อนิเมะ

ผลงานแอนิเมชันในประเทศญี่ปุ่น
(เปลี่ยนทางจาก อะนิเมะ)

แม่แบบ:ต้องการอ้างอิพข่้ผมตกยลทยิง

รูปแบบอนิเมะในปัจจุบัน

อนิเมะ หรือ อนิเมะ (ญี่ปุ่น: アニメ โรมาจิanime ทับศัพท์อนิเมะ หรือ อนิเมะ) หมายถึง สื่อเนื้อหาภาพเคลื่อนไหวที่วาดด้วยมือหรือใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกจากประเทศญี่ปุ่น. คำว่า อนิเมะ เป็นคำภาษาญี่ปุ่น (アニメ) ที่ดัดแปลงมาจากคำภาษาอังกฤษว่า แอนิเมชั่น (animation) ซึ่งมาจาก ภาษาฝรั่งเศส อานีเม่ (animé) แปลว่าเคลื่อนไหว หรือภาพเคลื่อนไหว แต่ได้กลายความหมายจนเป็นคำเฉพาะของภาษาญี่ปุ่น ที่ใช้สื่อถึงสื่อภาพยนตร์การ์ตูน (animated media) ทุกรูปแบบ.[1] ภายนอกประเทศญี่ปุ่น อนิเมะหมายถึงภาพยนตร์การ์ตูนสัญชาติญี่ปุ่น หรือภาพยนตร์การ์ตูนที่มีลักษณะของเอกลักษณ์ทางศิลปะเหมือนกับภาพยนตร์การ์ตูนที่ผลิตในญี่ปุ่น.[2] อนิเมะส่วนใหญ่จะวาดขึ้นด้วยมือ แต่ปัจจุบันมีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยสร้างอนิเมะอย่างแพร่หลาย. ส่วนใหญ่แล้ว อนิเมะเป็นสื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้ความบันเทิงเหมือนภาพยนตร์ โดยมีเนื้อเรื่องที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมประเภทต่าง ๆ ทั้งที่เป็นนวนิยาย หรือจากสื่อหนังสือการ์ตูนมังงะ ซึ่งทำให้อนิเมะมีเนื้อเรื่องที่หลากหลายและครอบคลุมแนววรรณกรรมเกือบทุกประเภท รวมไปถึงประเภทสื่อลามก. อนิเมะมักถูกสร้างขึ้นเป็นตอน ๆ เพื่อฉายทางโทรทัศน์เป็นรายสัปดาห์ ส่วนหนึ่งถูกสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาวเพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ และอีกส่วนหนึ่งถูกสร้างเป็นตอน ๆ เพื่อขายตรงในรูปแบบดีวีดี วีซีดี หรือวีดิโอ ซึ่งเป็นการทำตอนเฉพาะที่ไม่ได้ออกอากาศ เรียกว่า โอวีเอ (Original Video Animation) และปัจจุบันก็มีเนื้อหาที่เผยแพร่โดยตรงผ่านอินเทอร์เน็ต เรียกว่า ONA (Original Net Animation) ด้วย. นอกจากนี้ยังมีอนิเมะที่ถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์อีกด้วย. ปัจจุบันมีจำนวนอนิเมะที่ถูกสร้างในประเทศญี่ปุ่นราว 500 เรื่องต่อปี.

ประวัติแก้ไข

ประเทศญี่ปุ่นเริ่มผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 แต่ภาพลักษณ์ในฐานะสื่อสำหรับเด็กของภาพยนตร์การ์ตูนทำให้การเผยแพร่ยังมีอยู่อย่างจำกัด และแผ่นดินไหวใหญ่ในที่ราบคันโตเมื่อ ปี 1923 ทำให้สตูดิโอและงานในยุคแรกเริ่มถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก. การ์ตูนอนิเมะเรื่องยาวเรื่องแรก คือ โมโมทาโร่ อุมิโนะชินเปอิ (桃太郎 海の神兵) หรือ โมโมทาโร่ ทหารเทพแห่งท้องทะเล ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยราชนาวีของจักรวรรดิ์ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1944 เพื่อใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อในระหว่างสงคราม. พอถึงยุคหลังสงครามความนิยมในภาพยนตร์แอนิเมชั่นก็ได้รับการฟื้นฟูเป็นลำดับ. จนกระทั่งในทศวรรศที่ 1960 นักสร้างแอนิเมชั่นอย่าง เทะซิกะ โอซามุ ได้บุกเบิกเทคนิคในการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนในญี่ปุ่น โดยการศึกษาเลียนแบบเทคนิคของนักทำแอนิเมชั่นของดิสนีย์และคิดหาทางลดความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายลง. ผลงานของโอซามุได้รับความนิยมแพร่หลายไปนอกประเทศญี่ปุ่น และได้รับฉายทั้งในอเมริกาและประเทศในยุโรปหลายเรื่อง. พอถึงปลายปี 1970 ภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่นได้พัฒนาลักษณะเฉพาะตัวขึ้นจนสามารถแบ่งแยกออกจากภาพยนตร์การ์ตูนของสหรัฐอเมริกาได้อย่างชัดเจน. ในทศวรรษที่ 1980 อนิเมะได้รับความนิยมกว้างขวางในญี่ปุ่น ทำให้ธุรกิจการสร้างอนิเมะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และในทศวรรษที่ 1990 และ 2000 ชื่อเสียงของอนิเมะได้แพร่ขยายไปยังนอกประเทศญี่ปุ่น พร้อม ๆ กับการขยายตัวของตลาดอนิเมะนอกประเทศสำหรับคนที่ชื่นชอบ.

คำศัพท์แก้ไข

"อนิเมะ" (アニメ) เป็นคำย่อของ アニメーション ซึ่งเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ (สังเกตได้ว่าเขียนเป็นคะตะคะนะ) "แอนิเมชัน" (animation) ซึ่งหมายความถึงภาพยนตร์การ์ตูน คำทั้งสองคำนี้สามารถใช้แทนกันได้ในภาษาญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีรูปย่อเป็นที่นิยมใช้มากกว่า คำว่า "อนิเมะ" มีขอบเขตกว้างครอบคลุมภาพยนตร์การ์ตูนทั้งหมด ไม่จำกัดอยู่ที่แนวหรือรูปแบบของภาพยนตร์การ์ตูนใด ๆ

"เจแปนิเมชัน" (Japanimation) ซึ่งเกิดจากการผสมคำว่า "เจแปน" (Japan) กับ "แอนิเมชัน" เป็นคำอีกคำที่มีความหมายเหมือน "อนิเมะ" คำนี้นิยมใช้กันมากในทศวรรษที่ 1970 และ 1980 แต่มีคนใช้น้อยลงตั้งแต่ปี 1990 และหมดความนิยมลงก่อนกลางทศวรรษที่ 1990 ในปัจจุบันคำนี้ถูกใช้อยู่แค่ในประเทศญี่ปุ่นเพื่อแบ่งแยกระหว่างภาพยนตร์การ์ตูนทั่ว ๆ ไป (ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกรวม ๆ ว่า "อนิเมะ") และภาพยนตร์การ์ตูนที่ผลิตภายในประเทศ

แนวแก้ไข

สำหรับบทความหลักในหมวดหมู่นี้ ดูที่ แนวการ์ตูน

อนิเมะมีอยู่หลายแนวเช่นเดียวกับภาพยนตร์ ยกตัวอย่างเช่น แอคชัน, ผจญภัย, ตลก, โศกนาฏกรรม, แฟนตาซี, สยองขวัญ, ฮาเร็ม, โรแมนติก,ทำอาหาร, นิยายวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

อนิเมะส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาจากแนวอนิเมะมากกว่าหนึ่งแนว และอาจมีสารัตถะมากกว่าหนึ่งสารัตถะ ทำให้การจัดแบ่งอนิเมะเป็นไปได้ยาก เป็นเรื่องปกติที่อนิเมะแนวแอคชันส่วนใหญ่จะสอดแทรกด้วยเนื้อหาแนวตลก และอาจมีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมปนอยู่ด้วย ในทำนองเดียวกันอนิเมะแนวรักโรแมนติกหลายเรื่องก็มีฉากต่อสู้ที่ดุเดือดไม่แพ้อนิเมะแนวแอคชันเลย

แนวที่สามารถพบได้แค่ในอนิเมะและมังงะได้แก่ (สำหรับแนวอื่น ๆ ดูรายชื่อแนวภาพยนตร์)

  • บิโชโจะ: (ภาษาญี่ปุ่นหมายความว่า "เด็กสาวหน้าตาดี") อนิเมะที่มีตัวละครหลักเป็นเด็กสาวหน้าตาสวยงาม เช่น เมจิกไนท์เรย์เอิร์ท
  • บิโชเน็น: (ภาษาญี่ปุ่นหมายความว่า "เด็กหนุ่มหน้าตาดี") อนิเมะที่มีตัวละครหลักเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาและท่าทางสง่างาม เช่น ฟูชิกิยูกิ
  • เอดชิ: มีรากมาจากตัวอักษร "H" ในภาษาญี่ปุ่นหมายว่า "ทะลึ่ง" อนิเมะในแนวนี้จะมีมุขตลกทะลึ่งแบบผู้ใหญ่ และมีภาพวาบหวามแต่ไม่เข้าข่ายอนาจารเป็นจุดขาย ตัวอย่างเช่น คาโนค่อน จิ้งจอกสาวสุดจี๊ด
  • เฮ็นไต: (ภาษาญี่ปุ่นหมายความว่า "ไม่ปกติ ในแง่จิตใจ" หรือ "วิตถาร") เป็นคำที่ใช้นอกประเทศญี่ปุ่นสำหรับเรียกอนิเมะที่จัดได้ว่าเป็นสื่อลามกอนาจาร ในประเทศญี่ปุ่นเรียกอนิเมะประเภทนี้ว่า 18禁アニメ  (อ่านว่า "จูฮาจิคินอนิเมะ"; อนิเมะสำหรับผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปี) หรือ エロアニメ  (อ่านว่า "เอะโระอนิเมะ"; มาจาก "erotic anime" แปลว่า "อนิเมะที่กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ) ตัวอย่างเช่น ลาบลูเกิร์ล)
  • อนิเมะสำหรับเด็ก: มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กปฐมวัย ตัวอย่างเช่น โดราเอมอน
  • โชเน็น: อนิเมะที่มีกลุ้มเป้าหมายเป็นเด็กผู้ชาย เช่น ดราก้อนบอล, นารูโตะนินจาจอมคาถา
  • โชโจะ: อนิเมะที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กผู้หญิง เช่น เซเลอร์มูน
  • เซเน็น: อนิเมะที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่นชายตอนปลายถึงผู้ชายอายุประมาณ 20 ปี เช่น โอ้! มายก็อดเดส
  • โจะเซ: (ภาษาญี่ปุ่นหมายถึง "ผู้หญิงอายุน้อย") อนิเมะที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี ตัวอย่างเช่น นานะ
  • มาโฮะโชโจ: แนวย่อยหนึ่งของอนิเมะแนวโชโจะ มีตัวละครหลักเป็นเด็กผู้หญิงที่มีพลังวิเศษอย่างไดอย่างหนึ่ง เช่น การ์ดแคปเตอร์ซากุระ
  • มาโฮะโชเน็น: เหมือนแนวสาวน้อยเวทมนตร์ แต่ตัวเอกเป็นผู้ชาย เช่น ดี.เอ็น.แองเจิล
  • โชโจะไอ/ยุริ: อนิเมะเน้นความรักร่วมเพศระหว่างผู้หญิง เช่น สตรอเบอรีพานิก
  • โชเน็นไอ/ยะโอะอิ: อนิเมะเน้นความรักร่วมเพศระหว่างผู้ชาย เช่น เลิฟเลส

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "What is Anime?". Lesley Aeschliman. Bellaonline. Archived from the original on November 7, 2007. สืบค้นเมื่อ October 28, 2007.
  2. "Anime". Merriam-Webster. 2011. Archived from the original on March 18, 2012. สืบค้นเมื่อ March 9, 2012.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข