เจ้าอนันตวรฤทธิเดช

เจ้าอนันตวรฤทธิเดช[2] หรือ เจ้าอนันตยศ[3]เป็นเจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน องค์ที่ 62 และเป็นเจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน องค์ที่ 12 แห่ง ราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ ครองราชย์ในปี พ.ศ. 2395 - พ.ศ. 2434 รวมระยะเวลา 39 ปี ชาวน่านเรียกพระองค์โดยลำลองว่า เจ้ามหาชีวิต เป็นราชโอรส ในสมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ประสูติแต่แม่เจ้าขอดแก้วชายา

เจ้าอนันตวรฤทธิเดช
250px
เจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน
พระองค์ที่ 62
ราชาภิเษก14 พฤษภาคม พ.ศ. 2395
ครองราชย์พ.ศ. 2395 - พ.ศ. 2435
ก่อนหน้าเจ้าหลวงมหาวงษ์
ถัดไปพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช
รัชกาล39 ปี
พระชายาแม่เจ้าสุนันทาอัครเทวี
แม่เจ้าขอดแก้วเทวี
ชายา10 องค์
พระราชบุตร40 พระองค์
พระนามเต็ม
เจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี เจ้านครเมืองน่าน
ราชสกุลณ น่าน สายที่ 2[1]
ราชวงศ์ราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์
พระบิดาสมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ
พระมารดาแม่เจ้าขันแก้วชายา
ประสูติพ.ศ. 2348
พิราลัย28 พฤษภาคม พ.ศ. 2435 (86 ปี)
ณ คุ้มหลวงนครเมืองน่าน

พระประวัติแก้ไข

เจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี เจ้านครเมืองน่าน มีพระนามเดิมว่า เจ้าอนันตยศ ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 2348 เป็นราชโอรส ในสมเด็จเจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ ประสูติแต่ แม่เจ้าขันแก้วชายา มีพระขนิษฐา ร่วมเจ้ามารดา 1 พระองค์ คือ แม่เจ้าต่อม

ทรงขึ้นครองราชสมบัติเป็น เจ้านครเมืองน่านในปี พ.ศ. 2395 สืบสันตติวงศ์ ต่อจาก พระมาตุลา เจ้าหลวงมหาวงษ์ ผู้เป็นพระญาติวงศ์ทางพระบิดา และ ได้รับการสถาปนาอิสริยยศเป็น "เจ้าอนันตวรฤทธิเดช" เมื่อปี พ.ศ. 2399 จนกระทั่งพิราลัยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2434 ด้วยโรคชรา รวมอายุ 86 ปี[4]

พระนามแก้ไข

  1. สมเด็จพระเชษฐบรมราชาอนันตยศวรราชเจ้า องค์เป็นอิสสราธิบัตติองค์ เป็นเจ้าแก่รัฐประชาในไชยนันทเทพบุรีนครราชธานีนครเมืองน่าน พระนามเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ ที่ปรากฏในกฎหมายอาณาจักรหลักคำเมืองน่าน[5]
  2. สมเด็จเสฏฐบรมบพิตรเจ้ามหาชีวิตองค์อนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ชัยนันทเทพ บรมมหาราชพงษาธิบดี มหาอิสราธิปติในสิริชัยนันทเทพบุรี พระนามเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ ที่ปรากฏในศิลาจารึก วัดดอนไชย [6]

พระอิสริยยศแก้ไข

เจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี เจ้านครเมืองน่าน ทรงดำรงพระอิสริยยศ ดังนี้

  1. เจ้าพระพิไชยราชา
  2. เจ้าพระยารัตนหัวเมืองแก้ว
  3. เจ้าพระยาบุรีรัตน
  4. เจ้าพระยาหลวงมงคลวรยศ เจ้านครเชียงน่าน
  5. เจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี เจ้านครเมืองน่าน

เครื่องอิสริยยศที่ได้รับพระราชทานแก้ไข

  1. เสื้อแขบคำ
  2. ผ้านุ่งแขบคำ
  3. พระมาลาสุบหัว
  4. กระโถนคำ
  5. คนโทคำ
  6. พานหมากคำเครื่องในคำ
  7. ปืนชนิดดี 1 บอก
  8. ดาบฝักคำ 1 เถื่อน
  9. โถเงิน 2 ใบ
  10. ทวน 2 เล่ม


  • ในปี พ.ศ. 2399 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาเลื่อนพระอิสริยยศ เจ้าพระยามงคลวรยศ เจ้าเมืองน่าน ขึ้นเป็น เจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี เจ้านครเมืองน่าน แล้วทรงพระราชทานเครื่องอิสริยยศ ดังนี้'
  1. ทรงประพาศ
  2. กระโจมหัวคำ
  3. แท่นแก้ว 5 ชั้น
  4. เสตฉัตรขาว 7 ใบ
  5. ดาบหลูปคำ
  6. ทวนเขียวคำ ฝักเขียว 4 เล่ม
  7. ปืนชนิดดี 2 บอก
  8. กระโถนคำ 1
  9. พานหมากคำ 1
  10. มีดด้ามคำ 1
  11. มปัดตีคำ 2 แถว
  12. รูปม้าคำ 1
  13. โต๊ะเงิน 1 ใบ
  14. เบ้ายาคำ 1

ราชโอรส ราชธิดาแก้ไข

เจ้าอนัตวรฤทธิเดชฯ มีพระชายา , ชายา และหม่อม 12 องค์ และราชโอรส ราชธิดา 30 พระองค์ ดังนี้

  • พระชายาที่ 1 แม่เจ้าสุนันทาอัครราชเทวี ประสูติกาล ราชโอรสและราชธิดา 6 พระองค์
  1. เจ้าอุปราช (เจ้ามหาพรหม ณ น่าน)
  2. พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ พระเจ้านครเมืองน่าน
  3. เจ้าอุปราช (เจ้าสิทธิสาร ณ น่าน)
  4. เจ้าราชบุตร (เจ้าบุญรังษี ณ น่าน)
  5. เจ้านางหมอกแก้ว
  6. เจ้านางคำทิพ
  • พระชายาที่ 2 แม่เจ้าขอดแก้วอัครเทวี ประสูติกาลราชโอรสและราชธิดา 2 พระองค์
  1. เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้านครเมืองน่าน พระองค์ที่ 64
  2. เจ้านางยอดมโนลา
  • พระชายาที่ 3 แม่เจ้าคำปิวเทวี ไม่มีพระประสูติกาล
  • พระชายาที่ 4 แม่เจ้าบัวเขียวเทวี ประสูติกาลราชธิดา 1 พระองค์
  1. เจ้านางปิว
  • พระชายาที่ 5 แม่เจ้าแว่นเทวี ประสูติกาล ราชโอรสและราชธิดา 3 พระองค์
  1. เจ้านางแก้วไหลมา
  2. เจ้านางบุษบา
  3. เจ้าน้อยบุญสวรรค์
  • พระชายาที่ 6 แม่เจ้าอัมราเทวี ประสูติกาล ราชโอรสและราชธิดา 2 พระองค์
  1. เจ้าน้อยฟ้าร่วนเมืองอิน
  2. เจ้านางขันคำ
  • พระชายาที่ 7 แม่เจ้าปาริกาเทวี ประสูติกาล ราชโอรสและราชธิดา 8 พระองค์
  1. เจ้าบุรีรัตน (เจ้าน้อยบรม ณ น่าน)
  2. เจ้าน้อยบัวเลียว
  3. เจ้าหยั่งคำเขียว
  4. เจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ (เจ้าน้อยบัวลองป่องฟ้าบุนทนาวงษ์)
  5. เจ้าน้อยหมอกมุงเมือง
  6. เจ้าราชบุตร (เจ้ารัตนเรืองรังษี ณ น่าน)
  7. เจ้าน้อยสุทธนะ
  8. เจ้านางคำเขียว
  • พระชายาที่ 8 แม่เจ้าสุคันธาเทวี ประสูติกาล ราชโอรสและราชธิดา 4 พระองค์
  1. เจ้าราชบุตร (เจ้าน้อยอนุรศรังษี)
  2. เจ้านางเกียงคำ
  3. เจ้านางเหมือย
  4. เจ้านางสาวดี
  • พระชายาที่ 9 แม่เจ้าแว่นเทวี ไม่มีพระประสูติกาล
  • หม่อมที่ 10 หม่อมแก้ว ณ น่าน ประสูติราชโอรสและราชธิดา 2 พระองค์
  1. เจ้าหนานมหาวงษ์
  2. เจ้านางปอก
  • หม่อมที่ 11 หม่อมคำแปง ณ น่าน ประสูติราชโอรสและราชธิดา 2 พระองค์
  1. เจ้าน้อยนนต์
  2. เจ้านางบัวแฝง
  • หม่อมที่ 12 บาทบริจาริกา ประสูติราชโอรส 1 พระองค์
  1. เจ้าหนานมหาวงษ์

รวมพระราชโอรส พระราชธิดา ในเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครเมืองน่าน 30 พระองค์ แบ่งเป็น

  • พระราชโอรส 18 พระองค์
  • พระราชธิดา 12 พระองค์

พระกรณียกิจแก้ไข

สร้างคุ้มหลวงนครน่านแก้ไข

ไฟล์:พระนครเมืองน่าน.jpg
รูปหอคำคุ้มหลวงนครน่าน สร้างในรัชสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ

คุ้มหลวงพระเจ้านครน่านหรือ “หอคำเมืองน่าน” หอคำคุ้มหลวงนครน่าน ตรงใจกลางเมืองเป็นที่อยู่ของเจ้าผู้ครองนคร เรียกว่าคุ้มหลวงและหอคำ “ คุ้ม” ตรงกับภาษาไทยใต้เรียกว่า “ วัง” คุ้มหลวง ก็คือวังใหญ่นั่นเอง และ “ หอคำ” นั้นตรงกับภาษาไทยใต้เรียกว่า “ ตำหนักทอง” อันสร้างขึ้นไว้ในบริเวณคุ้มหลวงเป็นเครื่องประดับเกียรติยศของเจ้าผู้ครองนคร บรรดาเมืองประเทศราชในลานนาไทยทั้งปวง ย่อมมีบริเวณที่คุ้มหลวงสำหรับเมือง ใครได้เป็นเจ้าเมืองจะเป็นโดยได้สืบทายาทหรือไม่ก็ตาม ย่อมย้ายจากบ้านเดิมไปอยู่ในคุ้มหลวง แต่ส่วนเหย้าเรือนในคุ้มหลวงนั้นแต่ก่อนสร้างเป็นเครื่องไม้ ถ้าเจ้าเมืองคนใหม่ไม่พอใจจะอยู่ร่วมเรือนกับเจ้าเมืองคนเก่าก็ย่อมจะให้ รื้อถอนเอาไปปลูกถวายวัด ( ยังปรากฏเป็นกุฏิวิหารของวัดที่เมืองน่านบางแห่ง ) แล้วสั่งกะเกณฑ์ให้สร้างเรือนขึ้นอยู่ตามชอบใจของตน ส่วนหอคำนั้น มิได้มีทุกเมืองประเทศราช เพราะหอคำหลวง เป็นเครื่องประดับพระเกียรติพิเศษ สำหรับตัวเจ้าผู้ครองนคร ต่อเจ้าผู้ครองเมืองคนใดได้รับเกียรติเศษสูงกว่าเจ้าผู้ครองเมืองโดยสามัญ ก็สร้างหอคำขึ้งเป็นที่อยู่เฉลิมพระเกียรติยศ

หอคำหลวงเมืองน่าน สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2399 - 2400 ในสมัยของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงศาธิบดี เจ้านครเมืองน่าน ปรากฏในพงศาวดารเมืองน่าน ว่าเมื่อพระยาอนันตยศ ย้ายกลับมาตั้งอยู่ ที่เมืองเก่าแล้ว ต่อมาอีกปีหนึ่งคือปี พ.ศ. 2399 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระยาอนันตยศเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงศาธิบดี เจ้านครเมืองน่าน มีพระเกียรติยศสูงกว่าเจ้าเมืองน่านคนก่อนๆ ซึ่งเคยมียศเป็นแต่พระยา ฉะนั้นในปี พ.ศ. 2400 เจ้าอนันตวรฤทธิเดชจึงสร้างหอคำขึ้นและให้เปลี่ยนชื่อคุ้มหลวงว่า “ คุ้มแก้ว” เพื่อให้วิเศษเป็นตามลักษณะของหอคำ

หอคำหลวง ที่สร้างขึ้นในครั้งนั้น เป็นอาคารไม้สักผสมไม้ตะเคียน หลังคาเป็นทรงจั่ว มุงกระเบื้องไม้แป้นเกล็ด ประดับช่อฟ้าใบระกาและหางหงส์ ตามแบบศิลปะพื้นบ้านเมืองน่าน มีบันไดทางขึ้นสองด้าน มีกำแพงอิฐทั้งสี่ด้าน เป็นตัวเรือนรวมอยู่ในคุ้มแก้ว 7 หลัง โดยเฉพาะตัวเรือนที่เป็นหอคำมีห้องโถงใหญ่ นับว่าเป็นทำนองท้องพระโรงสำหรับเป็นที่ว่าราชการ

  • ต่อมาในปี พ.ศ. 2446 พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช พระเจ้านครเมืองน่าน ได้โปรดให้รื้อลงและสร้างหอคำขึ้นใหม่ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกผสมล้านนา ซึ่งปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน สมุดภาพปักปันเขตแดน ร.ศ. 124 โดยกรมการปกครอง

ด้านการเมืองแก้ไข

เจ้าอนันตวฤทธิเดช ได้ตรากฎหมายสำคัญสูงสุดสำหรับใช้ปกครองในอาณาจักรน่าน คือ '''กฎหมายอาณาจักรหลักคำของเจ้ามหาชีวิต''' ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้รับอิทธิพลจากคำสอนในพระพุทธศาสนา และมีความเชื่อตามจารีตประเพณี เช่น การแอ่วสาว หรือการเสียผี กฎหมายเจ้ามหาชีวิต มีการตราบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน โดยบทลงโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิต กฎหมายควบคุมไปถึงวิถีชีวิต การประกอบการค้า ใช้ปกครองเมืองน่านต่อมา จนถึงคราวเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. 2475 เมืองน่านจึงมาใช้กฎหมายฉบับเดียวกันกับสยาม

ด้านศาสนาแก้ไข

เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครเมืองน่าน ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2396 - พ.ศ. 2436 พระองค์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในพระอาณาจักรเมืองน่าน ทั้งการสร้างวิหาร วัด พระพุทธรูป รวมไปถึงการอุปถัมภ์การบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดวาอาราม ต่างๆใน พระอาณาจักรนครเมืองน่าน ดังนี้

  1. บูรณะวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร
  2. สร้างและบูรณะวิหารวัดกู่คำ
  3. พ.ศ. 2395 ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ วัดศรีพันต้น
  4. พ.ศ. 2400 ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ วัดมิ่งเมือง
  5. สร้างวัดนาปัง
  6. สร้างพระธาตุขิงแดง
  7. สร้างพระธาตุเจ้าจอมทอง เมืองปง
  8. สร้างพระธาตุเจ้าหนองบัว เมืองไชยพรหม
  9. สร้างวิหารวัดดอนไชย เมืองศรีสะเกษ (อยู่ในเขตอำเภอนาน้อย)
  10. พ.ศ. 2410 ทรงบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดภูมินทร์
  11. สร้างพระธาตุเจ้าวัดพระยาภู
  12. สร้างพระธาตุเจ้าจอมจ๊อ เมืองเทิง
  13. สร้างพระธาตุเจ้าเมืองอินทร์
  14. สร้างพระธาตุเจ้าสบแวน เมืองเชียงคำ
  15. สร้างพระธาตุเจ้าเป็งสกัด เมืองปัว
  16. สร้างหอพระธรรม คุ้มหลวงนครน่าน
  17. สร้างวิหารวัดม่วงติ๊ด
  18. บูรณะวิหารและอุโบสถวัดสวนตาล
  19. บูรณะวิหาร และบูรณะพระธาตุวัดดอยเขาแก้ว (วัดเขาน้อย)
  20. สร้างวัดมณเฑียร
  21. ใส่ยอดฉัตรพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง
  22. สร้างวัดหัวข่วง
  23. บูรณะพระอุโบสถวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร


นอกจากนี้ ยังได้สร้างธรรมนิทานชาดก และจารพระไตรปิฎกลงในคัมภีร์ใบลาน รวมได้ 335 คัมภีร์ นับเป็นผูกได้ 2,606 ผูก ได้นำไปมอบให้เมืองต่าง ๆ มีเมืองลำปาง เมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ เมืองพะเยา เมืองเชียงราย และเมืองหลวงพระบาง

ย้ายเมืองน่านแก้ไข

ในปี พ.ศ. 2397 เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครมืองน่าน ได้ย้ายเมืองน่าน จากดงพระเนตรช้างกลับมาอยู่ที่หัวเวียงใต้ หรือเมืองน่านในปัจจุบัน และให้ซ่อมกำแพงเมืองให้มั่นคง โดยสร้างเป็นกำแพงอิฐ สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2400 ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าออกสู่แม่น้ำน่าน ตัวกำแพงก่ออิฐถือปูนประดับใบเสมา ตั้งอยู่บนเชิงเทิน ซุ้มประตูและป้อมเป็นทรงเรือนยอด กำแพงสูงประมาณ 6 เมตร เชิงเทินกว้าง 2.20 เมตร ใบเสมากว้าง 1 เมตร ยาว 0.90 เมตร สูง 1.20 เมตร ความสูงจากเชิงเทินถึงใบเสมาประมาณ 2 เมตร [7]

  • กำแพงด้านทิศเหนือ มีความยาวประมาณ 900 เมตร มีสองประตูคือ ประตูริม และประตูอุญญาณ
    • ประตูริม เป็นประตูเมืองที่ออกเดินทางสู่เมืองขึ้นของนครน่านทางภาคเหนือ เช่น เมืองเชียงคำ เมืองเทิง และเมืองเชียงของ เป็นต้น
    • ประตูอมร เป็นประตูที่เจาะขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2450
  • กำแพงด้านทิศตะวันออก มีความยาวประมาณ 650 เมตร มีสองประตูคือ ประตูชัย และประตูน้ำเข้ม
    • ประตูชัย เป็นประตูที่เจ้าผู้ครองนคร และเจ้านายชั้นสูงใช้ในการเดินทางชลมาร์คไปกรุงเทพฯ
    • ประตูน้ำเข้ม ใช้สำหรับติดต่อค้าขายทางน้ำ และเป็นประตูเข้าออกสู่แม่น้ำน่านของประชาชนทั่วไป
  • กำแพงด้านทิศใต้ มีความยาวประมาณ 1,400 เมตร มีสองประตู
    • ประตูเชียงใหม่ เป็นประตูเมืองที่เดินทางไปสู่ต่างเมือง โดยเฉพาะนครเชียงใหม่
    • ประตูท่าลี่ เป็นประตูที่นำศพออกไปเผานอกเมือง ณ สุสานหลวงดอนไชย
  • กำแพงด้านทิศตะวันตก มีความยาวประมาณ 950 เมตร มีประตูปล่องน้ำ
    • ประตูปล่องน้ำ ใช้ในการระบายน้ำจากตัวเมืองออกสู่ด้านนอก
    • ประตูหนองห้า เป็นประตูสำหรับคนในเมืองออกไปทำไร่ทำนาในทุ่งกว้าง และใช้ขนผลผลิตเข้ามาในเมือง

ลักษณะของประตูเมือง ทำเป็นซุ้มบานประตูเป็นไม้ หลังคาประตูเป็นทรงเรือนยอดสี่เหลี่ยมซ้อนกันสามชั้น มีป้อมอยู่เพียงสามป้อมอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และด้านตะวันตกเฉียงใต้ เป็นป้อมแปดเหลี่ยม หลังคาทรงเรือนยอดซ้อนกันสองชั้น หลังคาชั้นแรกเป็นทรงแปดเหลี่ยม ชั้นที่สองเป็นทรงสี่เหลี่ยม

อาณาจักรหลักคำเมืองน่านแก้ไข

อาณาจักรหลักคำ เป็นกฎหมายโบราณที่ใช้ปกครองตนเองของเมืองน่าน และเมืองที่อยู่ในเขตปกครองของเมืองน่าน ในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2395 ในสมัยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ฯ และได้ใช้ต่อมาจนถึง ปี พ.ศ. 2439 ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ

ไฟล์:อาณาจักรหลักคำนครเมืองน่าน.jpg
อาณาจักรหลักคำ กฎหมายพระเจ้าน่าน ในสมัยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ฯ

อาณาจักรหลักคำเขียนด้วยตัวอักษรล้านนา เป็นกฎหมายที่เน้นให้เห็นระเบียบปฏิบัติขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ข้อห้าม กฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันเป็นการจัดระเบียบสังคมในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังแสดงให้ทราบถึงขอบเขตการปกครองของเมืองนั้น

กฎหมายสำคัญที่ลงโทษหนักคือการลักควาย ระบุโทษไว้ว่า ผู้ลักควายไปฆ่ากินจะถูกลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต เพื่อมิให้เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินต่อไป

กฎหมายที่รักษาธรรมชาติแวดล้อมอันเป็นสาธารณสมบัติ เช่น ห้ามฟันไร่บริเวณต้นน้ำ และริมแม่น้ำ อันเป็นแหล่งกำเนิด และนำน้ำเข้าสู่ไร่นา ใครทำผิดจะถูกคุมขัง เฆี่ยนหลัง 30 แส้ และปรับเงิน 330 น้ำผ่า นอกจากนั้นยังมีกฎหมายห้ามฆ่าค้างคาวในถ้ำ ห้ามเบื่อปลาในน้ำ และห้ามตัดต้นไม้บางชนิด

กฎหมายที่ควบคุมไม่ให้คนยากไร้ถูกขูดรีด เช่นการคิดดอกเบี้ยไม่ว่าจะเป็นเงินตรา หรือข้าวก็ตาม จะต้องมีระยะเวลากู้ถึงสามปี จึงคิดดอกเบี้ยได้ ถ้ากู้นานถึง 9 ปี 10 ปี ก็ให้เอาดอกเบี้ยเท่าเงินต้นเท่านั้น จะมากไปกว่านั้นไม่ได้ และการกำหนดเอาตัวลูกหนี้ให้มีสภาพเป็นทาส จะต้องมีหนี้สินที่มีมูลค่าตั้งแต่ 300 ดอก(มาตราเงิน) ขึ้นไป เป็นต้น

อาณาจักรหลักคำเป็นกฎหมายที่ใช้ในเมืองน่าน และเมืองต่าง ๆ ที่ขึ้นเมืองน่าน ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2396 ถึง พ.ศ. 2451 จึงได้ยกเลิกและมาใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127

สงครามปราบฮ่อแก้ไข

กองทัพฝ่ายเหนือ ซึ่งมีเจ้าหมื่นไวยวรนารถ เป็นแม่ทัพนั้นยกออกจากกรุงเทพฯ โดยทางเรือเมื่อวันอังคารเดือน 11 แรม 11 ค่ำ ปีระกา พ.ศ. 2428 ขึ้นไปถึงเมืองพิชัยเมื่อเดือน 12 แรม 2 ค่ำ ตั้งประชุมพลที่เมืองพิชัยนั้น ได้โปรดฯ ให้พระยาศรีสหเทพ (อ่วม) ขึ้นไปเป็นพนักงานจัดเสบียงพาหนะส่งกองทัพ ได้จัดการเดินทัพขึ้นไปเมืองหลวงพระบางเป็น 3 ทาง คือ

  1. ทางที่ 1 กองทัพใหญ่จะยกจากเมืองพิชัยทาง 3 วันถึงเมืองฝาง ต่อนั้นไป 4 วันถึงท่าแฝกเข้าเขตเมืองน่าน ต่อไปอีก 6 วันถึงบ้านนาแล แต่บ้านนาแล 6 วัน รวม 13 วันถึงเมืองหลวงพระบาง
  2. ทางที่ 2 นั้น จะได้จัดแบ่งเครื่องยุทธภัณฑ์สำหรับกองทัพแต่งให้พระศรีพิชัยสงคราม ปลัดซ้ายกรมการเมืองพิชัย กับนายทหารกรุงเทพฯ ให้คุมไปทางเมืองน้ำปาด ตรงไปตำบลปากลายลงบรรทุกเรือขึ้นไปทางลำน้ำโขง ขึ้นบกที่เมืองหลวงพระบาง
  3. ทางที่ 3 เมื่อกองทัพใหญ่ยกไปถึงนครเมืองน่านแล้ว จะแต่งให้พระพลสงคราม เมืองสวรรคโลก กับนายทหารปืนใหญ่คุมปืนใหญ่และกระสุนดินดำแยกทางไปลงท่านุ่นริมแม่น้ำโขง จัดลงบรรทุกเรือส่งไปยังเมืองหลวงพระบาง

อนึ่ง เสบียงอาหารที่จะจ่ายให้ไพร่พลในกองทัพตั้งแต่เมืองพิชัย เป็นระยะตลอดไปกว่าจะถึงเมืองหลวงพระบางนั้น พระยาศรีสหเทพรับจัดส่งขึ้นไปรวบรวมไว้เป็นระยะทุก ๆ ตำบล ที่พักให้พอจ่ายกับจำนวนพลในกองทัพมิให้เป็นที่ขัดขวางได้

กองทัพตั้งพักรอพาหนะอยู่ ณ เมืองพิชัย ประมาณ 20 วัน ก็ยังหามาพรักพร้อมกับจำนวนที่เกณฑ์ไม่ ได้ช้าง 108 เชือก โคต่าง 310 ตัว ม้า 11 ตัวเท่านั้น แต่จะให้รอชักช้าไปก็จะเสียราชการ จึงได้จัดเสบียงแบ่งไปแต่พอควรส่วนหนึ่งก่อน อีกส่วนหนึ่งได้มอบให้กรมการเมืองพิชัยรักษาไว้ให้ส่งไปกับกองลำเลียง

ครั้น ณ วันศุกร์ เดือนอ้าย แรม 11 ค่ำ ปีระกา พ.ศ. 2428 เวลาเช้า 3 โมงเศษ เจ้าหมื่นไวยวรนารถยกกองทัพออกจากเมืองพิชัยให้นายร้อยเอกหลวงจำนงยุทธกิจ (อิ่ม) คุมทหารกรุงเทพฯ 100 คนเป็นทัพหน้า ให้นายจ่ายวด (สุข ชูโต) เป็นผู้ตรวจตรา ให้พระอินทรแสนแสง ปลัดเมืองกำแพงเพชรคุมไพร่พลหัวเมือง 100 คน เป็นผู้ช่วยกองหน้า สำหรับแผ้วถางหนทางที่รกเรี้ยวกีดขวางให้กองทัพเดินได้สะดวกด้วย ให้นายร้อยเอกหลวงอาจหาญณรงค์ กับนายร้อยเอกหลวงดัษกรปลาศ เป็นปีกซ้ายและขวา นายร้อยเอกหลวงวิชิต เป็นกองหลัง พระพลเมืองสวรรคโลกเป็นกองลำเลียงเสบียงอาหาร และกองอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมานี้ก็ให้ยกเป็นลำดับไปทุก ๆ กอง

ครั้น ณ วันพุธ เดือนยี่ แรมค่ำ 1 ปีระกา ฯ กองทัพได้ยกไปถึงสบสมุนใกล้กับเมืองน่าน ระยะทางราว 200 เส้นเศษ พักจัดกองทัพอยู่ใกล้เมือง เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครเมืองน่าน แต่งให้พระยาวังซ้าย และเจ้านายบุตรหลาน แสนท้าวพระยา คุมช้างพลายสูง 5 ศอก ผูกเครื่องจำลองเขียนทอง 3 เชือก กับดอกไม้ ธูปเทียนออกมารับ แม่ทัพจึงให้รอกองทัพพักอยู่นอกเมือง 1 คืน

ครั้นรุ่งขึ้นวันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม 2 ค่ำ เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครเมืองน่าน จึงแต่งให้ท้าวพระยาคุมช้างพลายผูกจำลองเขียนทอง ออกมารับ 3 เชือก และจัดให้เจ้าวังซ้ายผู้หลานคุมกระบวนออกมารับกองทัพด้วย เวลาเช้า 3 โมงเศษ เดินช้างนำทัพเข้าในเมืองพร้อมด้วยกระบวนแห่ที่มารับ ตั้งแต่กองทัพฝ่ายเหนือออกจากเมืองพิชัยไปจนถึงเมืองน่าน รวมวันเดินกองทัพ 17 วัน หยุดพักอยู่เมืองฝางและท่าแฝก 4 วัน รวมเป็น 21 วัน

เวลาบ่าย 3 โมงเศษ เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครเมืองน่าน พร้อมด้วยเจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์ เจ้านายบุตรหลาน แต่งตัวเต็มยศตามแบบบ้านเมืองมายังทำเนียบที่พักกองทัพนั้น ฝ่ายกองทัพก็ได้จัดทหารกองเกียรติยศ 12 คน มีแตรเดี่ยว 2 คัน คอยรับอยู่ที่ทำเนียบ เมื่อเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครเมืองน่าน เสด็จมาถึงแล้วสนทนาปราศรัยไต่ถามด้วยข้อราชการ และอวยชัยให้พรในการที่จะปราบศัตรูให้สำเร็จ โดยพระบรมราชประสงค์ทุกประการและจัดพระพุทธรูปศิลาศรีพลี 1 องค์ พระบรมธาตุ 1 องค์ ให้แม่ทัพ เพื่อเป็นพิชัยมงคลป้องกันอันตรายในการที่จะไปราชการทัพนั้น กับให้ของทักถามแก่กองทัพสำหรับบริโภคด้วยหลายสิ่ง ครั้นรุ่งขึ้นแม่ทัพนายกองได้ไปเยี่ยมตอบเจ้านครเมืองน่าน กับเจ้าอุปราชเจ้าราชวงศ์และเจ้านายเมืองน่าน

ต่อมาพระยาศรีสหเทพข้าหลวงเชิญเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาสุราภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ 1 ซึ่งโปรดฯ พระราชทานแก่ เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครเมืองน่าน ขึ้นไปถึงแม่ทัพได้จัดพิธีรับพระราชทานตามธรรมเนียม

ครั้น ณ วันเสาร์ เดือนยี่ แรม 11 ค่ำ เจ้านครน่านได้ส่งช้างมาเข้ากองทัพ 100 เชือก แม่ทัพจึงให้เปลี่ยนช้างหัวเมืองชั้นในที่ได้บรรทุกกระสุนดินดำ เสบียงอาหารมาในกองทัพ 58 เชือก มอบให้พระพิชัยชุมพลมหาดไทยเมืองพิชัย คุมกลับคืนไปยังเมืองพิชัย เพื่อจะได้บรรทุกเสบียงลำเลียงเข้าจากเมืองพิชัยขึ้นมาส่งยังฉางเมืองท่าแฝก ซึ่งพระยาสวรรคโลกได้มาตั้งฉางพักเสบียงไว้สำหรับเมืองน่านจะมารับลำเลียงส่งไปถึงท่าปากเงยและเมืองหลวงพระบางจะได้จัดเรือมารับแต่ปากเงย ส่งต่อไปถึงเมืองงอย[8]

พิราลัยแก้ไข

เจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี เจ้านครเมืองน่าน เสวยราชสมบัติได้ 39 ปี มีพระชนมายุ 86 ชันษา ก็ถึงแก่พิราลัย เมื่อวันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2435 ณ คุ้มหลวงนครเมืองน่าน

ไฟล์:พระเมรุเจ้าอนันตวรฤทธิเดช.jpg
รูปปราสาท ในคราวที่ถวายพระเพลิง พระศพเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ

เมื่อนั้นเจ้าอุปราช ก็ให้เจ้านายผู้ใหญ่ผู้น้อยลงไปกราบทูลพระมหากระษัตริย์เจ้าในกรุงเทพมหานคร ว่าด้วย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี เจ้านครเมืองน่าน ถึงแก่พิราลัย

  • ในปี พ.ศ. 2435 เจ้ามหาอุปราชาหอน่า เป็นประธาน และพระยาสุนทรนุรักษ์ ข้าหลวงใหญ่ประจำนครเมืองน่าน และเจ้าราชวงษ์ เสนาอามาตย์ก็ได้กะเกณฑ์ไพร่พลบ้านเมืองให้ตัดไม้มาสร้างพระเมรุ
  • ในปี พ.ศ. 2435 เจ้ามหาอุปราชาหอน่า เป็นประธาน เจ้าราชวงษ์ และพระยาสุนทรนุรักษ์ ข้าหลวงใหญ่ประจำนครเมืองน่าน พร้อมด้วยหน่อมหาขัติยราชวงษา และเสนาอามาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันแล้ว ก็ชุมนุมมายังช่างไม้ทั้งหลาย ให้สร้างมหาปราสาทพระเมรุหลวงหลังใหญ่ ที่สุสานหลวงข่วงดอนไชย ลุ่มวัดหัวเวียงหั้นแล เจ้ามหาอุปราชาหอน่า ก็ได้แต่งให้พระยาหลวงจ่าแสนราชาไชยอภัยนันทวรปัญญาวิสุทธิมงคล ให้เป็นหัวหน้าในการจัดการควบคุมยังช่างไม้ทั้งหลาย ที่สร้างมหาปราสาทพระเมรุหลวง มหาปราสาทพระเมรุหลวง สร้างเป็นจตุรมุข ออก 4 ด้านหลังมุงยอดภายในบนประดับแล้วไปด้วยน้ำสีต่าง ๆ ใส่ข้างยอดช่องฟ้าและปวงปี บนยอดใส่เสวตรฉัตรงามดีสอาด แล้วก็แต่งสร้างศาลาบาดล้อมแง่ 14 ด้านจอดติดกันมุงด้วยคา หุ้มด้วยผ้าขาว ทั้ง 4 ด้าน มีประตูทั้ง 4 ด้าน สามารถไขเปิดได้ แล้วก็ตกแต่งด้วยโคมไฟ มากมาย
  • ครั้นถึงวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2436 ก็ได้เชิญเอาพระบรมศพเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ ลงจากหอคำราชโรงหลวง ก็กระทำสงเสพด้วยดุริยดนตรีนันทเภรีพันสอาด แต่งรูปเทวบุตร 32 ตนไปก่อนน่าแทนแห่ เอาพระศพพระเจ้าฟ้าไปสู่ปราสาทพระเมรุหลวงวันนั้นแล แล้วก็ตั้งเขาอันม่วน มโหรสพ อย่างยิ่งใหญ่ ฝูงประชาไพร่สนุกใจ กระทำบุญให้ทานไปไม่ให้ขาดหยาดน้ำอุทิศส่วนบุญ คือว่ามหาบังสกุลเปนต้นหั้นแล
  • ครั้นถึงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2436 ก็ได้พร้อมกันเชิญเอาพระบรมศพ เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ ไปถวายพระเพลิงวันนั้นแล
  • ครั้นถึงวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2436 เจ้ามหาอุปราชาสุวรรณฝ่ายน่าหอคำ เจ้าราชวงษา เป็นประธาน และหน่อขัติยวงษา เสนาอามาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันอังคาตราธนาเอายังมหาอัฐิเจ้า เสด็จลงจากพระเมรุแล้วก็สงเสพด้วยดุริยดนตรีแห่นำเข้ามาให้สถิตย์อยู่ในพระวิหารหลวงวัดพระธาตุช้างค้ำ ก่อน แล้วก็กระทำบังสกุลพระอัฐิเจ้าทำบุญหื้อทานอยู่ในที่นั้น
  • ครั้นถึงวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ก็พร้อมราธนาเอาพระมหาอัฐิเจ้าขึ้นสถิตย์ในกู่ ณ ข่วงพระธาตุเจ้า วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ณ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

ดูเพิ่มแก้ไข

ก่อนหน้า เจ้าอนันตวรฤทธิเดช ถัดไป
เจ้าหลวงมหาวงษ์   เจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน
องค์ที่ 62

(พ.ศ. 2395 - 2434)
  พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช