มานุษยวิทยา (อังกฤษ: anthropology) คือ ศาสตร์ที่ศึกษามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับตัวมนุษย์ หรือ การศึกษาผลงานที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ มานุษยวิทยาจึงสนใจประเด็นต่างๆที่สัมพันธ์กับมนุษย์อีกหลายเรื่อง ประเด็นที่มานุษยวิทยาสนใจในช่วงศตวรรษที่ผ่านมามีหลากหลายมาก เช่น โครงสร้างทางร่างกาย รูปร่างหน้าตา สีผิว เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ บรรพบุรุษของมนุษย์ พฤติกรรมทางสังคม พิธีกรรม การใช้ภาษา สัญลักษณ์ การผลิตเครื่องมือเครื่องใช้และวัตถุสิ่งของ เป็นต้น

มานุษยวิทยาเป็นศาสตร์ที่เกิดขึ้นการจัดระเบียบความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของมนุษย์ให้เป็นระบบเพื่อสร้างเป็นองค์ความรู้หรือศาสตร์ สาขาวิชานี้เกิดขึ้นในยุโรปและได้แพร่หลายไปยังสหรัฐอเมริกาในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประเด็นย่อยๆเหล่านี้ทำให้เกิดการจัดหมวดหมู่เป็นสาขาย่อยของมานุษยวิทยา โดยมานุษยวิทยาสายอังกฤษ แบ่งเป็น 3 หมวด คือ มานุษยวิทยากายภาพ (Physical Anthropology) โบราณคดี (Archaeology) และมานุษยวิทยาสังคม (Social Anthropology) ส่วนมานุษยวิทยาสายอเมริกัน ได้แยกเป็น 4 หมวด โดยเพิ่ม มานุษยวิทยาภาษา (Linguistic Anthropology) เข้าไป และเปลี่ยนคำว่ามานุษยวิทยาสังคมเป็นมานุษยวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Anthropology) สาขาย่อยเหล่านี้จะมีระเบียบวิธีวิจัยและใช้ทฤษฎีที่แตกต่างกัน ซึ่งมีผลทำให้องค์ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์จากสาขาย่อยเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง[1] ในขณะที่บางสำนักจัดมานุษยวิทยาเป็นสาย ปรัชญา

ความหมายของมานุษยวิทยาแก้ไข

คำว่ามานุษยวิทยาใน ภาษาอังกฤษ คือคำว่า Anthropology คำนี้เป็นคำผสมในภาษากรีกสองคำคือ Anthropos แปลว่า มนุษย์หรือคน ส่วน logos แปลว่า การศึกษาหรือศาสตร์

ขอบเขตของมานุษยวิทยาแก้ไข

  • มานุษยวิทยากายภาพ ศึกษาสรีรวิทยาทางชีวภาพที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวมนุษย์ สาขานี้สนใจการก่อกำเนิดเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของขนาดรูปแบบโครงสร้างทางร่างกาย รูปร่างหน้าตาสีผิว และมันสมองที่มีผลต่อระดับสติปัญญาและการแสดงพฤติกรรม
  • มานุษยวิทยาภาษา หรือ ภาษาศาสตร์ ศึกษามนุษย์ผ่านภาษา ตัวอักษร พยัญชนะ การประดิษฐ์คำ การพูดการออกเสียง ระบบไวยกรณ์ และการใช้สัญลักษณ์ต่างๆในฐานะเป็นเครื่องมือสื่อสารทางสังคมและการให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆในโลก 
  • โบราณคดี ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์ในอดีต โดยวิเคราะห์จากหลักฐานทางวัตถุและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งอาจเป็นวัตถุชิ้นเล็กๆไปจนถึงอาคารสถานที่ขนาดใหญ่ รวมไปถึง สภาพแวดล้อมในอดีต
  • มานุษยวิทยาสังคมหรือมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ศึกษาชีวิตของมนุษย์ปัจจุบันที่ยังมีลมหายใจ โดยศึกษาความสัมพันธ์ทางสังคมที่ปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวัน ในหมู่นักวิชาการชาวอเมริกันและเรียกองค์ความรู้ในสาขานี้ว่า "มนุษยวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Anthropology)" แต่สำหรับนักวิชาการชาวอังกฤษ มักเน้นศึกษาเนื้อหาสาระด้านความสัมพันธ์ของคนในแต่ละสังคมที่ร่วมกันสร้างและประพฤติปฏิบัติต่อกันในกิจกรรมทางสังคมในแง่ครอบครัว เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนาและความเชื่อ การศึกษาและฝึกฝนอบรมการเรียนรู้ทางสังคม และนันทนาการ โดยเรียกองค์ความรู้ในสาขานี้ว่า "มานุษยวิทยาสังคม (Social Anthropology)"

ถึงแม้ว่าสายาย่อยเหล่านี้จะมีโจทย์เฉพาะของตนเอง แต่จุดร่วมเดียกันก็คือความต้องการที่จะรู้ว่ามนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างไร  ดังนั้น “วัฒนธรรม” จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ นักมานุษยวิทยาที่ทำงานภายใต้สาขาย่อยจึงมิได้ตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง หากแต่จะทำงานภายใต้ร่มเดียวกันที่ต่างค้นหาความหมายของ “วัฒนธรรม” จากมุมมองที่หลากหลาย

วิธีการศึกษาทางมานุษยวิทยาแก้ไข

  นับตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา นักมานุษยวิทยาเริ่มมีแนวทางการศึกษาในแบบของตัวเองที่แตกต่างไปจากศาสตร์ทางสังคมแบบอื่นๆ จากความสนใจชีวิตมนุษย์ในดินแดนต่างๆ ทำให้นักมานุษยวิทยาต้องทำหน้าที่เก็บข้อมูลวัฒนธรรม หรือที่รู้จักในนาม “การทำงานภาคสนาม” (Fieldwork) โดยมีเป้าหมายที่จะเรียนรู้ความคิดและการปฏิบัติที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์  ในการทำงานภาคสนาม นักมานุษยวิทยาจะต้องเรียนรู้ภาษาของกลุ่มคนที่เข้าไปศึกษาเพื่อที่จะพูดคุยและสัมภาษณ์ รวมทั้งสังเกตสิ่งต่างๆแบบมีส่วนร่วม (Participant-Observation) โดยเข้าไปคลุกคลีอยู่อาศัยกับคนในท้องถิ่นเป็นเวลานานเพื่อที่จะเข้าใจวิถีชีวิตของคนเหล่านั้นได้ราวกับเป็นคนในวัฒนธรรมเอง

มานุษยวิทยา ในฐานะเป็นศาสตร์ที่ศึกษา “วัฒนธรรม” ของมนุษย์เป็นหัวใจหลักของวิชามานุษยวิทยา แต่คำว่า “วัฒนธรรม” ในทางมานุษยวิทยามิใช่คุณสมบัติของสิ่งที่สวยงามหรือมีความคงที่ แต่วัฒนธรรมเป็น “แนวคิด” (Concept) ที่มีข้อถกเถียงมาอย่างต่อเนื่องและมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับความรู้แบบวิทยาศาสตร์ของตะวันตก โดยอธิบายว่า “วัฒนธรรม” มีอยู่ในชุมชนของมนุษย์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแบบตะวันตกหรือชุมชนพื้นเมืองเร่ร่อนในเขตทุรกันดาร ทุกชุมชนล้วนมีแบบแผนทางวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง

มานุษยวิทยามิใช่การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องการแสวงหากฎเกณฑ์เพียงหนึ่งเดียว แต่มานุษยวิทยาต้องการศึกษาประสบการณ์ของมนุษย์ที่มีความคิดและความเชื่อแตกต่างกัน นักมานุษยวิทยาศึกษาแบบแผนทางวัฒนธรรมจากมุมมองของคนในวัฒนธรรมเอง หรือรู้จักในนาม the native’s point of view นักมานุษยวิทยาไม่สามารถตัดสินวัฒนธรรมของคนอื่นจากแนวคิดทฤษฎีหรือใช้ความคิดของตัวเองเป็นบรรทัดฐานได้[2] จากประเด็นนี้ได้นำไปสู่การทบทวนระเบียบวิธีวิจัยและทฤษฎีที่นักมานุษยวิทยาเคยใช้มาในอดีต เพื่อที่จะเข้าใจวัฒนธรรมของคนอื่นโดยผ่านสายตาของคนในวัฒนธรรมนั้น[3] นอกจากนั้น ภายในวัฒนธรรมเดียวกัน สมาชิกของกลุ่มก็อาจให้คุณค่าและแสดงออกทางวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้คือความซับซ้อนของวัฒนธรรมที่นักมานุษยวิทยาจะต้องไม่หยุดอยู่แค่การหากฎเกณฑ์หรือแบบแผนทางวัฒนธรรม แต่จะต้องค้นหาความไม่ลงรอยที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมนั้นด้วย

การศึกษาความคิดและประสบการณ์ของคนแต่ละกลุ่มจึงเริ่มมีความสำคัญ ความท้าทายที่นักมานุษยวิทยาต้องเผชิญต่อจากนี้ก็คือ ระเบียบวิธีวิจัยและแนวคิดทฤษฎีอาจจะไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ “ความจริง” ของวัฒนธรรมอีกต่อไป แต่อาจเป็นเพียง “แว่นตา” ที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้กระบวนทัศน์และความเชื่อบางแบบ แว่นตาที่นักมานุษยวิทยาใช้จึงอาจทำให้เกิดความบิดเบือนหรือมายาคติเกี่ยวกับวัฒนธรรม ฉะนั้น จึงมีการเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบการทำงานภาคสนาม ระเบียบวิธีวิจัย แนวคิดทฤษฎี และชาติพันธุ์วรรณา (Ethnography) อยู่เสมอๆ พร้อมๆกับตรวจสอบวิธีการสร้างความรู้ของนักมานุษยวิทยา ศาสตร์ของมานุษยวิทยาเป็นศาสตร์ที่มีลักษณะเปิดกว้าง มานุษยวิทยาต้องการทำความเข้าใจวิถีชีวิตของมนุษย์ที่เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ดังนั้น มานุษยวิทยาจะเริ่มต้นจากประเด็นบางประเด็น เช่น พิธีกรรม ความเชื่อ ศาสนา ไสยศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง ศิลปะ เพศภาวะ ชนชั้น เครือญาติ ฯลฯ เพื่อสำรวจเข้าไปในสนามที่กว้างใหญ่ขึ้นไป ในสนามดังกล่าวมีสิ่งต่างๆโยงใยกันอย่างซับซ้อน นักมานุษยวิทยาแต่ละคนจึงเลือกที่จะสร้างความเชี่ยวชาญของตนเองผ่านประเด็นเหล่านี้แต่มีปลายทางร่วมกันคือการทำความเข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของมนุษย์ แม้ว่านักมานุษยวิทยาจะมีความสนใจในประเด็นที่ต่างกัน แต่ทุกคนล้วนเชื่อมโยงประเด็นที่ตนเองสนใจกับสถานการณ์ที่เป็นจริง เช่น สนใจเรื่องศาสนา นักมานุษยวิทยาก็จะทำงานวิจัยบนโจทย์ด้านศาสนาแต่ผลลัพธ์จะเป็นการทำความเข้าใจชีวิตมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อทางศาสนา และนักมานุษยวิทยายังชี้ให้เห็นว่าในมิติทางศาสนายังเต็มไปด้วยความสัมพันธ์ที่โยงใยถึงระบบเครือญาติ การทำมาหากิน ชนชั้น ฐานะทางสังคม เพศภาวะ และสุนทรียะ ศาสนาจึงไม่ได้ตัดขาดจากบริบทอื่นๆ สิ่งนี้คือคุณสมบัติของศาสตร์มานุษยวิทยาที่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงต่างๆที่เกิดขึ้นบนชีวิตมนุษย์ และยังทำให้ศาสตร์แบบนี้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เคลื่อนตัวและดำเนินไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

มานุษยวิทยา กับ ชาติพันธุ์วรรณาแก้ไข

ชาติพันธุ์วรรณา (บางสำนักเรียก ชาติพันธุ์นิพนธ์) เป็น การศึกษาวัฒนธรรมและสังคมของมนุษย์ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยผู้ศึกษาจะเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่ เข้าไปพูดคุย และสังเกตอย่างมีส่วนร่วมในเหตุการณ์และกิจกรรมต่างๆของกลุ่มคนที่ศึกษาเป็นระยะเวลายาวนานและนำข้อมูลมาเขียนเรียบเรียงและอธิบายให้เห็นวิถีชีวิตของคนกลุ่มนั้น นอกจากนั้นยังหมายถึง  การศึกษาวัฒนธรรมในเชิงเปรียบเทียบและจัดระเบียบชนิดของวัฒนธรรม  ซึ่งต้องมีการพรรณนารายละเอียด งานเขียนทางชาติพันธุ์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการศึกษามานุษยวิทยาวัฒนธรรม[4]

แม้จากการทำงานภาคสนาม นักมานุษยวิทยาจะนำมาเขียนเรียบเรียง รู้จักในนาม “ชาติพันธุ์วรรณา” (Ethnography) บางทีเรียกว่า “งานเขียนทางชาติพันธุ์” ซึ่งเป็นการอธิบายถึงวัฒนธรรมของกลุ่มคนที่ศึกษาภายใต้การตีความและการวิเคราะห์ด้วยกรอบทฤษฎีบางอย่าง  คำว่า “ชาติพันธุ์” (Ethnic) เป็นคำดั้งเดิมก่อนที่วิชามานุษยวิทยาจะสถาปนาตนเองเป็นศาสตร์สมัยใหม่ เนื่องจากการศึกษาวัฒนธรรมและชีวิตของคนในท้องถิ่นต่างๆ ได้นำไปสู่การเปรียบเทียบทางวัฒนธรรม การเปรียบเทียบนี้รู้จักในนาม “ชาติพันธุ์วิทยา” (Ethnology) ซึ่งต้องการที่จะเข้าใจว่ามนุษย์ในดินแดนต่างๆมีประวัติศาสตร์และแบบแผนการดำเนินชีวิตที่เหมือนและต่างกันอย่างไร อาจกล่าวได้ว่ากลุ่มคนที่นักมานุษยวิทยาศึกษา เป็นกลุ่มทางชาติพันธุ์ทั้งที่เคยมีอยู่ในอดีตและกลุ่มที่มีชีวิตอยู่ในปัจจบัน ซึ่งกระบวนการทำงานที่กล่าวมาข้างต้นจะช่วยปะติดปะต่อเรื่องราวทางวัฒนธรรมของกลุ่มคนเหล่านั้น

การเรียนการสอนสาขามานุษยวิทยาในประเทศไทยแก้ไข

การผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาตรี ทางมานุษยวิทยาในประเทศไทยมีมากว่า 30 ปี แต่ส่วนใหญ่จะผลิตร่วมกันกับสาขาสังคมวิทยาโดยได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา) มีเพียงมหาวิทยาลัยศิลปากรเท่านั้นที่ผลิตบัณฑิตทางมานุษยวิทยาโดยเจาะจง

ส่วนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นเพียงสองมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่ชื่อปริญญาเป็น สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาบัณฑิต และวิทยาศาสตรบัณฑิต (สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา) ตามลำดับ อาจกล่าวได้ว่า สาขามานุษยวิทยา ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก หากเปรียบกับสาขาย่อยต่าง ๆ ในทางสังคมศาสตร์ มีเพียงมหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเพียงแห่งเดียว ที่จัดการเรียนการสอนทางด้านมานุษยวิทยา

ระดับปริญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลันขอนแก่น
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

หน่วยงานหรือสมาคมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยแก้ไข

  • สมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม (Siamese Association of Sociologists and Anthropologists: SASA) สมาคมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน การวิจัย และการแลกเปลี่ยนความรู้ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และเป็นศูนย์กลางการประสานงานทางด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาทั้งในและต่างประเทศ (เว็บไซต์)
  1. https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/page/1
  2. Malinowski, Bronislaw. 1922. Argonauts of the Western Pacific. New York, E.P. Dutton & Co.
  3. Harris, Marvin. 1968. The Rise of Anthropological Theory. New York, Thomas Y. Crowell Company.
  4. https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/glossary/48