สงครามหกวัน

สงครามหกวัน (อังกฤษ: Six-Day War; ฮีบรู: מִלְחֶמֶת שֵׁשֶׁת הַיָּמִים‎; อาหรับ: حرب‎, "สงครามปี 1967") เป็นสงครามสู้รบกันระหว่างวันที่ 5 ถึง 10 มิถุนายน ค.ศ. 1967 ระหว่างประเทศอิสราเอล กับจอร์แดน ซีเรียและอียิปต์

สงครามหกวัน
เป็นส่วนหนึ่งของ ความขัดแย้งอาหรับ–อิสราเอล
6DayWarEnglish.png
แผนที่การเคลื่อนพลและการเปลี่ยนแปลงดินแดนระหว่างสงครามหกวัน ดินแดนอิสราเอลก่อนสงครามแสดงด้วยสีน้ำเงิน ส่วนดินแดนที่อิสราเอลยึดได้ระหว่างสงครามแสดงด้วยสีเขียวเฉดต่าง ๆ
วันที่ 5–10 มิถุนายน ค.ศ. 1967
สถานที่ ตะวันออกกลาง
ผลลัพธ์ อิสราเอลชนะ
ดินแดน
เปลื่ยน
อิสราเอลยึดครองฉนวนกาซาและคาบสมุทรไซนายจากอียิปต์, เวสต์แบงก์ (รวมเยรูซาเลมตะวันออก) จากจอร์แดน และที่ราบสูงโกลันจากซีเรีย
คู่ขัดแย้ง
 อิสราเอล  อียิปต์
 ซีเรีย
 จอร์แดน
 อิรัก[1]

ขนาดย่อม:
 เลบานอน (5 มิ.ย.)[2]

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
อิสราเอล เลวี เอชโคล
อิสราเอล โมเช ดายัน
อิสราเอล ยิตซัค ราบิน
อิสราเอล อูซี นาร์คิส
อิสราเอล อิสราเอล ทัล
อิสราเอล โมร์เดชาย ฮอด
อิสราเอล อาเรียล ชารอน
อิสราเอล ชโลโม เออร์เรล
อิสราเอล เดวิด เอลาซาร์
อียิปต์ ญะมาล อับดุนนาศิร
อียิปต์ อับดุล มูนิม ริอัด
จอร์แดน ซาอิด อิบน์ ชาเคอร์
ซีเรีย ฮาเฟซ อัล-อัซซาด
กำลัง
264,000 นาย (รวมกำลังสำรอง 214,000 นาย)
เครื่องบินรบ 300 ลำ
รถถัง 800 คัน[3]
อียิปต์: 240,000
ซีเรีย, จอร์แดน และอิรัก:307,000
เครื่องบินรบ 957 ลำ
รถถัง 2,504 คัน[4]
กำลังพลสูญเสีย
เสียชีวิต 776–983 นาย[5][6]
บาดเจ็บ 2,563 นาย
ถูกจับเป็นเชลย 15 นาย[6]

รถถังถูกทำลาย 400 คัน[7]
เครื่องบินถูกทำลาย 46 ลำ

เสียชีวิต 21,000 คน
บาดเจ็บ 45,000 คน
ถูกจับเป็นเชลย 330 คน

รถถังถูกทำลายหลายร้อยคัน
เครื่องบินถูกทำลาย 452+ ลำ

เท้าความถึงสงครามอาหรับ-อิสราเอล ค.ศ. 1948 ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับที่อยู่ติดกันยังไม่เป็นปกติหลังสงคราม ใน ค.ศ. 1956 อิสราเอลบุกครองคาบสมุทรไซนายของอียิปต์ โดยมีวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งเพื่อเปิดช่องแคบติรานที่อียิปต์สั่งห้ามเรืออิสราเอลผ่านตั้งแต่ ค.ศ. 1950 สุดท้ายอิสราเอลถูกบีบให้ถอนกำลังออก แต่ได้รับคำมั่นว่าช่องแคบติรานจะเปิดให้เรือผ่านได้ มีการวางกำลังฉุกเฉินของสหประชาชาติตามเส้นเขตแดน แต่ไม่มีความตกลงลดกำลังทหาร[8]

ในช่วงไม่กี่เดือนก่อนเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1967 ความขัดแย้งสูงขึ้นอย่างอันตราย อิสราเอลย้ำจุดยืนว่าการปิดช่องแคบติรานไม่ให้เรืออิสราเอลผ่านได้ถือเป็นเหตุแห่งสงคราม ฝ่ายประธานาธิบดีญะมาล อับดุนนาศิรแห่งอียิปต์ประกาศปิดช่องแคบห้ามเรืออิสราเอลผ่านในเดือนพฤษภาคม กับทั้งสั่งระดมพลอียิปต์ตามเขตแดนกับอิสราเอล และขับไล่กำลังสหประชาชาติออกจากพื้นที่[9] ในวันที่ 5 มิถุนายน อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อสนามบินของอียิปต์ ซึ่งในทีแรกอ้างว่าเป็นฝ่ายถูกโจมตีก่อน แต่ภายหลังระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการชิงโจมตีตัดหน้า ปัญหาว่าฝ่ายใดก่อสงครามกันแน่ยังเป็นหัวข้อถกเถียงกันข้อหนึ่งในเหตุการณ์จนถึงทุกวันนี้[10]

ฝ่ายอียิปต์ยังไม่ทันตั้งตัว และกองทัพอากาศอียิปต์เกือบทั้งหมดถูกทำลายโดยฝ่ายอิสราเอลสูญเสียพลเพียงเล็กน้อย ทำให้อิสราเอลครองเวหาได้ ในเวลาเดียวกัน อิสราเอลปิดฉากโจมตีทางบกเข้าสู่ฉนวนกาซาและคาบสมุทรไซนาย ซึ่งอียิปต์ยังไม่ทันได้ตั้งตัวอีกหน หลังการต่อสู้ขัดขืนในระยะแรกอยู่บ้าง นาศิรประกาศถอนกำลังออกจากไซนาย ด้านกองทัพอิสราเอลไล่รุดไปทางทิศตะวันตกเพื่อติดตามอียิปต์ ทำให้เสียไพร่พลอย่างหนัก และพิชิตไซนายได้ในที่สุด[11]

สำหรับจอร์แดนซึ่งเข้าเป็นกติกาสัญญาป้องกันกับอียิปต์หนึ่งสัปดาห์ก่อนเกิดสงครามนั้น ในความตกลงพรรณนาว่ากรณีเกิดสงครามขึ้น จอร์แดนจะไม่มีบทบาทเชิงรุกแต่จะพยายามเหนี่ยวรั้งอิสราเอลเพื่อไม่ให้ได้ดินแดนไปเพิ่ม หลังอิสราเอลโจมตีทางอากาศได้หนึ่งชั่วโมง ผู้บัญชาการชาวอียิปต์ในกองทัพจอร์แดนได้รับคำสั่งจากรัฐบาลอียิปต์ให้เข้าตีอิสราเอล แต่ในสถานการณ์ที่สับสนในช่วงแรก ฝ่ายจอร์แดนได้รับบอกเล่าว่าอียิปต์สามารถขับไล่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลไว้ได้

ประเทศอียิปต์และจอร์แดนตกลงหยุดยิงในวันที่ 8 มิถุนายน และซีเรียตกลงในวันที่ 9 มิถุนายน มีการลงนามหยุดยิงกับอิสราเอลในวันที่ 11 มิถุนายน หลังสงคราม อิสราเอลทำให้กองทัพอียิปต์ ซีเรียและจอร์แดนเป็นอัมพาต โดยฆ่าทหารข้าศึกไปกว่า 20,000 นาย แต่เสียกำลังพลไปไม่ถึง 1,000 นาย ความสำเร็จของอิสราเอลเป็นผลมาจากยุทธศาสตร์ที่เตรียมไว้อย่างดี ความเป็นผู้นำที่เลวของรัฐอาหรับ และคุณภาพของผู้นำและยุทธศาสตร์ทางทหารที่เลวของรัฐอาหรับ อิสราเอลยึดฉนวนกาซาและคาบสมุทรไซนายจากอียิปต์ ยึดเวสต์แบงก์ รวมเยรูซาเล็มตะวันออกจากจอร์แดน และที่ราบสูงโกลันจากซีเรีย ฐานะในเวทีโลกของอิสราเอลดีขึ้นมากหลังจากนั้น ส่วนอียิปต์ จอร์แดนและซีเรียเสียหน้าอย่างมาก ทำให้ประธานาธิบดีนาศิรลาออก การพลัดถิ่นของประชากรพลเรือนอันเนื่องจากสงครามนี้มีผลในระยะยาว เนื่องจากชาวปาเลสไตน์ 280,000 ถึง 325,000 หนีหรือถูกขับไล่ออกจากเวสต์แบงก์[12] และกว่า 100,000 คนหนีออกจากที่ราบสูงโกลัน[13] ส่วนในโลกอาหรับ ชุมชนชนกลุ่มน้อยยิวหลบหนีหรือถูกขับไล่[14]

เหตุการณ์แก้ไข

หลังวิกฤตการณ์คลองสุเอซในปี ค.ศ. 1956 ประเทศอียิปต์เห็นชอบให้กองกำลังฉุกเฉินแห่งสหประชาชาติ (UNEF) ตั้งฐานปฏิบัติการในคาบสมุทรไซนายเพื่อรับประกันว่าทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ค.ศ. 1949[15] ในปีต่อ ๆ มาเกิดการปะทะเล็กน้อยตามแนวชายแดนอิสราเอล–ชาติอาหรับโดยเฉพาะชายแดนด้านซีเรียอยู่เรื่อย ๆ และในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1966 รัฐบาลซีเรียได้ลงนามในข้อตกลงป้องกันประเทศร่วมกับอียิปต์[16] ไม่นานหลังจากการลงนามนี้ อิสราเอลเริ่มตอบโต้การรบแบบกองโจรขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO)[17][18] โดยการเข้าโจมตีหมู่บ้านอัสซามูในเขตเวสต์แบงก์ซึ่งอยู่ในบังคับของประเทศจอร์แดน กองทัพจอร์แดนส่งทหารเข้าสกัดกั้นแต่ก็แพ้กลับมาอย่างรวดเร็ว[19] สมเด็จพระราชาธิบดีฮุสเซนแห่งจอร์แดนทรงต่อว่าประธานาธิบดีอียิปต์ญะมาล อับดุนนาศิร ที่ไม่ส่งกองหนุนมาช่วยเหลือจอร์แดนตามข้อตกลง และยังทรงกล่าวว่าอียิปต์เอาแต่ "หลบอยู่ใต้กระโปรงกองกำลังฉุกเฉินยูเอ็น"[20][21][22]

เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1967 ประธานาธิบดีอับดุนนาศิรได้รับการข่าวผิดพลาดจากสหภาพโซเวียตว่าอิสราเอลกำลังยกทัพเข้าชายแดนซีเรีย อับดุนนาศิรมีคำสั่งให้กองทัพอียิปต์จัดแนวรับไว้สองแห่ง คือบริเวณคาบสมุทรไซนายฝั่งชายแดนอิสราเอล และมีคำสั่งให้ UNEF ถอนกำลังจากฉนวนกาซาและไซนาย (19 พฤษภาคม) และส่งกองทัพอียิปต์เข้าประจำตำแหน่งแทน UNEF ที่เมืองท่าตากอากาศชาร์เมลเชคเพื่อเฝ้าระวังช่องแคบติราน รัฐบาลอิสราเอลออกแถลงการณ์ย้ำคำประกาศใน ค.ศ. 1957 ว่าการกระทำใด ๆ ที่ปิดช่องแคบอาจถือเป็นเหตุแห่งสงครามหรือการก่อสงครามโดยชอบธรรม แต่ประธานาธิบดีอียิปต์ก็ยังคงปิดช่องแคบติรานไม่ให้เรือสัญชาติอิสราเอลใช้[23]

ในวันที่ 30 พฤษภาคม ประเทศจอร์แดนและอียิปต์ลงนามในกติกาสัญญาร่วมป้องกันประเทศ หนึ่งวันต่อมา กองทัพอิรักยกกำลังพลและหน่วยยานเกราะเข้าสู่จอร์แดนตามคำเชิญของจอร์แดน[24] และภายหลังยังมีกองทัพอียิปต์ส่งเข้ามาสมทบ ในวันที่ 1 มิถุนายน อิสราเอลสามารถจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติจากทุกพรรคการเมือง รัฐบาลแห่งชาติอิสราเอลได้มีมติในวันที่ 4 มิถุนายนให้ทำสงคราม เช้าวันต่อมา กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีด้วยปฏิบัติการโฟกัส ซึ่งเป็นปฏิบัติการโจมตีทางอากาศขนานใหญ่แบบไม่ทันตั้งตัว ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามหกวัน

ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลสามารถทำลายกองทัพอากาศอียิปต์กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้อิสราเอลครองอากาศเหนืออียิปต์ ซีเรียและจอร์แดน[25] ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลโจมตีฉนวนกาซาและคาบสมุทรไซนายทางภาคพื้นดิน ทำให้อียิปต์ที่ถูกโจมตีทั้งทางอากาศและพื้นดินเสียขวัญอย่างมาก ภายในสามวันหลังจากนั้น อิสราเอลสามารถตีโต้กองทัพจอร์แดนและซีเรียที่เข้าช่วยเหลืออียิปต์ และยึดครองเขตเวสต์แบงก์และที่ราบสูงโกลันไว้ได้[26] วันที่ 7 มิถุนายน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้มีการหยุดยิง อียิปต์และจอร์แดนตกลงหยุดยิงในวันต่อมา อิสราเอลและซีเรียตกลงหยุดยิงในวันที่ 10 มิถุนายน เป็นอันสิ้นสุดสงครามหกวัน[27]

หลังสงคราม อิสราเอลสูญเสียกำลังพลน้อยกว่า 1,000 นาย ขณะที่อียิปต์และจอร์แดนสูญเสียกำลังพลกว่า 20,000 นาย นอกจากนี้อิสราเอลยังยึดครองฉนวนกาซา คาบสมุทรไซนาย เวสต์แบงก์และที่ราบสูงโกลัน ถึงแม้จะมีการตกลงหยุดยิง แต่ความล้มเหลวในการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลและชาติอาหรับนำไปสู่สงครามครั้งใหม่อย่างสงครามการบั่นทอนกำลัง และสงครามยมคิปปูร์

แผนภาพแก้ไข

แผนที่ชุดสงครามหกวัน
แผนที่การรบในคาบสมุทรไซนาย, 5–6 มิถุนายน 
แผนที่การพิชิตไซนาย, 7–8 มิถุนายน 
แผนที่การรบในดินแดนยื่นของจอร์แดน, 5–7 มิถุนายน 
แผนที่การรบในที่ราบสูงโกลัน, 9–10 มิถุนายน 

อ้างอิงแก้ไข

  1. Krauthammer 2007.
  2. Oren, p. 237
  3. Geoffrey Regan, p.211
  4. Regan, p.211
  5. Israel Ministry of Foreign Affairs 2008.
  6. 6.0 6.1 Gawrych 2000, p. 3
  7. Zaloga, Steven (1981). Armour of the Middle East Wars 1948–78 (Vanguard). Osprey Publishing.
  8. Major General Indar Jit Rikhye (28 October 2013). The Sinai Blunder: Withdrawal of the United Nations Emergency Force Leading... Taylor & Francis. pp. 8–. ISBN 978-1-136-27985-0.
  9. "Six Day War Comprehensive Timeline". สืบค้นเมื่อ 22 January 2021.
  10. Maoz, Zeev (2009). Defending the Holy Land. Michigan Publishing. p. 98. ISBN 9780472033416.
  11. "BBC Panorama". BBC News. 6 February 2009. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 May 2011. สืบค้นเมื่อ 1 February 2012.
  12. Bowker 2003, p. 81.
  13. McDowall 1991, p. 84: 116,000 had fled from the Golan further into Syria, ...
  14. "Six Day War: impact on Jews in Arab Countries". sixdaywar.co.uk. สืบค้นเมื่อ 21 January 2021.
  15. "First United Nations Emergency Force (UNEF I) – Background (Full text)". Rauschning, Wiesbrock & Lailach 1997, p. 30; Sachar 2007, pp. 504, 507–08. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 8 สิงหาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2017. Unknown parameter |dead-url= ignored (help)
  16. Some sources date the agreement to 4 November, others to 7 November. Most sources simply say "November". Gawrych (2000) p. 5
  17. Schiff, Zeev, History of the Israeli Army, Straight Arrow Books (1974) p. 145
  18. Churchill & Churchill, The Six Day War, Houghton Mifflin Company (1967) p. 21
  19. Hart, 1989 p. 226
  20. Oren 2002/2003, p. 312; Burrowes & Douglas 1972, pp. 224–25
  21. Shemesh, Moshe (2007). Arab Politics, Palestinian Nationalism and the Six Day War: The Crystallization of Arab Strategy and Nasir's Descent to War, 1957–1967. Sussex Academic Press. p. 118. ISBN 978-1-84519-188-7. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 1 มกราคม 2016. สืบค้นเมื่อ 27 ตุลาคม 2015. The Jordanian leadership's appraisal of the repercussions of the Samu' raid was a major factor in King Husayn's decision to join Nasir's war chariot by signing a joint defense pact with Egypt on May 30, 1967. This was the determining factor for Jordan's participation in the war that would soon break out.... Convinced after the Samu' raid that Israel's strategic goal was the West Bank, Husayn allied himself to Nasir out of a genuine fear that, in a comprehensive war, Israel would invade the West Bank whether or not Jordan was an active participant. Unknown parameter |dead-url= ignored (help)
  22. Tessler, Mark (1994). A History of the Israeli-Palestinian Conflict. John Wiley & Sons. p. 378. ISBN 978-0-253-20873-6. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 1 มกราคม 2016. สืบค้นเมื่อ 27 ตุลาคม 2015. Towards the War of June 1967: Growing tensions in the region were clearly visible long before Israel's November attack on Samu and two other West Bank towns. An escalating spiral of raid and retaliation had already been set in motion... Unknown parameter |dead-url= ignored (help)
  23. Morris, Benny (1999). Righteous Victims: A History of the Zionist–Arab Conflict, 1881–1998. Random House. p. 306. ISBN 978-0-679-42120-7.
  24. Churchill po. 52 and 77
  25. "Six-Day War". HISTORY. August 21, 2018. สืบค้นเมื่อ June 1, 2020.
  26. "Six-Day War - Causes, History, & Summary". Britannica. สืบค้นเมื่อ June 1, 2020.
  27. "1967: Israel ends six-day war". BBC News. สืบค้นเมื่อ June 1, 2020.