อาร์เอส

(เปลี่ยนทางจาก ช่อง 8)

บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) (อังกฤษ: RS PUBLIC COMPANY LIMITED ชื่อย่อ:RS) เป็นบริษัทของไทย ประกอบธุรกิจพาณิชย์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ด้านความงามและสุขภาพ ที่จำหน่ายหลากหลายช่องทางทั้งออนแอร์และออนไลน์ โฮมช๊อปปิ้ง เวอร์ชวลมอลล์ การพาณิชย์หลายช่องทาง เพลง การจัดคอนเสิร์ต อีเว้นท์ สื่อวิทยุ และสื่อโทรทัศน์

บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)
RS Public Company Limited
ประเภทบริษัทมหาชน (SET:RS)
ก่อตั้ง1 มกราคม พ.ศ. 2524 (39 ปี)
ผู้ก่อตั้งสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์
เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์
ที่ตั้ง27 อาคารอาร์เอสกรุ๊ป ถนนประเสริฐมนูกิจ (เกษตร-นวมินทร์) แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
บุคลากรหลักสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์-ประธานบริษัท
อุตสาหกรรมธุรกิจพาณิชย์
ผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม รายการโทรทัศน์ ละครโทรทัศน์ ดนตรี เพลง โชว์บิซ คอนเสิร์ต สตูดิโอ และ สถานีโทรทัศน์
รายได้3,611 ล้านบาท (ข้อมูลปี พ.ศ. 2562) [1]
พนักงาน1,400 คน
บริษัทย่อยCH8
Coolism
RSIAM
กามิกาเซ่
Rose Sound
RS Mall
Lifestar
CoolAnything
เว็บไซต์www.rs.co.th

ประวัติแก้ไข

 
สัญลักษณ์บริษัทเมื่อครั้งใช้ชื่อว่า อาร์.เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด
 
สัญลักษณ์บริษัท ถึงเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2563

ช่วงเริ่มต้นแก้ไข

พ.ศ. 2519 เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์ และสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ เริ่มก่อตั้ง RS และ Rose Sound จากธุรกิจตู้เพลงและค่ายเพลง ด้วยเงินลงทุน 50,000 บาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นปฐมบทของอาณาจักร "อาร์เอส" อันยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน

พ.ศ. 2525 ก้าวเข้าสู่ธุรกิจเพลงวัยรุ่น ภายใต้บริษัท อาร์.เอส.ซาวด์ จำกัด โดยมีศิลปินวงแรกในสังกัดคือ วงอินทนิล ตามด้วย คีรีบูน, ฟรุตตี้, ซิกเซนต์, บรั่นดี, และ เรนโบว์ เป็นต้น

พ.ศ. 2535 ย้ายสำนักงานมายังอาคารเชษฐโชติศักดิ์ ซอยลาดพร้าว 15 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “บริษัท อาร์.เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด” และพร้อมทั้งประกาศจุดยืนการเป็นบริษัทบันเทิงแบบครบวงจร

พ.ศ. 2538  ก้าวเข้าสู่ธุรกิจภาพยนตร์ในนาม “อาร์.เอส.ฟิล์ม” จากเรื่อง “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว” และนับเป็นภาพยนตร์เปิดตัวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งด้านรายได้และรางวัล และยังเป็นพื้นฐานความสำเร็จของเรื่องต่อๆ มา

พ.ศ. 2540 ก้าวเข้าสู่สื่อโทรทัศน์อย่างเต็มตัวด้วยการเปิดบริษัท ชาโดว์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด  ในช่วงต้นปี และบริษัท เมจิคแอ็ดเวอร์เทนเมนท์ จำกัด ในช่วงกลางปี ในฐานะผู้ผลิตคอนเทนต์อันโดดเด่น โดยผลิตทั้งรายการเกมส์โชว์, รายการวาไรตี้, มิวสิควีดีโอ และละครโทรทัศน์

