จักรพรรดินีเซี่ยวเจินเสี่ยน (จีน: 孝贞显皇后; พินอิน: Xiào Zhēn Xiǎn) หรือ จักรพรรดินีฉืออัน พระพันปีหลวง (จีน: 慈禧太后; พินอิน: Cí'ān Tàihòu; เวด-ไจลส์: Tz'u-An T'ai-hou) หรือที่รู้จักกันในไทยว่า "พระพันปีหลวงฉืออัน" หรือ "ฉืออันไท่โฮ่ว" หรือตามสำเนียงฮกเกี้ยนว่า "ซูอันไทเฮา" (ประสูติ: 12 สิงหาคม 1837; ทิวงคต: 8 เมษายน 1881) เป็นราชนิกุลชาวแมนจูในประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งมีบทบาทคู่กับ "พระนางซูสีไทเฮา" และเชื่อกันว่าทรงถูกพระพันปีหลวงฉือสี่ทรงปลงพระชนม์เพราะความขัดแย้งระหว่างทั้งสองพระองค์ด้วย

สมเด็จพระจักรพรรดินีฉืออัน
พระพันปีหลวง
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
สมเด็จพระจักรพรรดิต้าชิง
ดำรงตำแหน่ง
11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1861 – 8 เมษายน ค.ศ. 1881
(19 ปี 148 วัน)
ก่อนหน้า คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ซู่ชุ่น, ไจ่หยวน, ตวนหวา และเสนาบดีคนอื่น ๆ อีก 5 นาย)
ถัดไป ซูสีไทเฮา (ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยลำพัง)
จักรพรรดินีต้าชิง
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 12 สิงหาคม 1837
เสียชีวิต 8 เมษายน 1881
(43 ปี 239 วัน)
พระราชวังต้องห้าม ปักกิ่ง
มหาจักรวรรดิชิง
คู่สมรส จักรพรรดิเสียนเฟิง
ศาสนา ศาสนาพุทธ

พระราชประวัติแก้ไข

พระนางฉืออันทรงเป็นธิดาของนายมู่หยังกา (พินอิน: Muyangga) ข้าราชการชาวแมนจูจากเผ่าหนิวฮู่ลู่ (พินอิน: Niuhuru) ที่ทรงอิทธิพลมาก กับนางกี่หยาง (พินอิน: Giyang) จากเผ่ากี่หยาง มีพระนามเดิมว่า จิงเอ๋อร์

หนิวฮู่ลู่เข้าถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาในปลายพุทธศตวรรษที่ 23 ราวช่วง พ.ศ. 2383-2400 และได้รับการสถาปนาเป็นพระวรชายาของมกุฎราชกุมาร ครั้งนั้น มกุฎราชกุมารมีพระวรชายาเอกอยู่แล้วคือ พระนางสะโกตา (พินอิน: Sakda) ผู้ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปก่อนพระภัสดาเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2393 และต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามว่า "จักรพรรดินีเซี่ยวเต๋อเสี่ยน" (จีน: 孝德显; พินอิน: Xiào Dé Xiǎn) ในเดือนถัดมาหลังจากพระวรชายาสะโกตาสิ้นพระชนม์ จักรพรรดิเต้ากวังก็เสด็จสวรรคตด้วย ยังให้มกุฎราชกุมารขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิเสียนเฟิงเถลิงรัชกาลใหม่

ราวปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2395 หลังพระราชพิธีจัดการพระบรมศพจักรพรรดิเต้ากวังสิ้นสุดลง หนิวฮู่ลู่ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมเหสี และได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า "เจิน" (จีน: ; พินอิน: Zhēn; ผู้เพรียบพร้อมไปด้วยกัลยาณีสมบัติ และในราวปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมของปีนั้น ก็ได้รับการสถานาขึ้นเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ปีนั้นเอง เป็นต้นไป จึงมีประกาศให้เฉลิมพระนามอัครมเหสีเจินว่า "จักรพรรดินีเจิน"

เนื่องจากพระนางเจินไม่ทรงสามารถประทานพระโอรสให้แก่พระภัสดาได้ นางเย่เฮ่อน่าลา ผู้ซึ่งเข้าถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาและสามารถให้โอรสแก่จักรพรรดิได้ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2399 จึงได้รับการสถาปนาเป็นมเหสีตามลำดับชั้น

วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2404 ภายหลังสงครามฝิ่น จักรพรรดิเสียนเฟิงก็เสด็จสวรรคตขณะทรงลี้ภัยสงครามไปประทับ ณ พระราชวังในเมืองเฉิงเต๋อ (จีน: 承德; พินอิน: Chéngdé) มณฑลเหอเป่ย์ ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะทางสองร้อยสามสิบกิโลเมตร พระโอรสของพระมเหสีเย่เฮ่อน่าลา ซึ่งได้ทรงดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมาร และในขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 5 พรรษา จึงเสวยราชย์เป็นรัชกาลต่อมา พระนามว่า "จักรพรรดิถงจื้อ" ด้วยความที่ทรงพระเยาว์อยู่ จักรพรรดิพระองค์ก่อนจึงได้ทรงแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้โดยมีอัครมหาเสนาบดี คือ ซู่ชุ่น (จีน: 肃顺; พินอิน: Sùshùn) เป็นประธาน โดยคณะผู้สำเร็จราชการฯ ได้ประกาศเฉลิมพระนามสมเด็จพระอัครมเหสีเจินเป็น "ซูอันไทเฮา" และพระมเหสีแย่เฮ่อน่าลาเป็น "ซูสีไทเฮา" ตำแหน่งฮองไทเฮานี้เรียกเป็นภาษาไทยว่า "สมเด็จพระพันปีหลวง"

พระพันปีหลวงและผู้สำเร็จราชการในจักรพรรดิถงจื้อแก้ไข

อย่างไรก็ดี พระนางซูสีซึ่งทรงปรารถนาพระราชอำนาจทางการเมือง ได้ทรงก่อรัฐประหารขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2404 เป็นผลสำเร็จด้วยความช่วยเหลือของบรรดาเชื้อพระวงศ์และข้าราชการที่จงชังคณะผู้สำเร็จราชการ ส่งผลให้บรรดาผู้สำเร็จราชการฯ ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางไม่ถูกต้องและกล่าวโทษว่าเป็นกบฏ ต้องโทษประหารชีวิต สมเด็จพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์จึงได้ว่าราชการอยู่หลังม่านแทนสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อซึ่งทรงพระเยาว์อยู่

ในประเทศจีนนั้น มักออกพระนามพระนางซูอัน ว่า "สมเด็จพระพันปีหลวงฝั่งตะวันออก" (จีน: 东太后; พินอิน: Dōngtàihòu, ตงไท่โฮ่ว) เพราะทรงประทับอยู่พระราชวังจงฉุยฝั่งตะวันออก (อังกฤษ: Eastern Zhongchiu Palace) และพระนางซูสีว่า "สมเด็จพระพันปีหลวงฝั่งตะวันตก" (จีน: 西太后; พินอิน: Xītàihòu, สีไท่โฮ่ว) เนื่องจากมักประทับยังพระราชวังฉือซิ่วฝั่งตะวันตก (อังกฤษ: Western Chuxiu Palace)

ในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 พระนางซูอันและพระพันปีหลวงฉือสี่ทรงปฏิบัติหน้าที่ด้วยกันในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนจักรพรรดิถงจื้อ ถึงแม้โดยนิตินัย พระนางซูอันจะทรงดำรงอยู่ในพระสถานะสูงกว่าพระนางซูสี แต่ด้วยความที่ไม่ใฝ่พระทัยในการเมือง และทรงพึงพระทัยในความสันโดษมากกว่า ทำให้พระนางซูสีผู้มีพระบุคลิกลักษณะในทางตรงกันข้าม ได้ซึ่งพระราชอำนาจทางการเมืองไว้โดยพฤตินัยแต่เพียงพระองค์เดียว

พระพันปีหลวงฉืออันรงมีบทบาทในทางการเมืองน้อยครั้งมาก และครั้งที่โดดเด่นที่สุดคือใน พ.ศ. 2412 ซึ่ง อันเต๋อไห่ (จีน: 安德海; พินอิน: Āndéhǎi) หัวหน้าขันทีในพระราชสำนัก และคนสนิทของพระพันปีหลวงฉือสี่ ได้เดินทางลงใต้เพื่อไปซื้อหาอาภรณ์ลายมังกรจำนวนหนึ่งสำรับไปจัดทำเป็นเครื่องทรงของพระพันปีหลวงฉือสี่ เมื่อไปถึงมณฑลชานตงกลับแสดงอำนาจบาตรใหญ่โดยอ้างว่าเป็นผู้แทนพระองค์พระพันปีหลวงฉือสี่ และรีดนาทาเร้นเอาทรัพย์สินจากประชาชน ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนทั่วไป ผู้ว่าราชการมณฑลจึงทำหนังสือกราบบังคมทูลสมเด็จพระพันปีหลวงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสอง พระพันปีหลวงฉืออันเมื่อตรับแล้ว ก็มีพระราชเสาวนีย์ให้มณฑลจัดการจับกุมและประหารขันทีอันเต๋อไห่โดยไม่ชักช้า ว่ากันว่า การสั่งประหารอันเต๋อไห่นี้ ทำให้พระพันปีหลวงฉือสี่ไม่ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง

พระพันปีหลวงและผู้สำเร็จราชการในจักรพรรดิกวางซวี่ และการเสด็จสวรรคตแก้ไข

ในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2418 จักรพรรดิถงจื้อเสด็จสวรรคตโดยไม่มีพระราชโอรส จึงทำให้ต้องมีการเลือกฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ซึ่ง พระพันปีหลวงฉืออัน เลือก พระโอรสของเจ้าชายกง เป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ แต่พระนางซูสีไทเฮาผู้มีอิทธิพลในราชสำนักเหนือกว่าพระนางซูอันไทเฮาในขณะนั้นได้เลือก เจ้าชายไจ้เทียน (สมเด็จพระจักรพรรดิกวางสูในอนาคต) พระโอรสเจ้าชายชุนที่ 1 ซึ่งการเลือกองค์ชายไจ้เทียนเป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ โดยมี พระพันปีหลวงฉืออันและ พระพันปีหลวงฉือสีป็นผู้สำเร็จราชการร่วมกัน

วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2424 ระหว่างทรงออกขุนนางตอนเช้า พระพันปีหลวงฉืออันทรงรู้สึกไม่สบายพระองค์ จึงเสด็จกลับพระราชฐาน และเสด็จสวรรคตในบ่ายวันนั้น การทิวงคตโดยปัจจุบันทันด่วนของพระพันปีหลวงฉืออันสร้างความตื่นตะลึงแก่ประชาชนทั่วไป เพราะพระสุขภาพพลานามัยของพระนางอยู่ในขั้นดียิ่งยวดเสมอมา แต่ข่าวลือแพร่สะพรัดทั่วไปในจีนว่า เป็นพระพันปีหลวงฉือสี่ ที่ทรงวางพระโอสถพิษแก่พระพันปีหลวงฉืออัน ว่ากันว่า เพราะพระพันปีหลวงฉืออันทรงถือพระราชโองการจากสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงให้มีพระราชอำนาจสั่งประหารพระพันปีหลวงฉือสี่ได้ หากว่าพระนางทรงก้าวก่ายการบ้านการเมือง หรือมีพระราชวิสัยไม่เหมาะสมอย่างไร อย่างไรก็ดี ข่าวลือดังกล่าวยังไร้หลักฐานยืนยันข้อเท็จจริง และนักประวัติศาสตร์ไม่ยอมรับอย่างเต็มร้อยในเรื่องการวางพระโอสถพิษดังกล่าว แต่สันนิษฐานกันว่า พระพันปีหลวงฉืออันประชวรพระโรคลมปัจจุบัน โดยอ้างอิงบันทึกทางการแพทย์ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารทางประวัติศาสตร์สมัยนั้น การสิ้นพระชนม์ของพระพันปีหลวงฉืออัน ส่งผลให้พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียวอย่างเต็มพระองค์

พระพันปีหลวงฉืออันทรงได้รับการเฉลิมพระนามหลังเสด็จสวรรคตแล้วว่า "สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี้ยวเจินฉืออันยู้ชิ้งเหอจิ้งเฉิงจิ้งอี้เทียนโจ้วเชิ้งเสี่ยน" (จีน: 孝贞慈安裕庆和敬诚靖仪天祚圣显皇后; พินอิน: Xiào Zhēn Cí Ān Yù Qìng Hé Jìng Chéng Jìng Yí Tiān Zuò Shèng Xiǎn) เรียกโดยย่อว่า "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซี่ยวเจินเสี่ยน" (จีน: 孝贞显皇后; พินอิน: Xiào Zhēn Xiǎn) ทั้งนี้ พระศพพระพันปีหลวงฉืออันได้รับการบรรจุ ณ สุสานหลวงราชวงศ์ชิงฝ่ายตะวันออก (จีน: 清东陵; พินอิน: Qīngdōnglíng, ชิงตงหลิง) ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันออกเป็นระยะทางหนึ่งร้อยยี่สิบห้ากิโลเมตร เคียงข้างกับพระศพของพระพันปีหลวงฉือสี่และจักรพรรดิเสียนเฟิง

พระอุปนิสัยแก้ไข

พระพันปีหลวงฉืออันนั้นเป็นที่เคารพยำเกรงเพราะมีพระจริตอ่อนโยนและมีพระเมตตา ซึ่งตรงกันข้ามกับพระพันปีหลวงฉือสี่โดยสิ้นเชิงที่ผู้คนยำเกรงเพราะมีพระจริตดุดัน โหดร้าย และเจ้าเล่ห์ พระพันปีหลวงฉืออันทรงเอาพระทัยใส่ผู้คนรอบข้างเป็นอย่างดี จึงทำให้ทรงได้รับการเคารพจากจักรพรรดิเสียนเฟิงและจักรพรรดิถงจื้อ พระโอรสของพระพันปีหลวงฉือสี่ เป็นอย่างยิ่งแม้ทรงมิใช่พระชนนีแท้ ๆ ก็ตาม แม้แต่ จักรพรรดิกวังซวี่ ขณะทรงพระเยาว์ก็ทรงเคารพพระพันปีหลวงฉืออันเป็นอย่างมาก ความที่มีพระอุปนิสัยแตกต่างกันคนละขั้วของสมเด็จพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์นี้ ทำให้พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงพระดำริว่า พระพันปีหลวงฉืออันเป็นหญิงเบาปัญญา หาความสามารถมิได้ ไม่ใส่ใจกิจการทั้งปวงเอาเสียเลย และลับหลัง ก็มักทรงพระโกรธพระพันปีหลวงฉืออันเป็นนิตย์ ผู้คนจึงเชื่อกันว่าการสิ้นพระชนม์อย่างปัจจุบันทันด่วนของพระพันปีหลวงฉืออันผู้มีพระพลานามัยเป็นปรกติเสมอนั้น เป็นการกระทำของพระพันปีหลวงฉือสี่

อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์หลายรายกล่าวว่า ด้วยความที่พระพันปีหลวงฉืออันมีพระอุปนิสัยเช่นนั้น ทำให้มีพระจริยาวัตรเอื่อยเฉื่อย ไม่ใส่ใจกิจการทั้งปวง และเห็นแก่พระองค์มากกว่าส่วนรวมเฉกเช่นที่พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงพระดำริ แต่พระพันปีหลวงฉือสี่นั้นเป็นหญิงแกร่งที่ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมจะเป็นผู้นำคนได้ กระทั่งในยามที่ประเทศจีนประสบปัญหาใหญ่หลวง พระพันปีหลวงฉือสี่ก็เอาพระทัยใส่ไม่อนาทร แต่พระพันปีหลวงฉืออันกลับเมินเฉยเพราะโปรดพระชนมชีพที่เรียบง่ายในพระราชวังมากกว่ากิจการที่ยุ่งยาก

พระสาทิสลักษณ์ที่ยังคงเหลืออยู่แก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  • Barbara Bennet Peterson, Notable Women of China: Shang Dynasty to the Early Twentieth Century - Page 352, M.E. Sharpe, ISBN 076560504X