ทฤษฎีอติชน

(เปลี่ยนทางจาก ทฤษฎีอภิสิทธิชน)

ในสาขารัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทฤษฎีอติชน หรือ ทฤษฎีอภิชน[1] (อังกฤษ: elite theory) เป็นทฤษฎีที่มุ่งหมายจะพรรณนาและอธิบายความสัมพันธ์ของกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในสังคมปัจจุบัน โดยอ้างว่า ชนกลุ่มน้อยที่เป็นสมาชิกของอภิสิทธิชนทางเศรษฐกิจหรือของเครือข่ายการกำหนดนโยบาย จะมีอำนาจมากที่สุดในสังคม โดยอำนาจนี้จะเป็นอิสระจากกระบวนการเลือกตั้งของประชาธิปไตย คืออาศัยตำแหน่งในบรรษัทหรือการเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริษัท หรืออาศัยตำแหน่งในสถาบันนโยบายหรือกลุ่มอภิปรายนโยบาย หรืออาศัยอิทธิพลเหนือเครือข่ายบุคคลที่วางนโยบายโดยให้การสนับสนุนทางการเงินแก่มูลนิธิ/องค์กรต่าง ๆ สมาชิกของกลุ่มอภิสิทธิชนจะมีอำนาจสำคัญในการตัดสินนโยบายของบริษัทหรือของรัฐบาล ตัวอย่างที่เห็นได้ก็คือ บทความในนิตยสารฟอบส์ ชื่อว่า "ผู้มีอำนาจมากที่สุดในโลก (The World's Most Powerful People)" ที่แสดงรายการบุคคลที่นิตยสารอ้างว่ามีอำนาจมากที่สุดในโลก (โดยแต่ละคนเทียบเท่ากับคน 100,000,000 คนอื่น)[2] ลักษณะทางสังคมที่เข้าข่ายทฤษฎีโดยพื้นฐานก็คือ อำนาจมีการรวมศูนย์ อภิสิทธิชนพร้อมเพรียงกัน คนที่ไม่ใช่อภิสิทธิชนมีหลากหลายและไร้อำนาจ เทียบกับผลประโยชน์/สิ่งที่อภิสิทธิชนสนใจที่มีเอกภาพเนื่องจากมีพื้นเพหรือตำแหน่งที่คล้ายคลึงกัน โดยลักษณะเฉพาะของการมีอำนาจก็คือการมีตำแหน่งในสถาบัน[3]

แม้กลุ่มอาจจะไม่ได้อยู่ในเครือข่ายอำนาจธรรมดาของรัฐ (เช่นในประวัติศาสตร์ อาจจะเป็นเพราะเกณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งความป็นขุนนาง เชื้อชาติ เพศ หรือศาสนา) ทฤษฎีก็ยังแสดงว่า "กลุ่มต้านอภิสิทธิชน" (counter-elites) บ่อยครั้งก็จะเกิดภายในกลุ่มที่ถูกยกเว้นเช่นนี้ ดังนั้น การเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มเช่นนี้กับรัฐ จึงมองได้ว่าเป็นการต่อรองระหว่างกลุ่มต่อต้านอภิสิทธิชนกับกลุ่มอภิสิทธิชน ซึ่งก็จะทำให้เห็นปัญหาสำคัญอีกอย่างว่า อภิสิทธิชนสามารถรวบผู้ต่อต้านให้เป็นพวกได้

ทฤษฎีอภิสิทธิชนเป็นเรื่องตรงข้ามกับทฤษฎีพหุนิยมทางการเมือง ซึ่งสมมุติว่า ทุก ๆ คน หรืออย่างน้อยก็กลุ่มสังคมต่าง ๆ จะมีอำนาจเท่ากันและจะถ่วงดุลกันเอง ทำให้ได้ผลลัพธ์ทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย และที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนทั้งหมดในสังคม เทียบกับทฤษฎีนี้ที่อ้างว่า ประชาธิปไตยเป็นเรื่องเหลวไหลแบบอุตมรัฐ หรือไม่ก็เป็นไม่ไปได้ในกรอบของทุนนิยม ซึ่งเป็นมุมมองปัจจุบันที่เข้ากับลัทธิมากซ์ได้

ทฤษฎีดั้งเดิมแก้ไข

ทฤษฎีนี้โดยเฉพาะกับคนชั้นขุนนาง เป็นทฤษฎีดั้งเดิมที่อาศัยแนวคิดสองอย่าง คือ

  1. อำนาจอยู่ที่ตำแหน่งหน้าที่ในสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองหลัก ๆ
  2. ความรู้สึกที่แบ่งอภิสิทธิชนจากคนอื่นก็คือ ตนมีความสามารถเฉพาะตน เช่น ความฉลาดและทักษะความสามารถ และมีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องการปกครอง ในขณะที่คนที่เหลือไร้ความสามารถ ไร้สมรรถภาพในการปกครองตนเอง อภิสิทธิชนโดยเปรียบเทียบเป็นคนมีปัญญาที่สามารถทำให้การปกครองเป็นไปได้ เพราะจริง ๆ แล้ว เป็นกลุ่มชนที่เสียหายมากที่สุดถ้าการปกครองล้มเหลว

มุมมองจากนักทฤษฎีดั้งเดิมแก้ไข

Vilfredo Paretoแก้ไข

นักรัฐศาสตร์ชาวอิตาลีผู้นี้เน้นความเหนือกว่าทางปัญญาของอภิสิทธิชน ผู้เชื่อว่าตนเป็นคนเก่งที่สุดในเรื่องนั้น ๆ เขากล่าวถึงอภิสิทธิชนสองประเภทคือ

  1. อภิสิทธิชนที่มีอำนาจปกครอง
  2. อภิสิทธิชนที่ไม่มีอำนาจปกครอง

เขายังขยายทฤษฎีด้วยว่า กลุ่มอภิสิทธิชนทั้งหมดอาจถูกทดแทนด้วยกลุ่มใหม่ และจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

Gaetano Moscaแก้ไข

นักรัฐศาสตร์ชาวอิตาลีผู้นี้เน้นลักษณะทางสังคมและลักษณะเฉพาะตนของอภิสิทธิชน เขากล่าวว่า อภิสิทธิชนเป็นชนกลุ่มน้อยที่รวมตัวกันดี เทียบกับมวลชนที่เป็นคนกลุ่มมากแต่ไม่ลงตัวกัน ชนชั้นปกครองจะประกอบด้วยอภิสิทธิชนและรองอภิสิทธิชน เขาแบ่งโลกออกเป็นสองกลุ่มคือ

  1. คนชั้นปกครอง
  2. คนใต้การปกครอง

เขาอ้างว่า อภิสิทธิชนมีความเหนือกว่าทางปัญญา ทางจริยธรรม และทางทรัพย์สินที่คนให้ความเคารพนับถือและมีอิทธิพล

Robert Michelsแก้ไข

นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันผู้นี้ได้พัฒนาทฤษฎีกฎเหล็กของคณาธิปไตย ซึ่งเขาอ้างว่า คนเพียงไม่กี่คนจะเป็นผู้ดำเนินการองค์กรทางสังคมและทางการเมือง โดยการจัดระเบียบทางสังคมและการแบ่งงานเช่นนี้เป็นเรื่องกุญแจสำคัญ เขาเชื่อว่า องค์กรทุกอย่างต้องมีอภิสิทธิชน และมีหลัก 3 อย่างที่ช่วยอภิสิทธิชนสร้างระบบดำเนินการขององค์กรทางการเมือง

  1. ความจำเป็นต้องมีผู้นำ บวกกับเจ้าหน้าที่และสถานที่สำหรับดำเนินการโดยเฉพาะ ๆ
  2. การใช้ที่ดำเนินการโดยผู้นำในองค์กร
  3. สมรรถภาพทางจิตใจของผู้นำเป็นเรื่องสำคัญ

มุมมองจากนักทฤษฎีปัจจุบันแก้ไข

Elmer Eric Schattschneiderแก้ไข

นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันคนนี้ได้คัดค้านทฤษฎีรัฐศาสตร์อเมริกันคือพหุนิยมทางการเมืองอย่างรุนแรง คือแทนที่จะมีระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงซึ่งกลุ่มต่าง ๆ ของประชาชนจะแข่งขันกัน โดยมีกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เป็นผู้แทนในการกดดันรัฐบาล เขาอ้างว่า ระบบความกดดันเช่นนี้จะเข้าข้าง "สมาชิกสังคมที่มีการศึกษามากที่สุดและมีรายได้มากที่สุด" และแสดงว่า "ความแตกต่างระหว่างผู้ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมของกลุ่มผลประโยชน์กับผู้ที่ไม่ทำอะไร ยิ่งใหญ่กว่าระหว่างผู้ลงคะแนนเสียงและผู้ไม่ลง"[4]

เขาอ้างว่า ขอบเขตของระบบความกดดันเช่นนี้แคบมาก คือ "พิสัยของกลุ่มที่จัดตั้งอย่างดี ระบุได้ ที่รู้จัก แคบอย่างไม่น่าเชื่อ มันไม่ใช่อะไรที่ทั่วไป" และ "ความลำเอียงต่อชนชั้นบริหารหรือคนชั้นสูงในระบบกดดันมีอยู่ทั่วไป" เขากล่าวว่า "แนวคิดว่าระบบกดดันจะเป็นผู้แทนของกลุ่มประชาชนทั้งหมดเป็น (เพียงแค่) ตำนาน" โดยตรงข้าม "ระบบเบี้ยวบูด ถ่วงโกงด้วยดีบุก และไม่สมดุลโดยเข้าข้างคนป็นจำนวนน้อย"[5]

C. Wright Millsแก้ไข

นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันคนนี้เขียนหนังสือ อภิสิทธิชนผู้ทรงอำนาจ (The Power Elite) โดยอ้างมุมมองทางสังคมใหม่เกี่ยวกับระบบอำนาจในสหรัฐ เขาระบุกลุ่ม 3 กลุ่ม คือกลุ่มการเมือง กลุ่มเศรษฐกิจ และกลุ่มการทหาร ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจที่แยกจากกันในสหรัฐ เขาเสนอว่า กลุ่มเหล่านี้เกิดขึ้นได้อาศัยการอ้างหาเหตุผลแบบเข้าข้างของสังคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าทั้งหมด ทำให้กลไกทางอำนาจรวมศูนย์อยู่ในมือของกลุ่มชนที่จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยใสสะอาด[6]

กระบวนการนี้จะสะท้อนความเสื่อมทรามของการเมืองในฐานะเป็นเวทีการอภิปราย โดยลดอำนาจจนเป็นเพียงแค่การคุยกันพอเป็นรูปแบบเท่านั้น[7] การวิเคราะห์ในระดับกว้าง ๆ เช่นนี้หมายชี้ความเสื่อมทรามของประชาธิปไตยในสังคม "ก้าวหน้า" และชี้ความจริงว่า อำนาจโดยทั่วไปอยู่นอกมือของผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้ง

G. William Domhoffแก้ไข

ในหนังสือที่สร้างความขัดแย้งของเขาคือ ใครปกครองอเมริกา (Who Rules America?) นักสังคมศาสตร์ชาวอเมริกันผู้นี้ได้วิจัยกระบวนการตัดสินใจทั้งในระดับพื้นที่และระดับชาติ เพื่อแสดงโครงสร้างอำนาจในสหรัฐ เขาอ้างว่า อภิสิทธิชนที่เป็นเจ้าของและผู้จัดการทรัพย์สินที่สร้างรายได้มหาศาล (เช่นธนาคารและบริษัท) จะครอบงำโครงสร้างอำนาจทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ[8]

James Burnhamแก้ไข

หนังสือ ปฏิวัติผู้จัดการ (The Managerial Revolution) ของนักทฤษฎีชาวอเมริกันผู้นี้ แสดงอำนาจว่าอยู่ในมือของผู้จัดการ ไม่ใช่ของนักการเมืองหรือเจ้าของ ซึ่งแยกการเป็นเจ้าของออกจากอำนาจควบคุม[9] ซึ่งไอเดียนี้ต่อมาใช้เพื่อสร้างทฤษฎี รัฐโดยผู้จัดการ (managerial state)

Robert D. Putnamแก้ไข

นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันผู้นี้เห็นการพัฒนามีความรู้ทางวิชาการเฉพาะเรื่องแบบผูกขาด ในบรรดาผู้จัดการและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ ว่าเป็นกลไกที่กระบวนการประชาธิปไตยเสียอำนาจหลุดไปให้พวกกุนซือและผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลในกระบวนการตัดสินใจ[10]

ถ้าบุคคลสำคัญในร้อย ๆ ปีที่ผ่านมาเป็นผู้ลงทุนทำกิจการ นักธุรกิจ และผู้บริหารอุตสาหกรรมต่าง ๆ บุคคลสำคัญใหม่ในปัจจุบันก็คือนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และวิศวกรของเทคโนโลยีทางปัญญาใหม่

—  Robert D. Putnam - นักรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

Thomas R. Dyeแก้ไข

หนังสือ การออกนโยบายจากยอดไปสู่ล่าง (Top Down Policymaking) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันผู้นี้อ้างว่า นโยบายสาธารณะของสหรัฐไม่ได้เป็นผลจาก "ความต้องการของประชาชน" แต่มาจากมติของกลุ่มอภิสิทธิชนในบรรดามูลนิธิไม่แสวงผลกำไร องค์กรนโยบาย กลุ่มผลประโยชน์พิเศษ กลุ่มวิ่งเต้นหาเสียงในการออกกฎหมายที่สำคัญ และสำนักงานทนายความที่ตั้งอยู่ในวอชิงตัน ดี. ซี.

George A. Gonzalezแก้ไข

ในหนังสือ "อำนาจบริษัทกับสิ่งแวดล้อม (Corporate Power and the Environment)" นัทฤษฎีผู้นี้เขียนว่า อำนาจของอภิสิทธิชนทางเศรษฐกิจในสหรัฐ ได้กำหนดรูปแบบนโยบายของรัฐเพื่อประโยชน์ของตน

Ralf Dahrendorfแก้ไข

ในหนังสือ การไตร่ตรองถึงปฏิวัติในยุโรป (Reflections on the Revolution in Europe)[11] นักวิชาการและนักการเมืองชาวเยอรมัน-อังกฤษผู้นี้อ้างว่า เนื่องจากต้องมีความสามารถสูงเพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง พรรคการเมืองความจริงเป็นองค์กรที่ให้ "บริการทางการเมือง" ซึ่งก็คือการบริหารจัดการตำแหน่งหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะในระดับพื้นที่หรือในะระดับประเทศ ในช่วงหาเสียง พรรคแต่ละพรรคจะพยายามโน้มน้าวผู้ออกเสียงว่า ตนเหมาะที่สุดในการจัดการราชการ ดังนั้น การยอมรับลักษณะเช่นนี้ก็เป็นเรื่องสมเหตุผล และควรลงทะเบียนพรรคเหล่านี้ว่าเป็นบริษัทให้บริการ

เมื่อเป็นดังนี้ ชนชั้นปกครองก็จะเป็นสมาชิกและผู้ร่วมงานในบริษัทตามกฎหมาย และ "ชนชั้นใต้ปกครอง" ก็จะเลือกบริษัทผู้สามารถบริหารรัฐโดยให้ผลประโยชน์แก่ตนได้มากที่สุดผ่านการเลือกตั้ง

Martin Gilens และ Benjamin I. Pageแก้ไข

ในงานวิเคราะห์ทางสถิติของนโยบาย 1,779 ประเด็น นักวิชาการคู่นี้พบว่า

อภิสิทธิชนทางเศรษฐกิจและกลุ่มจัดตั้งต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ทางธุรกิจ มีอิทธิพลอย่างสำคัญที่เป็นอิสระ (จากการเลือกตั้งเป็นต้น) ต่อนโยบายรัฐบาลสหรัฐ

ในขณะที่ประชาชนทั่วไปและกลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นตัวแทนมวลชนไม่มีหรือมีอิทธิพลที่เป็นอิสระน้อย"[12]

เชิงอรรถและอ้างอิงแก้ไข

  1. "elite theorism", ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑ ฉบับ ๒๕๔๕, (รัฐศาสตร์) ทฤษฎีนิยมอติชน, ทฤษฎีนิยมอภิชน
  2. "The World's Most Powerful People". Forbes. 2009-11-11. สืบค้นเมื่อ 2015-09-09.
  3. Deric., Shannon, (2011-01-01). Political sociology : oppression, resistance, and the state. Pine Forge Press. ISBN 9781412980401. OCLC 746832550.CS1 maint: extra punctuation (link)
  4. Woolley and Papa 1998, 165
  5. Schattschneider 1960, 30-36
  6. Bottomore, T. (1993). Elites and Society (2nd ed.). London: Routledge. p. 25.
  7. Mills, C. Wright (1956). The Power Elite. p. 274. ISBN 0-19-541759-3.
  8. Domhoff, G. William (1967). Who Rules America?. McGraw-Hill. ISBN 0-7674-1637-6.
  9. Bottomore, T. (1993). Elites and Society (2nd ed.). London: Routledge. p. 59.
  10. Putnam, Robert D. (1977). "Elite Transformation in Advance Industrial Societies: An Empirical Assessment of the Theory of Technocracy". Comparative Political Studies. 10 (3): 383-411 (p.385).
  11. Dahrendorf, Ralf (1990). Reflections on the Revolution in Europe: In a letter intended to have been sent to a gentleman in Warsaw. New York: Random House.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  12. "Testing Theories of American Politics: Elites, Interest Groups, and Average Citizens" (PDF). 2014.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

  • Bottomore, T. (1993) Elites and Society (2nd Edition). London: Routledge.
  • Burnham, J. (1960) The Managerial Revolution. Bloomington: Indiana University Press.
  • Hunter, Floyd (1953) Community Power Structure: A Study of Decision Makers.
  • Domhoff. G. William (1967-2009) Who Rules America? McGraw-Hill.
  • Mills, C. Wright (1956) The Power Elite.
  • Lerner, R., A. K. Nagai, S. Rothman (1996) American Elites. New Haven CT: Yale University Press
  • Neumann, Franz Leopold (1944). Behemoth: The Structure and Practice of National Socialism, 1933 - 1944. Harper.
  • Putnam, R. D. (1976) The Comparative Study of Political Elites. New Jersey: Prentice Hall.
  • Putnam, R. D. (1977) ‘Elite Transformation in Advance Industrial Societies: An Empirical Assessment of the Theory of Technocracy’ in Comparative Political Studies Vol. 10, No. 3, pp383-411.
  • Schwartz, M. (ed.) (1987) The Structure of Power in America: The Corporate Elite as a Ruling Class. New York: Holmes & Meier.
  • Dye, T. R. (2000) Top Down Policymaking New York: Chatham House Publishers.
  • Gonzalez, G. A. (2012) Energy and Empire: The Politics of Nuclear and Solar Power in the United States. Albany: State University of New York Press
  • Gonzalez, G. A. (2009) Urban Sprawl, Global Warming, and the Empire of Capital. Albany: State University of New York Press
  • Gonzalez, G. A. (2006) The Politics of Air Pollution: Urban Growth, Ecological Modernization, And Symbolic Inclusion. Albany: State University of New York Press
  • Gonzalez, G. A. (2001) Corporate Power and the Environment. Rowman & Littlefield Publishers
  • "Who Rules America?" website
  • Forbes Magazine list of the 67 'most powerful people in the world.'