เปิดเมนูหลัก

สงครามอาหรับ–อิสราเอล ค.ศ. 1948

สงครามอาหรับ-อิสราเอล ค.ศ. 1948 หรือคือการต่อสู้ระหว่างรัฐอิสราเอลและพันธมิตรทางทหารของสันนิบาตอาหรับ

สงครามอาหรับ-อิสราเอล ค.ศ. 1948
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามอาหรับ–อิสราเอล
Raising the Ink Flag at Umm Rashrash (Eilat).jpg
ทหารอิสราเอลปักธงชาติเมืองไอลัต หลังได้รับชัยชนะ
วันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 – 10 มีนาคม ค.ศ. 1949
(9 เดือน 3 สัปดาห์ 2 วัน)
สัญญาสงบศึก 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1949
สถานที่ ปาเลสไตน์ในอาณัติ, คาบสมุทรไซนาย, ทางใต้ของเลบานอน
ผลลัพธ์ -อิสราเอลชนะ
-จอร์แดนชนะบางพื้นที่[1][2]
-ปาเลสไตน์อาหรับพ่ายแพ้
- อียิปต์พ่ายแพ้
- สันนิบาตอาหรับความล้มเหลวทางกลยุทธ์
ข้อตกลงสงบศึก ค.ศ. 1949
ดินแดน
เปลื่ยน
อิสราเอลได้พื้นที่จากปาเลสไตน์ในอาณัติ60% ,เวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออกอยู่ในการควบคุมของจอร์แดน,ฉนวนกาซาอยู่ในการควบคุมของอียิปต์
คู่ขัดแย้ง
 อิสราเอล
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ผู้นำ:

อิสราเอล เดวิด เบนกูเรียน
ผู้บัญชาการ:
อิสราเอล Yisrael Galili
อิสราเอล Yaakov Dori
อิสราเอล Yigael Yadin
อิสราเอล Mickey Marcus  
อิสราเอล Yigal Allon
อิสราเอล ยิตซัค ราบิน
อิสราเอล David Shaltiel
อิสราเอล โมเช ดายัน
อิสราเอล Shimon Avidan

ผู้นำ:

สันนิบาตอาหรับ Flag of Egypt (1922–1958).svg Azzam Pasha
Flag of Egypt (1922–1958).svg พระเจ้าฟารูกแห่งอียิปต์
จอร์แดน สมเด็จพระเจ้าอับดุลลอฮ์ที่ 1
Flag of Iraq (1924–1959).svg Muzahim al-Pachachi
Flag of Syria (1932-1958; 1961-1963).svg Husni al-Za'im
Flag of Hejaz 1917.svg Haj Amin al-Husseini
ผู้บัญชาการ:
Flag of Egypt (1922–1958).svg Ahmed Ali al-Mwawi
Flag of Egypt (1922–1958).svg Muhammad Naguib
จอร์แดน John Bagot Glubb
จอร์แดน Habis al-Majali
Flag of Hejaz 1917.svg Hasan Salama  
Arab Liberation Army (bw).svg Fawzi al-Qawuqji

กำลัง
อิสราเอล: 29677 นาย (ต้น)
117500 นาย (ชุดสุดท้าย) [Note 1]
อียิปต์: 10,000 นาย ขั้นต้นและเพิ่มขึ้นถึง 20,000 นาย
อิรัก: 3,000 นาย ขั้นต้นและเพิ่มขึ้นถึง 15,000-18,000 นาย
ซีเรีย: 2,500-5,000 นาย
ทรานสจอร์แดน: 8,000-12,000 นาย
เลบานอน: 1,000 นาย [7]
ซาอุดีอาระเบีย: 800-1,200 นาย (คำสั่งอียิปต์)
เยเมน: 300 นาย
กองทัพปลดปล่อยอาหรับ:. 3,500-6,000
กำลังพลสูญเสีย
ตาย 6,373คน (ทหารประมาณ 4,000 คน และพลเรือน 2,400 คน)[8] กองทัพอาหรับ: ตาย 3,700-7,000 นาย
ชาวอาหรับปาเลสไตน์:
3,000-13,000 นาย (ทั้งนักบินรบและพลเรือน) [9][10]

ได้มีการความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างชาวอาหรับและชาวยิว นับตั้งแต่ปี 1917 การของประกาศอาเทอร์ บัลโฟร์และปี 1920 สร้างเขตปาเลสไตน์ในอาณัติ นโยบายของอังกฤษทำให้เกิดความไม่พอใจทั้งชาวอาหรับและชาวยิว ชาวอาหรับได้ก่อจลาจลในปาเลสไตน์อาหรับในปี 1936 ถึง 1939 ขณะที่ชาวยิวได้ก่อจลาจลในปาเลสไตน์ยิว (ค.ศ. 1944-47) ในปี 1947 ความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ได้พัฒนากลายเป็นสงครามกลางเมือง ใน 29 พฤศจิกายน 1947 ยูเอ็นเข้ามาช่วยแบ่งปาเลสไตน์เป็นสามส่วน ได้แก่ รัฐอาหรับ รัฐยิวและเขตปกครองพิเศษในเยรูซาเล็ม และเบธเลเฮม

วันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 สงครามกลางเมืองอย่างต่อเนื่องกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐระหว่างอิสราเอลและ สันนิบาตอาหรับ วันก่อนหน้านั้นอิสราเอลได้ประกาศอิสรภาพ อียิปต์ จอร์แดน ซีเรียและอิรักได้นำรวมกองกำลังเข้าปาเลสไตน์ กองกำลังบุกรุกเข้าควบคุมพื้นที่ทันทีอาหรับและโจมตีกองกำลังอิสราเอลและฐานทัพต่างๆ[11][12][13]10 เดือนของการต่อสู้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในอดีตดินแดนของอาณัติของอังกฤษและเป็นเวลาสั้น ๆ ยังอยู่ใน คาบสมุทรไซนาย และ ทางใต้ของเลบานอน[14]

อันเป็นผลมาจากสงคราม ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติมติ 181 แนะนำให้รัฐยิวได้เกือบ 60% ของพื้นที่ของรัฐอาหรับใน เสนอโดยแผนพาร์ทิชัน ค.ศ. 1948[15] รวมทั้งพื้นที่จาฟฟา ลิดดาและรามลา กาลิลี บางส่วนของทะเลทรายเนเกฟไปตามถนนสายโทรลอาวีเยรูซาเล็ม กรุงเยรูซาเล็มตะวันตกและบางพื้นที่เวสต์แบงก์และให้พื้นที่ในส่วนที่เหลืออยู่ในการควบคุมของจอร์แดนและอียิปต์ ในการประชุมเจริโควันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1948

ความขัดแย้งได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางประชากรทั่วตะวันออกกลาง ชาวอาหรับปาเลสไตน์ 700,000 คนหนีหรือถูกขับออกจากบ้านของพวกเขาในพื้นที่ที่กลายเป็นประเทศอิสราเอลและพวกเขากลายเป็นผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ [16]ในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า"ภัยพิบัติ" นช่วงสามปีหลังสงครามชาวยิวประมาณ 700,000 คนอพยพไปยังอิสราเอลมีชาวยิวอีกจำนวนมากถูกขับไล่ออกจากตะวันออกกลาง[17]

การแบ่งดินแดนตามแผนการของประชุมสมัชชาสหประชาชาติมติ 181

     ดินแดนของรัฐอาหรับ
     ดินแดนของรัฐยิว

อ้างอิงแก้ไข

  1. Anita Shapira, L'imaginaire d'Israël : histoire d'une culture politique (2005), Latroun : la mémoire de la bataille, Chap. III. 1 l'événement p. 91–96
  2. Benny Morris (2008), p.419.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 Oren 2003, p. 5.
  4. Morris (2008), p.260.
  5. Gelber, pp. 55, 200, 239
  6. Gelber (2006), p.12.
  7. Pollack, 2004; Sadeh, 1997>
  8. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ politics
  9. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ laurens
  10. Morris 2008, pp. 404–406.
  11. Benny Morris (2008), p.401.
  12. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ morris2008p236
  13. Zeev Maoz, Defending the Holy Land, University of Michigan Press, 2009 p.4:'A combined invasion of a Jordanian and Egyptian army started . . . The Syrian and the Lebanese armies engaged in a token effort but did not stage a major attack on the Jewish state.'
  14. Rogan and Shlaim 2007 p. 99.
  15. Cragg 1997 pp. 57, 116.
  16. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ refugees
  17. Morris, 2001, pages 259 - 260.


อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "Note" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="Note"/> ที่สอดคล้องกัน หรือไม่มีการปิด </ref>