ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน

ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน ปูตรา อัล-ฮัจ อิบนี อัลมาร์ฮุม ซุลตัน อับดุล ฮามิด ฮาลิม ชะฮ์ (มลายู: Tunku Abdul Rahman Putra Al-Haj ibni Almarhum Sultan Abdul Hamid Halim Shah, ‏ยาวี: تونكو عبد الرحمن ڤوترا الحاج ابن سلطان عبد الحميد حليم شاه) หรือ ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน (8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 – 6 ธันวาคม พ.ศ. 2533) เป็นผู้นำการเรียกร้องเอกราชและนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย ได้รับยกย่องเป็นบิดาแห่งเอกราช (Bapa Kemerdekaan) หรือบิดาแห่งประเทศมาเลเซีย (Bapa Malaysia)[1][2]

ฮิสไฮเนส
ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน
تونكو عبد الرحمن‎
ตุนกูใน ค.ศ. 1960
นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย คนที่ 1
ได้รับเกียรติเป็น
บิดาแห่งอิสรภาพ / บิดาแห่งมาเลเซีย
Bapa Kemerdekaan / Bapa Malaysia
باڤ مليسيا / باڤ کمرديکاءن‎
ดำรงตำแหน่ง
31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 – 22 กันยายน ค.ศ. 1970
กษัตริย์
รอง อับดุล ราซัก ฮุซเซน
ก่อนหน้า จัดตั้งตำแหน่ง
ถัดไป อับดุล ราซัก ฮุซเซน
มุขมนตรีมาลายาคนที่ 1
ดำรงตำแหน่ง
1 สิงหาคม ค.ศ. 1955 – 31 สิงหาคม ค.ศ. 1957
กษัตริย์ เอลิซาเบธที่ 2
ข้าหลวงใหญ่ ดอนัลด์ แมคกิลลิฟเรย์
ก่อนหน้า จัดตั้งตำแหน่ง
ถัดไป ยุบเลิกตำแหน่ง
ประธานองค์การมลายูรวมแห่งชาติ คนที่ 2
ดำรงตำแหน่ง
25 สิงหาคม ค.ศ. 1951 – 23 กมราคม ค.ศ. 1971
ก่อนหน้า Onn Jaafar
ถัดไป อับดุล ราซัก ฮุซเซน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ดำรงตำแหน่ง
1 กันยายน ค.ศ. 1960 – 22 กันยายน ค.ศ. 1970
กษัตริย์
นายกรัฐมนตรี ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน
ก่อนหน้า อิซมาอิล อับดุล ระฮ์มัน
ถัดไป อับดุล ราซัก ฮุซเซน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเยาวชนและกีฬา
ดำรงตำแหน่ง
ค.ศ. 1964 – ค.ศ. 1966
กษัตริย์
นายกรัฐมนตรี ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน
ก่อนหน้า จัดตั้งตำแหน่ง
ถัดไป เซอนู อับดุล ระฮ์มัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ดำรงตำแหน่ง
31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 – 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1959
กษัตริย์
นายกรัฐมนตรี ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน
ก่อนหน้า จัดตั้งตำแหน่ง
ถัดไป อิซมาอิล อับดุล ระฮ์มัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ดำรงตำแหน่ง
9 สิงหาคม ค.ศ. 1955 – 30 สิงหาคม ค.ศ. 1957
กษัตริย์ เอลิซาเบธที่ 2
ข้าหลวงใหญ่ ดอนัลด์ แมคกิลลิฟเรย์
ก่อนหน้า จัดตั้งตำแหน่ง
ถัดไป อิซมาอิล อับดุล ระฮ์มัน
เลขาธิการองค์การความร่วมมืออิสลาม คนที่ 1
ดำรงตำแหน่ง
ค.ศ. 1970 – ค.ศ. 1973
ก่อนหน้า จัดตั้งตำแหน่ง
ถัดไป ฮะซัน อัตตุฮามี
ประธานเอเอฟซี คนที่ 5
ดำรงตำแหน่ง
ค.ศ. 1958 – 11 ธันวาคม ค.ศ. 1977
ก่อนหน้า Nam Cheong Chan
ถัดไป คอมบีซ ออทอบอย
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1903(1903-02-08)
อาโลร์เซอตาร์ รัฐสุลต่านเกอดะฮ์ ประเทศสยาม (ปัจจุบันอยู่ในประเทศมาเลเซีย)
เสียชีวิต 6 ธันวาคม ค.ศ. 1990(1990-12-06) (87 ปี)
กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
ที่ไว้ศพ สุสานหลวงรัฐเกอดะฮ์
สัญชาติ มาเลเซีย
พรรค องค์การมลายูรวมแห่งชาติ (1946–1988)
บิดา สุลต่านอับดุล ฮามิด ฮาลิม ชะฮ์
มารดา เจ๊ะเมินยาราลา
คู่สมรส
บุตร 7
ศิษย์เก่า St Catharine's College, Cambridge (BA สาขากฎหมายและประวัติศาสตร์)
Inner Temple
วิชาชีพ ทนาย
ลายมือชื่อ Tunku Abdul Rahman Putra al-haj signature.svg

ประวัติแก้ไข

ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 ที่วังเปอลามิน เมืองอาโลร์เซอตาร์ มณฑลไทรบุรี ประเทศสยาม เป็นบุตรของเจ้าพระยาไทรบุรี (อับดุลฮามิด) (เจ้าพระยาฤทธิสงคราม)[3] สุลต่านองค์ที่ 25 แห่งไทรบุรี กับหม่อมมารดาชาวไทยเชื้อสายมอญนามว่า หม่อมเนื่อง นนทนาคร[4] หรือมะเจ๊ะเนื่อง หรืออีกชื่อว่า ปะดูกา ซรี เจ๊ะเมินยาราลา (Paduka Seri Cik Menyelara) ชายาองค์ที่ 6 ของท่านสุลต่าน ซึ่งเป็นบุตรีของหลวงนราบริรักษ์ (เกล็บ นนทนาคร) เจ้าเมืองนนทบุรีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยตุนกู อับดุล ระฮ์มันเป็นลูกชายคนที่ 14 จากบรรดาลูก 20 คนของสุลต่านอับดุลฮามิด

ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน มีพระเชษฐาร่วมพระมารดาคือ ร้อยเอกตุนกู ยูซุฟ (รับราชการในกรมตำรวจ) เพื่อนสนิทของพระยาอนุสาสน์พณิชย์การ

ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน มีพระเชษฐาต่างพระมารดาคือ สุลต่านบาดิร ชาฮ์ (Sultan Badlishah) สุลต่านแห่งรัฐเกอดะฮ์องค์ที่ 26 (ค.ศ. 1943ค.ศ. 1958) ผู้เป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดี อัลมูตัสสิมู บิลลาฮี มูฮิบบุดดิน ตวนกู อัลฮัจญ์ อับดุล ฮาลิม มูฮัซซัม ชาห์ อิบนี อัลมาฮูม สุลต่าน บาดลิชาห์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียลำดับที่ 5 และ 14 หรือสุลต่านตวนกู อับดุล ฮาลิม สุลต่านแห่งรัฐเกอดะฮ์องค์ที่ 27

สมรสแก้ไข

ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน ได้สมรสรวมทั้งหมด 4 ครั้ง ได้แก่

  1. ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2476 กับสตรีชาวไทยเชื้อสายจีนชื่อ ท่านผู้หญิงมาเรียม จง หรือมาเรียม อับดุลละห์ (Meriam Chong หรือ Meriam Abdullah) มีบุตร 2 คนคือ ตุนกู คาดีจะฮ์ (Tunku Khadijah) และตุนกู อะฮ์มัด เนอรัง (Tunku Ahmad Nerang) และภรรยาคนแรกมาเรียม จง ได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2478
  2. ครั้งที่สอง แต่งงานใหม่ที่อังกฤษกับสตรีชาวอังกฤษที่ชื่อว่า ไวโอเลต คอลสัน (Violet Coulson) แต่ได้หย่าร้างกันในปี พ.ศ. 2489
  3. ครั้งที่สามในปี พ.ศ. 2482 กับสตรีเชื้อสายอาหรับและมลายู ชื่อชารีฟะฮ์ โรเซียะฮ์ บินตี ไซยิด อัลวี บารักบะฮ์ (Sharifah Rodziah binti Syed Alwi Barakbah) ที่ต่อมากลายเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของมาเลเซียในเวลาต่อมาที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีบุตรธิดา 4 ท่าน คือ ซูไลมัน (Sulaiman), มาเรียม (Mariam), ชารีฟะฮ์ ฮานีซะฮ์ (Sharifah Hanizah) และฟารีดะฮ์ (Faridah)
  4. ครั้งที่สี่ กับสตรีเชื้อสายจีน ชื่อบีบี จง (Bibi Chong) มีบุตร 2 คน คือ ตุนกู นูร์ ฮายาตี (Tunku Noor Hayati) และตุนกู มัซตูรา (Tunku Mastura)[ต้องการอ้างอิง]

อับดุล ระฮ์มัน ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2533 ที่กัวลาลัมเปอร์ สิริอายุ 87 ปี ศพถูกฝังที่ the Langgar Royal Mausoleum ในเมืองอาโลร์เซอตาร์ รัฐเกอดะฮ์

ประวัติการศึกษาแก้ไข

 
ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน ถ่ายรูปคู่กับหลวงถวิลเศรษฐพณิชยการ (ถวิล คุปตารักษ์) โดยแต่งเครื่องแบบลูกเสือของโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ พ.ศ. 2457

เมื่อปี พ.ศ. 2452 (ค.ศ. 1909) ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน ได้เข้าศึกษาในชั้นประถมมลายู (Malay Primary School) ที่ถนนบาฮารู (Jalan Baharu) ในเมืองอาโลร์เซอตาร์ ประเทศมาเลเซีย ต่อด้วยเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนในปกครองของอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันเป็นวิทยาลัยสุลต่านอับดุลฮามิด

ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน ท่านเป็นนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ (ท.ศ.1233) ในปี พ.ศ. 2456 ขณะที่มีอายุเพียง 10 ขวบ ถูกส่งตัวมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับพี่ชายของเขาอีก 3 คน ท่านเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นและเพื่อนสนิท คือ หลวงถวิลเศรษฐพณิชยการ (ถวิล คุปตารักษ์) (อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ของไทย ช่วง พ.ศ. 2498-2503) เรียนอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ 2 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2456-2458 ต่อมาปี พ.ศ. 2458 เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนปีนังฟรีสกูล (Penang Free School)

ปี พ.ศ. 2461 ท่านเป็นนักเรียนคนแรกที่ได้ทุนจากรัฐบาลของรัฐเกอดะฮ์ ที่ไปศึกษาในสหราชอาณาจักร ไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยเซนต์แคทรีน (St Catharine's College) ในมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ และได้รับปริญญาบัณฑิตสาขาศิลปศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1925

หลังจากกลับมาจากอังกฤษทำงานอยู๋ช่วงเวลาหนึ่ง ได้เดินทางไปศึกษาวิชากฎหมายต่อ ที่ Inner Temple ที่ประเทศอังกฤษ แต่ต้องหยุดเรียน ในปี ค.ศ. 1938 เนื่องจากช่วงนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2ขึ้น ทำให้เขาต้องหยุดเรียนและกลับมาที่มาเลเซีย หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ในปี ค.ศ. 1947 จึงกลับไปศึกษาที่ Inner Temple อีก และจบการศึกษาในปี ค.ศ. 1949

ประวัติการทำงานแก้ไข

หลังจบการศึกษาอับดุลระฮ์มันเข้ารับราชการในเกอดะฮ์ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองที่เขตกูลิม (Kulim) และซูไงเปอตานี (Sungai Petani) ในอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ได้รับเลือกให้เป็นประธานของสมาคมมลายูของสหราชอาณาจักร (the Malay Society of Great Britain)

ปี ค.ศ. 1949 ในช่วงแรกของอาชีพนักการเมือง เขาได้เข้ารับงานราชการเป็นที่แรกที่สำนักงานกฎหมายของเมืองอาโลร์เซอตาร์ ต่อมาเมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการก็มีคำสั่งให้ย้ายไปประจำที่ กัวลาลัมเปอร์ และหลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานศาล ในช่วงเวลานั้นได้มีกลุ่มลัทธิชาตินิยมในมลายู ในการต่อต้านสหภาพมาลายาของอังกฤษ (Britain's Malayan Union) นำโดย ดาโต๊ะอันจาฟาร์ (Datuk Onn Jaafar) นักการเมืองของมาเลเซียที่เป็นผู้นำขององค์การประชาชาติมาเลเซียหรือพรรคแนวร่วมแห่งสหพันธ์มลายา (UMNO ที่เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในมาเลเซีย) และท่านตุนกู อับดุล ระฮ์มัน ได้สมัครเข้าร่วมกับพรรคอัมโน (UMNO) ท่านเป็นนักการเมืองเชื้อสายชาวมลายูที่ได้รับความนิยมและยอมรับจนได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสาขาของพรรคอัมโนในรัฐเกอดะฮ์

เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1951 เกิดวิกฤตทางการเมืองขึ้นได้รับเลือกให้เป็นประธานพรรคแนวร่วมแห่งสหพันธ์มาลายา (UMNO) คนใหม่และดำรงตำแหน่งเป็นเวลานานถึง 20 ปี และ จนในปี ค.ศ.1954 เป็นตัวแทนคณะผู้แทนเจรจาขอเอกราชมาเลเซียคืนจากสหราชอาณาจักร

ปี ค.ศ. 1955 มีการเลือกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก พรรคชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากแบบถล่มทลายในสภา ท่านได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย นับเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 จนถึง 22 กันยายน ค.ศ. 1970 และหลังชัยชนะจากการเลือกตั้งท่านยังรณรงค์ต่อสู่เรียกร้องเอกราชคืนจากสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง จนประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา

31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 เป็นวันที่สหพันธ์มาเลเซียได้รับอิสรภาพคืนจากอังกฤษ ท่านได้นำฝูงชน ไปตะโกนร้องว่า "Merdeka!" หมายถึง อิสรภาพ ต่อมาในปี ค.ศ. 1963 รวมรัฐซาบะฮ์และซาราวัก รวมทั้งสิงคโปร์เข้าด้วยกัน จึงเป็นประเทศมาเลเซียอย่างสมบูรณ์แบบ

ปี ค.ศ. 1961 ได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมอาเซียน (ASA - the Association of Southeast Asia) ที่ภายหลังในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1967 เปลี่ยนมาเป็น ASEAN (the Association of Southeast Asian Nations)

ในด้านศาสนา ท่านเป็นผู้ริเริ่มงานให้กับศาสนาอิสลามในรัฐเกอดะฮ์ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951 จนพัฒนาความคิดต่อยอด จัดตั้งองค์กร Islamic Welfare Organisation (PERKIM) ในปี ค.ศ. 1960 จนได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของ PERKIM จนถึงปี ค.ศ. 1989 รวมทั้งใน ค.ศ. 1969 มีส่วนช่วยในการจัดตั้ง the Organisation of Islamic Conference (OIC) และจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลามขึ้น (the Islamic Development Bank) และได้รับการแต่งแต่งเป็นผู้นำเป็นประธานของ the Regional Islamic Da’wah council of South East Asia and Pacific (RISEAP) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1982-1988

ในด้านการกีฬาท่านส่งเสริมสนับสนุนให้มาเลเซีย จัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลเฉลิมฉลองเอกราชมาเลเซียหรือฟุตบอลเมเดก้า (an International football tournament ,the Pestabola Merdeka) ขึ้นในปี ค.ศ. 1957 หลังจากที่ได้เอกราชคืนจากอังกฤษ ท่านได้รับเลือกเป็นประธานคนแรกของสมาคมฟุตบอลอาเซียน (the Asian Football Confederation –AFC ) ดำรงตำแหน่งจนถึงปี ค.ศ. 1976

ในด้านกีฬาแข่งม้า เป็นที่ชื่นชอบโปรดปรานชมและเล่นพนันเสี่ยงโชคเป็นประจำที่ the Selangor Turf Club

ในด้านสื่อสารมวลชน ท่านได้เข้าเป็นประธานของหนังสือพิมพ์ในปีนังที่ชื่อว่าThe Star เขียนคอลัมน์ “Looking Back”และ “As I see It”

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

เครื่องราชอิสริยาภรณ์มาเลเซียแก้ไข

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Tunku Abdul Rahman, 87, Dead; First Prime Minister of Malaysia". New York Times. 7 December 1990. สืบค้นเมื่อ 25 June 2015.
  2. Cheah, Boon Kheng (2002). "The Tunku as "Founding Father of the Nation"". Malaysia: The Making of a Nation. Singapore: Institute of Southeast Asian Studies. pp. 109–110. ISBN 9812301542.
  3. สุลต่าน อับดุลฮามิด
  4. เกร็ดกระทู้ - ตอน ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน
  5. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รวม ๒ เรื่อง, เล่ม 79, ตอน 71 ง, 7 สิงหาคม พ.ศ. 2505 , หน้า 1725

อ่านเพิ่มแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

  วิกิคำคม มีคำคมที่กล่าวโดย หรือเกี่ยวกับ ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน