ฟุตบอลทีมชาติปารากวัย

ฟุตบอลทีมชาติปารากวัย (สเปน: Selección de fútbol de Paraguay) เป็นทีมฟุตบอลชายตัวแทนของประเทศปารากวัย อยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมฟุตบอลปารากวัย (Asociación Paraguaya de Fútbol) และเป็นสมาชิกของคอนเมบอล ปารากวัยผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายถึง 8 ครั้ง (1930, 1950, 1958, 1986, 1998, 2002, 2006 และ 2010) โดยผลงานที่ดีที่สุดเกิดขึ้นในปี 2010 ที่พวกเขาผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้ ปารากวัยเข้าร่วมแข่งโกปาอาเมริกาเป็นประจำโดยเคยชนะเลิศรายการนี้มาแล้วสองสมัยในปี 1953 และ 1979) อันดับโลกฟีฟ่าที่ดีที่สุดของปารากวัยคืออันดับที่ 8 ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2001 และอันดับที่แย่ที่สุดคืออันดับที่ 103 ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1995 พวกเขาเคยได้รับรางวัลอันดับที่สองของทีมชาติที่มีอันดับโลกฟีฟ่าขยับขึ้นมากที่สุดในปี 1996

ปารากวัย
Shirt badge/Association crest
ฉายาLos Guaraníes (The Guaraníes)
La Albirroja (ขาว-แดง)
ดาวกากบาท (ฉายาในภาษาไทย)
สมาคมสมาคมฟุตบอลปารากวัย (APF)
สมาพันธ์คอนเมบอล (อเมริกาใต้)
หัวหน้าผู้ฝึกสอนเอดูอาร์โด เบริซโซ
กัปตันกุสตาโบ โกเมซ
ติดทีมชาติสูงสุดเปาโล ดา ซิลบา (148)
ทำประตูสูงสุดโรเก ซันตา ครูซ (32)
สนามเหย้าเอสตาดิโอ เดเฟนโซเรส เดล ชาโก
รหัสฟีฟ่าPAR
อันดับฟีฟ่า
อันดับปัจจุบัน 35 Steady (27 พฤษภาคม 2021)[1]
อันดับสูงสุด8 (มีนาคม 2001)
อันดับต่ำสุด103 (พฤษภาคม 1995)
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ธงชาติปารากวัย ปารากวัย 1–5 อาร์เจนตินา ธงชาติอาร์เจนตินา
(อาซุนซีออน ปารากวัย; 11 พฤษภาคม 1919)
ชนะสูงสุด
ธงชาติปารากวัย ปารากวัย 7–0 โบลิเวีย ธงชาติโบลิเวีย
(รีโอเดจาเนโร บราซิล; 30 เมษายน 1949)
ธงชาติฮ่องกง ฮ่องกง 0–7 ปารากวัย ธงชาติปารากวัย
(ฮ่องกง; 17 พฤศจิกายน 2010)
แพ้สูงสุด
ธงชาติอาร์เจนตินา อาร์เจนตินา 8–0 ปารากวัย ธงชาติปารากวัย
(ซานเตียโก ชิลี; 20 ตุลาคม 1926)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม8 (ครั้งแรกใน 1930)
ผลงานดีที่สุดรอบก่อนรองชนะเลิศ (2010)
โกปาอาเมริกา
เข้าร่วม38 (ครั้งแรกใน 1921)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ (1953, 1979)

ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของทีมชาติเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของหัวหน้าผู้ฝึกสอนชาวอาร์เจนตินา เกราร์โด มาร์ติโน ผู้ได้รับรางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมแห่งอเมริกาใต้ในปี 2007 และพาปารากวัยเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกในปี 2010) นอกจากนี้ ยังพาปารากวัยเข้าชิงชนะเลิศโกปาอาเมริกา 2011 แม้ว่าสุดท้ายจะจบด้วยการเป็นรองแชมป์ก็ตาม ในประวัติการเล่นฟุตบอลโลกของปารากวัย มีเพียงการ์ลอส กามาร์ราและโฆเซ ลุยส์ ชิยาเบร์ตที่ติดทีมออลสตาร์ฟุตบอลโลก โดยเกิดขึ้นในปี 1998 เปาโล ดา ซิลบาครองสถิติลงเล่นให้กับทีมชาติมากที่สุดที่ 148 นัด ในขณะที่โรเก ซันตา ครูซเป็นผู้ทำประตูให้ทีมชาติสูงสุดตลอดกาลที่ 32 ประตู เดนิส คานิซาเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวที่ลงเล่นให้กับทีมชาติปารากวัยในฟุตบอลโลกถึงสี่ครั้ง (1998, 2002, 2006, 2010)

ประวัติแก้ไข

ยุคทอง (1998–2011)แก้ไข

หลังจากที่ปารากวัยพบกับช่วงตกต่ำที่ไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก 1990 และ 1994 พวกเขาสามารถชนะเลิศปรีโอลิมปิกทัวร์นาเมนต์ระดับทวีปได้ในปี 1992 ซึ่งทำให้ปารากวัยได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิกฤดูร้อน 1992 โดยในการแข่งขันรายการนั้น ปารากวัยจบอันดับที่สองของกลุ่ม ก่อนที่จะตกรอบก่อนรองชนะเลิศจากการพ่ายแพ้ต่อกานา[2] ความสำเร็จของทีมชาติในครั้งนั้นเริ่มต้นจากการผลักดันผู้เล่นดาวรุ่งหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการ์ลอส กามาร์รา, เกลโซ อายาลา, โฆเซ ลุยส์ ชิลาเบร์ต, ฟรานซิสโก อาร์เซ และโฆเซ การ์โดโซ ซึ่งผู้เล่นชุดนี้ได้กลายเป็น "โกลเดนเจเนเรชัน" (golden generation) ที่ช่วยให้ปารากวัยกลายเป็นอีกหนึ่งทีมชั้นนำของทวีปและเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกได้สามครั้งติดต่อกัน

ฟุตบอลโลก 1998แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ฟุตบอลโลก 1998

ปารากวัยผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก 1998 ด้วยการจบอันดับที่สองและมีคะแนนน้อยกว่าอาร์เจนตินาเพียงคะแนนเดียว

ปารากวัยภายใต้การคุมทีมของผู้ฝึกสอนชาวบราซิลอย่าง Paulo César Carpegiani ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ค.ศ. 1986 โดยทีมชุดนั้นประกอบด้วยผู้เล่นที่มีประสบการณ์สูงหลายคน ปารากวัยถูกจับสลากอยู่ในกลุ่มดีร่วมกับบัลแกเรีย, ไนจีเรีย และสเปน

ปารากวัยเริ่มต้นการเสมอกับปารากวัยและสเปน 0–0 ทั้งสองนัด[3] ก่อนที่ในนัดสุดท้ายของกลุ่ม พวกเขาจะต้องพบกับไนจีเรีย ทีมที่การันตีผ่านเข้ารอบถัดไปหลังจากที่ชนะในสองนัดแรก สุดท้ายแล้ว ปารากวัยเอาชนะไปได้ 3–1 ผ่านเข้าสู่รอบถัดไปด้วยการเป็นอันดับที่สองของกลุ่ม

ปารากวัยต้องพบกับฝรั่งเศสในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พวกเขายื้อเสมอแบบไร้ประตูกับฝรั่งเศสที่ไม่มีซีเนดีน ซีดานได้ในเวลา 90 นาที ก่อนที่ในช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 114 ปารากวัยจะต้องตกรอบด้วยประตูชัยที่เป็นโกลเดนโกลของโลร็องต์ บล็องก์[4] กองหลัง การ์ลอส กามาร์รา และผู้รักษาประตูและกัปตัน โฆเซ ลุยส์ ชิลาเบร์ต ถูกเลือกติดทีมออลสตาร์ในฟุตบอลโลกครั้งนั้น

