พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช

(เปลี่ยนทางจาก พระวิไชยราชขัตติยวงศา)

พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช[1] หรือเรียกกันทั่วไปในเอกสารต่างๆ ว่า "พระวิไชยราชขัติยวงศา" เป็นพระประเทศราชผู้ครองนครจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 (พ.ศ. 2334 - 2354) พระองค์สืบเชื้อสายมาจากพระอัยกา (ปู่) คือ เจ้าอุปราชนอง และสืบเชื้อมาแต่สายราชวงศ์แสนทิพย์นาบัว หรือแสนทิพย์นาบัว เชื้อวงศ์สามัญชนเชื้อสายไทพวน ผู้เป็นพระปัยกา(ปู่ทวด) ส่วนพระมารดาเป็นหญิงชาวลาวเวียงจันทน์

พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช
พระปรมาภิไธยพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช
พระอิสริยยศพระประเทศราช
ราชวงศ์แสนทิพย์นาบัว
รัชกาลก่อนสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร
รัชกาลถัดไปเจ้านู
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติพ.ศ. 2269
พิราลัยพ.ศ. 2354
พระบิดาพระวรราชปิตา
พระมารดาพระนางบุสดีเทวี
พระมเหสีไม่ปรากฏพระนาม
พระบุตร6 องค์

พระประวัติแก้ไข

 
"ธาตุหลวงเฒ่า" เจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช (ท้าวฝ่ายหน้า) พระประเทศราชผู้ครองนครจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 ที่วัดเหนือในเมืองเก่าคันเกิง แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว

พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช มีพระนามเดิมว่า ท้าวฝ่ายหน้า หรือ ท้าวหน้า (ตามเอกสารของราชการไทย) สมภพเมื่อปี พ.ศ. 2269 ที่นครเวียงจันทน์ เป็นพระโอรสของพระวรราชปิตา (พระตา) แห่งนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (หนองบัวลำภู) กับพระนางบุสดี ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าอุปราชนองแห่งนครหลวงเวียงจันทน์ และเป็นพระอนุชาของพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวคำผง) พระประเทศราชผู้ครองเมืองอุบลราชธานีองค์แรก

พ.ศ. 2314 หลังจากที่กองกำลังนครเวียงจันทน์ และกองกำลังพม่าจากนครเชียงใหม่ตีเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบานแตก กลุ่มพระวอ ซึ่งมีพระวรราชภักดี ท้าวคำผง ท้าวฝ่ายหน้า ท้าวทิดพรหม และท้าวก่ำ ได้นำไพร่พลอพยพหนีราชภัยลงมาอาศัยอยู่กับท้าวคำสูที่ บ้านสิงห์ท่าบ้านสิงห์โคก ต่อมาท้าวพระวอดำริว่า หากอาศัยอยู่ที่บ้านสิงห์ท่าบ้านสิงห์โคกต่อไปหากกองกำลังนครเวียงจันทน์ติดตามลงมา จะทำให้เกิดการเสียบ้านเสียเมืองแลไพร่พลลงอีก จึงนำไพร่พลอพยพตามแม่น้ำมูลลงไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารของสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์หลวงไชยกุมารที่เมืองนครจำปาศักดิ์ อันเป็นเมืองใหญ่ของอาณาจักรล้านช้างฝ่ายใต้ เมื่อไปถึงเมืองนครจำปาศักดิ์ สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์หลวงไชยกุมารก็ทรงให้กลุ่มพระวอพร้อมไพร่พลญาติวงศาตั้งบ้านเรือนเป็นกองเป็นค่ายอาศัยอยู่ริมห้วยพะริง เรียกว่า เวียงดอนกอง (บางสำนวนก็เรียกว่า เวียงกองดอน) หรือค่ายบ้านดู่บ้านแก ขึ้นกับอาณาจักร์ล้านช้างจำปาศักดิ์

พ.ศ. 2319 กลุ่มพระวอเกิดความขัดแย้งกับพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารจากกรณีการสร้างกำแพงเมืองกับการสร้างหอคำ (วังหลวง) จึงได้พาไพร่พลมาตั้งมั่นที่ดอนมดแดง (ปัจจุบันเกาะดอนมดแดงตั้งอยู่ในแม่น้ำมูลท้องที่บ้านแคน ตำบลดอนมดแดง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี) และพระวอจึงแต่งให้เพียแก้วโยธากับเพียแก้วท้ายช้างได้คุมเครื่องราชบรรณาการลงไปเมืองนครราชสีมา มีใบบอกขอสมัครขึ้นอยู่ในความปกครองของกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับกลุ่มเจ้าพระวอไว้เป็นข้าขอบขัณฑสีมา

พ.ศ. 2321 พระเจ้าสิริบุญสารได้ทราบข่าวการทะเลาะวิวาทของกลุ่มพระวอกับพระเจ้านครจำปาศักดิ์ จึงได้โอกาสรับสั่งให้เพียสุโภ และอัครฮาด (หำทอง) นำกองกำลังติดตามกลุ่มพระวอลงมา จนเกิดการต่อสู้กันที่ค่ายบ้านดู่บ้านแก และพระวอสั่งให้ท้าวคำผงเข้าไปขอกำลังจากพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารที่เมืองนครจำปาศักดิ์แต่ก็ไม่เป็นผล ต่อมาเพียสุโภ และอัครฮาต (หำทอง) ได้ลักรอบเข้ามาจับกุมเอาตัวพระวอไปประหารชีวิตที่ริมห้วยพะริง (บางสำนวนก็ว่า พระวอถูกประหารชีวิตที่บ้านสักเมืองสมอเลียบริมฝั่งแม่น้ำโขง) หลังจากที่พระวอได้เสียชีวิต ยังเหลือแต่ท้าวคำผง ท้าวฝ่ายหน้า ท้าวทิดพรหม และท้าวก่ำ เป็นหัวหน้ารักษาควบคุมสถานการณ์เอาไว้ ท้าวคำผง และท้าวฝ่ายหน้าได้เล็งเห็นว่ากำลังของฝ่ายตนเหลือน้อยมิอาจจะต้านทานกำลังนครเวียงจันทน์ได้ จึงแต่งให้เพียแก้วโยธา และเพียแก้วท้ายช้างได้นำหนังสือกราบบังคมทูลขอกำลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผ่านทางเจ้าเมืองนครราชสีมา ต่อมาเมื่อความทราบถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) และเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ยกทัพกรุงธนบุรีขึ้นมาค่ายบ้านดู่บ้านแก ในระหว่างทางสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระยาสุรสีห์ เดินทางขึ้นมานั้นได้เกณฑ์กำลังไพร่พลจากเมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เมืองขุขันธ์เข้าร่วมด้วย

เมื่อเพียสุโภ และอัครฮาต (หำทอง)ได้ทราบข่าวการยกทัพมากรุงธนบุรีจึงได้นำกองกำลังหลบหนีกลับคืนสู่นครเวียงจันทน์ และทัพกรุงธนบุรีมาถึง ท้าวฝ่ายหน้าได้รายงานให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์ทราบเหตุการณ์เจ้าพระวอถูกเพียสุโภจับกุมตัวไปประหารชีวิตแล้ว ความทราบถึงสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพิโรธเป็นอันมาก จึงมีพระดำรัสว่า ..."พระวอเป็นข้าขอบขันฑสีมาเมืองเรา พระเจ้าล้านช้างมิได้ยำเกรง ทำบังอาจมาตีบ้านเมือง และฆ่าพระวอเสียฉะนี้ ควรเราจะยกกองทัพไปตีเมืองล้านช้างให้ยับเยินตอบแทนแก้แค้นให้จงได้"... จึงมีคำสั่งให้ท้าวฝ่ายหน้าได้นำพาทัพกรุงธนบุรีเข้าไปยึดนครจำปาศักดิ์ แต่สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์หลวงได้พาครอบครัวลงเรือหนีไปอยู่ที่เกาะชัย สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงสั่งให้ทหารลงไปตามตัวสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์หลวงไชยกุมารขึ้นมาสอบถาม และไต่ถามว่าเหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงช่วยเหลือพระวอ ปล่อยให้ถูกจับกุมตัวไปประหารชีวิตเสีย และเจ้าพระยาจักรีจึงพิจารณาว่าพระเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์มีความผิดเป็นอันมากจึงได้ภาคโทษเอาไว้เสียก่อน และแจ้งว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีรับสั่งให้นำทัพมารบกับข้าศึกเวียงจันทน์ แต่พอมาถึงแล้วกลับไม่พบข้าศึกดังกล่าว จึงขอให้ท้าวฝ่ายหน้าจงพาทัพกรุงธนบุรีขึ้นไปดูนครเวียงจันทน์เถิด หลังจากนั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้นำทัพกรุงธนบุรีเดินเลียบแม่น้ำโขงตีเมืองนครพนมได้ แล้วยกต่อไปล้อมเมืองเวียงจันทน์ไว้ พระเจ้าศิริบุญสารหนีไปอยู่เมืองคำเกิด ยังเหลือแต่เพียสุโพเป็นผู้รักษาเมือง ทัพกรุงธนบุรีได้เข้าตีนครเวียงจันทน์ รบกันอยู่ถึง 4 เดือนเศษ ล่วงจนถึงปี พ.ศ. 2322 จึงสามารถมีชัยเหนือล้านช้าง และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกับพระบางลงมาประดิษฐานยังกรุงธนบุรี และนครเวียงจันทน์จึงกลายเป็นเมืองประเทศราชของกรุงธนบุรีนับแต่บัดนั้นสืบต่อเนื่องมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์

พ.ศ. 2322 หลังตีนครเวียงจันทน์สำเร็จลง พระปทุมราชวงศา (คำผง) จึงมีใบบอกขอพระราชทานครอบครัวมาตั้งบ้านอยู่ริมห้วยแจะระแม และขอยกขึ้นเป็นเมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญท้องตราขึ้นมาตั้งเป็น เมืองอุบล (เพื่อรำลึกถึงนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบานอันเป็นบ้านเมืองเดิม) เป็นเมืองขึ้นตรงกับกรุงธนบุรี และตั้งให้พระปทุมราชวงศาเป็นที่พระประทุมสุรราช ท้าวทิดพรหมเป็นพระอุปราช ท้าวก่ำเป็นพระราชวงศ์ ท้าวสุดตาเป็นพระราชบุตร ซึ่งเป็นคณะอาญาสี่ชุดแรกของเมืองอุบล และท้าวฝ่ายหน้าก็อยู่ช่วยราชการต่อมา

พ.ศ. 2323 พระประทุมสุรราช (คำผง) ท้าวฝ่ายหน้า ท้าวทิดพรหม ท้าวก่ำ และท้าวคำสิงห์ ได้นำกองกำลังเมืองอุบล และบ้านสิงห์ท่าลงไปสมทบกับกองทัพกรุงธนบุรีอันมีเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) และเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) เข้าปราบปรามการจราจลเขมรจนสงบลง จึงได้ขอแยกย้ายกลับมาเมืองอุบล และบ้านสิงห์ท่าตามเดิม

พ.ศ. 2329 ท้าวฝ่ายหน้า เจ้านางอูสา พร้อมท้าวคำสิงห์นำไพร่พลส่วนหนึ่งไปตั้งมั่นเป็นกองนอกอยู่ที่ บ้านสิงห์ท่า (ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ยกฐานะบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมืองยศสุนทรประเทศราช หรือ จังหวัดยโสธรในปัจจุบัน) ท้าวฝ่ายหน้าได้นำไพร่พลบูรณะปฏิสังขรณ์วัด 2 แห่ง คือ วัดทุ่ง กับให้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้น (สันนิษฐานว่าเป็นพระธาตุอานนท์) แห่งหนึ่ง และวัดหลวงพระเจ้าใหญ่ (ต่อมาเรียกว่า “วัดสิงห์ท่า”) กับสร้างเจดีย์องค์หนึ่งทางทิศใต้ของวัดสิงห์ท่า ฐานกว้าง 5 วา สูง 8 วา อีกแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งนำไพร่พลสร้างค่ายคูประตูหอรบ และพัฒนาบ้านสิงห์ท่าหวังจะตั้งขึ้นเป็นเมืองเช่นเมืองอุบลสืบต่อไป

ครองนครจำปาบาศักดิ์แก้ไข

พ.ศ. 2334 เกิดเหตุกบฏอ้ายเชียงแก้วที่อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ทางฝ่ายนครจำปาศักดิ์ไม่สามารถรับมือได้ เนื่องจากพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ในเวลานั้น ถึงแก่พิราลัยกะทันหันหลังจากได้รับทราบข่าวศึก (ก่อนหน้านั้นพระเจ้าองค์หลวงฯ เองก็ประชวรเรื้อรังมานานแล้ว) ท้าวหน้าได้ร่วมมือกับพระประทุมราชวงศา (ท้าวคำผง) พระประเทศราชผู้ครองเมืองอุบล ผู้เป็นพี่ชาย ยกทัพไปปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วจนราบคาบ และท้าวฝ่ายหน้าได้จับตัวอ้ายเชียงแก้วประหารชีวิตที่แก่งตะนะ (อยู่ในแม่น้ำมูล ระหว่างอำเภอพิบูลมังสาหารกับอำเภอสิรินธรในปัจจุบัน) ก่อนหน้าที่กองทัพเมืองนครราชสีมาจะยกมาถึงตามรับสั่งจากกรุงเทพฯ

ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เจ้าฝ่ายหน้าเป็นที่ "พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช"[2]ครองนครจำปาบาศักดิ์ประเทศราช องค์ที่ 3 เสกให้วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2334 (วันแรม 11 ค่ำ เดือน 10 จุลศักราช 1153 ปีกุนตรีศก) พร้อมทรงให้เจ้าเชษฐ์และเจ้าหนู มาอยู่ช่วยราชการนครจำปาศักดิ์ด้วย

พระกรณียกิจแก้ไข

พ.ศ. 2334 พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชจึงแบ่งไพร่พลบ้านสิงห์ท่าส่วนหนึ่งมาอยู่ที่นครจำปาศักดิ์ จึงมีใบบอกขอพระราชทานตั้งให้ท้าวคำสิงห์เป็นราชวงศ์เมืองโขง หรือ สีทันดอน (ต่อมา พ.ศ. 2357 รัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เป็นที่พระสุนทรราชวงศา ดำรงฐานะพระประเทศราชผู้ครองเมืองยศสุนทรประเทศราชองค์แรก) และขอพระราชทานตั้งให้เจ้าบุตรไปเป็นพระประเทศราชผู้ครองเมืองนครพนม เพราะเวลานั้นยังว่างเว้นเจ้าผู้ครองเมืองอยู่

พ.ศ. 2335 พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชได้ให้ไพร่พลก่อเจดีย์ไว้ที่วัดสมอเลียบสักเมือง เป็นสถานที่บรรจุอัฐิของพระวอ เรียกขานว่า ธาตุพระวอ

พ.ศ. 2338 พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชได้มีใบบอกขอรับพระราชทานท้าวทิดพรหมขึ้นเป็นพระประเทศราชผู้ครองเมืองอุบลราชธานีสืบต่อไป และท้าวก่ำ (บุตรพระวอ) เป็นอุปราช ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท้าวทิดพรหมเป็นที่ พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ พระประเทศราชผู้ครองเมืองอุบลราชธานี องค์ที่ 2 และท้าวก่ำเป็นที่อุปราชเมืองอุบลราชธานี

พ.ศ. 2339 พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชได้ย้ายเมืองนครจำปาศักดิจากที่เดิมซึ่งอยู่ที่บ้านศรีสุมัง ริมฝั่งแม่น้ำโขง มาตั้งอยู่ในบริเวณบ้านคันเกิงอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง ตรงข้ามปากแม่น้ำเซโดน (ปัจจุบันเรียกว่า เมืองเก่าคันเกิง อยู่ที่บ้านเมืองเก่า เมืองโพนทอง แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว) และได้สร้างพระวิหารไว้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วขาว ที่อัญเชิญข้ามฝั่งแม่น้ำโขงมาในเมืองใหม่ แต่ความก็ไม่ปรากฏทราบมาถึงกรุงเทพฯ

พ.ศ. 2348 พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชได้มีใบบอกมายังกรุงเทพฯ เพื่อขอรับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านนายอนเป็นเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านนายอนขึ้นเป็นเมืองสพาดตามคำขอนั้น

พ.ศ. 2353 มีครัวชาวเขมรภายใต้การนำของพระยาเดโช เจ้าเมืองกำปงสวาย กับนักปรัง ผู้น้องชาย อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแถบเมืองโขง เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวเกิดความขัดแย้งกับสมเด็จพระอุทัยราชา (นักองจัน) พระเจ้าแผ่นดินกัมพูชา พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชได้มีใบบอกแจ้งเรื่องลงมายังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยากลาโหมราชเสนา คุมกำลังมาคุมครัวเขมรของพระยาเดโชมาตั้งอยู่ที่บ้านลงปลา ส่วนครัวของนักปรังให้แยกมาตั้งอยู่ที่เมืองเซลำเภา[3] "จึ่งมีเขมรแทรกปนอยู่ในแขวงเมืองโขงแต่นั้นมา"[4]

พระโอรส และพระธิดาแก้ไข

ในสำเนาฉบับพงศาวดารอีสานยังอธิบายไว้ว่า พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช มีพระโอรสและพระธิดา ทั้งหมด 6 พระองค์ มีปรากฏรายพระนามดังนี้

  1. ท้าวคำสิงห์ (ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่พระสุนทรราชวงศา พระประเทศราชผู้ครองเมืองยศสุนทรองค์แรก)
  2. ท้าวบุตร หรือท้าวฝ่ายบุต (ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่พระสุนทรราชวงศาฯ พระประเทศราชผู้ครองเมืองยศสุนทร องค์ที่ 3)
  3. ท้าวสุดตา
  4. เจ้านางแดง
  5. เจ้านางไทย
  6. เจ้านางก้อนแก้ว 

พิราลัยแก้ไข

พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชถึงแก่พิราลัย เมื่อวันอังคาร ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแมตรีศก จุลศักราช 1173 (ตรงกับวันที่ 20 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2354) สิริรวมพระชนม์ 85 ปี ครองนครจำปาศักดิ์ ได้ 20 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยากลาโหมราชเสนา เป็นข้าหลวงแทนพระองค์ นำหีบศิลาหน้าเพลิงมาพระราชทานเพลิงศพพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช อันเป็นเกียรติยศสูงสุดที่พระมหากษัตริย์สยามพระราชทานแก่พระประเทศราชผู้ครองนครประเทศราช

และเมื่อทำการปลงพระศพของพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชเสร็จแล้ว พระยากลาโหมราชเสนาพร้อมด้วยแสนท้าวพระยาในเมือง จึงได้พร้อมใจกันก่อเจดีย์บรรจุอัฐิของท่านไว้ที่วัดเหนือในเมืองเก่าคันเกิง (ปัจจุบันคือวัดหอพระแก้ว) ประชาชนชาวเมืองเรียกกันทั่วไปในเวลานั้นว่า ธาตุหลวงเฒ่า [4] และพระยากลาโหมราชเสนาก็ได้อยู่จัดราชการบ้านเมืองนครจำปาศักดิ์ต่อไปอีก

พ.ศ. 2355 ภายหลังจากการพระราชทานเพลิงศพเสร็จลง และจัดราชการบ้านเมืองนครจำปาศักดิ์แล้ว พระยากลาโหมราชเสนาจึงได้พบอัญเชิญพระแก้วขาว ซึ่งมีการค้นพบมาตั้งแต่สมัยเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์องค์แรก อัญเชิญลงมายังกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการสมโภชพระแก้วขาวองค์นี้ จากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมช่างเพื่อทำการปฏิสังขรณ์พระแก้วขาว และพระราชทานนามว่า "พระพุทธบุษยรัตน์จักรพรรดิพิมลมณีมัย"[4]

พระนามตามบันทึกเอกสารทางประวัติศาสตร์แก้ไข

ในจดหมายเหตุ ร.๑แก้ไข

 
พระสุพรรณบัฏตั้งเจ้าประเทศราชรัชกาลที่ 1

จดหมายเหตุ ร.1 จ.ศ. 1153 (พ.ศ. 2334) เรื่องตั้งให้เจ้าน้าเป็นพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช ครองเมืองนครจำปาบาศักดิ์ประเทศราช ได้ปรากฏพระนามของพระองค์ ดังนี้

"...ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้ผ่านพิภพกรุงเทพพระมหานครศรีอยุทธยา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เจ้าน้าเป็นพระวิไชยราชสุริยวงษ์ขัตติยราช ครองเมืองนครจำปาบาศักดิ์ประเทศราช เสกให้ ณ วันพฤหัสบดี แรม 11 ค่ำ เดือน 10 จุลศักราช 1153 ปีกุนตรีศก เพลาเช้า 2 โมง 6 บาท..."

พระญาติวงศ์แก้ไข

พระวรราชปิตา (พระตา) กับพระนางบุสดีเทวี ทรงมีพระโอรสและพระธิดา รวมทั้งหมด 11 พระองค์ ดังมีรายพระนาม

  1. เจ้านางอูสา
  2. เจ้านางแสนสีชาติ
  3. พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวคำผง) พระประเทศราชผู้ครองเมืองอุบลราชธานีศรีวนาไลยประเทศราช องค์ที่ ๑
  4. พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช (ท้าวฝ่ายหน้า) พระประเทศราชผู้ครองนครกาลจำบากนัคบุรีศรีจำปาศักดิ์ องค์ที่ ๓
  5. พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวทิดพรหม) เจ้าเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช องค์ที่ ๒ (ต้นตระกูลพรหมวงศานนท์)
  6. ท้าวโคตร พระบิดาของท้าวสีหาราช (พลสุข) ปู่ของราชบุตร (สุ่ย) ทวดของท้าวสุรินทร์ชมภู (หมั้น บุตโรบล) ผู้เป็นบิดาของหม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
  7. เจ้านางมิ่ง
  8. ท้าวซุย
  9. พระศรีบริบาล
  10. เจ้านางเหมือนตา
  11. ท้าวสุ่ย

พงศาวลีแก้ไข

เชิงอรรถแก้ไข

  1. ชื่อตามหนังสือ ประวัติศาสตร์อีสาน ของ เติม วิภาคย์พจนกิจ และ ลำดับกษัตริย์ลาว ของ สุรศักดิ์ ศรีสำอาง
  2. ชื่อตาม พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร
  3. ปัจจุบันคือเมืองธาราบริวัตร อยู่ในเขตจังหวัดสตึงแตรง ประเทศกัมพูชา
  4. 4.0 4.1 4.2 พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร

อ้างอิงแก้ไข

ก่อนหน้า พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช ถัดไป
พระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร
พ.ศ. 2280 - 2334
   
เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์
(พ.ศ. 2335 - 2354)
  เจ้านู
(ถึงแก่พิราลัยหลังรับสุพรรณบัตร 3 วัน)