หมูป่า (ชื่อวิทยาศาสตร์: Sus scrofa) มีอีกชื่อว่า สุกรป่า,[3] หมู่ป่าทั่วไป,[4] หมู่ป่ายูเรเชีย[5] หรือเรียกแบบง่ายว่า หมูป่า[6] เป็นสัตว์วงศ์ suid ที่อาศัยอยู่ในยูเรเชียและอเมริกาเหนือ และถูกนำไปที่ทวีปอเมริกาและโอเชียเนีย สปีชีส์นี้ถือเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูดด้วยนมที่แพร่กระจายไกลที่สุดในโลก และเป็นsuiformที่กระจายตัวไกลที่สุดด้วย[4] ด้วยเหตุนี้ทางบัญชีแดงไอยูซีเอ็นจัดให้สัตว์ชนิดนี้อยู่ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์เพราะพบในบริเวณกว้าง มีจำนวนมาก และปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้[1] หมูป่าน่าจะมีต้นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงสมัยไพลสโตซีนตอนต้น[7] และมีความเหนือกว่าสปีชีส์ suid อื่น ๆ ผ่านการแพร่กระจายทั่วโลกเก่า[8]

หมูป่า
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: สมัยไพลสโตซีนตอนต้น–สมัยโฮโลซีน
Sus scrofa Wild Boar at IGZoopark Visakhapatnam (3).JPG
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ edit
อาณาจักร: สัตว์
ไฟลัม: สัตว์มีแกนสันหลัง
ชั้น: สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
อันดับ: สัตว์กีบคู่
วงศ์: Suidae
สกุล: Sus
Linnaeus, 1758
สปีชีส์: Sus scrofa
ชื่อทวินาม
Sus scrofa
Linnaeus, 1758
Sus scrofa range map.jpg
แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของหมูป่า (เขียว) และบริเวณที่มีการนำประชากรมา (น้ำเงิน): ไม่แสดงบริเวณที่มีการนำประชากรมาจำนวนน้อยในแคริบเบียน, นิวซีแลนด์, แอฟริกาใต้สะฮารา และบริเวณเบอร์มิวดา, แคนาดาเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงเหนือ และรัฐอะแลสกา[1]
ชื่อพ้อง
สปีชีส์ที่มีชื่อพ้องชนิด[2]
  • andamanensis
    Blyth, 1858
  • babi
    Miller, 1906
  • enganus
    Lyon, 1916
  • floresianus
    Jentink, 1905
  • natunensis
    Miller, 1901
  • nicobaricus
    Miller, 1902
หมูป่าคำราม

ใน ค.ศ. 1990 มีหมูป่าสปีชีส์ย่อยที่ได้รับการยอมรับถึง 16 สปีชีส์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มตามความสูงของกระโหลกและความยาวของกระดูกแอ่งถุงน้ำตา[2] สปีชีส์นี้อาศัยอยู่ในสังคมที่เพศเมียเป็นใหญ่ ประกอบด้วยหมูเพศเมียที่มีความสัมพันธ์กัน และลูก ๆ ของมัน (ทั้งเพศผู้และเพศเมีย) ส่วนหมูเพศผู้โตเต็มวัยส่วนใหญ่ในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์มักอาศัยแบบสันโดษ[9] หมาป่าเทาเป็นนักล่าหลักของหมูป่าในบริเวณส่วนใหญ่ ยกเว้นในตะวันออกไกลและหมู่เกาะซุนดาน้อยที่มีนักล่าเป็นเสือและมังกรโกโมโดตามลำดับ[10][11] หมูป่ามีความสัมพันธ์กับมนุษย์มาอย่างยาวนาน โดยเป็นบรรพบุรุษของพันธุ์หมูเลี้ยงส่วนใหญ่และเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่ถูกล่ามาหลายสหัสวรรษ

ลักษณะแก้ไข

มีรูปร่างหน้าตาคล้ายหมูบ้าน แต่มีขนตามลำตัวยาวกว่า ลำตัวมีสีเทาดำ บางตัวอาจมีสีน้ำตาลเข้ม ขนบริเวณหัวชี้ยาวออกไปทางด้านหลัง ตัวเมียมีเต้านม 5 คู่ ลูกที่เกิดใหม่มีสีน้ำตาลเข้มค่อนไปทางดำและมีแถบสีดำพาดผ่านตามยาวลำตัว ดูคล้ายลายของแตงไทย

มีขนาดความยาวลำตัวและหัว 135-150 เซนติเมตร ความยาวหาง 20-30 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 75-200 กิโลกรัม โดยตัวผู้จะมีน้ำหนักหนักกว่าตัวเมีย สามารถวิ่งได้เร็ว 30 ไมล์/ชั่วโมง ตัวเมียสามารถมีลูกได้ครอกละ 10-11 ตัว ปีละ 2 ครอก[12]

การกระจายพันธุ์และนิเวศวิทยาแก้ไข

หมูป่า จัดเป็นสัตว์ที่การกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางมาก ทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ, ทวีปยุโรป, ทวีปเอเชียและแอฟริกา และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็สามารถพบเห็นได้ทั่วไป จึงทำให้มีทั้งหมด 10 ชนิดย่อยด้วยกัน (ดูในตาราง)

มีนิเวศวิทยาและพฤติกรรมสามารถอาศัยอยู่ได้ในหลากหลายสภาพแวดล้อม แต่มักเลือกที่จะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เพราะชอบนอนแช่ปลักโคลนในวันที่มีอากาศร้อน สามารถกินอาหารได้หลากหลายทั้งพืชและสัตว์ขนาดเล็ก เช่น สัตว์เลื้อยคลานหรือแม้แต่ซากสัตว์ด้วย หมูป่าที่อาศัยในป่าที่อยู่ใกล้แหล่งเกษตรกรรมของมนุษย์ อาจจะขโมยกินหัวหรือรากพืชที่ปลูก รวมทั้งถึงนาข้าวด้วย การหาอาหารจะใช้จมูกดุนดินเพื่อขุดหาอาหารใต้ดิน ขณะออกหาอาหารจะส่งเสียงร้องดังอยู่ตลอดเวลา มักหากินในช่วงเวลาเช้าตรู่และยามบ่าย บางครั้งอาจหากินได้ในเวลากลางคืนด้วย มักรวมกันเป็นฝูงใหญ่ ราว 20-100 ตัว โดยจะมีอายุของสมาชิกในฝูงคละเคล้ากันไป เมื่อถึงสภาวะคับขันจะหลบหนีไปตามพุ่มไม้เตี้ย ๆ ตามปกติแล้วหมูป่าเป็นสัตว์ที่ขี้หงุดหงิดและมีอารมณ์ร้าย ศัตรูของหมูป่าได้แก่ เสือโคร่งและเสือดาว เมื่อพบศัตรูตัวผู้จะออกมาทำหน้าที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสมาชิกในฝูง ด้วยการพุ่งชนด้วยเขี้ยวที่ยาวโง้งออกมา ซึ่งในตัวเมียไม่มี

ปัจจุบัน เป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีการเพาะเลี้ยงเพื่อรับประทานเนื้อเป็นอาหาร หรืออาจจะเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงตามบ้านของบางคนก็ได้ โดยมีการทำฟาร์มหมูป่า [13]

ในประเทศไทย มีฝูงหมูป่าอาศัยอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่อยู่ 2 แห่ง คือ หมู่บ้านร้างแห่งหนึ่ง ในอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ มีจำนวนประชากรหมูป่าราว 200 ตัว และหมู่บ้านร้างอีกแห่งหนึ่ง ในเขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร มีประชากรหมูป่าอยู่ราว 50 ตัว ซึ่งทั้งสองแห่งนี้เกิดจากเจ้าของที่ดินเดิมได้นำหมูป่ามาเลี้ยงและทิ้งไว้ จนกระทั่งแพร่ขยายพันธุ์กันเอง[14] [15]