โกปาอาเมริกา 1999 และ 2001แก้ไข

ปารากวัยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโกปาอาเมริกา 1999 ซึ่งจัดขึ้นในสี่เมืองทั่วประเทศ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติ Ever Hugo Almeida ได้เลือกผู้เล่นที่มีประสบการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เล่นจากชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 1998 ปารากวัยอยู่ในกลุ่มเดียวกับโบลิเวีย, ญี่ปุ่น และเปรู พวกเขาประเดิมสนามด้วยการเสมอกับโบลิเวีย 0–0 ต่อมาในวันที่ 2 กรกฎาคม พวกเขาถล่มเอาชนะญี่ปุ่นไปได้ 4–0 ก่อนที่ในนัดสุดท้ายของกลุ่ม จะเฉือนเอาชนะเปรูไปได้ 1–0 ปารากวัยผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศด้วยการเป็นจ่าฝูงที่มี 7 คะแนน ปารากวัยเสมอกับอุรุกวัยในรอบก่อนรองชนะเลิศ ทำให้ต้องตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ ซึ่งอุรุกวัยเอาชนะไปได้ 5–3 หลังจบการแข่งขัน กองหน้า โรเก ซันตา ครูซ ได้รับรางวัลนักฟุตบอลปารากวัยยอดเยี่ยมแห่งปี[5]

ในโกปาอาเมริกา 2001 หัวหน้าผู้ฝึกสอน Sergio Markarián เลือกชุดผู้เล่นที่ลงเล่นในประเทศเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาถูกจับสลากอยู่ในกลุ่มเดียวกับเปรู, เม็กซิโก และบราซิล ปารากวัยประเดิมสนามด้วยการเสมอกับเปรู 3–3 ต่อมาพวกเขาเสมอกับเม็กซิโก 0–0 ในนัดที่สอง ก่อนที่จะแพ้บราซิล 3–1 ในนัดสุดท้าย ทำให้ปารากวัยตกรอบแบ่งกลุ่มด้วยการมีเพียงสองคะแนน

ฟุตบอลโลก 2002แก้ไข

ปารากวัยเริ่มต้นฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือกด้วยบุกเอาชนะเปรู 2–0 ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2000 เดือนถัดมา พวกเขาเอาชนะอุรุกวัย 1–0 ต่อมาในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2000, ปารากวัยเปิดบ้านเอาชนะเอกวาดอร์ไปได้ 3–1 ก่อนที่จะบุกไปแพ้ชิลี 3–1 ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2000 ปารากวัยเปิดบ้านเอาชนะบราซิลไปได้ 2–1 ก่อนที่จะเสมอในอีกสองนัดและชนะอีกสี่นัดรวดเหนือเวเนซุเอลา, โคลอมเบีย (2–0), เปรู (5–1) และอุรุกวัย (1–0) ทำให้ทีมขึ้นสู่อันดับที่สองของตารางคะแนนรอบคัดเลือก

 
ชิลาเบร์ตเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ทำให้ปารากวัยผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2002

นัดถัดมา ปารากวัยบุกแพ้เอกวาดอร์ 2–1 ก่อนที่จะกลับมาเปิดบ้านเอาชนะชิลี 1–0, บุกแพ้บราซิล 2–0 และเปิดบ้านเอาชนะโบลิเวีย 5–1 หนึ่งเดือนถัดมา ปารากวัยยันเสมอกับอาร์เจนตินา 2–2 ทำให้ยังคงรักษาอันดับที่สองของตารางได้ อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ต่อเวเนซุเอลา 3–1 และโคลอมเบีย 4–0 ทำให้หลังจบนัดที่ 18 ปารากวัยตกลงมาอยู่อันดับที่ 4 มี 30 คะแนน แต่ก็ยังเพียงพอในการเข้ารอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก

ปารากวัยเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 ผู้เล่นส่วนใหญ่มาจากชุดลุยศึกฟุตบอลโลกเมื่อสี่ปีที่แล้ว โดยโฆเซ ลุยส์ ชิลาเบร์ตทำหน้าที่เป็นกัปตันทีมชาติประจำทัวร์นาเมนต์ อย่างไรก็ตาม การเข้ารับตำแหน่งผู้ฝึกสอนของเชซาเร มัลดีนีในเดือนมกราคม ค.ศ. 2002 ทำให้เกิดเสียงวิพากย์วิจารณ์กรณีที่ไม่เลือกผู้ฝึกสอนในประเทศมาทำหน้าที่ (ส่งผลให้สหภาพผู้จัดการทีมพยายามปลดเขาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลด้านการย้ายถิ่นฐานที่ไม่ถูกต้อง แต่ความพยายามครั้งนี้ไม่สำเร็จ)[6][7]

ปารากวัยถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่มบีร่วมกับสเปน, แอฟริกาใต้ และสโลวีเนีย พวกเขาประเดิมสนามด้วยการเสมอกับแอฟริกาใต้ 2–2 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ต่อมา พวกเขาพ่ายแพ้ต่อสเปน 3–1 ในวันที่ 7 มิถุนายน และในนัดสุดท้ายของกลุ่ม พวกเขาเอาชนะสโลวีเนียไปได้ 3–1 แม้ว่าปารากวัยและแอฟริกาใต้จะมีสี่คะแนนเท่ากัน แต่ปารากวัยได้ผ่านเข้ารอบด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า[8] ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ปารากวัยต้องพบกับเยอรมนี โดยเยอรมนีทำผลงานได้ดีกว่าตลอดทั้งเกมและได้ประตูชัยในนาทีที่ 88 ทำให้ปารากวัยสิ้นสุดเส้นทางในทัวร์นาเมนต์นี้แต่เพียงเท่านี้[9]

โกปาอาเมริกา 2004แก้ไข

 
เนลซอน ฮาเอโดในโกปาอาเมริกา 2004

ผู้ฝึกสอน การ์ลอส ฆารา ซากิเอร์ ได้เรียกผู้เล่นดาวรุ่งหลายคนจากสโมสรในปริเมราดิบิซิออนปารากวายาติดทีมชาติเพื่อลุยศึกโกปาอาเมริกา 2004 ปารากวัยอยู่ในกลุ่มซี ร่วมสายกับบราซิล, คอสตาริกา และชิลี พวกเขาประเดิมนัดแรกด้วยการชนะคอสตาริกา 1–0 โดยได้ประตูชัยจากลูกโทษ นัดถัดมา พวกเขาเสมอกับชิลี 1–1 ก่อนที่ในนัดสุดท้าย พวกเขาจะเอาชนะบราซิลอย่างเหนือความคาดหมายไปได้ 2–1 ทำให้ปารากวัยจบอันดับที่หนึ่งของกลุ่ม มี 7 คะแนนและไม่แพ้ใคร อย่างไรก็ตาม ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ปารากวัยพ่ายแพ้ต่ออุรุกวัย 3–1 ทำให้สิ้นสุดเส้นทางในทัวร์นาเมนต์เพียงเท่านี้

ฟุตบอลโลก 2006แก้ไข

 
การ์โดโซทำ 7 ประตูในฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก

ปารากวัยเริ่มต้นการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือกด้วยการชนะ 3 จาก 4 นัดแรกใน ค.ศ. 2003 โดยหลังจากที่พวกเขาแพ้เปรู 4–1 พวกเขาสามารถเอาชนะอุรุกวัย (4–1) และชิลี (1–0) ทำให้ทีมขึ้นอันดับที่หนึ่งของตารางคะแนน ต่อมาใน ค.ศ. 2004 ปารากวัยเสมอกับบราซิล 0–0, แพ้โบลิเวีย 2–1, ชนะเวเนซุเอลา 1–0 (เป็นชัยชนะเพียงนัดเดียวในรอบคัดเลือกในปี 2004) และแพ้อุรุกวัย 1–0 ต่อมาใน ค.ศ. 2005 ปารากวัยแพ้เอกวาดอร์และเอาชนะชิลี 2–1 นัดถัดมา พวกเขาแพ้บราซิล 4–1 ก่อนที่จะเอาชนะโบลิเวีย 4–1, ชนะอาร์เจนตินา 1–0 และชนะเวเนซุเอลา 1–0 ก่อนที่จะเปิดบ้านแพ้โคลอมเบีย 1–0 ในนัดสุดท้าย ปารากวัยจบอันดับที่สี่ของตาราง ได้สิทธิ์เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน

 
ปารากวัยพบกับอังกฤษในฟุตบอลโลก 2006

หัวหน้าผู้ฝึกสอน อานิบัล รุยซ์ เรียกผู้เล่น 8 คนจากสโมสรในยุโรปและผู้เล่น 11 คนจากสโมสรในอเมริกาใต้ (ซึ่งรวมถึงกัปตัน การ์ลอส กามาร์รา) เพื่อเตรียมทีมสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี โดยมีผู้เล่นที่มีประสบการณ์สูงภายในทีมด้วย

ปารากวัยอยู่ในกลุ่มบี ร่วมสายกับอังกฤษ, ฟุตบอลทีมชาติสวีเดน และตรินิแดดและโตเบโก พวกเขาประเดิมสนามในการพบกับอังกฤษเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน โดยอังกฤษเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 1–0 ต่อมาในวันที่ 15 มิถุนายน ปารากวัยตกรอบแบ่งกลุ่มทันทีหลังจากที่แพ้สวีเดนและยังทำประตูไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในนัดสุดท้ายของกลุ่มที่พบกับตรินิแดดและโตเบโกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ปารากวัยเอาชนะไปได้ 2–0 แต่ก็จบเพียงอันดับที่สามของกลุ่มเท่านั้น หลังจบทัวร์นาเมนต์ อานิบัล รุยซ์ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ฝึกสอน โดยมีราอุล บิเซนเต อามาริยาเข้ารับตำแหน่งผู้ฝึกสอนชั่วคราว

 
เฆราร์โด มาร์ติโน เข้ารับตำแหน่งผู้ฝึกสอนคนใหม่ในปี 2007[10]

ทีมชาติปารากวัยเกิดการเปลี่ยนถ่ายผู้เล่นครั้งใหญ่ เมื่อผู้เล่นสำคัญหลายคนประกาศเลิกเล่นฟุตบอล หนึ่งในนั้นได้แก่ โฆเซ ลุยส์ ชิลาเบร์ต ต่อมาใน ค.ศ. 2007 เฆราร์โด "ตาตา" มาร์ติโนจากอาร์เจนตินา เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่

เกียรติประวัติแก้ไข

ฟุตบอลโลกแก้ไข

โอลิมปิกแก้ไข

โกปาอาเมริกาแก้ไข

แพนอเมริกันเกมส์แก้ไข

อดีตผู้เล่นคนสำคัญแก้ไข

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "The FIFA/Coca-Cola World Ranking". FIFA. 27 พฤษภาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 27 พฤษภาคม 2021.
  2. นับตั้งแต่ ค.ศ. 1992 ทีมชาติที่ลงแข่งขันกีฬาฟุตบอลในโอลิมปิกฤดูร้อนต้องมีผู้เล่นที่มีอายุเกิน 23 ปีเพียงสามคนเท่านั้น ความสำเร็จของทีมชุดโอลิมปิกจะไม่ถูกรวมในผลงานของทีมชาติชุดหลัก
  3. "FIFA World Cup™ Archive". FIFA.com. 10 June 2015. สืบค้นเมื่อ 14 June 2015.
  4. "FIFA World Cup™ Archive". FIFA.com. 10 June 2015. สืบค้นเมื่อ 14 June 2015.
  5. "El historial del galardon" (JPG). Archivo.abc.com.py. สืบค้นเมื่อ 14 June 2015.
  6. "BBC SPORT | WORLD CUP | Paraguay | Chilavert backs Maldini". BBC News. 26 April 2002. สืบค้นเมื่อ 14 June 2015.
  7. "BBC SPORT | WORLD CUP | Squad | Cesare Maldini". BBC News. 10 April 2002. สืบค้นเมื่อ 14 June 2015.
  8. "BBC SPORT | WORLD CUP | Slovenia v Paraguay | Paraguay snatch vital win". BBC News. 12 June 2002. สืบค้นเมื่อ 14 June 2015.
  9. "BBC SPORT | WORLD CUP | Germany v Paraguay | Germany edge out Paraguay". BBC News. 15 June 2002. สืบค้นเมื่อ 14 June 2015.
  10. "Gerardo Martino asumirá como técnico de la selección paraguaya". Emol.com. 30 June 2006. สืบค้นเมื่อ 14 June 2015.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข