รัฐประหาร (อังกฤษ: coup d'état /ˌk dˈtɑː/ เกี่ยวกับเสียงนี้ listen ; คูเดตา ภาษาฝรั่งเศส: [ku deta], ตรงตัว: "การระเบิดรัฐ"; เรียกสั้น ๆ ว่า coup, รูปพหูพจน์: coups d'état, บางครั้งเรียกง่าย ๆ ว่า การล้มล้าง (overthrow), การเข้ายึดครอง (takeover) และ การล้มล้างรัฐบาล (putsch)) เป็นการยกเลิกและยึดรัฐบาลและอำนาจของรัฐบาล โดยทั่วไปแล้ว การก่อการัฐประหารเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญ มักก่อการโดยฝ่ายทางการเมือง, กองทัพ หรือโดยผู้นำเผด็จการ[1] ในขณะที่ ความพยายามรัฐประหาร (อังกฤษ: coup attempt) หมายถึงรัฐประหารที่กำลังดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการอยู่ หรือหมายถึงรัฐประหารที่ล้มเหลว

ทหารขณะเข้าตรึงพื้นที่ระหว่างการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 13 รัฐทั่วโลกที่ผู้นำในปัจจุบันมาจากรัฐประหาร

ตัวทำนายแก้ไข

จากการทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการชิ้นหนึ่งในปี 2003 พบว่าปัจจัยดังต่อไปนี้มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดรัฐประหาร:

  • ความไม่พอใจส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ความไม่พอใจของหน่วยงานทางทหาร
  • ความเป็นที่นิยมของกองทัพ
  • ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางเจตคติของกองทัพ
  • การตกต่ำทางเศรษฐกิจ
  • วิกฤตการเมืองท้องถิ่น
  • อิทธิพลจากรัฐประหารในภูมิภาค
  • ภัยคุกคามจากภายนอก
  • การเข้ามีส่วนร่วมในสงคราม
  • การสมรู้ร่วมคิดกับอำนาจทางการทหารจากต่าวประเทศ
  • หลักยึดเหนี่ยวของกองทัพต่อความมั่นคงของรัฐ
  • วัฒนธรรมทางการเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐ
  • หน่วยงานที่ขาดการมีส่วนร่วมทางการบริหาร
  • ประวัติของการเป็นอาณานิคม
  • การพัฒนาเศรษฐกิจ
  • การส่งออกที่ไม่กระจายรูปแบบ
  • องค์ประกอบทางชนชั้นของเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ขนาดของกองทัพ
  • ความเข้มแข็งของสังคมภาคพลเมือง
  • ความน่าไว้วางใจของระบบการปกครอง
  • ประวัติการเกิดรัฐประหารในรัฐ[2]

ส่วนชิ้นงานทบทวนวรรณกรรมจากปี 2016 มีการกล่าวถึงปัจจัยอื่นเพิ่มเข้ามา เช่น ความแตกย่อยเป็นกลุ่มของกลุ่มชาติพันธุ์ (ethnic factionalism), การสนับสนุนจากรัฐบาลต่างประเทศ, ความขาดประสบการณ์ของผู้นำ, การเติบโตที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า, การสูงขึ้นของค่าครองชีพอย่างฉับพลัน และความยากจน[3]

ตัวทำนายที่สำคัญหนึ่งของการเกิดรัฐประหารในอนาคตคือจำนวนรัฐประหารสะสมในอดีต[2][4][5] ระบบการปกครองแบบผสมมีแนวโน้มที่จะเกิดรัฐประหารมากกว่ารัฐเผด็จการหรือรัฐประชาธิปไตย[6] ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็เป็นอีกตัวแปรที่ทำให้มีแนวโน้มเกิดรัฐประหารเพิ่มขึ้น[7]

รายชื่อผู้นำจากรัฐประหารในปัจจุบันแก้ไข

ตารางด้านล่างแสดงรายชื่อประเทศและผู้นำที่เข้าสู่อำนาจจากรัฐประหาร และยังคงอยู่ในตำแหน่งในปัจจุบัน

ตำแหน่ง ผู้นำจากรัฐประหาร ผู้นำที่ถูกปลด ประเทศ เหตุการณ์ วันที่
ประธานาธิบดี เตโอโดโร โอเบียง อึงเกมา อึมบาโซโก ฟรังซิสโก มากัส งิวมา   อิเควทอเรียลกินี รัฐประหารในประเทศอิเควทอเรียลกินี ปี 1979 3 สิงหาคม 1979
ประธานาธิบดี โยเวรี มูเซเวนี ตีโต โอเคลโล   ยูกันดา สงครามบุช ประเทศยูกันดา 29 มกราคม 1986
ประธานาธิบดี อีดริส เดบี ฮิสเซน ฮาเบร   ชาด การปฏิวัติชาด ปี 1990 2 ธันวาคม 1990
ประธานาธิบดี เอมอมาลี ราห์มอน ราห์มอน นาบีเยฟ[n 1]   ทาจิกิสถาน สงครามกลางเมืองทาจิกสถาน 19 พฤศจิกายน 1992
นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน นโรดม รณฤทธิ์   กัมพูชา รัฐประหารในประเทศกัมพูชาปี 1997 สิงหาคม 1997
ประธานาธิบดี เดอนี ซาซู-อึนแกโซ ปาสกัล ลิสซูบา   คองโก สงครามกลางเมืองสาธารณรัฐคองโก 25 ตุลาคม 1997
นายกรัฐมนตรี แฟรงก์ ไบนิมารามา ไลเซเนีย การาเซ   ฟีจี รัฐประหารในประเทศฟิจิ ปี 2006 5 ธันวาคม 2006
ประธานาธิบดี อับเดล ฟัตเตห์ เอซีซี มุฮัมมัด มุรซี   อียิปต์ รัฐประหารในประเทศอียิปต์ ปี 2013 3 กรกฎาคม 2013
นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา[n 2] ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร   ไทย รัฐประหารในประเทศไทย ปี 2014 22 พฤษภาคม 2014
ประธานาธิบดีคณะกรรมการปฏิวัติ โมฮัมเม็ด อะลี อัลฮูตี อับดราบบูห์ มันซูร์ หะดี[n 3]   เยเมน รัฐประหารในประเทศเยเมน ปี 2014-2015 6 กุมภาพันธ์ 2015
ประธานาธิบดี เอ็มเมอร์ซัน มนางากวา รอเบิร์ต มูกาบี[n 4]   ซิมบับเว รัฐประหารในประเทศซิมบับเว ปี 2017 24 พฤศจิกายน 2017
ประธานคณะกรรมการแห่งชาติ
เพื่อความรอดของประชาชนชาวมาลี
อัสซิมี โกอิตา อิบราฮิม บูว์เบการ์ เคอิตา   มาลี รัฐประหารในประเทศมาลี ปี 2020 19 สิงหาคม 2020
ประธานคณะกรรมการบริหารรัฐ มี่นอองไลง์ อองซานซูจี   พม่า รัฐประหารในประเทศพม่า ปี 2021 1 กุมภาพันธ์ 2021
  1. นาบีเยฟถูกบังคัออกโดยกองทัพเมื่อ 7 กันยายน 1992[8]
  2. ถูกเลือกตั้งเข้ามาอีกครั้งในปี 2019 ในการเลือกตั้งที่ถูกประณามว่าไม่ชอบธรรมและขาดความโปร่งใส
  3. หะดีถูกบังคับลาออกโดยกบฏฮูตี
  4. มูกาเบลาออกเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2017

อ้างอิงแก้ไข

  1. Powell, Jonathan M.; Thyne, Clayton L. (2011-03-01). "Global instances of coups from 1950 to 2010 A new dataset". Journal of Peace Research (ภาษาอังกฤษ). 48 (2): 249–259. doi:10.1177/0022343310397436. ISSN 0022-3433. S2CID 9066792.
  2. 2.0 2.1 Belkin, Aaron; Schofer, Evan (1 October 2003). "Toward a Structural Understanding of Coup Risk". Journal of Conflict Resolution. 47 (5): 594–620. doi:10.1177/0022002703258197. ISSN 0022-0027. S2CID 40848052.
  3. Bell, Curtis (17 February 2016). "Coup d'État and Democracy". Comparative Political Studies. 49 (9): 0010414015621081. doi:10.1177/0010414015621081. ISSN 0010-4140. S2CID 155881388.
  4. Przeworski, Adam; Alvarez, Michael E.; Cheibub, Jose Antonio; Limongi, Fernando (2000). Democracy and Development: Political Institutions and Well-Being in the World, 1950–1990. Cambridge Studies in the Theory of Democracy. Cambridge University Press. ISBN 9780521793797.
  5. Londregan, John B.; Poole, Keith T. (1 January 1990). "Poverty, the Coup Trap, and the Seizure of Executive Power". World Politics. 42 (2): 151–183. doi:10.2307/2010462. ISSN 1086-3338. JSTOR 2010462.แม่แบบ:Paywall
  6. Hiroi, Taeko; Omori, Sawa (1 February 2013). "Causes and Triggers of Coups d'état: An Event History Analysis". Politics & Policy. 41 (1): 39–64. doi:10.1111/polp.12001. ISSN 1747-1346.
  7. Houle, Christian (1 September 2016). "Why class inequality breeds coups but not civil wars". Journal of Peace Research. 53 (5): 680–695. doi:10.1177/0022343316652187. ISSN 0022-3433. S2CID 113899326.
  8. "Twenty Years Later: The Tajik Civil War And Its Aftermath". Radio Free Europe/Radio Liberty. 26 June 2017. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 8 August 2017.

บรรณานุกรมแก้ไข

  • Luttwak, Edward (1979) Coup d'État: A Practical Handbook. Harvard University Press. ISBN 978-0-674-17547-1.
  • De Bruin, Erica (2020) How to Prevent Coups d'État. Cornell University Press.
  • Schiel, R., Powell, J., & Faulkner, C. (2020). "Mutiny in Africa, 1950–2018". Conflict Management and Peace Science.
  • Singh, Naunihal. (2014) Seizing Power: The Strategic Logic of Military Coups. Johns Hopkins University Press.
  • Malaparte, Curzio (1931). Technique du Coup d'État (ภาษาฝรั่งเศส). Paris.
  • Finer, S.E. (1962). The Man on Horseback: The Role of the Military in Politics. London: Pall Mall Press. p. 98.
  • Goodspeed, D. J. (1962). Six Coups d'État. New-York: Viking Press Inc.
  • Connor, Ken; Hebditch, David (2008). How to Stage a Military Coup: From Planning to Execution. Pen and Sword Books Ltd. ISBN 978-1-84832-503-6.
  • McGowan, Patrick J. (2016). "Coups and Conflict in West Africa, 1955-2004". Armed Forces & Society. 32: 5–23. doi:10.1177/0095327X05277885. S2CID 144318327.
  • McGowan, Patrick J. (2016). "Coups and Conflict in West Africa, 1955-2004". Armed Forces & Society. 32 (2): 234–253. doi:10.1177/0095327X05277886. S2CID 144602647.
  • Beeson, Mark (2008). "Civil–Military Relations in Indonesia and the Philippines". Armed Forces & Society. 34 (3): 474–490. doi:10.1177/0095327X07303607. S2CID 144520194.
  • n'Diaye, Boubacar (2016). "How Not to Institutionalize Civilian Control: Kenya's Coup Prevention Strategies, 1964-1997". Armed Forces & Society. 28 (4): 619–640. doi:10.1177/0095327X0202800406. S2CID 145783304.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข