เปิดเมนูหลัก

พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต)

พระสุนทรราชวงศาฯ หรือ เจ้าฝ่ายบุต เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรประเทศราช องค์ที่ 3 และเป็นพระราชโอรสของเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช เจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านช้างจำปาสัก องค์ที่ 3 อีกทั้งยังสืบเชื้อสายมาจากพระอัยกา (ปู่) คือ เจ้าพระวรราชปิตา พระอัยยิกา (ย่า) คือ พระนางบุสดีเทวี และพระปัยกา (ปู่ทวด) คือ พระเจ้าสุวรรณปางคำ ทรงเป็นปฐมราชวงศ์สุวรรณปางคำ ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (จังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน) พระปัยยิกา (ย่าทวด) คือ พระราชนัดดาในพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช แห่งอาณาจักรล้านช้าง

พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต)

พระปรมาภิไธย พระสุนทรราชวงศา มหาขัตติยชาติ ประเทศราชวงศ์เวียง ดำรงรักษ์ภักดียศฦๅไกร ศรีพิไชยสงคราม
พระอิสริยยศ เจ้าประเทศราช
ราชวงศ์ สุวรรณปางคำ
ครองราชย์ พ.ศ. 2369
รัชกาล 31 ปี
รัชกาลก่อน พระสุนทรราชวงศา (เจ้าสีชา)
รัชกาลถัดไป พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าเหม็น)
ข้อมูลส่วนพระองค์
พิราลัย พ.ศ. 2400
พระบิดา พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช
พระมารดา ไม่ปรากฏพระนาม
พระมเหสี ไม่ปรากฏพระนาม
พระบุตร เจ้าเหม็น

ประวัติแก้ไข

พระสุนทรราชวงศาฯ หรือ เจ้าฝ่ายบุต เป็นพระราชโอรสของเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช เจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านช้างจำปาสัก องค์ที่ 3 สมภพที่นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ในปี พ.ศ. 2334 เกิดเหตุกบฏอ้ายเชียงแก้วที่อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ทางฝ่ายนครจำปาศักดิ์ไม่สามารถรับมือได้ เนื่องจากพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ในเวลานั้น ถึงแก่พิราลัยกะทันหันหลังจากได้รับทราบข่าวศึก (ก่อนหน้านั้นพระเจ้าองค์หลวงฯ เองก็ประชวรเรื้อรังมานานแล้ว) เจ้าฝ่ายหน้า ได้นำเจ้าคำสิงห์ และเจ้าฝ่ายบุต พระโอรสทั้งสองไปร่วมมือกับพระประทุมราชวงศา (เจ้าคำผง) เจ้าผู้ครองเมืองอุบล ผู้เป็นพระเชษฐา ยกทัพไปปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วจนราบคาบ และเจ้าฝ่ายหน้าได้จับตัวอ้ายเชียงแก้วประหารชีวิตที่แก่งตะนะ (อยู่ในแม่น้ำมูล ระหว่างอำเภอพิบูลมังสาหารกับอำเภอสิรินธรในปัจจุบัน) ก่อนหน้าที่กองทัพเมืองนครราชสีมาจะยกมาถึงตามรับสั่งจากกรุงเทพฯ ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้ ทำให้เจ้าหน้าได้รับการแต่งตั้งเป็น "พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช"[1] เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 แลพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชก็ยังให้เจ้าฝ่ายบุต ผู้เป็นพระราชโอรสลงไปรับราชการสนองที่นครจำปาศักดิ์อีกด้วย

ในปี พ.ศ. 2369 พระยาราชสุภาวดีจึงกราบบังคมทูลความดีความชอบของเจ้าฝ่ายบุตในคราวปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าฝ่ายบุตเป็นพระสุนทรราชวงศา มหาขัตติยชาติ ประเทศราชวงศ์เวียง ดำรงรักษ์ภักดียศฦๅไกร ศรีพิไชยสงคราม[2] เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร องค์ที่ 3 (พ.ศ. 2366-2400) พร้อมพระราชทานพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์ หรือ พระแก้วหยดน้ำค้าง อันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองยโสธรในปัจจุบัน , พระราชทานเชลยศึกจากนครเวียงจันทน์ จำนวน 500 ครอบครัว และพระราชทานปืนใหญ่ไว้สำหรับเมืองยศสุนทร 1 กระบอก อันมีชื่อว่า "ปืนนางป้อง" ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ที่ศาลหลักเมืองยโสธรมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อเจ้าฝ่ายบุตได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองเมืองแล้ว ได้ให้ไพร่พลนำหินศิลาจากบ้านแก้งหินโงม มาสร้างพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานที่มณฑปวัดป่าอัมพวัน สร้างวัดขึ้นที่ท่าน้ำริมฝั่งแม่น้ำชี เรียกว่า วัดท่าแขก (หรือวัดศรีธรรมารามในปัจจุบัน) และสร้างวัดขึ้นที่กลางเมือง เรียกว่า วัดกลางศรีไตรภูมิ ไว้เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสืบมา

ในปี พ.ศ. 2378 เมื่อพระบรมราชา (มัง) เจ้าผู้ครองเมืองนครพนมได้หลบหนีไปกับเจ้าอนุวงศ์ แล้วพระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น) จึงได้มอบให้พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายุบต) เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร มาว่าราชการเมืองนครพนมอีกตำแหน่งหนึ่ง

ครั้นถึงปี พ.ศ. 2381 พระสุนทรราชวงศาฯ เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรประเทศราช ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้พระบรมราช (มัง) อดีตเจ้าผู้ครองเมืองนครพนมพร้อมด้วยกรมการเมืองบางคน และบุตรหลานที่อพยพหลบหนีไปกับเจ้าอนุวงศ์ที่เมืองมหาชัยก่องแก้วทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กลับมาอยู่ที่เมืองนครพนมตามเดิม รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชดำริว่าพระบรมราชา (มัง) เจ้าผู้ครองเมืองนครพนมก็ชราภาพ และป่วยเป็นคนพิการจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรราชวงศาฯ เป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครพนมและเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรทั้งสองเมือง พระราชทานนามบรรดาศักดิ์และเครื่องยศให้สูงขึ้นกว่าเดิม คือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกระโถนทองคำหนึ่ง โต๊ะเงิน คาวหวาน กระบี่บั้งทองหนึ่ง ปืนคาบศิลาคอลาย 2 กระบอก เสื้อกำมะหยี่ติดขลิบแถบทองตัวหนึ่ง หมวกตุ้มปี่ยอดทองคำประดับพลอยหนึ่ง เสื้อเข้มขาบริ้วตัวหนึ่ง เสื้อญี่ปุ่นลายเขียนตัวหนึ่ง แพรโล่ผืนหนึ่ง ผ้าปูมผืนหนึ่ง และสัปทนสักหลาดคันหนึ่ง เป็นเครื่องยศบรรดาศักดิ์ [3] นอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ในเมืองนครพนม ดังนี้ ท้าวจันโท น้องพระบรมราชา (มัง) เป็นอุปราช ท้าวอรรคราช บุตรพระบรมราชา (มัง) เป็นราชวงศ์ ท้าวอินทวงศ์ เมืองยศสุนทร เป็นราชบุตร

ในระหว่างที่ พระสุนทรราชวงศาฯ ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมืองนครพนมอยู่ถึง 22 ปี ได้มีเหตุการณ์และตั้งเมืองขึ้นใหม่โดยยกกองทัพออกไปกวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้าย แม่น้ำโขง (ดินแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปัจจุบัน) คือจากเมืองวัง เมืองพิณ เมืองนอง เมืองเซโปน เมืองคำเกิด เมืองคำม่วน เมืองคำอ้อคำเขียว เมืองแสก เมืองเชียงฮ่ม เมืองผาบัง ฯลฯ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ คือ ผู้ไทย ข่า กะโซ่ กะเลิง แสก ย้อ โย้ย ให้มาตั้งขึ้นเป็นเมืองต่าง ๆ ในท้องที่เมืองนครพนม เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหาร และเมืองกาฬสินธุ์ เกิดขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร [4] เมืองอาทมาต ต่อมาถูกยุบลงเป็นตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม เมืองรามราช[5] ต่อมาถูกยุบลงเป็นตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน เมืองอากาศอำนวย[6] เมืองท่าอุเทน[7] เมืองไชยบุรี[8][9]

การสงคราม และคุณูปการณ์แก้ไข

  • ในระหว่าง พ.ศ. 2369 เกิดสงครามเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์กับกรุงเทพมหานคร เจ้าฝ่ายบุตพร้อมกับเจ้าอุปราช (บุญมา) (ต่อมาได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นพระปทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองหนองคายคนแรก) และเจ้าราชบุตร (เคน) บุตรชายของเจ้าอุปราช (บุญมา) ได้นำกองกำลังเมืองยศสุนทรเข้าร่วมกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดียกทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครเวียงจันทน์ได้สำเร็จ
  • ปี พ.ศ. 2478 ในระหว่างที่พระสุนทรราชวงศาฯ ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมืองนครพนมได้ยกกำลังออกไปกวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ให้มาตั้งขึ้นเป็นเมืองต่าง ๆ ในเขตเมืองนครพนม เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหาร และเมืองกาฬสินธุ์ ให้
  • ชาวผู้ไท จากเมืองวัง จำนวน 2,647 คน ตั้งเป็นเมืองขึ้นที่บ้านดงหวาย ซึ่งต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร ให้ท้าวสายนายครัวเป็นพระแก้วโกมล เจ้าเมืองเรณูนครคนแรก เมื่อปี พ.ศ. 2387 ขึ้นกับเมืองนครพนม
  • ชาวแสก ซึ่งอพยพจากเมืองแสก อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านนาลาดควาย จำนวน 1,170 คน เมื่อปี พ.ศ. 2380 ต่อมาให้ตั้งขึ้นเป็นกองอาทมาต คอยลาดตระเวนชายแดน ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองอาทมาตขึ้นกับเมืองนครพนม ให้ฆานบุดดีเป็นหลวงเอกสาร เจ้าเมืองอาทมาต จนถึงปี พ.ศ. 2450 จึงยุบลงเป็นตำบลอาจสามารถ อยู่ในอำเภอเมืองนครพนม
  • ชาวกะโซ่ จากเมืองฮ่ม เมืองผาบังทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จำนวน 449 คน เมื่อปี พ.ศ. 2380 ตั้งเป็นเมืองที่บ้านเมืองราม และพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองรามราช ขึ้นกับเมืองนครพนม ให้ท้าวบัวจากเมืองเชียงฮ่ม เป็นพระอุทัยประเทศเจ้าเมืองรามราช เมื่อปี พ.ศ. 2388 ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 ได้ยุบลงเป็นตำบลรามราช อยู่ในอำเภอท่าอุเทน
  • ชาวโย้ย จากบ้านหอมท้าวทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จำนวน 1,339 คน ไปตั้งเมืองอยู่ที่บ้านม่วงริมน้ำยาม เมื่อปี พ.ศ. 2380 ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองอากาศอำนวยขึ้นกับเมืองนครพนม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2396 ให้ท้าวศรีนุราชเป็นหลวงพลานุกูล เจ้าเมืองอากาศอำนวยคนแรก ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2457 ได้โอนไปขึ้นกับเมืองสกลนครคือ ท้องที่อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร และอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
  • ชาวไทย้อ เดิมอยู่ที่ปากน้ำสงครามริมฝั่งแม่น้ำโขง ต่อมาได้อพยพหลบหนีไปกับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ ฯ เมื่อปี พ.ศ. 2369 ไปตั้งอยู่ที่เมืองหลวงปุเลง ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พระสุนทรราชวงศาฯ เจ้าผู้ครองเมืองนครพนมได้เกลี่ยกล่อมให้กลับมาตั้งเมืองอยู่ที่บ้านท่าอุเทนร้าง เมื่อปี พ.ศ. 2375 และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองท่าอุเทนขึ้นกับเมืองนครพนมในปีเดียวกัน และตั้งให้ท้าวพระปทุมเป็นพระศรีวรราช เจ้าเมืองท่าอุเทนคนแรก

พระญาติวงศ์แก้ไข

พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) มีพระญาติวงศ์ทั้งหมด 4 พระองค์ เป็นพระเชษฐา 1 พระองค์ คือ

  1. พระสุนทรราชวงศา (เจ้าคำสิงห์) เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรประเทศราชองค์แรก

และมีพระขนิษฐา อีก 3 พระองค์ คือ

  1. เจ้านางแดง
  2. เจ้านางไทย
  3. เจ้านางก้อนแก้ว

พิราลัยแก้ไข

ใน พ.ศ. 2400 พระสุนทรราชวงศาฯ ได้ถึงแก่พิราลัย แลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหีบศิลาปลงศพ

พงศาวลีแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. ชื่อตาม พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร
  2. พระราชพงศาวดาร-กรุงรัตนโกสินทร์-รัชชกาลที่-๔/๒๑๑-ทรงตั้งและแปลงนามเจ้าเมืองกรมการ
  3. เอกสารสมัย ร. 3 จ.ศ.1200 เลขที่ 20 หอสมุดแห่งชาติ
  4. เอกสารจดหมายเหตุ ร. 3 จ.ศ.1207 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ
  5. จดหมายเหตุ ร. 3 จ.ศ. 1207 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ
  6. เอกสารจดหมายเหตุสมัย ร.4 จ.ศ. 1215 เลขที่ 38 หอสมุดแห่งชาติ
  7. เอกสาร ร.4 จ.ศ. 1215 เลขที่ 65 หอสมุดแห่งชาติ
  8. เอกสาร ร. 3 จ.ศ. 1203 เลขที่ 69 หอสมุดแห่งชาติ
  9. http://www.nkp2day.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93/