ประวัติศาสตร์สาธารณรัฐประชาชนจีน

ประวัติศาสตร์สาธารณรัฐประชาชนจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋งในสงครามกลางเมืองจีน เป็นผลให้รัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่ปกครองแผ่นดินใหญ่สิ้นสุดลงและได้ลี้ภัยไปตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐจีนใหม่ที่เกาะไต้หวัน

สาธารณรัฐประชาชนจีน

中华人民共和国
จงฮวาเหรินหมินก้งเหอกั๋ว
ธงชาติจีน
ธงชาติ
ตราแผ่นดินของจีน
ตราแผ่นดิน
พื้นที่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนควบคุมแสดงในสีเขียวเข บริเวณที่อ้างสิทธิ์แต่มิได้ควบคุมแสดงในสีเขียวอ่อน
พื้นที่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนควบคุมแสดงในสีเขียวเข บริเวณที่อ้างสิทธิ์แต่มิได้ควบคุมแสดงในสีเขียวอ่อน
เมืองหลวงปักกิ่ง

พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เป็นฝ่ายชนะได้เข้าปกครองแผ่นดินใหญ่แทน มีผู้นำคือเหมา เจ๋อตุงได้ประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ที่กรุงปักกิ่งบน จัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อปกครองจีนแผ่นดินใหญ่

เหมา เจ๋อตุง (ค.ศ. 1949–1976)แก้ไข

 
เหมา เจ๋อตงประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่งและเปลี่ยนการปกครองของประเทศเป็นระบอบคอมมิวนิสต์โดยพูดว่า" ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลกลางของประชาชน วันนี้ได้ก่อตั้งแล้ว ขอสถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ บัดนี้"

หลังสงครามภายในจีนและชัยชนะเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนของพรรคก๊กมินตั๋ง ส่วนกำลังของเจียง ไคเช็ก อพยพไปที่เกาะไต้หวัน ประตูชัยแรกรวมตรวจระบบความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและที่ดินกว้างใหญ่ทำให้ดีขึ้นจากระบบที่ดินศักดินาที่เจ้าของที่ดินของจีนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของที่ดินเพาะปลูก ชาวไร่ ชาวนา และคนทำงานถูกเคลื่อนย้ายกับระบบการจัดจำหน่ายที่เท่ากันมากกว่าในความกรุณากว่ามั่งมีต่อชาวไร่ชาวนา เหมาเน้นหนักวางบน การต่อสู้ห้องเรียนและงานตามทฤษฎีและในปี 1953 เริ่มต้นการโฆษณาต่าง ๆ เพื่อปิดบังเจ้าของที่ดินก่อนและนายทุนทั้งหลาย

การปฏิรูปวัฒนธรรมในช่วงแรกแก้ไข

เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้าปกครองประเทศ ได้มีการเปลี่ยนแปลงธงชาติ เพลงชาติ วันชาติจากเดิมเป็นวันสองสิบมาเป็นวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี สัญลักษณ์ของพรรคก๊กมินตั๋งถูกทำลายและสั่งห้าม

ส่วนในด้านภาษา เมื่อได้มีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น รัฐบาลกลางพรรคคอมมิวนิสต์ได้ประดิษฐ์อักษรตัวย่อหรือ ฝานถี่จื้อ หรือที่เรียกว่า อักษรจีนตัวย่อ ขึ้นมาใช้แทนอักษรจีนตัวเต็มที่เป็นแบบโบราณและดั้งเดิมกลายเป็นอักษรภาษาจีนใหม่ ตัวอักษรดังกล่าวถูกต่อต้านโดยรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (พรรคก๊กมินตั๋ง) ที่อยู่บนเกาะไต้หวัน เห็นว่าอักษรจีนตัวย่อเป็นของคอมมิวนิสต์ซึ่งทำลายอักษรจีนที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณและศิลปะวัฒนธรรมจีนแบบเดิม รัฐบาลสาธารณรัฐจีนจึงยังคงอนุรักษ์และยังคงใช้อักษรจีนตัวเต็ม ส่วนในสาธารณรัฐประชาชนจีนจึงหันมาใช้อักษรจีนตัวย่อจวบจนปัจจุบัน

จีนกับการเข้าร่วมสงครามเกาหลีแก้ไข

ดูบทความหลักที่: กองทัพประชาชนอาสา
สำหรับบทความหลักในหมวดหมู่นี้ ดูที่ สงครามเกาหลี
 
ทหารจีน (กองทัพประชาชนอาสา)ในสงครามเกาหลี

หลังจากที่มีการแบ่งเกาหลีเป็น 2 ส่วนหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 คิม อิลซุง ผู้นำของเกาหลีเหนือมีความมุ่งมั่นตลอดมาที่จะรวมประเทศด้วยการใช้กำลัง จีนได้เข้ามามีส่วนสนับสนุนให้เกาหลีเหนือบุกเกาหลีใต้ในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1950 ในโลกทัศน์ของเหมา เจ๋อตง การเผชิญหน้ากับโลกทุนนิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังจะเป็นประโยชน์ต่อการปลุกระดมมวลชนให้มีจิตสำนึกของการปฏิวัติตลอดกาลอีกด้วย จีนในต้นยุคสงครามเย็นจึงดำเนินนโยบาย “เอียงเข้าข้างหนึ่ง” (lean to one side) โดยลงนามในสนธิสัญญาพันธมิตรกับสหภาพโซเวียตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1950 และในช่วงกลาง ค.ศ. 1949 ถึงต้น ค.ศ. 1950 จีนได้อนุญาตให้ทหารเกาหลีเหนือที่มาช่วยรบในสงครามกลางเมืองจีนจำนวนราว50,000 คนเดินทางกลับประเทศได้ ซึ่งต่อมาทหารเหล่านี้ส่วนหนึ่งกลายเป็นกองพลที่ 5 แห่งกองทัพประชาชนเกาหลีที่ตั้งมั่นอยู่ใกล้เส้นขนานที่ 38 จึงเท่ากับว่าจีนมีส่วนสนับสนุนให้เกิดสงครามครั้งนี้

ประธานาธิบดีแฮรี เอส ทรูแมน (Harry S. Truman) แห่งสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1950 ให้กองเรือที่ 7 เคลื่อนไปยังช่องแคบไต้หวันเพื่อคุ้มครองรัฐบาลก๊กมินตั๋ง จึงเท่ากับเป็นการขัดขวางแผนการบุกไต้หวันของเหมา ต่อมาในวันที่ 15 กันยายนของปีเดียวกัน กองทัพสหประชาชาตินำโดยพลเอกดักลาส แมกอาเธอร์ (Douglas McArthur) แห่งสหรัฐฯ ได้ยกพลขึ้นบกที่เมืองอินชอน (Inchon) และเมื่อถึงสิ้นเดือนนั้นก็สามารถขับไล่ทหารเกาหลีเหนือกลับขึ้นไปจนข้ามเส้นขนานที่ 38 ยึดกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือ และมุ่งหน้าทิศเหนือสู่แม่น้ำยาลู่ (Yalu) ที่ติดกับพรมแดนของจีน คิมอิลซุงได้เรียกทูตจีนประจำเกาหลีเหนือเข้าพบเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมของปีนั้นเพื่อขอให้จีนส่งทหารมาช่วย เขายังส่งปักอิลยู (Pak Il U) เดินทางมากรุงปักกิ่งเพื่อยื่นจดหมายที่เขาเขียนด้วยลายมือตนเองอีกด้วย เหมาเจ๋อตงเรียกประชุมกรรมการกรมการเมืองอย่างเร่งด่วนในวันที่ 4 ตุลาคมเพื่อขอมติส่งทหารไปช่วยเกาหลี ถือเป็นสงครามรบนอกประเทศครั้งแรกหลังจากที่ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เพิ่งก่อตั้งได้เพียง 1 ปีเท่านั้น โดยรัฐบาลกลางนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนส่งทหารเข้าร่วมสงครามเกาหลีกว่า 1,350,000 นายโดยประมาณซึ่งมีผลอย่างมากในสงครามเกาหลี

จอมพลเผิง เต๋อหวย (Peng Dehuai) ซึ่งเป็นหนึ่งในเสียงข้างน้อยที่สนับสนุนการส่งทหารไปช่วยเกาหลีเหนือ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารและนำกองทัพข้ามแม่น้ำยาลู่ไปช่วยเกาหลีเหนือเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1950

การเข้าร่วมสงครามเกาหลีของทหารจีนจำนวน 1,350,000 คนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เกาหลีเหนือยึดกรุงเปียงยางคืนมาได้และขับไล่กองทัพสหประชาชาติลงไปที่เส้นขนานที่ 38 ได้สำเร็จในเดือนมกราคม ค.ศ. 1951 อย่างไรก็ตาม จุดยืนที่แตกต่างกันระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือก็ปรากฏขึ้นในระหว่างสงครามเมื่อเหมาเจ๋อตงเห็นว่าเป็นการยากที่จะขับไล่กองทัพสหประชาชาติออกไปจากคาบสมุทรเกาหลีได้ทั้งหมด และการที่จีนสามารถขับไล่กองทัพสหประชาชาติลงไปที่เส้นขนานที่ 38 ได้สำเร็จก็นับว่าเป็นชัยชนะแล้ว หากแต่คิมอิลซุงผู้ก่อสงครามนั้นถือว่าชัยชนะสำหรับเขาจะต้องหมายถึงการรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่เนื่องจากคิมมีกำลังทหารน้อยกว่าจึงต้องยอมตามที่เหมาต้องการ โดยในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1953 มีการทำข้อตกลงสงบศึกระหว่างกองทัพจีนและกองทัพเกาหลีเหนือฝ่ายหนึ่งกับกองทัพสหประชาชาติอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่าเกาหลียังคงแบ่งเป็นเหนือกับใต้ตามเดิม เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนเล็กน้อยเท่านั้น

ความล้มเหลวในการใช้กำลังรวมประเทศของคิมอิลซุงทำให้กลุ่มของโชชางอิก (Choe Chang Ik) ลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจของเขาในพรรค กลุ่มดังกล่าวมีชื่อเรียกว่ากลุ่มเอี๋ยนอัน (The Yan’an Group) เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มจำนวนมากเคยทำงานร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ยังตั้งมั่นอยู่ที่เมืองเอี๋ยนอันในมณฑลส่านซี พวกเขาจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำของจีนมากกว่าที่คิมอิลซุงมี แต่แล้วความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ใน ค.ศ. 1956 ก็ล้มเหลวและมีสมาชิกบางส่วนลี้ภัยไปยังจีน เหมาเจ๋อตงจึงส่งจอมพลเผิงเต๋อหวยและจอมพลเนี่ยหรงเจิน (Nie Rongzhen) เดินทางไปเกาหลีเหนือเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1957 เพื่อเจรจาขอให้คิมอิลซุงรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้กลับเป็นสมาชิกพรรคตามเดิม ซึ่งก็สำเร็จเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เพราะการแทรกแซงจากจีนเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเอี๋ยนอันรวมถึงการที่จีนยังคงทหารเกือบ 500,000 คนเอาไว้ในเกาหลีเหนือหลังสงครามเกาหลีทำให้คิมอิลซุงเกรงว่าจีนอาจเป็นปัจจัยที่บั่นทอนอำนาจทางการเมืองของเขา ดังนั้นในปลายปีนั้นเองเขาได้ทำการกวาดล้างกลุ่มเอี๋ยนอันอีกครั้งและเรียกร้องให้จีนเคารพอำนาจอธิปไตยของเกาหลีเหนือด้วยการถอนทหารออกไป จีนจึงยอมถอนทหารทั้งหมดใน ค.ศ. 1958 เหตุการณ์นี้ทำให้สถานะความเป็นผู้นำของคิมอิลซุงนั้นโดดเด่นและดูเป็นอิสระจากจีนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทหารจีนที่คงอยู่ในเกาหลีเหนือจนถึง ค.ศ. 1958 มีบทบาทสำคัญในการเป็นแรงงานช่วยฟื้นฟูบูรณะเกาหลีเหนือหลังสงคราม และจีนยังให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เกาหลีเหนืออีกด้วย เมื่อคิมอิลซุงเดินทางไปเยือนจีนในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1953 จีนได้ตกลงให้เงินกู้เป็นจำนวน 800,000,000 หยวน และเงินช่วยเหลือที่จีนให้แก่เกาหลีเหนือใน ค.ศ. 1954 คิดเป็นร้อยละ 3.4 ของงบประมาณของจีนในปีนั้น ต่อมาใน ค.ศ. 1958 จีนยังให้เงินกู้แก่เกาหลีเหนืออีก 25,000,000 เหรียญสหรัฐ และช่วยสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำอึนบอง (Unbong) 400,000 กิโลวัตต์บนแม่น้ำยาลู่อีกด้วย ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีความขัดแย้งกันในช่วงระหว่างสงครามและหลังสงคราม หากแต่โดยรวมแล้วจีนยังต้องการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเกาหลีเหนือเอาไว้และเกาหลีเหนือก็เล็งเห็นถึงความงดงามสำคัญที่ต้องพึ่งพาจีนอย่างมาก

เติ้ง เสี่ยวผิง (ค.ศ. 1976–1989)แก้ไข

เหมา เจ๋อตุง ถึงแก่ความตายและในที่สุด เติ้ง เสี่ยวผิง ก็ได้เป็นผู้นำของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1980 จีนที่ลงทุนเพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นและใช้นโยบายซึ่งเริ่มต้นติดตามกับแห่งอุตสาหกรรมทำให้จุดมุ่งหมายดีขึ้นที่คอนโทรลการปกครองในเซ็กเตอร์แห่งอุตสาหกรรมบนมรดกของหัวข้อของ เหมา เจ๋อตุง เติ้ง เสี่ยวผิง มีแนวความคิดของพื้นที่ในทางเศรษฐกิจพิเศษโดยใช้ เซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจแรกของประเทศที่ซึ่งลงทุนต่างประเทศจะถูกยอมเพื่อไหลในโดยปราศจากการยับยั้งการปกครองเคร่งครัดและข้อบังคับการวิ่งในระบบทุนนิยมอย่างง่าย เติ้ง เสี่ยวผิง เน้นวางบนอุตสาหกรรมที่สว่างเป็นหินที่ก้าวเพื่อการพัฒนาของอุตสาหกรรมหนักการสนับสนุนของ เติ้ง เสี่ยวผิง ทำให้เศรษฐกิจจีนดีขึ้นชี้การพัฒนารวดเร็วของเศรษฐกิจจีน

การเติบโตทางเศรษฐกิจภาคใต้ของจีน (ค.ศ. 1989–2002)แก้ไข

นำโดยเจียง เจ๋อหมิน เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตทั้ง ๆ ที่การห้ามนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศโดยในปี ค.ศ. 1990 เจียง เจ๋อหมิน ทำให้วิสัยทัศน์ของเติ้ง เสี่ยวผิง ที่ไกลกว่าสำหรับระบบสังคมนิยมกับคนจีนในเวลาเดียวกัน เจียง เจ๋อหมินปรับระยะเวลาที่ดำเนินต่อไปขี้นในการรับสินบนทางสังคมผลกำไรเป็นได้ถูกปิดเพื่อทำวิธีสำหรับแข่งขันกันมากขึ้นการลงทุนอย่างภายในและต่างประเทศที่จัดเตรียมไว้พร้อมระบบความผาสุกทางสังคมถูกใส่ในการทดสอบจริงจัง เจียง เจ๋อหมิน ยังเน้นหนักวางบนความก้าวหน้าแบบวิทยาศาสตร์และทางเทคโนโลยีในพื้นที่ เช่น การค้นหาช่องว่างเพื่อทนรับการบริโภคมนุษย์กว้างใหญ่การดึงดูดการสนับสนุนและคำวิจารณ์แพร่หลายมลพิษทางสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัญหาจริงจังมากเป็นที่ปักกิ่งบ่อย

สาธารณรัฐประชาชนจีน (ค.ศ. 2002–ปัจจุบัน)แก้ไข

วิกฤตกาลหลักแรกที่จีนเผชิญในศตวรรษที่ 21 เป็นการก่อกำเนิดใหม่ของผู้นำนำโดยหู จิ่นเทา คือสมมุติว่าพลังที่รวมอยู่ด้วยวิกฤตกาลสาธารณสุขสงครามบนความตกใจกลัววาดประเทศแต่ถูกวิจารณ์เป็นข้ออ้างสำหรับการแสดงว่าถูกต้องการติดแสตมป์ออกจากซินเจียง โจรแยกดินแดนทำให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไปเพื่อเติบโตในหมายเลขหลักเป็นการพัฒนาของพื้นที่ในถิ่นชนบทกลายเป็นที่สนใจหลักของนโยบายการปกครองในขั้นตอนทีละน้อยเพื่อรวมเป็นปึกแผ่นพลังของเขา หู จิ่นเทา หัวหน้างานสังสรรค์เอาเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการค้าของจีน

ดูเพิ่มแก้ไข