พระเจริญราชเดช (อุ่น ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม)

มหาอำมาตย์ตรี พระเจริญราชเดช (อุ่น ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) (พ.ศ. ๒๔๐๑ - พ.ศ. ๒๔๖๑) กรมการพิเศษเมืองมหาสารคาม มณฑลร้อยเอ็จและที่ปรึกษาราชการเมืองมหาสารคาม อดีตเจ้าเมืองวาปีปทุมคนสุดท้าย (องค์ที่ ๒) อดีตเจ้าเมืองมหาสารคามคนสุดท้าย (องค์ที่ ๔)[1] อีกทั้งเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงกำกับราชการเมืองมหาสารคาม ผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคามท่านแรก นายอำเภอวาปีปทุมท่านแรก รวมถึงมีศักดิ์เป็นบุตรเขยและหลานลุงของพระเจริญราชเดชวรเชษฐ์มหาขัติยพงศ์ (กวด) เจ้าเมืองมหาสารคามคนแรก อนึ่ง พระเจริญราชเดช (อุ่น) เป็นต้นสกุลและได้รับพระราชทานนามสกุล ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ซึ่งเป็นหนึ่งในสกุลหัวเมืองอีสานที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

พระเจริญราชเดช (อุ่น ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม)
ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม, เจ้าเมืองมหาสารคาม
ก่อนหน้า อุปฮาด (เถื่อน รักษิกจันทร์)
ถัดไป หม่อมเจ้านพมาศ นวรัตน์
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 2401
เมืองร้อยเอ็ด
เสียชีวิต 2461
เมืองมหาสารคาม
คู่สมรส อาชญาแม่ศรีสุมาลย์
ศาสนา ศาสนาพุทธ

ประวัติแก้ไข

ราชตระกูลแก้ไข

พระเจริญราชเดช (อุ่น) มีนามเดิมว่า เจ้าอุ่น หรือ ท้าวอุ่น เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๑ เป็นบุตรในเจ้าอุปฮาช (บัวทอง) หรือท้าวพานทอง เจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองมหาสารคาม อดีตอัคร์ฮาดเมืองมหาสารคาม เป็นพระนัดดาในเจ้าอุปฮาช (ภู) เจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองร้อยเอ็ด กับญาแม่ปทุมมา[2] เป็นพระปนัดดาในเจ้าราชวงษ์ (หล้า) เจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองร้อยเอ็ด ญาแม่ปทุมมาผู้เป็นย่าของพระเจริญราชเดช (อุ่น) เป็นพี่สาวร่วมพระมารดากับพระพิชัยสุริยวงศ์ (ท้าวตาดี) หรือเจ้าโพนแพงเจ้าเมืองโพนพิสัย ต้นราชตระกูลสืบเชื้อสายมาจากเจ้าแก้วมงคล (แก้วบรม) ปฐมราชวงศ์เจ้าจารย์แก้ว ซึ่งเป็นเจ้านายจากราชวงศ์ล้านช้างผู้สร้างเมืองท่งศรีภูมิ ท้าวอุ่นได้สมรสเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ กับอาชญาแม่ศรีสุมาลย์ (อาชญานางศรีสุมา) ธิดาองค์สุดท้องในพระเจริญราชเดชวรเชษฐ์มหาขัติยพงศ์ รวิวงศ์สุรชาติประเทศราชธำรงรักษ์ ศักดิ์กิติยศเกรียงไกรศรีพิชัยเทพวรฤทธิ์ พิศนุพงศ์ปรีชาสิงหบุตรสุวัฒนา นคราภิบาลชาญพิชัยสงคราม (กวด ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง กับอาชญานางแดง หรือญาแม่โซ่นแดง ธิดาหลวงโภคา (จีนนอก) เมืองมหาสารคาม อนึ่ง ในบันทึกหลวงอภิสิทธ์สารคาม (ดี) บันทึกประวัติเมืองมหาสารคามของพระเจริญราชเดช (อุ่น) และบันทึกประวัติศาสตร์ภาคอีสานและเมืองมหาสารคามของนายบุญช่วย อัตถากร กล่าวว่า เจ้าอุปฮาช (บัวทอง) บิดาในพระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้พาผู้คนจำนวนหนึ่งแยกไปตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบ้านลาด ริมลำน้ำชี ปัจจุบันคือบ้านลาดพัฒนา ตำบลเกิ้ง]] อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ตามที่ตนเองเห็นว่าเหมาะสม และได้เคยเสนอให้ตั้งเป็นเมืองมหาสารคามแห่งแรกด้วย ฝ่ายท้าวมหาชัย (กวด) ไม่เห็นด้วย เจ้าอุปฮาช (บัวทอง) จึงตั้งเป็นเมืองต่างหากจากเมืองมหาสารคาม ห่างจากบ้านกุดนางใยที่ตั้งเมืองมหาสารคามประมาณ ๒๐๐ เส้น[3]

พี่น้องแก้ไข

พระเจริญราชเดช (อุ่น) มีพี่น้องทั้งหมด ๗ ท่าน คือ[4]

การศึกษาแก้ไข

เมื่อครั้งท้าวอุ่นมีอายุ 4 ขวบ ได้ติดตามเจ้าอุปฮาช (บัวทอง) ผู้เป็นพระบิดาลงไปกรุงเทพมหานครด้วยเรื่องราชการงานเมือง ต่อมาได้เล่าเรียนหนังสือไทย ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ตามธรรมเนียมเจ้านายหัวเมืองลาวที่มักส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาวิชาการปกครองจากราชสำนักสยาม เมื่อศึกษาหนังสือไทยจนอายุได้ 16 ปี ราว พ.ศ. 2412 - 2419 จึงได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงเดิมและรับแต่งตั้งเป็นมหาดเล็กหลวงในพระราชสำนักพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ท้าวอุ่นเป็นผู้มีความรู้หลากหลายสาขา และสามารถพูดภาษาอังกฤษใช้ได้ ภายหลังเมื่อเจ้าอุปฮาช (บัวทอง) ป่วยหนัก ท้าวอุ่นจึงขอกลับจากกรุงเทพมหานครมาดูแลพระบิดา และได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ ณ วัดเหนือ หรือวัดมหาชัย เมืองมหาสารคาม ซึ่งเป็นวัดที่พระเจริญราชเดชวรเชษฐ์มหาขัติยพงศ์ (กวด), นางเจริญราชเดช (อาชญาแม่โซ่นแดง), คณะกรมการเมืองท้าวเพี้ยเมืองมหาสารคาม และพระครูสุวรรณดี ร่วมกันสร้างขึ้นแต่เมื่อครั้งตั้งเมืองมหาสารคาม

เป็นเจ้าเมืองแก้ไข

ใน พ.ศ. 2419 ท้าวอุ่นได้รับแต่งตั้งเป็นที่ ท้าวโพธิสาร หลังจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเมืองวาปีปทุมและเมืองโกสุมพิสัยขึ้น ต่อมาใน พ.ศ. 2425 ท้าวโพธิสาร (อุ่น) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นที่ พระพิทักษ์นรากร เจ้าเมืองวาปีปทุมองค์ที่ ๒ ต่อจากพระพิทักษ์นรากร (บุญมี) เจ้าเมืองวาปีปทุมองค์แรก[5] ราชทินนามที่พิทักษ์นรากรนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คล้องจองกับราชทินนามที่สุนทรพิพิธ ของพระสุนทรพิพิธ (เสือ) เจ้าเมืองโกสุมพิสัยองค์แรก ซึ่งตั้งเมืองขึ้นพร้อมกัน

ในปี พ.ศ. 2432 เจ้าอุปฮาชผู้รักษาราชการเมืองสุวรรณภูมิ มีใบบอกกล่าวโทษมาถึงเมืองมหาสารคาม เมืองสุรินทร์ และเมืองศรีสะเกษ ว่าแย่งเอาเขตของเมืองสุวรรณภูมิไปตั้งเป็นเมือง เฉพาะเมืองมหาสารคามนั้นถูกกล่าวหาว่าขอเอาบ้านนาเลาตั้งเป็นเมืองวาปีปทุม เจ้าแผ่นดินสยามได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงนครจำปาศักดิ์และข้าหลวงอุบลราชธานีทำการไต่สวนว่ากล่าวในเรื่องนี้ แต่เมืองเหล่านี้ได้ตั้งมานานแล้วรื้อถอนไม่ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เมืองวาปีปทุมเป็นเมืองขึ้นของเมืองมหาสารคามต่อไปตามเดิม โดยมิได้โยกย้ายออกจากหนองแซงแต่ประการใด

พ.ศ. 2435 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายรองชิต (เลื่อง ณ นคร) และจมื่นศรีบริรักษ์ มาเป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองมหาสารคามและเมืองร้อยเอ็ดเป็นครั้งแรก โดยตั้งที่ทำการอยู่ ณ เมืองมหาสารคาม

พ.ศ. 2437 ทางการได้โอนเมืองชุมพลบุรีจากเมืองสุรินทร์มาขึ้นแก่เมืองมหาสารคาม

พ.ศ. 2440 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ขึ้นเพื่อวางระเบียบแบบแผนการปกครองท้องถิ่นให้เรียบร้อย เวลานั้นมณฑลอีสานยังมิได้จัดการปกครองให้เป็นไปอย่างมณฑลอื่น ต่อมา พ.ศ 2443 พระเจริญราชเดช (ฮึ่ง หรือ ฮึง) เจ้าเมืองมหาสารคามองค์ที่ ๒ ได้ถึงแก่กรรมลง ทางเมืองมหาสารคามจึงตั้งให้พระอุปฮาช (เถื่อน รักษิกจันทร์) รักษาราชการแทนเจ้าเมือง ทางราชการได้ยุบเมืองชุมพลบุรีเป็นอำเภอ แล้วโอนกลับไปขึ้นเมืองสุรินทร์ตามเดิม อีกทั้งทรงโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งหัวเมืองมณฑลอีสานออกเป็นบริเวณ 5 บริเวณ โดยให้เมืองมหาสารคามขึ้นแก่บริเวณร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคามได้จัดการแบ่งเขตเมืองตั้งขึ้นเป็นอำเภอคือ อำเภออุทัยสารคาม อำเภอประจิมสารคาม ส่วนเมืองวาปีปทุม และเมืองโกสุมพิสัย นั้นยังคงให้เป็นเมืองขึ้นของเมืองมหาสารคามตามเดิม และได้ให้เปลี่ยนเป็นอำเภอในปีนี้เช่นเดียวกัน[6]

ต่อมา พ.ศ. 2444 หลังจากฝ่ายสยามได้ยุบเมืองวาปีปทุมลงเป็นอำเภอแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) เจ้าเมืองวาปีปทุม ให้มาเป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองมหาสารคาม แทนพระสิทธิศักดิ์สมุทเขต (บุษย์) ที่ถึงแก่กรรมไปก่อนหน้า ฝ่ายพระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ได้สร้างโฮงที่ประทับหรือหอโฮงการสำหรับสำเร็จราชการเมืองขึ้นที่เมืองมหาสารคาม และนับเป็นโฮงเจ้าเมืองหลังที่ ๓ ของเมืองมหาสารคาม ชาวบ้านเรียกว่า โฮงญาพ่อหลวง เป็นอาคารไม้โบราณขนาดใหญ่ ๒ ชั้นทาสีแดง ตั้งอยู่เยื้องกับโฮงญาหลวงเฒ่า ซึ่งเป็นโฮงที่ประทับหรือหอโฮงการของพระเจริญราชเดช (ฮึง) เจ้าเมืองมหาสารคามองค์ก่อน[7]

พ.ศ. 2446 สยามได้ยุบตำแหน่งข้าหลวงกำกับราชการเมืองมหาสารคามลง ต่อมาในวันที่ 29 เมษายน ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2446) ศกเดียวกันนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) เป็นที่พระเจริญราชเดช ผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคามท่านแรก ในบรรดาศักดิ์และราชทินนามเจ้าเมืองมหาสารคามองค์ก่อน เหตุด้วยตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคามนั้นว่างลงแต่เมื่อครั้งพระเจริญราชเดช (ฮึง) ถึงแก่กรรมลงไป

พ.ศ. 2447 พระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้ตัดถนนเพิ่มเป็น 2 สายในตัวเมืองมหาสารคาม สร้างศาลาการเปรียญและพระอุโบสถวัดนางใย เมืองมหาสารคาม

พ.ศ. 2449 พระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดท่าแขกหรือวัดโพธิ์ศรี และวัดทุ่งหรือวัดนาควิชัย

พ.ศ. 2455 ปลายปี เจ้าแผ่นดินสยามโปรดเกล้าฯ ให้พระเจริญราชเดช (อุ่น) ออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองด้วยชราภาพและสูงอายุ แล้วแต่งตั้งพระเจริญราชเดช (อุ่น) เป็นที่กรมการเมืองพิเศษคอยให้คำปรึกษาราชการงานเมืองมหาสารคามตามสมควรแก่ฝ่ายปกครองตลอดอายุขัย ต่อมาสยามได้ให้หม่อมเจ้านพมาศ นวรัตน์ อดีตปลัดมณฑลประจำจังหวัดมหาสารคาม]]มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามในต้นปี พ.ศ. 2456 ต่อมา พ.ศ. 2457 พระเจริญราชเดช (อุ่น) กรมการเมืองพิเศษเมืองมหาสารคาม มณฑลร้อยเอ็จ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า ภวภูตานนท์ Bhavabhutanonda[8]

ราชการทัพแก้ไข

ราชการทัพครั้งที่ 1แก้ไข

พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ได้เคยไปราชการพิเศษด้วยงานศึกถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2418 - 2419 ท้าวอุ่นได้ลาสิกขาบทแล้วขออาสาสมัครเป็นนายทหารไปรบศึกฮ่อที่ชายพระราชอาณาเขตนครหลวงพระบาง การครั้งนี้ได้เป็นนายกองลำเลียงเสบียงอาหารช่วยกองทัพในการควบคุมของพระเจริญราชเดชวรเชษฐ์มหาขัติยพงศ์ (กวด) ผู้เป็นลุง ซึ่งตามทัพไปสมทบกับกองทัพพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) ที่ไปรบฮ่อยังนครหลวงเวียงจันทน์ พร้อมด้วยกำลังพลจากหัวเมืองอื่นส่งผลให้การรบชนะ หลังกลับจากปราบฮ่อแล้ว ในปี พ.ศ. 2419 จึงได้รับการสถาปนาเป็นที่ ท้าวโพธิสาร ผู้ช่วยราชการในคณะอาญาสี่เมืองมหาสารคาม

ราชการทัพครั้งที่ 2แก้ไข

ใน พ.ศ. 2428 - 2429 พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ได้ยกกองทัพไปปราบฮ่ออีกครั้ง โดยตามไปสมทับกับกองทัพของพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ที่โปรดเกล้าฯ ให้ออกไปปราบฮ่อซึ่งเข้ามาย่ำยีปล้นชิงนครหลวงเวียงจันทน์ อันพระเจ้าแผ่นดินสยามถือว่าเป็นพระราชอาณาเขต

ราชการทัพครั้งที่ 3แก้ไข

พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ. 112 สยามได้เกิดกรณีพิพาทเรื่องอาณาเขตกันกับฝรั่งเศส ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ยกกองทัพซึ่งเป็นกำลังเมืองมหาสารคามไปขัดตาทัพฝรั่งเศสและรักษาด่านพระราชอาณาเขต ณ ภูด่านแดนแขวนฆ้อง ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

ย้ายอำเภอบรบือมาตั้งอำเภอท่าขอนยางแก้ไข

เมื่อครั้งพระเจริญราชเดช (อุ่น) ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคามนั้น ได้ทำเรื่องขออนุญาตจากทางราชการย้ายที่ว่าการอำเภอบรบือไปตั้งใกล้กันกับหนองบ่อ บ้านซำแฮดหรือบ้านชำแฮด (ภาษาไทยเรียกว่า บ้านชำแรด) แล้วเปลี่ยนชื่ออำเภอบรบือใหม่เป็นอำเภอท่าขอนยาง ทั้งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เมืองท่าขอนยาง ซึ่งถูกยุบลงเป็นตำบล กาลต่อมาได้เปลี่ยนชื่ออำเภอท่าขอนยางเป็นอำเภอบรบือ ตรงตามชื่อตำบลที่ตั้งมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นามเดิมของอำเภอบรบือนี้ชาวบ้านเรียกกันว่า บ่อระบือ มีหลวงสารคามการนิคม (โรม เปาริสาร) เป็นนายอำเภอ ภายหลังได้รับบรรดาศักดิ์ใหม่เป็นที่ หลวงสารประสิทธิเขต[9]

บำรุงชาวจีนอพยพแก้ไข

คนจีนในสมัยพระเจริญราชเดช (อุ่น) ปกครองเมืองมหาสารคาม]]นั้นเป็นรุ่นคนจีนอพยพ คนจีนเหล่านี้นับเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการบุกเบิกทางการค้าและสร้างความสัมพันธ์กับคนลาวท้องถิ่น ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองเมืองด้วย สิ่งที่คนจีนในรุ่นนี้วางรากฐานไว้ ทำให้คนจีนในรุ่นต่อมาสามารถต่อยอด สร้างทุนและสร้างฐานะที่มั่นคง ตลอดจนทำให้เมืองมหาสารคามเจริญเติบโตในเวลาต่อมา ดังปรากฏตัวอย่างคือ นายทองดี อัตถากร คหบดีสามัญชนชาวจีนจากเมืองวาปีปทุม ได้ทำการสมรสกับอาชญาแม่แก้วประภา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ซึ่งเป็นธิดาของพระเจริญราชเดช (อุ่น) นายทองดี อัตถากร จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นตำแหน่งที่ปรึกษาของเจ้าเมืองมหาสารคาม พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากพระเจริญราชเดช (อุ่น) เจ้าเมืองให้เป็นผู้ผูกขาดการต้มเหล้า รายได้จากภาษีต้มเหล้านี้ทำให้ฐานะทางการเงินของนายทองดี อัตถากร มีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ พระเจริญราชเดช (อุ่น) ยังได้ปูนบำเน็จรางวัลให้แก่จีนกาสี แซ่เซีย ซึ่งได้บริจาคข้าว 1 เล้าแก่ทางราชการ ให้มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงหลวงนุกูลกิจคดีจีน และยังให้หลวงนุกูลกิจคดีจีนมีหน้าที่ดูแลคนจีนในเมืองร้อยเอ็ดอีกด้วย[10]

ส่วนนายทองดี อัตถากร กับอาชญาแม่แก้วประภา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม นั้นก็คือบรรพบุรุษของนายบุญช่วย อัตถากร นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม[11]

บุตรและธิดาแก้ไข

พระเจริญราชเดช (อุ่น) มีบุตรธิดากับอาชญาแม่ศรีสุมาลย์ (อาชญาแม่แก้ว) ที่ปรากฏนาม 7 ท่าน คือ[12]

  • อาชญาท้าววรบุตร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม นายอำเภอเมืองวาปีปทุม
  • อาชญาท้าวเดือน ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม (ร.อ.อ. หลวงพินิจนนราษฏร์) นายอำเภอต่างๆ 5 อำเภอ
  • อาชญาแม่แก้วประภา อัตถากร
  • อาชญาท้าวดาว ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม (อำมาตย์เอก หลวงนาถอาญัติ) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดต่างๆ
  • อาชญาแม่ดวง ธนสีลังกูร
  • อาชญาแม่กฤษณา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม (อาชยาแม่เกร็ด)
  • อาชญาแม่บูริกา สุวรรณเลิศ (อาชญาแม่บู) หรือนางสารี ธนากร[13]

การพระศาสนาแก้ไข

มอบที่นาสร้างวัดโสมนัสประดิษฐ์แก้ไข

วัดโสมนัสประดิษฐ์ เดิมเรียกว่า วัดโสมนัส ตั้งอยู่ ณ บ้านหนองแสง ตำบลหนองแสง อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เดิมตั้งอยู่ในเขตบ้านหนองแซง (ต่อมาเรียกว่า หนองแสง) เมืองวาปีปทุม ภายหลังจากท้าวอุ่น ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นที่พระพิทักษ์นรากร เจ้าเมืองวาปีปทุมองค์ใหม่แล้ว พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) จึงนำสารตรามาตั้งเมืองและปรึกษากับอุปฮาช (มหาพรหม) เจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองวาปีปทุมชุดแรก ตลอดจนท้าวเพี้ยกรมการเมืองวาปีปทุม ว่าที่ตั้งเมืองวาปีปทุมเดิมมีชัยภูมิไม่อุดมสมบูรณ์ ไม่เหมาะสมแก่การตั้งเป็นเมืองสืบไป จึงได้เลือกทำเลใหม่โดยย้ายมาตั้งศูนย์กลางเมืองและที่ทำการเมือง ณ ริมหนองแสง (หนองแซง) พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ได้ทำนุบำรุงบ้านเมืองสืบมาและได้มีการสร้างวัดขึ้นหลายวัด [14] ต่อมา พ.ศ. ๒๔๓๐ พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ได้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาในพระวรศาสนาจึงยกที่นาของตนให้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งไว้สืบศาสนาของบ้านเมือง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดสระแคน ในกาลต่อมา สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอีสาน ได้เดินทางมาตรวจการคณะสงฆ์ที่เมืองวาปีปทุม จึงได้ตั้งนามวัดใหม่ว่า วัดโสมนัสประดิษฐ์ [15]

ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือที่วัดอุทัยทิศแก้ไข

วัดอุทัยทิศ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๘๖๑ ถนนนครสวรรค์ บ้านนางใย ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๖ เดิมชื่อวัดสนามพิธี เพราะเป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของเมืองมหาสารคาม และเป็นวัดที่นับว่ามีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการศึกษาทั้งฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายศาสนจักร ตลอดจนมีถาวรวัตถุที่มั่งคงที่สุดในสมัยนั้น ต่อมาชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดใต้นางใย ตามนามของหมู่บ้าน ในสมัยพระครูโยคีอุทัยทิศ (พิมพ์) เป็นเจ้าอาวาสได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดอุทัยทิศตามนามเจ้าอาวาส เมื่อครั้งพระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้เป็นเจ้าเมืองมหาสารคาม ได้ทำการจัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยมูลกัจจายน์ขึ้นที่วัดแห่งนี้ โดยมีพระอาจารย์ปิ่น พระอาจารย์สังวาล ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม และพระอาจารย์แก้ว วิชาธร เป็นครูสอนหนังสือไทย มีอาจารย์สีหาซึ่งเป็นฆราวาสเป็นครูสอนมูลกัจจายน์ พระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้ส่งบุตรของท่านคือ ท้าวหล้า และท้าวฝั่น มาเรียนหนังสือไทยและมูลกัจจายน์ที่วัดแห่งนี้ วัดอุทัยทิศได้เปิดสอนโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ และเปิดทำการสอนมาจนถึงปัจจุบัน[16]

สร้างพระเจดีย์บรรจุอัฐิเจ้าเมืององค์แรกแก้ไข

เมื่อครั้งพระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้เป็นเจ้าเมืองมหาสารคาม ท่านได้ร่วมมือกับภริยาคือ อาชญาแม่ศรีสุมาลย์ (ศรี) สร้างพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิพระเจริญราชเดช (กวด) เจ้าผู้สร้างเมืองมหาสารคาม ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระมาตุลา (ลุง) ของพระเจริญราชเดช (อุ่น) และมีศักดิ์เป็นพระบิดาของอาชญาแม่ศรีสุมาลย์ พร้อมทั้งสร้างพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิของอาชญาแม่โซ่นแดง ชายาในพระเจริญราชเดช (กวด) ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระปิตุจฉา (ป้า) ของพระเจริญราชเดช (อุ่น) และมีศักดิ์เป็นพระมารดาของอาชญาแม่ศรีสุมาลย์ ไว้คู่กันภายในวัดอุทัยทิศ บ้านนางใย ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เพื่อเป็นการระลึกถึงบรรพบุรุษและคุณงามความดีของทั้งสองพระองค์ โดยสร้างเป็นเจดีย์มียอดทรงน้ำเต้าหรือดอกบัวเหลี่ยมศิลปะลาวหรือศิลปะล้านช้าง ตัวเรือนพระเจดีย์เป็นทรงสี่เหลี่ยมมีฐานเอวขันทั้ง ๒ องค์ องค์ใหญ่เป็นพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระเจริญราชเดช (กวด) องค์เล็กเป็นพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิของอาชญาแม่โซ่นแดง เจดีย์ทั้ง ๒ องค์ตั้งอยู่บนฐานบัลลังก์หรือฐานเอวขันฐานเดียวกัน[17] กาลต่อมา คุณวิไล ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม เกษคุปต์ ผู้เป็นทายาทพร้อมคณะได้มีศรัทธาในพระวรพุทธศาสนา จึงพร้อมใจกันสร้างพระพุทธเจดีย์ศรีเมืองขึ้น ณ วัดอุทัยทิศของบรรพบุรุษ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาประดิษฐานไว้บนยอดพระพุทธรูปปูนปั้นอิริยาบถ ๔ โดยประดิษฐานไว้ที่ซุ้มบทของพระเจดีย์ทิศละ ๑ องค์ สร้างพระพุทธรูปประจำวันเกิด ๗ ปาง ประดิษฐานไว้ซุ้มชั้นสองรองลงมาของพระเจดีย์ ชั้นล่างสุดของพระเจดีย์มีรอยพระพุทธบาทจำลองและรูปพระบริษัท ๔ ประดิษฐานอยู่[18] นอกจากนี้ นางวิไล ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม เกษคุปต์ ผู้เป็นทายาทยังได้เชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญร่วมก่อสร้างเสาหลักพระธรรมวัดอุทัยทิศขึ้น โดยสร้างเป็นเสาสูงมีจารึกหัวข้อธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ศุภฤกษ์ก่อสร้างวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เมื่อเวลา ๑๓.๔๐ น. โดยมีพระราชศีลโสภิตพร้อมคณะสงฆ์วัดอุทัยทิศเป็นองค์อุปถัมภ์ ลักษณะเสานั้นเป็นเสาคอนกรีตตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐโบกปูน ๒ ชั้น ฐานชั้นแรกเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ ๔ เมตร สูงจากพื้นดิน ๙๐ เซนติเมตร ฐานด้านบนกว้างด้านละ ๒.๗๕ เมตร สูงจากฐานชั้นล่าง ๒๐ เซนติเมตร ส่วนตัวเสาหินนั้นเป็นเสาคอนกรีตสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ ๑.๑๕ เมตร มีย่อมุมทั้ง ๔ ทิศ สูง ๙ เมตร ยอดเสาประดับกลีบบัวค่ำบัวหงาย ยอดสูงสุดตั้งกงล้อเสมาธรรมจักร แต่ละด้านติดผนังคอนกรีตด้วยหินอ่อนจารึกข้อธรรมทาทับตัวอักษรด้วยสีแดง ส่วนล่างด้านทิศตะวันออกประดับรูปหล่อปูนปั้นนูนสูงเรื่องปฏิสนธิและนิพพานพร้อมประวัติของหลักธรรม ด้านทิศใต้เป็นรูปทรงออกผนวช ด้านทิศตะวันตกเป็นรูปสัตว์ มนุษย์ เทวดากำลังทำความเคารพพระสถูป ด้านทิศเหนือทำเป็นรูปเสมาธรรมจักรมีกวางหมอบ ตอนล่างของรูปเป็นรายนามผู้บริจาครวม ๕๐ รายการ[19]

พระราชทานนามสกุลแก้ไข

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศพระราชทานนนามสกุล (ครั้งที่ ๑๕) แก่ทายาทบุตรหลานผู้สืบสกุลมาแต่เจ้านายผู้ปกครองเมืองมหาสารคามและเมืองวาปีปทุมว่า ภวภูตานนท์ ลำดับสกุลพระราชทานเลขที่ ๑๒๑๘ เขียนเป็นอักษรโรมันว่า Bhavabhutananda ทรงพระราชทานแก่พระเจริญราชเดช (อุ่น) กรมการพิเศษเมืองมหาสารคาม มณฑลร้อยเอ็จ อดีตเจ้าเมืองมหาสารคามองค์สุดท้ายและอดีตเจ้าเมืองวาปีปทุมองค์สุดท้าย ทวดชื่อราชวงษ์ (หล้า) ปู่ชื่ออุปฮาด (ภู) ๓๐/๓/๑๓ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เติม ณ มหาสารคาม ต่อท้ายสกุล เขียนเป็นอักษรโรมันว่า na Mahasaragama เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๒ เป็น ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม เขียนเป็นอักษรโรมันว่า Bhavabhutananda na Mahasaragama[20] อนึ่ง คำว่า ภว แปลว่า ความเกิด ความมี หรือความเป็น คำว่า ภูตา มาจากพระนามของเจ้าอุปฮาด (ภู) ผู้เป็นต้นสกุลหรือปู่ของพระเจริญราชเดช (อุ่น) ส่วนคำว่า นนท์ แปลว่า ลูกชาย ดังนั้น คำว่า ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม จึงหมายถึง ผู้เกิดแต่ลูกชายของเจ้าอุปฮาด (ภู) แห่งเมืองมหาสารคาม [21]

การเลื่อนตำแหน่งแก้ไข

บรรดาศักดิ์แก้ไข

  • ท้าวอุ่น
  • ท้าวโพธิสาร
  • พระพิทักษ์นรากร
  • พระเจริญราชเดช

ตำแหน่งแก้ไข

อนิจกรรมแก้ไข

พระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ หลังปฏิรูปการเมืองการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาลได้ ๑๘ ปี สิริรวมอายุได้ ๖๑ ปี รับราชการมาด้วยความสงบเรียบร้อย ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองวาปีปทุมรวมได้ ๒๐ ปี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคามรวมได้ ๑๒ ปี

เครื่องใช้ส่วนตัวในพิพิธภัณฑ์เมืองมหาสารคามแก้ไข

พิพิธภัณฑ์เมืองมหสารคาม เป็นศูนย์รวมเผยแพร่และจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของจังหวัดมหาสารคาม ตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะหนองข่าเป็นสถานที่ที่มีบรรยาศร่มรื่น มีเนื้อที่ประมาณ ๔๐ ไร่ เริ่มดำเนินการก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ ในสมัยนางสิริเลิศ เมฆไพบูลย์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม และนายสุรจิตร ยนต์ตระกูล เป็นนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนกระจายการผลิตและการจ้างงานไปสู่ภูมิภาคเพื่อสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ จำนวน ๘,๔๓๔,๐๐๐ บาท เทศบาลเมืองมหาสารคามได้จัดสรรงบประมาณประจำปี ๒๕๔๖ เพื่อการออกแบบและจัดแสดงนิทรรศการภายในจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์เป็นที่ตั้งของพระอนุสาวรีย์พระเจริญราชเดช (กวด) หรือท้าวมหาชัย เจ้าเมืองมหาสารคามองค์แรก การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์เมืองมหาสารคามเน้นการเล่าเรื่องวิถีชีวิตของผู้คนในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม โดยมีแก่นเรื่อง (Theme) เป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์แห่งวิถีชีวิตชาวเทศบาลเมืองมหาสารคามคือ เมืองซ้อนชนบท สามารถแบ่งมิติทางประวัติสาสตร์ในการนำเสนอเป็น ๕ ยุค คือ ยุคก่อนตั้งเมืองมหาสารคาม ยุคเจ้าเมืองท้องถิ่น ยุคปกครองโดยข้าราชการ ยุคขยายตัวทางการศึกษา ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์แล้ว เทศบาลเมืองมหาสารคามยังได้วางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อให้พิพิธภัณฑ์เมืองมหาสารคามเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การจัดกิจกรรมร่วมกับสถานศึกษาเพื่อให้พิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับการศึกษาท้องถิ่น การจัดนิทรรศการหมุนเวียนและกิจกรรมตามฤดูกาล การพัฒนารูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการทั้งในด้านการใช้สื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ นิทรรศการที่โต้ตอบกับผู้ชม การจัดทำคลังพิพิธภัณฑ์และศูนย์เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่รวบรวมข้อมูลและวัตถุที่ใช้ในการสืบค้นเรื่องราวของชาวมหาสารคาม การมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ เช่น อาสาสมัครนำชม การสาธิต การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และศูนย์จำหน่ายสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน[22]

ในช่วงที่มีการดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เมืองมหาสารคามนั้น นายบุญช่วย อัตถากร ทายาทของอาชญานางแก้วประภา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม กับนายทองดี อัตถากร ได้นำวัตถุสิ่งของเครื่องใช้มีค่าของพระเจริญราชเดช (อุ่น) เจ้าเมืองมหาสารคาม มามอบให้แก่พิพิธภัณฑ์เป็นจำนวนหลายชิ้น สำหรับวัตถุอันทราบที่มาชัดเจนว่าเป็นของพระเจริญราชเดช (อุ่น) นั้นมีจำนวน ๔ ชิ้น ดังนี้

  • กาน้ำ (เลขวัตถุ ๘/๒๕๕๔) ลักษณะวัตถุทำจากดินเผา ศิลปะแบบจีน บริเวณหูหิ้วและปากกาน้ำทำจากทองเหลือง ใต้กาน้ำประทับตรามังกรสัญลักษณ์ความเป็นขัติยวงศ์ มีสภาพชำรุด
  • ผ้าส่านไหม (เลขวัตถุ ๙/๒๕๕๔) ลักษณะวัตถุทำจากผ้าไหมเนื้อดี ปักลวดลายงดงามด้วยดิ้นเงินดิ้นคำ (ดิ้นทอง) มีสภาพสมบูรณ์
  • พานเตี้ย (เลขวัตถุ ๑๐/๒๕๕๔) ลักษณะวัตถุเป็นพานทรงเตี้ย มีปากผาย ทำจากทองเหลือง มีตีนสี่ตีน ขอบเกลียวตอกหมุดงดงาม มีสภาพสมบูรณ์
  • พาเหวย (เลขวัตถุ ๑๑/๒๕๕๔ ) ลักษณะวัตถุเป็นสำรับหรือภาชนะสำหรับเสวยของเจ้าเมืองมหาสารคาม ทำจากทองเหลือง ไม่มีตีน ทั้งฝาและตัวสำรับตอกลายรูปดอกไม้ เดิมมีหูจับแต่หูจับได้หักไปแล้ว มีสภาพชำรุด[23]

พงศาวลีแก้ไข

พงศาวลีพระเจริญราชเดช (อุ่น)แก้ไข

พงศาวลีอาชญาแม่ศรีสุมาลย์แก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. http://www.mahasarakham.go.th/mkweb/new-data/executives-palace
  2. http://district.cdd.go.th/suwannaphum/about-us/%E0%B8%9B%
  3. http://www.sarakhamclick.com/sarakham/
  4. เติม วิภาคย์พจนกิจ, ประวัติศาสตร์อีสาน, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๘๑.
  5. http://www.komchadluek.net/detail/20100716/66681/
  6. http://www.sarakhamclick.com/sarakham/
  7. https://www.gotoknow.org/posts/12238
  8. ประกาศพระราชทานนามสกุล ครั้งที่ ๑๕ (ลำดับที่ ๑๑๘๓ ถึงลำดับที่ ๑๒๒๑ และแก้ไขนามสกุล ลำดับที่ ๑๐๘๘)
  9. เติม วิภาคย์พจนกิจ, ประวัติศาสตร์อีสาน, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๘๓.
  10. http://musemmangmaha.blogspot.com/2012/01/2470-2503.html
  11. https://www.facebook.com/478625885636421/photos/pb.478625885636421.-2207520000.1462919354./559279004237775/?type=3&theater
  12. http://www.bl.msu.ac.th/mahachai/?name=eachpage
  13. เวทย์-ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม, เอกราชเมื่อต้นตระกูลภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม นำชาวจังหวัดมหาสารคาม รบฝรั่งเศส : พิมพ์เป็นบรรณาการคราวอายุครบ ๗๒ ปี ของเรือโทเวทย์-ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม พ.ศ. ๒๕๑๙, (ม.ป.ท. : ม.ป.พ., ๒๕๑๙), หน้า ๓-๔.
  14. http://www.wapipathum.mahasarakham.police.go.th/index.php/ct-menu-item-5/ct-menu-item-7
  15. http://www.bl.msu.ac.th/bailan/new/new_24_5_47.asp
  16. http://www.m-culture.in.th/album/127830/
  17. http://www.m-culture.in.th/album/127833
  18. http://www.m-culture.in.th/album/127866/
  19. http://www.m-culture.in.th/album/127439/
  20. https://sites.google.com/site/thailandsurname/home/-ph-2
  21. http://www.reurnthai.com/index.php?topic=4776.120
  22. http://www.itrmu.net/web/02rs4/show-webcontent.php?cat_id=1&mid=3
  23. http://www.itrmu.net/web/02rs4/show-webcontent.php?cat_id=2&mid=24

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

ก่อนหน้า พระเจริญราชเดช (อุ่น ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) ถัดไป
อุปฮาด (เถื่อน รักษิกจันทร์)    
เจ้าเมืองมหาสารคาม,
ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม

(2444-2455)
  หม่อมเจ้านพมาศ นวรัตน์