เครื่องหมาย

เครื่องหมายของรัฐ องค์กร หรือศักดิ์ศรีทางศาสนา มักจะใช้เพื่ออำนาจและเกียรติยศ

เครื่องหมาย (อังกฤษ: Insignia) มาจาก ละติน insignia, พหูพจน์ของ insigne หมายถึง "emblem, symbol, ensign") เป็นป้าย (Sign) หรือลักษณะเฉพาะ (mark) ที่แสดงถึงความแตกต่างของกลุ่ม ระดับ ยศ หรือหน้าที่ นอกจากนี้ยังใช้งานเป็นสัญลักษณ์แสดงอิทธิพลของสมาคมหรือกลุ่มอย่างเป็นทางการ รวมถึงคณะประศาสน์การ (Governing body)

เครื่องหมายทางทหารของนายพลเดลเอเยร์ซีโต เด เทียร์รา เอสปันญอล (Capitán General del Ejército de Tierra español)

เครื่องหมายนั้นโดยทั่วไปจะถูกทำขึ้นมาจากโลหะหรือผ้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของหน่วยงานทั่วไปหรือหน่วยงานเฉพาะทาง ซึ่งเครื่องหมายนั้นก็มีการใช้งานร่วมกันมาจากการประดับเครื่องหมายที่แตกต่างกันเพื่อบอกความแตกต่างของยศ ระดับ หรือศักดินา

เครื่องหมายมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท รวมไปถึง เครื่องอิสริยาภรณ์สำหรับพลเรือน (Civil decoration) และทางทหาร (Military decoration) มงกุฎ (crowns) ตราสัญลักษณ์ (Emblem) และตราอาร์ม (Coat of arms)

ประวัติ

แก้

การใช้เครื่องหมายนั้นมีมาก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งในรูปแบบของส่วนบุคคลและแบบกลุ่ม (โดยเฉพาะในทางหทาร) เมื่อต้องการให้เห็นเครื่องหมายก็จะนำเครื่องหมายดังกล่าวไปประดับไว้ที่ยอดเสาหรือหัวของหอก ซึ่งชาวเปอร์เซียใช้นกอินทรีทองคำเป็นเครื่องหมาย ส่วนชาวอัสซีเรียใช้เครื่องหมายนกพิราบ และชาวอาร์มีเนียใช้เครื่องหมายสิงโต โดยนกอินทรีกลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญในฐานะ aquila ซึ่งเป็นเครื่องหมายของกองทหารโรมันในช่วงประมาณ 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ในช่วงแรก ๆ นั้น เครื่องหมายทางการทหารนั้นเรียบง่ายมาก เช่น กิ่งไม้ นกที่กำลังทำท่าตะปบเหยื่อ หัวของสัตว์ร้าย หรือฟางขนาดหนึ่งกำมือ ประดับไว้บนยอดเสาหรือไม้ยาว เพื่อแสดงให้คู่ต่อสู้ได้รับรู้ว่ากำลังอยู่ในการต่อสู้ประจัญกัน หรือเพื่อบอกสถานที่นัดพบกันหากถอนกำลังหรือเพลี้ยงพล้ำพ่ายแพ้ แต่เมื่องานศิลปะที่ใช้ในการทำสงครามได้รับการปรับปรุงขัดเกลา เครื่องหมายที่แข็งแรงมั่นคงและเด่นชัดกว่าเก่าได้รับการออกแบบขึ้นมาและตรงความต้องการของเหล่าทหารที่มีความต้องการเครื่องหมายที่มีลักษณะเฉพาะ

ในชาวยิวนั้น ทั้ง 12 เผ่าของชาวยิวมีการใช้เครื่องหมายที่มีสีสันโดดเด่น เป็นรูปหรือสัญลักษณ์ที่ถูกกำหนดตามการให้พรของยาโคบ (Blessing of Jacob)[1] โดยในพระคำภีร์กล่าวว่าสิงโตนั้นเป็นสัญลักษณ์ของเผ่ายูดาห์ (Judah) เรือเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าเศบูลุน (Zebulun) ดวงดาวและท้องฟ้าเป็นของเผ่าอิสสาคาร์ (Issachar) เป็นต้น

ในผู้คนที่เคารพในเทพเจ้าจะมีรูปของพระเจ้าหรือสัญลักษณ์ของพระเจ้าบนเครื่องหมายของพวกตน เช่น ชาวอียิปต์เลือกนกแก้วและจระเข้บนเครื่องหมาย ชาวอัสซีเรียและชาวบาบีโลนมีนกพิราบ ตามที่เยเรมีย์ได้บันทึกไว้ในบทที่ XXV และ XLVI ในคำพยากรณ์ของเขา เนื่องจากชื่อ "เซมิรามิส" (Semiramis) แต่เดิมนั้นคือ "เคมีร์มอร์" (Chemirmor) แปลว่า นกพิราบ

กรีซโบราณ

แก้

ในช่วงเวลายุคแห่งวีรบุรุษ โล่ หมวก หรือเกราะบนหัวหอกถือเป็นเครื่องหมายทางหทารของทหารกรีก แต่อย่างไรก็ตาม โฮเมอร์ได้บันทึกไว้ว่าในระหว่างการปิดล้อมเมืองทรอย อะกาเมมนอน (Agamemnon) ใช้ผ้าสีม่วงในการกำหนดสัญลักษณ์จุดนัดพบสำหรับกองทหารของเขา[2]

ทีละเล็กละน้อย เครื่องหมายเริ่มถูกนำมาใช้บนดาบและโล่ ชาวเอเธนส์ใช้อะธีนา ต้นมะกอก และนกเค้าแมวเป็นเครื่องหมาย ชาวเมสสิเนียนและบาวลาโคเนียใช้อักษรตัวแรกของชื่อเป็นเครื่องหมาย

เปอร์เซีย

แก้

เครื่องหมายสำคัญของชาวเปอร์เซียคือนกอินทรีทองคำบนปลายหอกที่วางอยู่บนเกวียนและมีนายทหารคนสำคัญสองคนคุ้มกัน โดยเซโนฟอน (Xenophon) สันนิษฐานว่าเครื่องหมายดังกล่าวถูกใช้งานโดยกษัตริย์แห่งเปอร์เซียทุกพระองค์[3]

ในบรรดากองทัพยุคนั้น บางครั้งการชูผ้าคลุมสีม่วง (หรือสีอื่น ๆ) ก็เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนสำคัญในการประกาศหรือออกคำสั่งในการโจมตี

โรมโบราณ

แก้
 
เครื่องหมายของโรมันในรูปแบบต่าง ๆ

ในช่วงแรก ชาวโรมันใช้เพียงสัญลักษณ์ฟางหนึ่งกำมือในการใช้เป็นเครื่องหมาย และวางอยู่บนยอดของเสาเหมือนกับชนชาติอื่น ๆ จนเวลาผ่านไปจึงได้ใช้รูปทรงของหมาป่า ม้า หมูป่า และมินะทอร์ จนกระทั่งหลังจากพลินีผู้อาวุโสเข้ามาทำหน้าที่กงสุลในปีที่สอง ไกอุส มาริอุสได้แทนที่เครื่องหมายทั้งหมดด้วยนกอินทรี ซึ่งต่อมากลายเป็นเครื่องหมายหลักของหน่วยรบ โดยแต่ละหน่วยรบ หรืออย่างน้อยในหน่วยแรก จะถือหอกที่ประดับนกอินทรีสีเงินที่สยายปีกออกมาบนฐานติดอยู่บนยอด

ในยุคของจักรพรรดิ กองทัพมักจะถูกระบุตัวตนโดยมือสีเงินเปิดฝ่ามือ หรือที่รู้จักกันในนาม Signum manipuli ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดี[4] เครื่องหมายดังกล่าวเกิดขึ้นมาโดยนายทหารที่เรียกว่า signifer โดยมีตัวอย่างมากมายให้เห็นในเสาตรายานุส ซึ่งในแผนครั้งแรกจะมีการประดับนกอยู่ด้านบน โดยอาจจะเป็นนกอินทรี

อนุสาวรีย์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากสมัยโบรานมักจะมีการประดับด้วยเครื่องหมายของมงกุฎและโล่ขนาดเล็กที่เรียกว่า clypei ซึ่งน่าจะเป็นภาพเหมือนของเทพเจ้าหรือวีรบุรุษในยุคโรมัน โดยมีตราสัญลักษณ์อื่น ๆ ที่แสดงถึงกองทหารแต่ละกอง ในบางเชิงเทินยังถูกประดับด้วยเครื่องหมายถ้วยรางวัลแห่งสงคราม

เมื่อเยอร์มานิคุส (Germanicus) เสียชีวิต หลายคนตำหนิปิโซ (Gnaeus Calpurnius Piso) และกองทหาร (Legion) ได้ลบสิ่งที่อ้างถึงเขาออกจากเครื่องหมายหน่วย

 
เว็กซิลลอยด์ (Vexilloid) แห่งอาณาจักรโรมัน

นกอินทรีสามารถมองเห็นได้บนยอดของเครื่องหมายบนเสาตรายานุส บริเวณเวซิลลุม (vexillum) ขนาดเล็กหรือบริเวณฐาน สอดคล้องกับที่เวเกเนียส (Vegetius) ได้บันทึกไว้เช่นกัน หน่วยทหารระดับโครฮอร์ท (Roman cohorts) และหน่วยทหารเซนจูเรียน (Centurions) นั้นเขียนชื่อของตนเอาเอาไว้ที่กลางโล่ เพื่อระบุให้ทหารแต่ละคนรู้ว่าโล่ของตนคืออันไหน[5] ซึ่งก่อนหน้าในยุคของเวเกเนียสได้บันทึกไว้นั้น เครื่องหมายจะมีใช้เฉพาะในหน่วยทหารระดับมานิเปิล (Maniple) เท่านั้น ไม่มีในหน่วยระดับโครฮอร์ท และบางครั้งก็มีเพียงเวซิลลุมสีม่วงและเครื่องหมายของหน่วยเท่านั้นประดับอยู่บนยอดหอกโดยไม่มีการตกแต่งเพิ่มเติมแต่อย่างใด

เครื่องหมายใต้นกอินทรีประกอบไปด้วยเหรียฯตรา วางไว้เหนือเหรียญตราอีกอันหนึ่งและติกติดไว้กับก้านของหอก โดยบนเหรียญจะมีตัวอักษร SPQR ย่อมาจากคำว่า Senatus Populusque Romanus (แปลว่า วุฒิสภาโรมันและประชาชน The Roman Senate and People) และรูปเหมือนขององค์จักรพรรดิ

หน่วยทหารระดับมานิเปิล (Maniple) และเซนจูเรียน (Centurions) นั้นจะมีเครื่องหมายสีเดียวกัน โดยชื่อของแต่ละกองทหาร (Legion) และหมายเลขของเซนจูเรียนจะถูกปักด้วยทองคำ

 
ชุดอักษรย่อของคอนสแตนติน (Constantine) ย่อว่า "IHS" ย่อมาจาก in hoc signo

มาตรฐานธงประจำกองทัพ (Labarum) ที่จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชได้ประดับชุดอักษรย่อ (Christogram) นั้นแตกต่างจากเวซิลลุม (vexillum) ตรงที่มันมีลักษณะที่แบนสามารถประดับไว้ในผืนสี่เหลี่ยมได้ ดังที่ปรากฏในเหรียญราชอิสริยาภรณ์จักรพรรดิเทออดอซิอุสที่ 1 และเหรียญอื่น ๆ ในขณะที่เวซิลลุมนั้นมักจะปรากฏอยู่บนเสาตรายานุสซึ่งไม่ได้รับการปกป้อง แต่ก็ถูกติดตั้งอยู่บนยอดของเสา

เวเกเนียส (Vegetius) ได้บันทึกเอาไว้ว่าในยุคของเขา ธงรูปมังกรนั้นเป็นเครื่องหมายของพวกไร้อารยธรรม เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกควบคุมไว้โดยชาวโรมัน พวกเขาได้เก็บเครื่องหมายทางหทารเหล่านี้เอาไว้ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับเครื่องหมายอินทรีของกองทหารโรมัน

นายทหารของโรมันที่รับหน้าที่ในการถือเครื่องหมายที่เรียกว่า insigniferos ไม่ว่าจะเป็นทหารราบหรือทหารม้าจะถูกคลุมด้วยเกราะที่ทำจากหนังหมี สิงโต หรือสัตว์ดุร้ายอื่น ๆ เพื่อแสดงถึงความกล้าหาญและการยืนหยัดที่จะปกป้องเครื่องหมายนั้น

ในช่วงเวลาบ้านเมืองสงบ ไม่มีศึกสงคราม กองทหารประจำการจะนำเครื่องหมายไปเก็บไว้ในคลังสาธารณะภายใต้การดูแลของขุนคลัง โดยจะเบิกมาใช้งานอีกครั้งเมื่อมีคำสั่งในการระดมพลและนำไปยังแคมปัส มาร์เชียส (Campus Martius) ดังที่ลิวีได้กล่าวไว้ว่า Signa quaestores ex cerario ferre (ทหารพลาธิการจะต้องแจกเครื่องหมายจากคลังของตน)

เครื่องหมายของกอลโบราณ (Ancient Gauls) และกลุ่มอนารยชนอื่น ๆ ใช้สัตว์ชนิดต่าง ๆ เป็นเครื่องหมาย รวมถึงวัว สิงโต และหมี ชาวริปัวเรียนแฟรงก์ (Ripuarian Franks) มีดาบเป็นสัญลักษณ์บนเครื่องหมาย ซึ่งในหมู่ของพวกเขาถูกถือว่าเป็นตัวแทนของเทพเจ้าแห่งสงคราม ส่วนของชาวซีกัม (Sicambri) นั้นจะมีหัวเป็นวัว ซึ่งตามคำกล่าวของเบเนตอง (Beneton) นั้นสิ่งนั้นหมายถึงเทพเจ้าเอปิส (Apis) แห่งอียิปต์ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากที่นั้น โดยกษัตริย์องค์แรกของชาวแฟรงก์ใช้เครื่องหมายเป็นคางคก[6]

ยุคกลาง

แก้
 
การยึดกรุงเยรูซาเล็มโดยหน่วยฌักแห่งมอแล ในปี ค.ศ. 1299 ภาพวาดที่ขัดกับความเป็นจริงเพราะหน่วยผู้นำของเทมพลาร์ถือเครื่องหมายของ Order

ในช่วงสงครามครูเสด นักรบครูเสดทุกคนที่ไปยังปาเลสไตน์ได้ปักกางเขนของคริสเตียนเอาไวนบนธง ซึ่งมักจะเป็นกางเขนมอลตา[7] หรือกางเขนเยรูซาเลม[8]

ในยุคกลาง ตราประจำเมืองจะถูกดูแลไว้โดยกองทหารรักษาการณ์เพื่อแสดงความยกย่องการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา นอกจากนี้เพื่อแสดงความเคารพต่อตัวตรา ได้มีการวาดนักบุญองค์อุปถัมภ์ลงบนตรา และสวดอธิษฐานขอให้คุ้มครองเมือง โดยนักบุญองค์อุปถัมภ์ของขุนนางศักดินานั้นจะถือดาบและโล่ด้วย ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งกองทหารประจำการถาวร รัชทายาทจะมอบธงที่ประดับไปด้วยดาบและโล่หรือธงของแต่ละกองกำลังให้กับพวกเขา ซึ่งมีการระบุรายละเอียดบางอย่างของแต่ละกองทหารด้วย และมีการมอบตราอาร์มให้กับหน่วยทหารที่เป็นที่นิยมและโปรดปรานในเวลาต่อมา

สมัยใหม่

แก้

ธงกองกำลังและเครื่องหมายของชาวเติร์กโดยปกติทำมาจากผ้าไหมหลากสี มีดาบ (scimitar) ที่ปักด้วยทองคำ และตัวอักษรอาหรับ ที่หัวของหอกมีลักษณะกลมสีทอง ประดับด้วยพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวสีเงิน[9] นอกจากนี้พวกเขายังห้อยปอยผมหางม้าหรือมัดของขนม้าขนาดใหญ่ซึ่งหมายเลขของจำนวนสามารถบ่งบอกได้ถึงระดับชั้นศักดินาของนายพลหรืออำมาตย์ที่มาบังคับบัญชาในกองทัพ เมื่อผู้นำขุนนางมาบัญชาการรบด้วยตนเองหรืออยู่ในกองทัพ ธงหรือเครื่องหมายของกองกำลังจะประดับหางม้าจำนวน 7 เส้น (ตุรกี: tug)

ธงกองกำลังที่สำคัญที่สุดของชาวเติร์กคือธงกองกำลังของมูฮัมมัด ถือเป็นวัตถุที่ถูกปกป้องคุ้มกันอย่างล้ำค้าที่สุด มันมักจะถูกเก็บไว้ในหีบทองคำพร้อมกับอัลกุรอาน ซึ่งจะถูกลบออกเมื่ออยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเท่านั้น

 
สมรภูมิโอทัมบา (Battle of Otumba)

โซลิส (Solís) เรียกมันว่าธงกองกำลังหลวงแห่งแม็กซิกัน (ธงกองกำลังที่เอร์นัน กอร์เตสยึดได้ในสมรภูมิโอทัมบา (Battle of Otumba)) มีลวดลายที่ทำจากทองคำแท้ห้อยลงมาจากหอก ประดับด้วยขนนกหลากสี ซึ่งทำให้แตกต่างจากเครื่องหมายชั้นรองลงมา ธงกองกำลังนี้ไม่เคยถูกลบออกนอกจากภายใต้การกดดันที่รุนแรงที่สุด[10] ฉะนั้นธงนี้จึงมีความสำคัญที่สุด หากกองกำลังสูญเสียธงก็จะส่งผลต่อการสู้รบด้วย ทำให้เอร์นัน กอร์เตสจึงต้องต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อให้ได้มันมาและยุติการปะทะในสมรภูมิดังกล่าว

ในยุคโบราณ วัตถุที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ใช้ในเครื่องหมายที่ระบุว่าได้รับมาจากเทพเจ้า จะทำให้ผู้คนเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมา จนในที่สุดวัตถุเหล่านั้นก็จะถูกเคารพบูชาตามเทพเจ้าเหล่านั้น จากนั้นเมื่อมีการเพิ่มจำนวนผู้นับถือศาสนาคริสต์ในช่วงยุคกลาง วัตถุต่าง ๆ ที่ถูกยึดโยงกับพระเจ้าผ่านเครื่องหมายเหล่านั้นก็ถูกแทนที่ด้วยกางเขนของคริสเตียนและตราสัญลักษณ์ของนักบุญองค์อุปถัมภ์ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคารพในเครื่องหมายก็ตาม แม้ว่าในยุคปัจจุบัน การสูญเสียเครื่องหมายหรือธงกองกำลังก็นับเป็นเรื่องที่น่าอับอายอยู่เช่นกัน[11]

ดูเพิ่ม

แก้

อ้างอิง

แก้
  1. "The Flags of the Tribes". JLife. สืบค้นเมื่อ 11 February 2019. By Divine order, the Israelites encamped "each person by his flag, according to the insignia of his ancestor’s house, at a distance surrounding the Tent of Meeting shall they encamp" (Numbers 2:2). According to the Midrash Rabbah Numbers 2:7, this meant that each tribe had a specific color and emblem
  2. The Iliad of Homer, translated by Alexander Pope. Vol. VIII. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 September 2015. สืบค้นเมื่อ 11 February 2019. His purple robe, bright ensign of command
  3. "DERAFŠ". Encyclopaedia Iranica. 21 November 2011 [15 December 1994]. สืบค้นเมื่อ 11 February 2019.
  4. Authors, Several (17 December 2015). History of the Roman Legions. สืบค้นเมื่อ 11 February 2019. He was standard-bearer for the centurial signum, a spear shaft decorated with medallions and topped with an open hand to signify loyalty
  5. Milner, N. P. (2001). Vegetuis' Epitome of Military Science. Liverpool University Press. p. 50. ISBN 0-85323-910-X. สืบค้นเมื่อ 11 February 2019. 18. The names and ranks of soldiers are to be written on the names of their shields
  6. Preble, George Henry; Asnis, Charles Edward (1917). "Origin and history of the American Flag". Philadelphia: Nicholas S. Brown. p. 102. สืบค้นเมื่อ 11 February 2019. The emblems of the barbarian hordes which, rushing upon the Roman Colossus, over-run and subdued Gaul, and established themselves in place of the aboriginal inhabitants, are so numerous and diverse, it is impossible to determine with precision the ensigns of each. To the Franks are ascribed the half-moon, toads, serpents, and the lion; the last is supposed to be the parent of the seventeen Belgic lions. According to many authorities, the Sicambri bore a bull's head; the Suevi, a bear; the Alani, a cat, the Saxons, a horse; the Cimbri and most of the Celts, a bull. The military ensign of the Goths was a cock
  7. "The Maltese Cross: Its origin and importance to Malta". Malta Uncovered. สืบค้นเมื่อ 11 February 2019. The Maltese Cross formally adopted by the Knights Hospitallers of St. John in 1126, stylistically owes its origins to the crosses used in the crusades, when it was identified as the symbol of the "Christian warrior"
  8. "The History and Significance of the Jerusalem Cross". สืบค้นเมื่อ 11 February 2019. Also known as the Crusader cross, the Jerusalem cross dates back to the 11th and 12th century when the Crusaders captured Jerusalem in 1099
  9. Bosworth, C. Edmund, บ.ก. (2017). The Turks in the Early Islamic World. Routledge. ISBN 978-1351880879. สืบค้นเมื่อ 11 February 2019. The standard in silk, cloth of gold, a base-colour of violet blue with a (half) -moon at the top
  10. Drake, Edmund Cavendish (1768). A New Universal Collection of Authentic Voyages and Travels. London: J. Cooke. p. 216. สืบค้นเมื่อ 11 February 2019. Near him was the royal standard of Mexico, which was never brough into the field but on the most urgent occasions: it was a net of massy gold, crowned with a plume of variegated feathers, and fastened to a pike
  11. Diccionario histórico enciclopédico (ภาษาสเปน). 1830.

แหล่งข้อมูลอื่น

แก้