เปิดเมนูหลัก

พายุไต้ฝุ่นเกย์ (พ.ศ. 2532)

(เปลี่ยนทางจาก พายุไต้ฝุ่นเกย์)
"พายุไต้ฝุ่นเกย์" เปลี่ยนทางมาที่นี่ บทความนี้เกี่ยวกับพายุไต้ฝุ่นในปี 2532 สำหรับพายุอื่นที่ชื่อเดียวกัน ดูที่ พายุเกย์

พายุไต้ฝุ่นเกย์ (อังกฤษ: Typhoon Gay) หรือ พายุไซโคลนกาวาลี พ.ศ. 2532 (อังกฤษ: Kavali Cyclone of 1989)[1] เป็นพายุหมุนเขตร้อนขนาดเล็กแต่ทรงพลังที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 800 คนในอ่าวไทยและบริเวณโดยรอบในเดือนพฤศจิกายน 2532 เป็นพายุไต้ฝุ่นครั้งเลวร้ายที่สุดที่พัดถล่มคาบสมุทรมลายูรอบ 35 ปี พายุเกย์ก่อตัวขึ้นจากร่องมรสุมที่ปกคลุมอยู่เหนืออ่าวไทยในต้นเดือนพฤศจิกายน สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมทำให้พายุทวีกำลังแรงขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีความเร็วลมมากกว่า 120 กม./ชม. ในวันที่ 3 พฤศจิกายน[nb 1] หลังจากนั้น พายุไต้ฝุ่นเกย์กลายเป็นพายุไต้ฝุ่นลูกแรกนับตั้งแต่ปี 2434 ที่พัดขึ้นฝั่งในประเทศไทย โดยพัดขึ้นฝั่งที่จังหวัดชุมพรด้วยความเร็วลม 185 กม./ชม. จากนั้น พายุเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวเบงกอล แล้วมีการจัดระเบียบอีกครั้งหนึ่งในหลายวันต่อมาขณะเคลื่อนเข้าใกล้ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย วันที่ 8 พฤศจิกายน พายุเกย์บรรลุความรุนแรงสูงสุดเป็นพายุหมุนเขตร้อนระดับ 5 ด้วยความเร็วลม 260 กม./ชม. จากนั้นพายุพัดขึ้นฝั่งเป็นครั้งที่สองใกล้กับเมืองกาวาลี รัฐอานธรประเทศ พายุอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่เหนือแผ่นดิน และสลายตัวไปเหนือรัฐมหาราษฏระในเช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน

พายุไต้ฝุ่นเกย์
พายุไซโคลนกาวาลี พ.ศ. 2532
พายุซูเปอร์ไซโคลน (IMD)
พายุไซโคลนเขตร้อนระดับ 5 (SSHWS)
พายุไต้ฝุ่นเกย์ที่ความรุนแรงสูงสุดก่อนขึ้นฝั่งประเทศอินเดีย วันที่ 8 พฤศจิกายน 2532
พายุไต้ฝุ่นเกย์ที่ความรุนแรงสูงสุดก่อนขึ้นฝั่งประเทศอินเดีย วันที่ 8 พฤศจิกายน 2532
ก่อตัว 1 พฤศจิกายน 2532
สลายตัว 10 พฤศจิกายน 2532
ความเร็วลม
สูงสุด
เฉลี่ยลมใน 3 นาที:
230 กม./ชม. (145 ไมล์/ชม.)
เฉลี่ยลมใน 1 นาที:
260 กม./ชม. (160 ไมล์/ชม.)
ความกดอากาศต่ำสุด 930 เฮกโตปาสกาล (มิลลิบาร์)
ผู้เสียชีวิต รวม 1,036 คน
ความเสียหาย 521 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าเงินปี 1989)
พื้นที่ได้รับ
ผลกระทบ
ประเทศไทย, อินเดีย
ส่วนหนึ่งของ
ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2532 และ
ฤดูพายุไซโคลนมหาสมุทรอินเดียเหนือ พ.ศ. 2532

การก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของพายุไต้ฝุ่นทำให้เรือหลายร้อยลำในอ่าวไทยไม่ทันตั้งตัว จนมีผู้เสียชีวิตนอกชายฝั่ง 275 คน โดยในจำนวนดังกล่าว 91 คนเสียชีวิตในเรือขุดเจาะน้ำมัน ซีเครสต์ของสหรัฐพลิกคว่ำจากคลื่นใต้น้ำ (swell) สูง 6–11 เมตร มีประชาชน 588 คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพายุทั่วทั้งคาบสมุทรมลายู เมืองหลายเมืองในจังหวัดชุมพรถูกทำลาย รวมมูลค่าความเสียหายในประเทศไทยเป็นมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท (497 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)[nb 2] ต่อมาพายุพัดถล่มประเทศอินเดียขณะเป็นพายุไซโคลนกำลังแรง และทำให้บ้านเรือนในรัฐอานธรประเทศประมาณ 20,000 หลังถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ประชาชนหนึ่งแสนคนไร้ที่อยู่อาศัย มีผู้เสียชีวิตในประเทศอินเดีย 69 คน และคิดมูลค่าความเสียหาย 410 ล้านรูปีอินเดีย (25.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เนื้อหา

ประวัติทางอุตุนิยมวิทยาแก้ไข

 
แผนที่กำหนดพิกัดจุดของเส้นทางเดินของพายุ ตามมาตราแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน

ต้นเดือนพฤศจิกายน ร่องมรสุมเหนืออ่าวไทยแสดงสัญญาณของการกำเนิดพายุหมุนเขตร้อน บริเวณการพาความร้อนกระจุกขนาดเล็กก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือหย่อมความกดอากาศต่ำภายในร่องมรสุม แล้วในวันที่ 2 พฤศจิกายน ระบบดังกล่าวมีการจัดระเบียบเพียงพอให้ศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วม (JTWC) ออกประกาศการแจ้งเตือนการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อน[nb 3] ระบบเริ่มทวีกำลังแรงขึ้นภายในอ่าวแคบ ๆ เนื่องจากมีขนาดเล็ก โดยได้รับการส่งเสริมจากน้ำทะเลที่อุ่นและการไหลออกที่ดี ระบบเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือโดยทั่วไป วันต่อมาระบบดังกล่าวทวีกำลังขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อน และภายในวันเดียวกันทวีกำลังแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อพายุโซนร้อน เกย์ (Gay) ที่เพิ่งตั้งชื่อใหม่มีกำลังแรงขึ้น เรือโทไดแอน เค. คริตเท็นเด็น ระบุว่า "มันนำเสนอปฏิทรรศน์แก่นักพยากรณ์" เพราะข้อมูลระดับภูมิภาค (Synoptic data) จากประเทศมาเลเซียและไทยระบุว่าความเร็วลมรอบพายุลดลง และความกดอากาศรอบพายุเพิ่มขึ้น แต่การสังเกตดังกล่าวภายหลังมีการตีความว่าเป็นการจมตัวลง (subsidence) ที่เพิ่มขึ้น[3]

พายุเกย์ทวีกำลังแรงขึ้นเร็วกว่าที่คาดหมายไว้และกลายเป็นพายุไต้ฝุ่นในวันที่ 3 พฤศจิกายน หลังจากนั้นตัวพายุพัฒนาตาก่อนเคลื่อนตัวผ่านเรือขุดเจาะน้ำมัน ซีเครสต์[3] วันที่ 4 พฤศจิกายน ความเร็วลมของพายุไต้ฝุ่นเกย์เพิ่มขึ้นเป็น 185 กม./ชม. (เทียบเท่ากับพายุเฮอริเคนระดับ 3 ตามมาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน) ก่อนพัดขึ้นฝั่งในจังหวัดชุมพรเมื่อเวลาประมาณ 06:00 UTC (13:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย)[4] กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นประเมินว่าพายุมีความเร็วลมพัดต่อเนื่องสิบนาที 140 กม./ชม. และมีความกดอากาศ 960 มิลลิบาร์ (hPa; 28.35 นิ้วปรอท)[5][nb 4] ขณะที่พายุเกย์เคลื่อนตัวข้ามคอคอดกระนั้น พายุอ่อนกำลังลงเป็นพายุไต้ฝุ่นกำลังอ่อนเมื่อลงสู่อ่าวเบงกอล[3][4] กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย[nb 5] ระบุว่า พายุเกย์เป็นพายุไต้ฝุ่นลูกแรกนับตั้งแต่ปี 2434 ที่ก่อตัวขึ้นในอ่าวไทยแล้วเคลื่อนเข้าสู่อ่าวเบงกอล[8] พายุตอบสนองกับแนวร่องที่อยู่ทางทิศเหนือของพายุ ทำให้พายุเกย์คงแนวเส้นทางไประหว่างทิศตะวันตก-ตะวันตกเฉียงเหนือถึงตะวันตกเฉียงเหนือในอีกสี่วันถัดมา พายุค่อย ๆ กลับมามีกำลังดังเดิมอีกครั้งเมื่อเคลื่อนตัวผ่านบริเวณที่มีลมเฉือนต่ำและน้ำทะเลที่อุ่น อย่างไรก็ตาม การทวีกำลังของพายุถูกจำกัดด้วยการพัดออกของพายุหมุน[3] เช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน พายุเกย์เคลื่อนผ่านหมู่เกาะอันดามันโดยเป็นพายุไซโคลนเทียบเท่าระดับ 2[4]

 
พายุไต้ฝุ่นเกย์ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ไม่กี่ชั่วโมงก่อนขึ้นฝั่งในคาบสมุทรมลายู

หลังจากที่พายุเกย์ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเล็กน้อยในวันที่ 6 พฤศจิกายน พายุเกย์ได้กลับมาทวีกำลังแรงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากแนวร่องที่อยู่ด้านเหนือของพายุมีกำลังแรงขึ้น และปัจจัยจำกัดการพัดออกก่อนหน้านี้ลดลง จากนั้นพายุเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกผ่านแนวน้ำทะเลอบอุ่นแคบ ๆ ซึ่งเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้กับกระบวนการทวีกำลังแรงขึ้นอีกในระยะ 42 ชั่วโมงข้างหน้า เช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน จากการประเมินตามวิธีในเทคนิคดีโวแร็ก ศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วมประเมินว่า พายุเกย์มีความรุนแรงสูงสุดเป็นพายุหมุนเขตร้อนระดับ 5 ด้วยความเร็วลม 260 กม./ชม.[3][4] ในขณะนั้น กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียประเมินว่า พายุมีความเร็วลมต่อเนื่องสามนาที 240 กม./ชม. และจัดได้ว่าเป็นพายุซูเปอร์ไซโคลนสมัยปัจจุบัน[1][9] นอกจากนี้ กรมฯ ยังประเมินความกดอากาศที่ศูนย์กลางของพายุไซโคลนว่าลดเหลือ 930 มิลลิบาร์ (hPa; 27.46 นิ้วปรอท)[10] เมื่อเวลาประมาณ 18:00 UTC พายุเกย์พัดขึ้นฝั่งในบริเวณที่มีประชากรเบาบางใกล้กับกาวาลี รัฐอานธรประเทศ ประเทศอินเดีย เมื่อกำลังพัดขึ้นฝั่ง ตาพายุมีขนาดกว้างประมาณ 20 กิโลเมตร พร้อมระยะลมพายุกว้าง 95 กิโลเมตรนับจากศูนย์กลาง[3][11] เมื่อพายุอยู่บนแผ่นดิน ทำให้พายุเกย์ไม่ได้รับพลังงานจากน้ำอุ่นอีกต่อไป ทำให้พายุอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนภายในระยะเวลา 12 ชั่วโมงนับจากพัดขึ้นฝั่ง[3] และพายุยังคงสลายตัวอย่างต่อเนื่องขณะเคลื่อนที่ข้ามประเทศอินเดีย ก่อนจะสลายตัวลงอย่างสมบูรณ์เหนือรัฐมหาราษฏระในวันที่ 10 พฤศจิกายน[4]

ผลกระทบและผลสืบเนื่องแก้ไข

อ่าวไทยแก้ไข

พายุเกย์เป็นหนึ่งในพายุที่ทรงพลังที่สุดที่ส่งผลกระทบกับอ่าวไทยในระยะมากกว่า 35 ปี พายุเกย์ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำ สูง 6–11 เมตร (20–36 ฟุต) ส่งผลกระทบกับเรือหลายลำในภูมิภาค[12] มีรายงานเรือเดินสมุทรอย่างน้อย 16 ลำหายไปในวันที่ 5 พฤศจิกายน รวมทั้งเรือขุดเจาะน้ำมันขนาด 106 เมตร ชื่อ ซีเครสต์ (Seacrest) ของบริษัทยูโนแคลคอร์ปอเรชั่นด้วย[13] ผู้รอดชีวิตจากเรือลำดังกล่าวบอกว่า เรือเดินสมุทรไม่ได้รับคำเตือนเกี่ยวกับพายุไต้ฝุ่นที่กำลังก่อตัว[14] เมื่อลูกเรือทั้งหมดกำลังจะสละเรือ ตาพายุของพายุไต้ฝุ่นเกย์ได้เคลื่อนตัวผ่านพอดี เกิดลมพัดแปรปรวนอย่างรุนแรงและเปลี่ยนทิศทาง ทำให้เรือเกิดความไม่เสถียร แม้ว่าจะอยู่ในขอบเขตการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยก็ตาม เรือจึงอัปปางลงในทันทีพร้อมกับลูกเรือทั้ง 97 คนในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 3 พฤศจิกายน ก่อนที่ทุกคนบนเรือจะมีการเตรียมพร้อม[13][14] ความพยายามกู้ภัยเบื้องต้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน ต้องหยุดชะงักลงจากทะเลที่มีพายุรุนแรง[15] สองวันให้หลังจากการอัปปางของเรือ เรือกู้ภัยสี่ลำและเฮลิคอปเตอร์สองลำในบริเวณดังกล่าวได้ออกทำการค้นหาผู้รอดชีวิต[13] ผู้รอดชีวิตจำนวนสี่คนถูกช่วยเหลือจากกองซากปรักหักพังในวันที่ 6 พฤศจิกายน นักประดาน้ำจากกองทัพเรือไทยถูกส่งตัวไปเพื่อปฏิบัติการค้นหาลูกเรือทั้งหมดที่ติดค้างอยู่ในซากเรือ[16] ในจำนวนลูกเรือทั้งหมด มีผู้รอดชีวิตเพียง 6 คน และกู้ร่างผู้เสียขีวิตได้จำนวน 25 ร่าง และสันนิษฐานว่าลูกเรืออีก 66 คนอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว[14][17] ความเสียหายจากการอัปปางลงของเรือซีเครสต์ อยู่ที่ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[18] และยังมีเรือบรรทุกสินค้าและเรือประมงอีก 20 ลำอัปปางลงในระหว่างเกิดพายุ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 140 ราย[19]

ประเทศไทยแก้ไข

 
ต้นไม้หักโค่นและบ้านเรือนได้รับความเสียหายในจังหวัดชุมพร

พายุไต้ฝุ่นเกย์สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยด้วยความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พายุสร้างความเสียหายขึ้นในพื้นที่หลายจังหวัด[12] พื้นที่ระหว่างจังหวัดชุมพรถึงจังหวัดระยองได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ลมแรง และคลื่นสูง[21] ปริมาณน้ำฝนสูงสุดที่วัดได้ที่จังหวัดชุมพรขณะที่พายุเคลื่อนผ่านคือ 194 มิลลิเมตร (7.64 นิ้ว)[22] การสื่อสารและระบบไฟฟ้าหยุดชะงักเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ทางใต้ของกรุงเทพมหานคร และบ้านเรือนหลายหลังต้องอาศัยอยู่อย่างไรไฟฟ้านานนับสัปดาห์[23] ลมที่พัดแรงทำให้เกิดความเสียหายกับต้นไม้ เสาไฟฟ้า และบ้านทรงไทยที่ตั้งอยู่บนเสาล้มลง[24] ซึ่งความเสียหายเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจากการทำลายป่า[20] น้ำป่าที่เกิดจากพายุสร้างความเสียหายและทำลายบ้านเรือนนับร้อยหลัง เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 365 คน[25] เมืองและหมู่บ้านหลายแห่งทั่วจังหวัดชุมพรเสียหายอย่างรุนแรง หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รายงายว่าหนึ่งในหมู่บ้านที่ถูกทำลายลงนั้น "ดูเหมือนถูกทิ้งระเบิด"[26] มีรายงานว่าอำเภอทั้งหมดในจังหวัดชุมพรและประจวบคีรีขันธ์นั้น "ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ" (flattened)[24] โรงเรียนหลายโรงเรียนที่สร้างด้วยไม้ในจังหวัดชุมพรและจังหวัดสุราษฎร์ธานีถูกทำลาย สิ่งก่อสร้างทั้งหมดที่อยู่ใกล้กับทางเดินของพายุนั้น ถูกลมพัดจนประตูและหน้าต่างหลุดออกไป อาคารหลายชั้นบางแห่งเกิดความเสียหายขึ้นกับชั้นบน ๆ ส่วนโรงเรียนที่สร้างจากคอนกรีตเสริมเหล็กได้รับความเสียหายเล็กน้อย[27] ถนนกว่า 1,000 เส้นทาง และสะพาน 194 แห่งได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย[20] พื้นที่กว่า 2,500 ตารางกิโลเมตร (250,000 เฮคเตอร์/618,000 เอเคอร์) ถูกน้ำท่วมสูง[28] ในแผ่นดินมีผู้เสียชีวิต 558 คนจากพายุ และอีก 44 คนเสียชีวิตนอกชายฝั่ง[20] ในบริเวณได้รับผลกระทบในประเทศไทย มีบ้านเรือนเสียหาย 38,002 หลัง ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 200,000 คน ประชาชนเดือดร้อน 153,472 คน[20][28][29] โรงเรียนพัง 160 โรง วัด 93 วัด มัสยิด 6 แห่ง พื้นที่การเกษตร 80,900,105 ไร่ (129,440.168 ตร.กม.) และ สัตว์เลี้ยงตาย 83,490 ตัว[29] สร้างความเสียหายทางการเงินถึง 1.1 หมื่นล้านบาท (456.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)[30]

ภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่พายุพัดผ่านไป รัฐบาลเริ่มแจกจ่ายของบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ[23] แม้ว่าทางภาครัฐจะมีความพยายามเร่งช่วยเหลือ แต่ประชาชนกว่า 2,500 คนจากอำเภอปะทิวและอำเภอท่าแซะ ได้ประท้วงเพื่อเรียกร้องความช่วยเหลือเพิ่มเติมและให้เร่งรัดมากขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน แต่ไม่นานนักการประท้วงดังกล่าวก็ยุติลง[31] จากคำวิจารณ์อย่างหนักว่ารัฐไม่ให้ความสำคัญกับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่น ทำให้พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นต้องเลื่อนการเดินทางไปยังสหรัฐออกไปก่อน เพื่อควบคุมดูแลการพยายามบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชน[25] วันที่ 15 พฤศจิกายน สหรัฐให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคเงิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือในปฏิบัติการฟื้นฟู ในขณะนั้น การเชื่อมต่อทางโทรศัพท์จากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับการซ่อมแซมแล้วเสร็จ แต่อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อลงไปยังพื้นที่ภาคใต้ยังคงถูกตัดขาดอยู่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าถูกนำไปติดตั้งที่โรงพยาบาลและหน่วยงานราชการ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดชุมพรยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นเวลานานกว่าสองสัปดาห์ เมื่อความเสียหายปรากฏชัดเจนขึ้น จึงมีการร้องขอความช่วยเหลือไปยังนานาชาติถึงองค์การบรรเทาภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติในวันที่ 17 พฤศจิกายน เมื่อมีการร้องขอ ประเทศหกประเทศได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศแคนาดา ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ และสหรัฐ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมอบเงินช่วยเหลือรวมเกือบ 510,000 ดอลลาร์สหรัฐในกองทุนรวม[20][23] การเกษตรทั่วทั้งจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รับผลกระทบอย่างมากในระยะยาวจากพายุไต้ฝุ่นเช่นกัน ในช่วงสี่ปีหลังจากพายุไต้ฝุ่นเกย์ผ่านไป ที่ดินที่ใช้ในการทำสวนผลไม้ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ลดลงจาก 33.32 เปอร์เซ็นต์เหลือ 30.53 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การกระจายของนาข้าวยังลดลงจาก 22.96 เปอร์เซ็นต์เหลือ 13.03 เปอร์เซ็นต์ด้วย[32]

จากการสำรวจหลังพายุ (post-storm surveys) พบว่าโรงเรียนส่วนมากเสียหายอย่างรุนแรงจากการก่อสร้างอย่างไม่ถูกต้อง และชั้นบนไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความเร็วลมระดับพายุไต้ฝุ่น จากหลักเกณฑ์การสร้างอาคารในประเทศไทย โครงสร้างของอาคารมีข้อบังคับให้สร้างขึ้นโดยต้องสามารถรับแรงกดดันจากลมได้ถึง 120 กิโลกรัมแรงต่อตารางเมตร (kgf/m2) ในช่วงหลายปีจากเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่น การศึกษาโดยวิศวกรได้ดำเนินการอย่างหนักในพื้นที่ เพื่อกำหนดวิธีการสร้างโครงสร้างขึ้นใหม่ที่ดีที่สุดในประเทศ เนื่องจากโครงสร้างส่วนมากที่ถูกทำลายไป ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ จึงมีการแนะนำให้ใช้คอนกรีตเสริมเหล็กมาสร้างทดแทน อาคารใหม่อาจมีอายุได้ถึง 50 ปี จากการก่อสร้างที่เหมาะสม ส่วนอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานจะต้องได้รับการซ่อมแซมภายในระยะเวลาห้าปี[27]

ประเทศอินเดียแก้ไข

หลังจากที่เคลื่อนตัวข้ามคาบสมุทรมาเลย์แล้ว พายุไต้ฝุ่นเกย์เคลื่อนตัวผ่านหมู่เกาะอันดามันในวันที่ 6 พฤศจิกายน จากการป้องกันล่วงหน้า ทำให้การจราจรทางอากาศและทางน้ำถูกยับยั้งไว้แล้วเขตนี้ ลมพัดความเร็วกว่า 120 กม./ชม. พัดเข้าโจมตีเกาะนอร์ทอันดามัน ทำให้อาคารพังถล่มไปสองหลัง[8] ไม่กี่วันก่อนที่พายุไต้ฝุ่นเกย์จะพัดขึ้นฝั่ง ทางการของรัฐอานธรประเทศได้เริ่มอพยพประชาชนกว่า 50,000 หลังคาเรือนตามแนวชายฝั่งและเริ่มเก็บสะสมสิ่งของบรรเทาทุกข์ ประชาชนบางคนถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยในอำเภอวิสาขปัตนัมและอำเภอศรีกากุล[33][34] นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าพายุนี้ใกล้เคียงกันกับเหตุการณ์พายุไซโคลนที่รัฐอานธรประเทศ พ.ศ. 2520 ที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10,000 คน[35] เมื่อพายุไต้ฝุ่นเกย์พัดขึ้นฝั่งที่ชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐอานธรประเทศ พายุไต้ฝุ่นเกย์ได้สร้างลมกระโชกขึ้นมีความเร็วลมถึง 320 กม./ชม.[36] ตลอดแนวชายฝั่ง น้ำขึ้นจากพายุสูง 3.5 เมตร (11 ฟุต) พัดเข้าท่วมพื้นที่ในระยะ 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง และพัดพาเอาโครงสร้างจำนวนมากให้ลอยตามไปด้วย[10][37] ประมาณ 20 กิโลเมตรนอกเมืองกาวาลี โครงเหล็กของหอถ่ายทอดสัญญาณคลื่นไมโครเวฟสูง 91 เมตร พังถล่มลงมาเนื่องจากต้องเผชิญกับความเร็วลมถึง 142 กม./ชม.[38] การขนส่งและการสื่อสารข้ามรัฐหยุดชะงักลง บ้านเรือน 20,000 หลังถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ประชาชนอย่างน้อย 100,000 คนต้องไร้ที่อยู่อาศัย[39] โครงสร้างอาคารเกือบทุกหลังในเมืองอันนาการิปาเลมได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงหรือถูกทำลายลง[40] ที่นอกชายฝั่ง ชาวประมง 25 คน จมน้ำเสียชีวิตใกล้กับนครมาจิลิปัตนัม หลังจากเพิกเฉยต่อคำเตือนให้กลับเข้าเทียบท่า[41] ทั่วทั้งรัฐอานธรประเทศมีผู้เสียชีวิต 69 คน และมีความเสียหายเกิดขึ้น 410 ล้านรูปี (25.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)[10][42] หลายเดือนหลังจากนั้น ที่อยู่อาศัยคอนกรีตถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่ไร้ที่อยู่อาศัย[40]

ดูเพิ่มแก้ไข

หมายเหตุแก้ไข

  1. ความเร็วลมเฉลี่ยทั้งหมดในบทความนี้ใช้ความเร็วลมเฉลี่ยใน 1 นาทีเป็นมาตรฐาน เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอื่น
  2. ตัวเลขความเสียหายในบทความนี้เป็นค่าเงินในปี พ.ศ. 2532 เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอื่น
  3. ศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วม เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างกองทัพเรือสหรัฐ – กองทัพอากาศสหรัฐ ซึ่งจะออกประกาศเตือนภัยพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก และภูมิภาคอื่น ๆ[2]
  4. กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเป็นศูนย์อุตุนิยมวิทยาชำนัญพิเศษประจำภูมิภาคอย่างเป็นทางการในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก[6]
  5. กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียเป็นศูนย์อุตุนิยมวิทยาชำนัญพิเศษประจำภูมิภาคอย่างเป็นทางการในมหาสมุทรอินเดียเหนือ[7]
  6. มูลค่าความเสียหายในหน่วยเงินบาทไทย คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุไว้ในเอกสารอ้างอิงคือ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.6 บาท[20]

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 G.S. Mandal & Akhilesh Gupta (1996). "The Wind Structure, Size and Damage Potential of Some Recent Cyclone of Hurricane Intensity in the North Indian Ocean". Advances in Tropical Meteorology. New Delhi, India: Indian Meteorological Society (50): 421.
  2. "Joint Typhoon Warning Center Mission Statement". Joint Typhoon Warning Center. United States Navy. 2011. Archived from the original on July 26, 2007. สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6 Lt. Dianne K. Crittenden (1990). "1989 Annual Tropical Cyclone Report: Typhoon Gay (32W)" (PDF). Joint Typhoon Warning Center. United States Navy. pp. 166–172. สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 "Typhoon 32W Best Track" (.TXT). Joint Typhoon Warning Center. United States Navy. 1990. สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  5. Japan Meteorological Agency (October 10, 1992). "RSMC Best Track Data – 1980–1989" (.TXT). สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  6. "Annual Report on Activities of the RSMC Tokyo – Typhoon Center 2000" (PDF). Japan Meteorological Agency. February 2001. p. 3. สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  7. "RSMCs and TCWCs". World Meteorological Organization. 2011. สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  8. 8.0 8.1 "Cyclone Hits India's Andaman Islands". New Delhi, India: Xinhua General News Service. November 6, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  9. "Cyclones, storm surges, floods, landslides" (PDF). Global Facility for Disaster Reduction and Recovery. September 2011. p. 9. Archived from the original (PDF) on April 26, 2012. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.
  10. 10.0 10.1 10.2 S. Raghavan & S. Rajesh (May 2003). "Trends in Tropical Cyclone Impact: A Study in Andhra Pradesh, India" (PDF). Bulletin of the American Meteorological Society. 85 (5): 635–644. Bibcode:2003BAMS...84..635R. doi:10.1175/BAMS-84-5-635. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.
  11. A. Muthuchami & P. Chanavanthan (2005). "The Relation between Size of the Storm and the Size of the Eye". Predicting Mathematical Events. New Delhi, India: 104.
  12. 12.0 12.1 Suphat Vongvisessomjai (February 2009). "Tropical cyclone disasters in the Gulf of Thailand" (PDF). Songklanakarin Journal of Science and Technology. Bangkok, Thailand. 31 (2): 213. Archived from the original (PDF) on April 25, 2012. สืบค้นเมื่อ December 14, 2011.
  13. 13.0 13.1 13.2 "Aussies Lost As Oil Ship Capsizes". The Sun Herald. Sydney, Australia. November 5, 1989. p. 5.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  14. 14.0 14.1 14.2 "Unocal may scuttle Seacrest; only six survive". Oil & Gas Journal. November 20, 1989. p. 43.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  15. "Divers Search Ship". The Washington Post. November 5, 1989. p. A39.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  16. Thomas Perry (November 6, 1989). "4 Survivors Rescued From Capsized Oil Ship In Gulf Of Thailand". The Globe and Mail. Canada.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  17. "250 feared killed by Typhoon Gay". The Independent. London, England. November 6, 1989. p. 10. – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  18. Neale Prior & Malcolm Brown (November 6, 1989). "Hope Fades for Missing Drillers". The Sydney Morning Herald. Sydney, Australia. p. 6.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  19. Neil Kelly (November 6, 1989). "Typhoon in Thailand claims 250 victims". The Times. London, England.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  20. 20.0 20.1 20.2 20.3 20.4 20.5 20.6 Vipa Rungdilokroajn (วิภา รุ่งดิลกโรจน์) (February 1990) (PDF). Natural Disasters in Thailand (รายงาน). Bangkok, Thailand: Universidad Nacional Autónoma de Nicaragua. Archived from the original on April 26, 2012. https://web.archive.org/web/20120426052009/http://desastres.unanleon.edu.ni/pdf2/2006/abril/parte2/pdf/eng/doc5692/doc5692-contenido.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ December 16, 2011. 
  21. "Captain stayed to fight storm". Hobart Mercury. Reuters. November 8, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  22. Roth, David M. (October 18, 2017). "Tropical Cyclone Point Maxima". Tropical Cyclone Rainfall Data. United States Weather Prediction Center. สืบค้นเมื่อ November 26, 2017.
  23. 23.0 23.1 23.2 "Thailand Typhoon Gay Nov 1989 UNDRO Information Report 1–4". United Nations Department of Humanitarian Affairs. ReliefWeb. November 21, 1989. สืบค้นเมื่อ December 14, 2011.
  24. 24.0 24.1 "Frantic hunt for victims of Thai typhoon". Hobart Mercury. Bangkok, Thailand. Agence France-Presse. November 7, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  25. 25.0 25.1 "360 Die in Flash Floods; Thailand". The Sun Herald. Sydney, Australia. November 12, 1989. p. 9.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  26. "Typhoon Brings Mayhem". Sydney Morning Herald. Bangkok, Thailand. Associated Press. November 6, 1989. p. 14.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  27. 27.0 27.1 Kriangsak Charanyanond (1996). "Multi-Purpose Buildings for Disaster Situations in Thailand" (PDF). United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization. สืบค้นเมื่อ April 2, 2012.
  28. 28.0 28.1 Manu Omakupt (August 1992). "Application of Remote Sensing and GIS for Renewable Resources Damaged by Typhoon 'Gay': Chumphon Province" (PDF). Thailand: International Society for Photogrammetry and Remote Sensing. สืบค้นเมื่อ December 16, 2011.
  29. 29.0 29.1 "ข่าวเด่น ปี 2532"29สุดยอดข่าวดัง ปี 2521-2549
  30. "Thailand Country Report". Asian Disaster Reduction Center. 1998. สืบค้นเมื่อ December 15, 2011.
  31. "Rage of typhoon victims". Hobart Mercury. Bangkok, Thailand. Agence France-Presse. November 9, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  32. Absornsuda Siripong; Wish Siripong & Takashige Sugimoto (1997). "Landuse changes at Surat Thani, Southern Thailand from 1973 to 1993". Chulalongkorn University Faculty of Science, Department of Marine Science. สืบค้นเมื่อ April 2, 2012.
  33. "Typhoon's toll: some 200 dead, 20,000 homeless". The Vindicator. United Press International. November 9, 1989. p. 36. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.
  34. "Typhoon Threatens Crowded Coast of India". Los Angeles Times. Bangkok, Thailand. United Press International. November 9, 1989. สืบค้นเมื่อ December 15, 2011.
  35. Paul Wedel (November 8, 1989). "Typhoon Gay heads toward India". Bangkok, Thailand: United Press International.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  36. "Weather World: India hit by 200mph winds". The Guardian. London, England. November 14, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  37. A. D. Rao (November 2006). "On recent developments in storm surge inundation modelling" (PDF). Centre for Atmospheric Sciences. Archived from the original (PDF) on May 12, 2013. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.
  38. A. Abraham; P. Harikrishna; S. Gomathinayagam; N. Lakshmanan (September 2005). "Failure investigation of microwave towers during cyclones — A case study". Journal of Structural Engineering. 32 (3): 147–157.
  39. "Typhoon Death Toll Rises; 500 Missing Off Thailand Coast". Los Angeles Times. Los Angeles, California. Reuters. November 11, 1989. สืบค้นเมื่อ December 15, 2011.
  40. 40.0 40.1 "Case No.E5/3311/2009". Orders of Joint Collector. December 12, 2009. Archived from the original (.DOC) on April 23, 2012. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.
  41. "Cyclone Kills 25". New Delhi, India: Associated Press. November 9, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  42. "Historical records of Severe Cyclones which formed in the Bay of Bengal and made landfall at the eastern coast of India during the period from 1970–1999". India Meteorological Department. 1999. Archived from the original on September 25, 2014. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข