฟาอีวาในนูกูอาโลฟาเป็นสนามเหย้า[82] ในระดับท้องถิ่นเมื่อมีการแข่งกีฬารักบี้ชิงชนะเลิศระดับชาติ จะใช้สนามกีฬาเตอูฟาอีวาเป็นสนามกีฬาที่ใช้จัดการแข่งขันเช่นกัน โดยมักได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก[83] นอกจากกีฬารักบี้แล้ว มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลและกรีฑาที่สนามกีฬาแห่งนี้เช่นกัน[84]

นูกูอาโลฟาได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพในมหกรรมกีฬาหลายรายการ โดยใช้สนามกีฬาเตอูฟาอีวาเป็นสนามกีฬาหลัก การแข่งขันระดับประเทศที่จัดในนูกูอาโลฟาเป็นประจำทุกปีคือการแข่งขันกีฬาระหว่างวิทยาลัย ซึ่งจัดขึ้นในเดือนเมษายนเป็นประจำทุกปี[85] ในส่วนของการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาตินั้น นูกูอาโลฟาเคยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาในระดับนานาชาติหลายรายการ เช่น เซาธ์แปซิฟิกมินิเกมส์ 1989[86] การแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โอเชียเนีย 1998[87]และการแข่งขันกรีฑาเยาวชนชิงแชมป์โอเชียเนีย 1998[88] เป็นต้น

ภาพพาโนรามาสนามกีฬาเตอูฟาอีวา

สื่อแก้ไข

 
สำนักงานคณะกรรมาธิการแพร่สัญญาณตองงา

นูกูอาโลฟาเป็นศูนย์กลางของกิจการด้านสื่อของประเทศตองงา คณะกรรมาธิการแพร่สัญญาณแห่งตองงาเป็นกิจการการแพร่สัญญาณแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองแห่งนี้ ได้ดำเนินการแพร่สัญญาณโทรทัศน์จำนวน 2 ช่อง ได้แก่ ทีวีตองงา 1 ครอบคลุมพื้นที่ของเกาะโตงาตาปูและเออัว[89]และทีวีตองงา 2 ที่มีการนำรายการโทรทัศน์ของประเทศจีนเข้าสู่ผังรายการด้วย[90] นอกจากสถานีโทรทัศน์ของภาครัฐแล้ว ประชาชนสามารถเลือกรับชมโทรทัศน์ในระบบเคเบิลทีวี มีดิจิเซล ตองงาเป็นผู้ให้บริการหลักได้[91][92] การเผยแพร่สัญญาณโทรทัศน์นั้นจะมีรายการที่ใช้ภาษาตองงาและภาษาอังกฤษ[93] ในส่วนของกิจการด้านวิทยุ คณะกรรมาธิการแพร่สัญญาณแห่งตองงามีส่วนสำคัญในการแพร่สัญญาณวิทยุ 3 คลื่นความถี่ ได้แก่ เรดิโอตองงา (1017AM) Kool 90FM และ 103FM[94] ในส่วนของสถานีวิทยุของเอกชนที่แพร่สัญญาณจากนูกูอาโลฟา เช่น Letio Faka-Kalisitiane 93FM[95] และเรดิโอนูกูอาโลฟา[91] เป็นต้น

สำหรับด้านสื่อสารมวลชน ส่วนใหญ่มักมีเอกชนเป็นเจ้าของและมักลงเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เช่น ไทม์ออฟตองงา มาตางีโตงา เป็นต้น[91] ตั้งแต่ ค.ศ. 1960 รัฐบาลเคยดำเนินกิจการหนังสือพิมพ์เป็นของตนเองในชื่อ Tonga Chronicle ก่อนจะแปรรูปจากกิจการของรัฐมาเป็นของเอกชนใน ค.ศ. 2006[96]

การท่องเที่ยวแก้ไข

 
ชายฝั่งทางเหนือของนูกูอาโลฟา

ด้วยนูกูอาโลฟาเป็นเมืองขนาดเล็ก ดังนั้นนักท่องเที่ยวสามารถใช้การเดินหรือปั่นจักรยานเพื่อเยี่ยมชมตามจุดต่าง ๆ ของเมืองได้[97]:98 โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวของนูกูอาโลฟาจัดได้ว่าดีกว่าพื้นที่อื่นในประเทศ เนื่องจากมีร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม สิ่งอำนวยความสะดวกและที่พักเป็นจำนวนมาก[97]:109 มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งตั้งอยู่ภายในเมือง เช่น พิพิธภัณฑ์แห่งชาติตองงา ศูนย์หัตถกรรมลางาโฟนูอา สุสานหลวงของราชวงศ์ปัจจุบันและพระราชวังหลวง เป็นต้น[97]:102–7 กิจกรรมทางทะเลก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความนิยมเช่นกัน โดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมกิจกรรมดำน้ำดูปะการัง ตกปลาและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากทะเลได้[97]:101, 107 นอกจากนี้ระหว่างช่วงเดือนมีนาคม–สิงหาคม นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมการแข่งขันกีฬารักบี้ที่สนามเตอูฟาอีวาได้[97]:101 และด้วยความที่ตองงาเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับคริสต์ศาสนา ดังนั้นในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่ชาวตองงาไม่ประกอบอาชีพ นักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมตามอาสนวิหารและโบสถ์ต่าง ๆ ทั่วเมืองได้เช่นกัน[97]:101–2

ย่านกลางคืนของนูกูอาโลฟาจัดได้ว่ามีความคึกคักมากที่สุดในประเทศ[98] มักตั้งอยู่บริเวณใกล้ชายหาดบนถนนวูนาทางตอนเหนือของเมือง[99] บาร์และไนต์คลับท้องถิ่นมีเครื่องดื่มหลายประเภทให้บริการ เช่น คาวา เบียร์ท้องถิ่น กาแฟท้องถิ่นและน้ำมะพร้าว เป็นต้น[99]

สาธารณสุขแก้ไข

 
ทหารสหรัฐเยี่ยมชมโรงพยาบาลวีโอลา

ชาวนูกูอาโลฟาสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดในประเทศได้ โรงพยาบาลวีโอลาเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ (199 เตียง) ตั้งอยู่ในเมืองแห่งนี้และเป็นโรงพยาบาลที่รองรับการรักษาพยาบาลขั้นสูง อย่างไรก็ตามการรักษาพยาบาลที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีระดับสูงมากนิยมส่งไปรักษาต่อในประเทศนิวซีแลนด์โดย Medical Transfer Board เป็นผู้อนุมัติ[100] นอกจากนี้ยังพบว่าประชนบางส่วนนิยมรับการรักษาพยาบาลและรับบริการทางการแพทย์จากแพทย์แผนโบราณด้วย แม้จะเป็นจำนวนที่น้อยก็ตาม[1]

การศึกษาแก้ไข

ระบบการศึกษาตองงากำหนดให้เด็กที่อายุ 7–14 ปี ต้องเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ โดยแบ่งเป็นชั้นประถมศึกษา 6 ปี มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี มัธยมศึกษาตอนปลาย 4 ปี และการศึกษาระดับหลังมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา[101] การจัดการเรียนการสอนจะใช้ภาษาตองงาและภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเพิ่มการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เมื่ออยู่ในระดับชั้นที่สูงขึ้น[102] เมื่อพิจารณาจากคุณวุฒิทางการศึกษาและการศึกษาต่อในระดับสูงพบว่าประชากรในนูกูอาโลฟามีวุฒิการศึกษาและอัตราการเข้าศึกษาต่อในระดับสูงสูงที่สุดในประเทศ โดยมีประชากรนูกูอาโลฟาร้อยละ 17 สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มากกว่าประชากรกลุ่มอื่นในประเทศที่มีเพียงร้อยละ 9 เท่านั้น[2]

ภายในนูกูอาโลฟามีสถานศึกษาทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา โดยสถานศึกษาเหล่านี้จะอยู่ภายใต้การจัดการของรัฐบาลตองงา โบสถ์และเอกชน[103]:186 สำหรับสถานศึกษาระดับประถมศึกษามีรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการเป็นส่วนมากและนักเรียนส่วนใหญ่เรียนในสถานศึกษาเหล่านี้[103]:186–7 ในขณะที่ระดับมัธยมศึกษา มีโรงเรียนมัธยมของรัฐ 1 แห่ง ตั้งอยู่ในเมืองนี้คือโตงาไฮสคูล[104] โดยโตงาไฮสคูลเป็น 1 ใน 2 โรงเรียนมัธยมของรัฐที่ตั้งอยู่บนเกาะโตงาตาปู และถือได้ว่าทั้ง 2 แห่งนี้ มีจำนวนนักเรียนรวมกันมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนมัธยมของรัฐโรงเรียนอื่นในตองงา[105] ในระดับหลังมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาส่วนใหญ่มีเอกชนเป็นเจ้าของ เช่น สถาบันอาเทนซี มหาวิทยาลัยนานาชาติคิง เป็นต้น[106][107] ส่วนสถาบันระดับอุดมศึกษาของรัฐบาลที่ตั้งอยู่ในเมืองแห่งนี้ เช่น สถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น[108][109]

การคมนาคมแก้ไข

ทางบกแก้ไข

ถนนในนูกูอาโลฟา

นูกูอาโลฟามีเส้นทางถนนซึ่งเชื่อมกับพื้นที่อื่นบนเกาะโตงาตาปู โดยเชื่อมต่อกับฮาอะตาฟู ซึ่งเป็นชุมชนด้านตะวันตกสุดของเกาะเป็นระยะทาง 20 กิโลเมตร (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) และเชื่อมต่อกับนีอูโตอัว ซึ่งเป็นชุมชนด้านตะวันออกสุดของเกาะเป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที)[110] นอกจากนี้รัฐบาลตองงาได้พิจารณาสร้างสะพานข้ามลากูนฟางาอูตาเพื่อเชื่อมระหว่างนูกูอาโลฟาและพื้นที่ด้านใต้ของเกาะโตงาตาปู เพื่อลดระยะทางและเวลาการเดินทางระหว่างสนามบินนานาชาติฟูอาอะโมตูและเมืองหลวงได้[111] ตามกฎหมายของประเทศตองงา ผู้ขับขี่สามารถขับรถภายในนูกูอาโลฟาได้ไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง[112] ปัจจุบันนูกูอาโลฟาประสบปัญหากับการจราจรติดขัด[113] สภาพถนนโดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ มีบางจุดเป็นหลุมเป็นบ่อและแคบในบางจุด[114] การก่อสร้างและซ่อมบำรุงถนนในนูกูอาโลฟาอยู่ภายใต้การดูแลของกรมโยธาธิการ ซึ่งมักประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินงาน[115] ในอดีตเคยมีเส้นทางรถไฟจากลากูนผ่านนูกูอาโลฟามุ่งสู่ท่าเรือ แต่ไม่มีให้เห็นในปัจจุบันแล้ว โดยไม่มีทั้งข้อมูลการก่อสร้างและสาเหตุการยกเลิกเส้นทาง เหลือไว้เพียงแค่ชื่อถนนรถไฟภายในเมืองเท่านั้น[116]

สำหรับการขนส่งสาธารณะในนูกูอาโลฟานั้น มีสถานีรถโดยสารอยู่ 2 สถานี คือ สถานีบนถนนวูนาฝั่งตรงข้ามกับสำนักงานการท่องเที่ยว ซึ่งมีเส้นทางวิ่งผ่านรอบเมือง และสถานีที่อยู่ตรงข้ามกับที่ทำการของกระทรวงศึกษาธิการ มีเส้นทางไปส่วนตะวันออกและตะวันตกของเกาะ อย่างไรก็ตามรถโดยสารมีกำหนดการเดินทางที่ไม่แน่นอน มักมีกำหนดเวลาให้บริการระหว่างเวลา 08.00 น. – 17.00 น. และหยุดให้บริการในวันอาทิตย์[117] นอกจากนี้ยังมีการให้บริการแท็กซี่ในเมืองด้วย แต่แท็กซี่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการรับส่งผู้โดยสารในวันอาทิตย์เช่นกัน[118]

ทางน้ำแก้ไข

ภาพจากซ้ายไปขวา: (1) ท่าเรือวูนา; (2) ท่าอากาศยานนานาชาติฟูอาอะโมตู

ท่าเรือนูกูอาโลฟาเป็นท่าเรือน้ำลึกเพียงแห่งเดียวของประเทศ ในอดีตเคยใช้ท่าเรือวูนาเป็นท่าเรือนานาชาติ แต่ถูกแผ่นดินไหวทำลายใน ค.ศ. 1977 และได้ซ่อมแซมกลับมาใช้ใหม่ได้ใน ค.ศ. 2012 ปัจจุบันใช้เป็นท่าเรือสำหรับเรือสำราญและจุดพักเรือของกองทัพเรือต่างประเทศ[119] สำหรับท่าเรือนูกูอาโลฟาเป็นทั้งท่าเรือรับส่งสินค้านานาชาติ และเป็นท่าเรือศูนย์กลางการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างนูกูอาโลฟาและส่วนอื่น ๆ ของประเทศ โดยสามารถใช้ท่าเรือแห่งนี้เดินทางไปเขตการปกครองอื่น ๆ มีเรือเดินทางไปเออัววันละ 2 รอบ ฮาอะไปและวาวาอูสัปดาห์ละ 2 รอบ รวมถึงมีเรือที่ให้บริการโดยผู้ประกอบการท้องถิ่นเดินทางไปเกาะขนาดเล็กอื่น ๆ ที่อยู่โดยรอบ เช่น ปาไงโมตู โนมูกา เป็นต้น[120]

ทางอากาศแก้ไข

ท่าอากาศยานนานาชาติฟูอาอะโมตู (IATA: TBUICAO: NFTF) ตั้งอยู่ห่างจากนูกูอาโลฟาไปทางใต้ประมาณ 21 กิโลเมตร (13 ไมล์) เป็นสนามบินที่มีความหนาแน่นของผู้ใช้บริการสูงที่สุดในประเทศตองงา ผู้ที่เดินทางมาประเทศตองงาสามารถเปลี่ยนเครื่องบินได้ที่สนามบินแห่งนี้เพื่อเดินทางไปส่วนอื่นของประเทศ[121] ปัจจุบันสนามบินนานาชาติแห่งนี้มีเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกรวม 62 เที่ยวบิน เชื่อมต่อ 5 เมืองใน 8 ประเทศ[122] มีสายการบินเรียลตองงาใช้สนามบินแห่งนี้เป็นฐานการบิน และมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงนูกูอาโลฟากับเกาะรอบนอก เช่น ฮาอะไป นีอูอาโตปูตาปู เออัว เป็นต้น อย่างไรก็ตามสนามบินนานาชาติแห่งนี้ยังไม่มีการเชื่อมโยงกับการขนส่งมวลชนสาธารณะ ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากนูกูอาโลฟาต้องใช้รถส่วนตัวหรือแท็กซี่หรือบริการรับส่งสนามบินของที่พักเพื่อเดินทางมาเท่านั้น[121]

เมื่องพี่น้องแก้ไข

นูกูอาโลฟามีเมืองพี่น้อง ดังนี้

อ้างอิงแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.00 1.01 1.02 1.03 1.04 1.05 1.06 1.07 1.08 1.09 1.10 1.11 "Tonga 2016 Census of Population and Housing Volume 1:BASIC TABLES AND ADMINISTRATIVE REPORT" (PDF). Tonga Statistics Department. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 "Tonga 2016 Census of Population and Housing Volume 2:ANALYTICAL REPORT" (PDF). Tonga Statistics Department. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  3. 3.0 3.1 Dickinson, William; Burley, David (1999). "Holocene Paleoshoreline Record in Tonga: Geomorphic Features and Archaeological Implications". Journal of Coastal Research. 15 (3): 682–700.
  4. 4.0 4.1 4.2 "Uranium dating shows Polynesians came to Tonga in 826 BC". Carina Boom. Archived from the original on 14 Dec 2013. สืบค้นเมื่อ 8 สิงหาคม 2563.
  5. 5.0 5.1 5.2 "History". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2563.
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 6.4 Van der Grijp, Paul (2014). Manifestations of Mana: Political Power and Divine Inspiration in Polynesia. LIT Verlag Münster. ISBN 9783643904966.
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 Niumeitolu, Heneli T. (2007). "The State and the Church, the state of the Church of Tonga" (PDF).
  8. "TWENTY-SECOND SOUTH PACIFIC CONFERENCE" (PDF). SOUTH PACIFIC COMMISSION. สืบค้นเมื่อ 5 กรกฎาคม 2563.
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 "Tonga: Migration and the Homeland". Migration Policy Institute. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563.
  10. "Australia–Oceania: Tonga". CIA. สืบค้นเมื่อ 5 กรกฎาคม 2563.
  11. LEXICO. "Nuku'alofa:Definition of Nuku'alofa by Oxford Dictionary". สืบค้นเมื่อ 5 กรกฎาคม 2563.
  12. 12.0 12.1 Vason, George (1810). An authentic of narrative of four years residence at one of the Friendly Islands. J. Staford.
  13. 13.0 13.1 Mariner, William (1818). An Account of the Natives of the Tonga Islands.
  14. Latukefu, Sione (1969). "The case of the Wesleyan Mission in Tonga". Journal de la Société des Océanistes. 25: 95–112.
  15. Chino, K. (2002). "Lapita Pottery – Ties in the South Pacific". Wave of Pacifika. Tokyo: Sasakawa Pacific Island Nations Fund (SPINF). 8.
  16. "The first Tongans". Matangi Tonga. สืบค้นเมื่อ 8 สิงหาคม 2563.
  17. "Tongan site dated oldest in Polynesia". STUFF. สืบค้นเมื่อ 8 สิงหาคม 2563.
  18. "Tu'i Tonga". Palace Office. Archived from the original on 29 Dec 2013. สืบค้นเมื่อ 8 สิงหาคม 2563.
  19. "Tu'i Ha'atakalaua". Palace Office. Archived from the original on 30 Jan 2014. สืบค้นเมื่อ 8 สิงหาคม 2563.
  20. "Tu'i Kanokupolu". Palace Office. Archived from the original on 4 Jan 2014. สืบค้นเมื่อ 8 สิงหาคม 2563.
  21. Urbanowicz, Charles (1977). "MOTIVES AND METHODS: MISSIONARIES IN TONGA IN THE EARLY 19TH CENTURY". The Journal of the Polynesian Society. 86 (2): 245–263.
  22. 22.0 22.1 Cook, James (1783). A voyage to the Pacific Ocean.
  23. Spurway, John (2015). "Ma`afu`otu`itonga." In Ma`afu, Prince of Tonga, Chief of Fiji: The Life and times of Fiji’s First Tui Lau. ANU Press.
  24. 24.0 24.1 Findlay, G.G.; Holdsworth, W.W (1921). The history of the Wesleyan Missionary Society. III.
  25. "The Tupou Dynasty". royalark. สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2563.
  26. "Haʿapai Group". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2563.
  27. "Act of Constitution of Tonga". WIPO Lex. สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2563.
  28. 28.0 28.1 28.2 28.3 "Tonga profile". BBC Asia-Pacific. 9 สิงหาคม 2563.
  29. "Tonga's Pro-Democracy Movement". JSTOR. 3 February 2014.
  30. "No resolution in sight in Tonga". tvnz. August 30, 2005. สืบค้นเมื่อ 3 February 2014.
  31. "Rioting crowd leaves leaves trail of wreckage in Nuku'alofa". Matangi Tonga Online. สืบค้นเมื่อ 3 February 2014.
  32. "Tonga to start repaying loan for Nuku'alofa reconstruction". Radio New Zealand. สืบค้นเมื่อ 3 February 2014.
  33. "Strong showing for Tonga democrats in election". BBC News Asia-Pacific. สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2563.
  34. Lal, Brij V. (2000). The Pacific Islands: An Encyclopedia. University of Hawaii press. ISBN 082482265X.
  35. "Elevation of Nuku`alofa,Tonga Elevation Map, Topo, Contour". FloodMap.net. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  36. 36.0 36.1 Gibbs, H.S. (1976). Soils of Tongatapu, Tonga. N.Z. soil survey report. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2020.
  37. "Tonga Water Supply System Description Nuku'alofa/ Lomaiviti" (PDF). Water Safety Plan Programme:Kingdom Of Tonga. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  38. 38.0 38.1 38.2 Connell, John (1995). Pacific 2010: Urbanisation in Polynesia. National Centre for Development Studies, Research School of Pacific and Asian Studies, Australian National University. ISBN 9780731519545.
  39. "Mounu Reef, Tonga". Pacific Islands Protected Area Portal. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  40. "Pangaimotu Reef, Tonga". Pacific Islands Protected Area Portal. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  41. "Fanga'uta and Fanga Kakau Lagoons, Tonga". Pacific Islands Protected Area Portal. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  42. 42.0 42.1 42.2 42.3 "The Kingdom of Tonga's Initial National Communication" (PDF). The Kingdom of Tonga’s Initial National Communication. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  43. 43.0 43.1 43.2 "Nuku'alofa Climate Info". Weatherbase. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  44. United Nations. Department for Economic and Social Information and Policy Analysis. Statistics Division, United Nations Centre for Human Settlements (1995). Compendium of Human Settlements Statistics 1995. United Nations. ISBN 9211613787.
  45. "THE LOCAL GOVERNMENT SYSTEM IN TONGA" (PDF). Commonwealth Local Government Forum. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  46. Sansom, Graham (2013). Principles for Local Government Legislation: Lessons from the Commonwealth Pacific. Commonwealth Secretariat. ISBN 9781849290890.
  47. Asian Development Bank (2012). The State of Pacific Towns and Cities: Urbanization in ADB's Pacific Developing Member Countries. Asian Development Bank. ISBN 9789290928706.
  48. 48.0 48.1 "Nukuʿalofa". ENCYCLOPÆDIA BRITANNICA. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  49. Dorall, Cheryl (2004). Commonwealth Ministers Reference Book 2003. Commonwealth Secretariat. ISBN 0850927935.
  50. "Australian High Commission: Kingdom of Tonga". Australian High Commission. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563.
  51. "New Zealand High Commission, Nuku'alofa, Tonga". New Zealand High Commission. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563.
  52. "Embassy of the People's Republic of China". Embassy of the People's Republic of China. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563.
  53. "Embassy of Japan in the Kingdom of Tonga". Embassy of Japan in the Kingdom of Tonga. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563.
  54. "Resident High Commissioner to Tonga announced as British embassy reopens". Radio New Zealand. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563.
  55. "TONGA STRATEGIC DEVELOPMENT FRAMEWORK" (PDF). MINISTRY OF FINANCE AND NATIONAL PLANNING. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2563.
  56. "About the National Reserve Bank of Tonga". Archived from the original on 1 November 2012. สืบค้นเมื่อ 3 September 2012.
  57. 57.0 57.1 "MACROECONOMIC PERFORMANCE" (PDF). Asian Development Bank. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2563.
  58. "TONGA" (PDF). Sprep. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2563.
  59. "Population and Housing Census 2011" (PDF). Tonga Statistics Department. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  60. "Population and Housing Census 2006" (PDF). Tonga Statistics Department. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  61. "Population and Housing Census 1996" (PDF). Tonga Statistics Department. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  62. "Nuku'alofa Urban Development Sector Project" (PDF). Asian Development Bank. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563.
  63. "Making a Case for Tongan as an Endangered Language" (PDF). Yuko Otsuka. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563.
  64. Grant, Elizabeth (2018). The Handbook of Contemporary Indigenous Architecture. Springer. ISBN 9811069042.
  65. 65.0 65.1 Bill McKay. "A guide to the architecture of the Pacific: Kingdom of Tonga". สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2563.
  66. Charmaine 'Ilaiu. "Building Tonga's Western fale". สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2563.
  67. Bill McKay. "A field guide to the architecture of the South Pacific". สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2563.
  68. Paula Folau Nonu. "RECONNECTING WITH THE PAST:TRADITIONAL TONGAN ARCHITECTURE AS AN EDUCATIONAL DEVICE FOR THE TONGAN PEOPLE". สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2563.
  69. "TONGA-SHOPPING & FOOD". สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2563.
  70. 70.0 70.1 "The Guide to Nuku'alofa on a Budget". สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2563.
  71. "Top Cheap Eats in Nuku'alofa". สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2563.
  72. 72.0 72.1 72.2 "Events, Conferences, Public Holidays & Festivals in Tonga". Tonga Pocket Guide. สืบค้นเมื่อ 8 กรกฎาคม 2563.
  73. "TONGA PUBLIC HOLIDAYS FOR 2020" (PDF). Government of Tonga. สืบค้นเมื่อ 8 กรกฎาคม 2563.
  74. "Tonga postpones Heilala 2020 because of Covid-19 threat". Radio New Zealand. สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2563.
  75. "Heilala Festival 2017 In Tonga". Pacific Tourism Organization. สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2563.
  76. "Tongan Heilala Festival and Birthday Celebrations". Ashley Cultra. สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2563.
  77. "HEILALA FESTIVAL 2015". Kingdom Travel. สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2563.
  78. "Tonga declares public holiday to celebrate rugby league win". Radio New Zealand. สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2563.
  79. "tonga". Topend Sports Network. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2563.
  80. Roca, Alexis. "The development of rugby in the Pacific Islands" (PDF). สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2563.
  81. "Tonga celebrates rugby league winners". Matangi Tonga. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2563.
  82. "Attention NRL: A glorious future awaits in the Pacific". ROAR. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2563.
  83. "Marist win best way to end rugby season: Father Selwyn". Tonga Daily News. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2563.
  84. "Sport: Tonga's Teufaiva Stadium set to re-open". Radio New Zealand. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2563.
  85. "2019 Inter-College Sports Competition wraps up". Matangi Tonga. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2563.
  86. "Third South Pacific Mini Games" (PDF). Olympic Review. International Olympic Committee. 1989. p. 112. Archived from the original (PDF 0.2 MB) on 27 May 2015. สืบค้นเมื่อ 27 May 2015.
  87. "OCEANIA CHAMPIONSHIPS". Athletics Weekly. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2563.
  88. "OCEANIA JUNIOR CHAMPIONSHIPS". Athletics Weekly. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2563.
  89. "Tonga Broadcasting Commission". Asia–Pacific Broadcasting Union. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2563.
  90. "New channel launched in Tonga". Radio New Zealand. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2563.
  91. 91.0 91.1 91.2 "Tonga profile - Media". BBC. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2563.
  92. "Digicel Play Tonga". Digicel. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2563.
  93. "Tongan television viewers' bonanza". Matangi Tonga. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2563.
  94. "Radio Broadcasting in Tonga". RadioStationWorld. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2563.
  95. "TONGA CHRISTIAN RADIO". TONGA CHRISTIAN RADIO. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2563.
  96. "HON Prime minister confirmed that tonga chronicle newspaper is not run by the government". VAVA'U POLITICS. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2563.
  97. 97.0 97.1 97.2 97.3 97.4 97.5 Asleson, Kate (2011). Tonga. Other Places Publishing. ISBN 9780982261941.
  98. "The Ultimate Guide to the Nightlife in Tonga". Tonga Pocket Guide. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2563.
  99. 99.0 99.1 "The Ultimate Guide to the Nightlife on Tongatapu". Tonga Pocket Guide. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2563.
  100. "The Kingdom of Tonga Health System Review" (PDF). WHO. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2563.
  101. MOET. "Tonga School Level Structure". สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2563.
  102. MEIDECC. "Minister of Education introduces new language policy for Tongan schools". สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2563.
  103. 103.0 103.1 MOET (2013). REPORT OF THE MINISTRY OF EDUCATION AND TRAINING 2013. Government of Tonga.
  104. "Tonga High School celebrates 72nd anniversary". matangitonga. สืบค้นเมื่อ 27 กรกฎาคม 2563.
  105. "Secondary General information". MOET. สืบค้นเมื่อ 27 กรกฎาคม 2563.
  106. "ʻATENISI INSTITUTE". ʻATENISI INSTITUTE. สืบค้นเมื่อ 27 กรกฎาคม 2563.
  107. "contact". King's International University. สืบค้นเมื่อ 27 กรกฎาคม 2563.
  108. "TIST". TIST. สืบค้นเมื่อ 27 กรกฎาคม 2563.
  109. "Tongan Institute of Higher Education". Tongan Institute of Higher Education. สืบค้นเมื่อ 27 กรกฎาคม 2563.
  110. "Tonga Road Network". สืบค้นเมื่อ 19 กรกฎาคม 2563.
  111. "Tonga look at possible bridge out of Nuku'alofa". สืบค้นเมื่อ 19 กรกฎาคม 2563.
  112. "Rental Cars". สืบค้นเมื่อ 19 กรกฎาคม 2563.
  113. "Traffic jams increasing with growing demand for vehicles in 2018". สืบค้นเมื่อ 19 กรกฎาคม 2563.
  114. "Driving in Tonga". สืบค้นเมื่อ 19 กรกฎาคม 2563.
  115. "Logistics Capacity Assessment" (PDF). สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2563.
  116. "Railways in Tonga". สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2563.
  117. "Bus". สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2563.
  118. "Taxi". สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2563.
  119. "Vuna Wharf" (PDF). สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2563.
  120. "Tonga Port of Nuku'alofa". สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2563.
  121. 121.0 121.1 "FUA'AMOTU INTERNATIONAL AIRPORT". สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2563.
  122. "Tongatapu Fuaʻamotu International Airport TBU". สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2563.
  123. "Whitby's Twin Towns". สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2563.

บรรณานุกรมแก้ไข

  • Asian Development Bank (2012). The State of Pacific Towns and Cities: Urbanization in ADB's Pacific Developing Member Countries. Asian Development Bank. ISBN 9789290928706.
  • Connell, John (1995). Pacific 2010: Urbanisation in Polynesia. National Centre for Development Studies, Research School of Pacific and Asian Studies, Australian National University. ISBN 9780731519545.
  • Cook, James (1783). A voyage to the Pacific Ocean.
  • D'Arcy, Paul (2008). Peoples of the Pacific: The History of Oceania to 1870. Routledge. ISBN 0754662217.
  • Dorall, Cheryl (2004). Commonwealth Ministers Reference Book 2003. Commonwealth Secretariat. ISBN 0850927935.
  • Findlay, G.G.; Holdsworth, W.W (1921). The history of the Wesleyan Missionary Society. III.
  • Gibbs, H.S. (1976). Soils of Tongatapu, Tonga. N.Z. soil survey report. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2020.
  • Grant, Elizabeth (2018). The Handbook of Contemporary Indigenous Architecture. Springer. ISBN 9811069042.
  • Lal, Brij V. (2000). The Pacific Islands: An Encyclopedia. University of Hawaii press. ISBN 082482265X.
  • Mariner, William (1818). An Account of the Natives of the Tonga Islands.
  • MOET (2013). REPORT OF THE MINISTRY OF EDUCATION AND TRAINING 2013. Government of Tonga.
  • Niumeitolu, Heneli T. (2007). "The State and the Church, the state of the Church of Tonga" (PDF).
  • Sansom, Graham (2013). Principles for Local Government Legislation: Lessons from the Commonwealth Pacific. Commonwealth Secretariat. ISBN 9781849290890.
  • Tzan, Douglas D. (2019). William Taylor and the Mapping of the Methodist Missionary Tradition. Lexington Books. ISBN 1498559085.
  • United Nations. Department for Economic and Social Information and Policy Analysis. Statistics Division, United Nations Centre for Human Settlements (1995). Compendium of Human Settlements Statistics 1995. United Nations. ISBN 9211613787.
  • Van der Grijp, Paul (2014). Manifestations of Mana: Political Power and Divine Inspiration in Polynesia. LIT Verlag Münster. ISBN 9783643904966.
  • Vason, George (1810). An authentic of narrative of four years residence at one of the Friendly Islands. J. Staford. สืบค้นเมื่อ 5 กรกฎาคม 2020.