เขี้ยวหมูป่าแก้ไข

 
กรามและเขี้ยวหมูป่า

หมูป่า มีลักษณะที่แตกต่างจากหมูบ้านอย่างเห็นได้ชัด คือ มีฟันหน้างอกและยาวออกมาคล้ายพลั่ว คือ เขี้ยว ที่เอาไว้ใช้ป้องกันตัวและขุดหาอาหาร หมูป่าจะมีฟันทั้งหมด 44 ซี่ โดยเขี้ยวจะเป็นฟันหน้าด้านล่างที่ยาว แคบและยื่นออกไปทางข้างหน้า ทำหน้าที่คล้ายพลั่ว โดยเฉพาะในการขุดหาอาหาร โดยการขุดคุ้ยตามพื้นดินหรือตามโป่ง เขี้ยวของหมูป่าจะไม่มีรากฟัน โดยเฉพาะในตัวผู้ เขี้ยวจะค่อย ๆ เพิ่มขนาดจากเล็กไป ใหญ่ ส่วนฟันกรามซี่สุดท้ายจะมีขนาดเท่ากับฟันกรามซี่ที่ 1 และ 2 รวมกัน ส่วนของกะโหลกมีความยาว และลาดเอียง โดยที่ส่วนปากและฟันมีความยาวประมาณร้อยละ 70-80 ของกะโหลก ในตัวผู้ช่วงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้โดยเฉพาะตัวที่มีขนาดใหญ่จะรวมตัวกัน ซึ่งโดยปกติจะอาศัยอยู่โดดเดี่ยว เรียกกันว่า "หมูโทน" มีร่างกายกำยำล่ำสัน มีเขี้ยวยาวและแหลมคมสามารถป้องกันตัวเองได้ ซึ่งเขี้ยวหมูป่านี้ มีความเชื่อทางไสยศาสตร์ของคนไทยว่า สามารถป้องกันภยันตรายได้เช่นเดียวกับเขี้ยวหรือเล็บของเสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมูป่าที่มีเขี้ยวลักษณะตัน ไม่เป็นโพรงเหมือนหมูป่าทั่วไป[16]

ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในสหรัฐอเมริกาแก้ไข

ในสหรัฐอเมริกา หมูป่าเข้าไปถึงตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พร้อมกับการตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรป[17] เป็นหมูป่ารัสเซียผสมกับหมูบ้าน ปัจจุบัน หมูป่าเหล่านี้กลายเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่แพร่ระบาดไปแล้วในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา คาดว่ามีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 5.5 ล้านตัวทั่วประเทศ เพิ่มจำนวนประชากรจากแค่ 3 ล้านตัวภายใน 10 ปี สร้างความเสียหายให้แก่พืชไร่ปีละ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในบางรัฐ เช่น ลุยเซียนามีกฎหมายให้ล่าหมูป่าได้ทั้งปี หมูป่าหลายตัวมีขนาดใหญ่กว่าปกติ มีการเผยแพร่ภาพหมูป่าตัวใหญ่มีน้ำหนักถึง 1,100 ปอนด์ โดยเฉพาะไปตามอินเทอร์เน็ต จนถูกเรียกกันว่า "ฮ็อกซิลล่า"[18] แต่นักล่าหมูป่าหลายคนยืนยันว่าหมูป่าตัวที่ใหญ่ถึงขนาดนั้นไม่มีอยู่จริง แต่เป็นการตกแต่งภาพ น้ำหนักตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่ 600 ปอนด์ แต่ขนาดใหญ่โดยทั่วไปไม่เกิน 300 ปอนด์ ซึ่งหมูป่าเหล่านี้เป็นหมูป่าพันธุ์ผสมกับหมูบ้าน มีจุดเด่น คือ มีขนเป็นแผงสีดำตั้งตามแนวยาวของสันหลัง[12]

รูปภาพแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 1.2 Keuling, O.; Leus, K. (2019). "Sus scrofa". IUCN Red List of Threatened Species. 2019: e.T41775A44141833. doi:10.2305/IUCN.UK.2019-3.RLTS.T41775A44141833.en. สืบค้นเมื่อ 16 November 2021.
  2. 2.0 2.1 Wozencraft, W. C. (2005). "Order Carnivora". ใน Wilson, D. E.; Reeder, D. M. (บ.ก.). Mammal Species of the World: A Taxonomic and Geographic Reference (3rd ed.). Johns Hopkins University Press. pp. 532–628. ISBN 978-0-8018-8221-0. OCLC 62265494.
  3. Heptner, V. G.; Nasimovich, A. A.; Bannikov, A. G.; Hoffman, R. S. (1988). Mlekopitajuščie Sovetskogo Soiuza. Moskva: Vysšaia Škola [Mammals of the Soviet Union]. Vol. I. Washington, D.C.: Smithsonian Institution Libraries and National Science Foundation. pp. 19–82.
  4. 4.0 4.1 Oliver, W. L. R.; และคณะ (1993). "The Common Wild Pig (Sus scrofa)". ใน Oliver, W. L. R. (บ.ก.). Pigs, Peccaries, and Hippos – 1993 Status Survey and Conservation Action Plan. IUCN / SSC Pigs and Peccaries Specialist Group. pp. 112–121. ISBN 2-8317-0141-4.
  5. "Explore the Database". www.mammaldiversity.org. สืบค้นเมื่อ 2021-08-21.
  6. "Boar - mammal". Britannica. สืบค้นเมื่อ 29 August 2021.
  7. Chen, K.; และคณะ (2007). "Genetic Resources, Genome Mapping and Evolutionary Genomics of the Pig (Sus scrofa)". Int J Biol Sci. 3 (3): 153–165. doi:10.7150/ijbs.3.153. PMC 1802013. PMID 17384734.
  8. Kurtén, Björn (1968). Pleistocene mammals of Europe. Weidenfeld and Nicolson. pp. 153–155
  9. Marsan & Mattioli 2013, pp. 75–76
  10. Baskin, L.; Danell, K. (2003). Ecology of Ungulates: A Handbook of Species in North, Central, and South America, Eastern Europe and Northern and Central Asia. Springer Science & Business Media. pp. 15–38. ISBN 3-540-43804-1.
  11. Affenberg, W. (1981). The Behavioral Ecology of the Komodo Monitor. University Press of Florida. p. 248. ISBN 0-8130-0621-X.
  12. 12.0 12.1 Giant Feral Hog, "Biggest & Baddest" สารคดีทางอนิมอลพลาเน็ต. ทางทรูวิชั่นส์: อังคารที่ 8 มกราคม 2556
  13. "ลักษณะของหมูป่า". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-04-22. สืบค้นเมื่อ 2008-04-25.
  14. "ผงะหมูป่านับร้อยยั้วเยี้ยหมู่บ้านร้างสุขสวัสดิ์ปากน้ำ จากข่าวสด". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-03-05. สืบค้นเมื่อ 2013-07-02.
  15. ร้องสื่อช่วยฝูงหมูป่ากลางกรุงโดนคนทำร้ายจับไปกิน จากเดลินิวส์
  16. เขี้ยวหมูป่า, คอลัมน์ เรื่องน่ารู้ หน้า 12. เดลินิวส์: เสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2555 ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 12 ปีมะโรง
  17. "History of Wild Swine in the United States". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-07-17. สืบค้นเมื่อ 2013-01-07.
  18. ปรากฏการณ์หมูยักษ์จาก Hogzilla ถึง Monster Pig จากสยามดารา

บรรณานุกรมแก้ไข

  • Cabanau, Laurent (2001). The Hunter's Library: Wild Boar in Europe. Könemann. ISBN 978-3-8290-5528-4.
  • Marsan, Andrea; Mattioli, Stefano (2013). Il Cinghiale (ภาษาอิตาลี). Il Piviere (collana Fauna selvatica. Biologia e gestione). ISBN 978-88-96348-178.
  • Scheggi, Massimo (1999). La bestia nera: Caccia al cinghiale fra mito, storia e attualità (ภาษาอิตาลี). Editoriale Olimpia (collana Caccia). ISBN 978-88-253-7904-4.

อ่านเพิ่มแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข