รัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์

รัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ (ค.ศ. 661–750; อาหรับ: ٱلْخِلَافَة ٱلْأُمَوِيَّة, อักษรโรมัน: al-Khilāfah al-ʾUmawīyah)[2] เป็นรัฐเคาะลีฟะฮ์ที่สองจาก 4 รัฐเคาะลีฟะฮ์หลักหลังการเสียชีวิตของมุฮัมมัด รัฐเคาะลีฟะฮ์นี้ปกครองโดยราชวงศ์อุมัยยะฮ์ (อาหรับ: ٱلْأُمَوِيُّون, อัลอุมะวียูน หรือ بَنُو أُمَيَّة, บะนูอุมัยยะฮ์, "บรรดาบุตรแห่งอุมัยยะฮ์") อุษมาน อิบน์ อัฟฟาน (ครองราชย์ ค.ศ. 644–656) เคาะลีฟะฮ์รอชิดีนองค์ที่ 3 ก็เป็นสมาชิกตระกูลนี้ ตระกูลนี้จัดตั้งการปกครองแบบสืบตระกูลตามราชวงศ์ โดยเริ่มต้นที่มุอาวิยะฮ์ อิบน์ อะบีซุฟยาน ผู้ว่าการแห่งอัชชาม (ซีเรีย) กลายเป็นเคาะลีฟะฮ์องค์ที่ 6 หลังสิ้นสุดฟิตนะฮ์ครั้งที่หนึ่งใน ค.ศ. 661 หลังมุอาวิยะฮ์สวรรคตใน ค.ศ. 680 ความขัดแย้งในการสืบสันตติวงศ์ทำให้เกิดฟิตนะฮ์ครั้งที่สอง[3] และอำนาจนั้นตกเป็นของมัรวานที่ 1 จากสาขาหนึ่งของตระกูล อัชชามยังคงเป็นฐานอำนาจหลักของอุมัยยะฮ์ โดยมีดามัสกัสเป็นเมืองหลวง

รัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์

ٱلْخِلَافَة ٱلْأُمَوِيَّة
661–750
รัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ใน ค.ศ. 750
รัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ใน ค.ศ. 750
สถานะรัฐเคาะลีฟะฮ์
เมืองหลวง
ภาษาทั่วไปทางการ:
อาหรับคลาสสิก
ทางการในบางภูมิภาคจนถึง ค.ศ. 700:
คอปติก, กรีก, ละติน, เปอร์เซีย
ภาษาอื่น ๆ:
แอราเมอิก, เตอร์กิก, เบอร์เบอร์, แอฟริกันโรมานซ์, อาร์มีเนีย โมซาราบิก, สินธี, จอร์เจีย, ปรากฤต, เคิร์ด
ศาสนา
อิสลาม
การปกครองรัฐเคาะลีฟะฮ์แบบสืบตระกูล
เคาะลีฟะฮ์
(อะมีรุลมุอ์มินีน)
 
• 661–680
มุอาวิยะฮ์ที่ 1 (องค์แรก)
• 744–750
มัรวานที่ 2 (องค์สุดท้าย)
ประวัติศาสตร์ 
661
750
พื้นที่
720[1]11,100,000 ตารางกิโลเมตร (4,300,000 ตารางไมล์)
สกุลเงิน
ก่อนหน้า
ถัดไป
รัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดีน
จักรวรรดิไบแซนไทน์ในราชวงศ์เฮราเคลียน
ราชอาณาจักรวิซิกอท
Exarchate of Africa
Kingdom of the Aurès
Kingdom of Altava
ราชวงศ์บราห์มันแห่งสินธ์
Hephthalite Empire
รัฐเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์
เอมิเรตแห่งกอร์โดบา
Barghawata
Emirate of Nekor
เอมิเรตแห่งตแลมแซน
ราชวงศ์บอแวนด์

ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ดำเนินการพิชิตดินแดนโดยมุสลิมต่อ โดยผนวกทรานโซเซียนา, แคว้นสินธ์, อัลมัฆริบ และฮิสเปเนีย (อัลอันดะลุส) เข้าในการปกครองของอิสลาม รัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ในช่วงสูงสุดมีพื้นที่ 11,100,000 ตารางกิโลเมตร (4,300,000 ตารางไมล์)[1] ทำให้เป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ใหญ่สุดตามพื้นที่ ราชวงศ์นี้ถูกโค่นล้มจากการกบฏที่นำโดยอับบาซียะฮ์ใน ค.ศ. 750 สมาชิกเชื้อพระวงศ์ที่รอดชีวิตตั้งถิ่นฐานที่กอร์โดบา ซึ่งภายหลังกลายเป็นเอมิเรต จากนั้นจึงเป็นรัฐเคาะลีฟะฮ์ กลายเป็นศูนย์กลางแห่งวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ปรัชญา และการประดิษฐ์ของโลกในช่วงยุคทองของอิสลาม[4][5]

รัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ปกครองเหนือดินแดนที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม โดยชาวคริสต์ที่ยังคงเป็นประชากรส่วนใหญ่ในรัฐเคาะลีฟะฮ์ และชาวยิวได้รับอนุญาตให้ประกอบศาสนกิจของตนได้ แต่ต้องจ่ายภาษีรายหัว (ญิซยะฮ์) ที่มุสลิมได้รับข้อยกเว้น[6] ส่วนมุสลิมต้องจ่ายภาษีซะกาต ซึ่งจัดสรรสำหรับโครงการสวัสดิการต่าง ๆ ไว้ชัดเจน[6][7] เป็นผลประโยชน์แก่มุสลิมหรือผู้ที่เข้ารีตอิสลาม[8] ตำแหน่งสำคัญในสมัยเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ตอนต้นยังคงถือครองโดยชาวคริสต์ ซึ่งบางส่วนมาจากตระกูลที่เคยดำรงตำแหน่งในรัฐบาลไบแซนไทน์ การจ้างงานชาวคริสต์เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความปรองดองทางศาสนาที่กว้างขึ้น ซึ่งจำเป็นต่อการมีอยู่ของประชากรชาวคริสต์จำนวนมากในจังหวัดที่ถูกยึดครอง (เช่น ซีเรีย) นโยบายนี้เพิ่มความนิยมของราชวงศ์อุมัยยะฮ์และทำให้ซีเรียเป็นฐานอำนาจของตน[9][10] สมัยอุมัยยะฮ์มักถือเป็นยุคก่อตั้งของศิลปะอิสลาม[11]

ประวัติแก้ไข

ต้นดำเนิดแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ราชวงศ์อุมัยยะฮ์

อิทธิพลยุคแรกแก้ไข

ในยุคก่อนอิสลาม ตระกูลอุมัยยะฮ์ หรือ "บะนูอุมัยยะฮ์" เป็นตระกูลชั้นนำของเผ่ากุร็อยช์แห่งมักกะฮ์[12] ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 ตระกูลอุมัยยะฮ์ครอบครองเครือข่ายการค้าของกุร็อยช์กับอัชชาม ที่รุ่งเรืองมากขึ้น และพัฒนาพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการทหารกับชนเผ่าอาหรับร่อนเร่ที่ควบคุมทะเลทรายอาหรับตอนเหนือและตอนกลาง ทำให้กลุ่มมีอำนาจทางการเมืองในระดับภูมิภาค[13] ตระกูลอุมัยยะฮ์ภายใต้การนำของอะบูซุฟยาน อิบน์ ฮัรบ์ ผู้นำหลักของมักกะฮ์ที่เป็นฝ่ายต่อต้านศาสดามุฮัมมัด แต่หลังจากการยึดครองมักกะฮ์ใน ค.ศ. 630 อะบูซุฟยานกับเผ่ากุร็อยช์หันมาเข้ารับอิสลาม[14][15] เพื่อประนีประนอมกับชนเผ่ากุร็อยช์ที่มีอิทธิพล มุฮัมมัดจึงให้อดีตศัตรู (รวมถึงอะบูซุฟยาน) ดำรงตำแหน่งในระบบใหม่[16][17][18] อะบูซุฟยานกับตระกูลของเขาย้ายไปที่มะดีนะฮ์ ศูนย์กลางทางการเมืองของอิสลาม เพื่อรักษาอิทธิพลทางการเมืองที่เพิ่งผ่านการจัดตั้งในชุมชนมุสลิม[19]

การเสียชีวิตของมุฮัมมัดใน ค.ศ. 632 ปล่อยให้มีการสืบทอดความเป็นผู้นำของชุมชนมุสลิม[20] ผู้นำของชาวอันศอร ผู้อาศัยในมะดีนะฮ์ที่ให้ความปลอดภัยแก่มุฮัมมัดหลังการอพยพออกจากมักกะฮ์ใน ค.ศ. 622 ปรึกษาถึงการส่งผู้สมัครของตนเองด้วยความกังวลว่าชาวมุฮาญิรูน ผู้ติดตามช่วงแรกและผู้อพยพจากมักกะฮ์ของมุฮัมมัด จะเป็นพันธมิตรกับชนเผ่าของตนเองจากอดีตชนชั้นนำกุร็อยช์ และควบคุมรัฐมุสลิม[21] ฝ่ายมุฮาญิรูนให้ความจงรักภักดีต่ออะบูบักร์ ผู้ติดตามของมุฮัมมัดยุคแรก และทำให้การพิจารณาของฝ่ายอันศอรสิ้นสุดลง[22] ฝ่ายอันศอรกับชนชั้นนำกุร็อยช์ยอมรับและรับรองเขาเป็นเคาะลีฟะฮ์ (ผู้นำของสังคมมุสลิม)[23] พระองค์ให้การสนับสนุนตระกูลอุมัยยะฮ์ด้วยการให้รางวัลพวกเขาจากการมีบทบาทในการพิชิตลิแวนต์โดยมุสลิม หนึ่งในผู้มีส่วนร่วมคือยะซีด บุตรของอะบูซุฟยาน เป็นผู้ถือครองทรัพย์สินและดูแลเครือข่ายการค้าในอัชชาม[24][25]

อุมัร (ค. 634 – 644) ผู้สืบทอดต่อจากอะบูบักร์ ได้ลดอิทธิพลของชนชั้นนำกุร็อยช์ลง เพื่อให้การสนับสนุนแก่ผู้สนับสนุนก่อนหน้าของมุฮัมมัด ทั้งในการบริหารและการทหาร แต่ถึงกระนั้นก็ยอมให้บุตรชายของอะบูซุฟยานตั้งฐานที่มั่นในอัชชามเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่นี้ทั้งหมดถูกพิชิตใน ค.ศ. 638[26] เมื่ออะบูอุบัยดะฮ์ อิบน์ อัลญัรรอห์ ผู้บังคับการแคว้นโดยรวมของอุมัร เสียชีวิตใน ค.ศ. 639 พระองค์แต่งตั้งให้ยะซีดเป็นผู้ว่าการอำเภอดามัสกัส, ปาเลสไตน์ และจอร์แดนของอัชชาม[26] ไม่นานยะซีดก็เสียชีวิต อุมัรจึงแต่งตั้งให้มุอาวิยะฮ์ดำรงตำแหน่งนี้ต่อ[27] ภายใต้การปกครองของมุอาวิยะฮ์ อัชชามยังคงความสงบเรียบร้อย มีระเบียบ และมีการป้องกันอย่างดีจากอดีตผู้นำไบแซนไทน์[28]

รัฐเคาะลีฟะฮ์ของอุษมานแก้ไข

การบริหารแก้ไข

เคาะลีฟะฮ์สี่องค์แรกจัดตั้งการปกครองที่มั่นคงแก่จักรวรรดิ ตามแนวทางปฏิบัติและสถาบันการปกครองของจักรวรรดิไบแซนไทน์ที่เคยปกครองในภูมิภาคเดียวกัน[29] ประกอบด้วยฝ่ายของรัฐบาล 4 ฝ่าย คือ: ฝ่ายการเมือง ฝ่ายการทหาร ฝ่ายเก็บภาษี และฝ่ายบริหารศาสนา แต่ละฝ่ายจะมีสาขา สำนักงาน และแผนกต่าง ๆ แยกย่อย

แคว้นแก้ไข

ในทางภูมิศาสตร์ จักรวรรดิแบ่งออกเป็นหลายแคว้น โดยมีการเปลี่ยนเขตชายแดนของแคว้นในสมัยอุมัยยะฮ์หลายครั้ง แต่ละเแคว้นมีผู้ว่าการที่ได้รับการแต่งตั้งจากเคาะลีฟะฮ์ โดยผู้ว่าการเป็นผู้ดูแลฝ่ายศาสนา ผู้นำกองทัพ ตำรวจ และผู้บริหารพลเรือนในแคว้นของตน ค่าใช้จ่ายในท้องถิ่นจ่ายเป็นภาษีที่มาจากแคว้นนั้น โดยส่วนที่เหลือในแต่ละปีจะถูกส่งไปยังรัฐบาลกลางในดามัสกัส

เมื่อรัฐบาลกลางของผู้นำราชวงศ์อุมัยยะฮ์ในยุคหลังเสื่อมถอย ผู้ว่าการบางคนละเลยที่จะส่งรายได้ภาษีเพิ่มเติมไปยังดามัสกัสและสร้างความมั่งคั่งส่วนตัวเป็นอย่างมาก[30]

พนักงานราชการแก้ไข

เมื่อจักรวรรดิเติบโตขึ้น จำนวนแรงงานอาหรับที่ผ่านเกณฑ์มีน้อยเกินที่จะรับมือกับการขยายตัวของจักรวรรดิอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น มุอาวิยะฮ์จึงอนุญาตให้พนักงานราชการท้องถิ่นในแคว้นที่ถูกพิชิตยังคงรักษางานของตนต่อไปในรัฐบาลอุมัยยะฮ์ใหม่ ทำให้มีการบันทึกผลงานของรัฐบาลท้องถิ่นส่วนมากในภาษากรีก, คอปติก และเปอร์เซีย จนกระทั่งรัชสมัยอับดุลมะลิกที่เริ่มมีการบันทึกผลงานรัฐบาลในภาษาอาหรับ[30]

การทหารแก้ไข

สกุลเงินแก้ไข

ก่อนการพิชิตโดยมุสลิม จักรวรรดิไบแซนไทน์และซาเซเนียนพึ่งพาเงินตราเป็นสื่อกลาง และยังมีการใช้ระบบนั้นในสมัยอุมัยยะฮ์ โดยมีการใช้เหรียญกษาปณ์ไบแซนไทน์จนถึง ค.ศ. 658 และยังคงมีการใช้เหรียญทองไบแซนไทน์จนกระทั่งมีการปฏิรูปทางการเงิน ประมาณ ค.ศ. 700[31] นอกจากนี้ รัฐบาลอุมัยยะฮ์เริ่มผลิตเหรียญของตนเองในดามัสกัส ซึ่งเดิมมีความคล้ายคลึงกับเหรียญที่มีอยู่ก่อนหน้า แต่พัฒนาไปในทิศทางใหม่ เหรียญเหล่านี้ถือเป็นเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลมุสลิมผลิตขึ้นมา โดยเหรียญทองมีชื่อเรียกว่า "ดีนาร" ส่วนเหรียญเงินเรียกว่า "ดิรฮัม"[30]

โครงสร้างสังคมแก้ไข

รัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์มีชนชั้นทางสังคม 4 ชั้นหลัก:

  1. ชาวอาหรับมุสลิม
  2. มุสลิมที่ไม่ใช่ชาวอาหรับ
  3. ษิมมี (ผู้เป็นไทที่ไม่ใช่มุสลิม เช่น ชาวคริสต์ ยิว และโซโรอัสเตอร์)
  4. ทาส

ชาวอาหรับมุสลิมอยู่ในระดับสูงสุดของสังคมและมองเป็นหน้าที่ต้องปกครองเหนือพื้นที่ที่ถูกยึดครอง พวกเขาถือตนสูงกว่ามุสลิมที่ไม่ใช่ชาวอาหรับ และโดยทั่วไปมักไม่ปะปนกับมุสลิมกลุ่มอื่น ๆ

เมื่อศาสนาอิสลามขยายออกไป ทำให้มีประชากรมุสลิมที่ไม่ใช่ชาวอาหรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้สังคมเกิดความไม่สงบ เนื่องจากผู้เข้ารีตใหม่ไม่มีสิทธิเดียวกันกับชาวอาหรับมุสลิม และเมื่อมีผู้เข้ารีตมากขึ้น รายได้ภาษี (ภาษีชาวนา) จากผู้มิใช่มุสลิมลดลงจนอยู่ในระดับอันตราย ปัญหาเหล่านี้มีแต่จะเลวร้ายจนกระทั่งพวกเขาช่วยก่อให้เกิดการปฏิวัติราชวงศ์อับบาซียะฮ์ในคริสต์ทศวรรษ 740[32]

ผู้มิใช่มุสลิมแก้ไข

สิ่งสืบทอดแก้ไข

 
แผนที่การขยายตัวของรัฐเคาะลีฟะฮ์

รัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์มีความสำคัญทั้งจากการขยายดินแดนและปัญหาด้านการปกครองกับวัฒนธรรมที่มาจากการขยายดินแดน แม้จะมีข้อยกเว้นที่น่าสังเกตอยู่บ้าง ฝ่ายอุมัยยะฮ์มักให้สิทธิแก่ตระกูลอาหรับเก่าแก่หลายตระกูล โดยเฉพาะพวกของตนเอง มากกว่ากลุ่มผู้ที่เข้ารับอิสลามใหม่ ดังนั้น พวกเขายึดมั่นในแนวคิดสากลของอิสลามน้อยกว่าฝ่ายศัตรูหลายกลุ่ม ดังที่ G.R. Hawting เขียนไว้ว่า "แท้จริงแล้วอิสลามถูกมองว่าเป็นทรัพย์สินของชนชั้นสูงผู้พิชิต"[33]

ในสมัยอุมัยยะฮ์ ภาษาอาหรับกลายเป็นภาษาฝ่ายบริหาร และมีการแผลงเป็นอาหรับในลิแวนต์ เมโสโปเตเมีย แอฟริกาเหนือ และไอบีเรีย เอกสารและสกุลเงินของรัฐเขียนด้วยภาษาอาหรับ การเปลี่ยนศาสนาจำนวนมากก่อให้เกิดประชากรมุสลิมในรัฐเคาะลีฟะฮ์เพิ่มขึ้น

รายงานจากมุมมองทั่วไปมุมมองหนึ่ง ราชวงศ์อุมัยยะฮ์เปลี่ยนแปลงรัฐเคาะลีฟะฮ์จากสถาบันศาสนา (ในสมัยรัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดีน) ไปเป็นสถาบันราชวงศ์[34] อย่างไรก็ตาม เคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ดูเหมือนจะเข้าใจตนเองเป็นตัวแทนของพระเจ้าบนโลก และมีต้องรับผิดชอบต่อ "ความหมายและรายละเอียดในกฎเกณฑ์ของพระเจ้า หรืออีกนัยหนึ่งคือคำจำกัดความหรือคำอธิบายโดยละเอียดของกฎหมายอิสลาม"[35]

นักประวัติศาสตร์อิสลามยุคหลังตอบรับรัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ในเชิงลบอย่างมาก โดยกล่าวหาพวกเขาว่าสนับสนุนความเป็นกษัตริย์ (มุลก์ เป็นศัพท์ที่มีความหมายแฝงว่า ทรราช) แทนรัฐเคาะลีฟะฮ์ที่แท้จริง (คิลาฟะฮ์) ในแง่นี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์มักไม่เรียกตนเองว่า เคาะลีฟะฮ์ เราะซูลุลลอฮ์ ("ผู้สืบทอดของศาสนทูตของอัลลอฮ์" ตำแหน่งที่พบในธรรมเนียม) แต่เรียกเป็น เคาะลีฟะตุลลอฮ์ ("ตัวแทนของพระเจ้า") ความแตกต่างดูเหมือนจะบ่งบอกว่า อุมัยยะฮ์ "ถือตนเองเป็นตัวแทนของพระเจ้าที่ประมุขของชุมชน และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องแบ่งปันหรือมอบหมายอำนาจทางศาสนาของพวกตนแก่ชั้นนักวิชาการศาสนาที่กำลังเติบโต"[36]

ชาตินิยมอาหรับสมัยใหม่จัดให้สมันอุมัยยะฮ์เป็นส่วนหนึ่งในยุคทองของชาวอาหรับ[ไม่แน่ใจ ] โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชาตินิยมซีเรียกับประเทศซีเรียในปัจจุบัน ซึ่งมีจุดศูนย์กลางของอุมัยยะฮ์ที่ดามัสกัส[37] ธงขิงรัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์เป็นสีขาว ตามธงของมุอาวิยะฮ์ อิบน์ อะบีซุฟยาน[38] ปัจจุบันเป็นหนึ่งใน 4 สีกลุ่มชนอาหรับที่ปรากฏในธงชาติของชาติอาหรับส่วนใหญ่

สถาปัตยกรรมแก้ไข

ดูบทความหลักที่: สถาปัตยกรรมอุมัยยะฮ์
 
มัสยิดอุมัยยะฮ์ในดามัสกัส

ตระกูลอุมัยยะฮ์สร้างมัสยิดใหญ่และพระราชวังทะเลทรายทั่วลิแวนต์, อียิปต์และแอฟริกาเหนือ เช่นเดียวกันกับการสร้างเมืองทหารรักษาการณ์ (อัมศอร) เพื่อป้องกันชายแดนของตน เช่นที่อัลฟุสฏอฏ, อัลก็อยเราะวาน, กูฟะฮ์, บัสรา และมันศูเราะฮ์ อาคารหลายแห่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมและภาพวาดแบบไบแซนไทน์ เช่น โมเสกโรมันกับเสาแบบคอรินเทียน อาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่โดมแห่งศิลาที่เยรูซาเลม และมัสยิดอุมัยยะฮ์ที่ดามัสกัส[34] และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ อย่างพระราชวังของฮิชาม, ก็อศร์อัมเราะฮ์, มัสยิดใหญ่แห่งอัลก็อยเราะวาน และมัสยิดใหญ่แห่งอเลปโป

มุมมองศาสนาแก้ไข

รายพระนามแก้ไข

 
พงศาวลีของราชวงศ์อุมัยยะฮ์
สีน้ำเงิน: เคาะลีฟะฮ์ อุษมาน หนึ่งใน 4 เคาะลีฟะฮ์รอชิดูน สีเขียว: เคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์แห่งดามัสกัส สีเหลือง: เอมีร์อุมัยยะฮ์แหางกอร์โดบา สีส้ม: เคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์แห่งกอร์โดบา อับดุรเราะห์มานที่ 3 เคยดำรงตำแหน่งเอมีร์จนกระทั่งประกาศตนเองเป็นเคาะลีฟะฮ์ใน ค.ศ. 929 (มีการรวมมุฮัมมัด (อักษรตัวหนา) เพื่อแสดงความเป็นญาติมิตรระหว่างอุมัยยะฮ์กับท่าน)
เคาะลีฟะฮ์ ครองราชย์
เคาะลีฟะฮ์แห่งดามัสกัส
มุอาวิยะฮ์ที่ 1 อิบน์ อะบีซุฟยาน 28 กรกฎาคม 661 – 27 เมษายน 680
ยะซีดที่ 1 อิบน์ มุอาวิยะฮ์ 27 เมษายน 680 – 11 พฤศจิกายน 683
มุอาวิยะฮ์ที่ 2 อิบน์ ยะซีด 11 พฤศจิกายน 683 – มิถุนายน 684
มัรวานที่ 1 อิบน์ อัลฮะกัม มิถุนายน 684 – 12 เมษายน 685
อับดุลมะลิก อิบน์ มัรวาน 12 เมษายน 685 – 8 ตุลาคม 705
อัลวะลีดที่ 1 อิบน์ อับดุลมะลิก 8 ตุลาคม 705 – 23 กุมภาพันธ์ 715
สุลัยมาน อิบน์ อับดุลมะลิก 23 กุมภาพันธ์ 715 – 22 กันยายน 717
อุมัร อิบน์ อับดุลอะซีซ 22 กันยายน 717 – 4 กุมภาพันธ์ 720
ยะซีดที่ 2 อิบน์ อับดุลมะลิก 4 กุมภาพันธ์ 720 – 26 มกราคม 724
ฮิชาม อิบน์ อับดุลมะลิก 26 มกราคม 724 – 6 กุมภาพันธ์ 743
อัลวะลีดที่ 2 อิบน์ ยะซีด 6 กุมภาพันธ์ 743 – 17 เมษายน 744
ยะซีดที่ 3 อิบน์ อัลวะลีด 17 เมษายน 744 – 4 ตุลาคม 744
อิบรอฮีม อิบน์ อัลวะลีด 4 ตุลาคม 744 – 4 ธันวาคม 744
มัรวานที่ 2 อิบน์ มุฮัมมัด 4 ธันวาคม 744 – 25 มกราคม 750

ดูเพิ่มแก้ไข

หมายเหตุแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 Rein Taagepera (September 1997). "Expansion and Contraction Patterns of Large Polities: Context for Russia". International Studies Quarterly. 41 (3): 496. doi:10.1111/0020-8833.00053. JSTOR 2600793.
  2. "Umayyad dynasty". Britannica. สืบค้นเมื่อ 19 May 2016.
  3. Bukhari, Sahih. "Sahih Bukhari: Read, Study, Search Online".
  4. Simon Barton (30 June 2009). A History of Spain. Macmillan International Higher Education. pp. 44–5. ISBN 978-1-137-01347-7.[ลิงก์เสีย]
  5. Francis Preston Venable (1894). A Short History of Chemistry. Heath. p. 21.
  6. 6.0 6.1 Rahman 1999, p. 128.
  7. "Islamic Economics". www.hetwebsite.net.
  8. Benthal, Jonathan (1998). "The Qur'an's Call to Alms Zakat, the Muslim Tradition of Alms-giving" (PDF). ISIM Newsletter. 98 (1): 13–12.
  9. Cavendish, Marshall (2006). World and Its Peoples. Marshall Cavendish. p. 185. ISBN 978-0-7614-7571-2.
  10. Haag, Michael (2012). The Tragedy of the Templars: The Rise and Fall of the Crusader States. Profile Books. ISBN 978-1-84765-854-8.
  11. Yalman, Suzan (October 2001). "The Art of the Umayyad Period (661–750)". Heilbrunn Timeline of Art History. Based on original work by Linda Komaroff. New York: The Metropolitan Museum of Art.
  12. Levi Della Vida & Bosworth 2000, p. 838.
  13. Donner 1981, p. 51.
  14. Hawting 2000, pp. 22–23.
  15. Wellhausen 1927, pp. 40–41.
  16. Hawting 2000, p. 23.
  17. Donner 1981, p. 77.
  18. Wellhausen 1927, p. 20.
  19. Wellhausen 1927, pp. 20–21.
  20. Kennedy 2004, p. 50.
  21. Kennedy 2004, p. 51.
  22. Kennedy 2004, pp. 51–52.
  23. Kennedy 2004, pp. 51–53.
  24. Madelung 1997, p. 45.
  25. Donner 1981, p. 114.
  26. 26.0 26.1 Madelung 1997, pp. 60–61.
  27. Madelung 1997, p. 61.
  28. Kennedy 2004, pp. 62–64.
  29. Robinson, Neal (1999). Islam: A Concise Introduction. RoutledgeCurzon. p. 22.
  30. 30.0 30.1 30.2 Ochsenwald 2004, p. 57.
  31. Sanchez 2015, p. 324.
  32. Ochsenwald 2004, p. 55–56.
  33. Hawting 2000, p. 4.
  34. 34.0 34.1 Previté-Orton 1971, p. 236.
  35. P. Crone and M. Hinds, God's caliph: religious authority in the first centuries of Islam (Cambridge, 1986), p. 43.
  36. Hawting 2000, p. 13.
  37. Gilbert 2013, pp. 21–24, 39–40.
  38. Hathaway 2012, p. 97.

บรรณานุกรมแก้ไข

อ่านเพิ่มแก้ไข

  • Al-Ajmi, Abdulhadi, The Umayyads, in Muhammad in History, Thought, and Culture: An Encyclopedia of the Prophet of God (2 vols.), Edited by C. Fitzpatrick and A. Walker, Santa Barbara, ABC-CLIO, 2014. ISBN 1-61069-177-6
  • A. Bewley, Mu'awiya, Restorer of the Muslim Faith (London, 2002)
  • Boekhoff-van der Voort, Nicolet, Umayyad Court, in Muhammad in History, Thought, and Culture: An Encyclopedia of the Prophet of God (2 vols.), Edited by C. Fitzpatrick and A. Walker, Santa Barbara, ABC-CLIO, 2014. ISBN 1-61069-177-6
  • P. Crone, Slaves on horses (Cambridge, 1980).
  • P. Crone and M.A. Cook, Hagarism (Cambridge, 1977).