พ.ศ. 2542 จัดทัพธุรกิจสื่อวิทยุใหม่ในนาม บริษัท สกาย-ไฮเน็ตเวิร์ค จำกัด และเข้าทำสื่อวิทยุอย่างเป็นทางการ โดยรับหน้าที่ผลิตรายการและบริหารคลื่นวิทยุในเครือ ได้แก่ 98 Cool FM และ 88.5 Z POP We Like คลื่นซ่าของคนรุ่น “Z”

บริษัทจำกัด (มหาชน)แก้ไข

พ.ศ. 2546 อาร์เอสได้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)

พ.ศ. 2550 เปลี่ยนโลโก้บริษัทเนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี  รวมทั้งก่อตั้งบริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดแคสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเมนต์ จำกัด และ บริษัท อาร์เอส ไอดรีม จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจทางด้านกีฬาและโชว์บิซ รวมทั้งลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2 สมัย คือฟุตบอลโลก 2010 และ 2014 และฟุตบอลยูโร 2008

พ.ศ. 2552  รุกเข้าสู่ธุรกิจดาวเทียม โดยเปิดตัว YOU Channel และ สบายดี ทีวี จากนั้นในปี 2554 ได้ขยายตัวในธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมเพิ่มอีก 2 ช่อง ได้แก่ ช่อง 8 และ Yaak TV

พ.ศ. 2556 เป็นผู้ผลิตสื่อครบวงจร พร้อมทั้งผลิตสื่อบันเทิงเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจวิทยุ ได้รีแบรนด์ ‘สกายไฮ เน็ตเวิร์ค’ เป็น ‘คูลลิซึ่ม’ และเปิดคลื่นวิทยุใหม่ คูลเซลเซียส 91.5

พ.ศ. 2557   ก้าวเข้าสู่ธุรกิจทีวีดิจิทัลเต็มรูปแบบ ภายใต้แบรนด์ “ช่อง 8”, และในส่วนของ “ช่อง 2” และ “สบายดีทีวี” ยังคงเป็นผู้นำในธุรกิจทีวีดาวเทียม ทั้งยังได้ปรับโฉมคลื่นวิทยุ คูลเซลเซียส 91.5 เป็น COOL Fahrenheit 93 คลื่นเพลงฟังสบายอันดับ 1 ที่มีผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่น และในขณะเดียวกันก็เริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม

พ.ศ. 2559 เปิดตัวบริษัท “ไลฟ์สตาร์ (LifeStar)” เพื่อขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจสุขภาพและความงาม พร้อมเผยโฉมแบรนด์หลักอย่าง "มาจีค กราวีธัส รีไวว์ และ โนเบิลไวท์"

พ.ศ. 2560 บริษัทฯ ภายใต้การดำเนินงานของไลฟ์สตาร์ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามอย่างต่อเนื่อง จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ภายใต้กลุ่มแบรนด์ "มาจีค" ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ภายใต้กลุ่มแบรนด์ "รีไวฟ์" และผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ภายใต้กลุ่มแบรนด์ "เอส.โอ.เอ็ม." โดยโฆษณาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านสื่อของบริษัทฯ ทั้งออนไลน์และออนแอร์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของทีม Telesales เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และบริษัทฯ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ยอดขายเติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

พ.ศ. 2561 เปลี่ยนถ่ายเข้าสู่การเป็นบริษัทเชิงพาณิชย์ หรือ MPC อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการบริหารสื่อในมืออย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีการขยายตัวทั้งในส่วนของช่องทางการจัดจำหน่ายและประเภทของผลิตภัณฑ์เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค

พ.ศ. 2562 เติบโตในธุรกิจพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ “ช้อป 1781” อย่างต่อเนื่องและสูงสุดเป็นประวัติการ และได้ทำการเปลี่ยนหมวดธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์จาก “สื่อและสิ่งพิมพ์” เป็น “พาณิชย์” รวมทั้งได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เพื่อเป้าหมายในการขยายและเชื่อมโยงสื่อทุกช่องทางให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ

พ.ศ. 2563 ช่วงเวลาสำคัญของอาร์เอส ประกาศปรับแบรนด์ใหม่สู่การเป็น “อาร์เอส กรุ๊ป” ยุคแห่ง Entertainmerce บนสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ รวมทั้งได้รีแบรนด์ “ช้อป 1781” เป็น “อาร์เอส มอลล์ แชนแนล” ทางด้านแบรนด์ “ไลฟ์สตาร์” ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง, ช่อง 8, คูลลิซึ่ม, ธุรกิจเพลง ยังเป็นผู้นำตลาดและเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจพาณิชย์เติบโต

ย้ายธุรกิจแก้ไข

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 อาร์เอส ได้รับการอนุมัติจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการขอปรับย้ายหมวดธุรกิจ จากหมวดธุรกิจสื่อและสิ่งพิมพ์ มาเป็นหมวดธุรกิจพาณิชย์ โดยยังคงอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการเช่นเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยหลังจากเปลี่ยนกลุ่มมาเป็นกลุ่มธุรกิจพาณิชย์หลายช่องทาง หรือ MPC (Multi-platform Commerce) สร้างรายได้ได้ในสัดส่วนถึง 60% ของรายได้รวมของอาร์เอส[2] ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เข้าถือหุ้นอาร์เอส จำนวน 68 ล้านหุ้น (หรือประมาณ 7%) เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลลูกค้า[3]

ปรับภาพลักษณ์องค์กรแก้ไข

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 อาร์เอสได้ย้ายสำนักงานจากอาคารเชษฐโชติศักดิ์ ซอยลาดพร้าว 15 มาอยู่ที่ อาคารกลุ่มอาร์เอส ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 62,845 ตารางเมตร แบ่งเป็น 3 อาคารหลัก และ 1 อาคารจอดรถ มีการออกแบบสไตล์ Congregations Rhythm และออกแบบให้ด้านหน้าอาคารของทั้ง 4 อาคารให้มีความต่อเนื่องกัน รวมเป็นกลุ่มอาคาร ซึ่งมีพื้นที่ของส่วนงานการผลิตของช่อง 8 ที่มีห้องถ่ายทอดรายการข่าว และห้องอัดเสียง รวมทั้งห้องจัดรายการสำหรับคลื่นวิทยุคูลฟาเรนไฮต์ 93 และยังมี "โรสฮอลล์" หรือพื้นที่จัดกิจกรรมที่สามารถรองรับได้ถึง 400 – 600 คน ไว้รองรับการจัดอีเวนต์หรือกิจกรรมได้อย่างหลากหลายรูปแบบ

หลังจากย้ายตึกแล้ว อาร์เอสได้มีการปรับภาพลักษณ์องค์กร และเปลี่ยนสัญลักษณ์บริษัทใหม่ จากสีฟ้าที่ดูคล้ายหยดน้ำ เป็นตัวอักษรทรงโค้งมนในสไตล์มินิมอล ซึ่งสื่อถึงองค์กรไร้กรอบและข้อจำกัดใด ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานและการทำธุรกิจยุคที่มีการ Disruption อยู่ตลอดเวลา และพร้อมไปได้ทุกที่ ทุกสถานะ ในส่วนของสีคือไม่มีสี หมายถึงไม่ยึดติดอยู่กับสีใดสีหนึ่ง เพราะหากเราเปรียบแต่ละธุรกิจของ RS เป็นเหมือนสี สีเหล่านั้นก็จะสามารถผสมกันได้อย่างกลมกลืน นับเป็นอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากบริษัทอื่นๆ ที่มีการกำหนดสีที่ชัดเจน

รูปทรงและความโค้งมนของตัวอักษร R และ S ถูกนำมาปรับใช้เพื่อแสดงออกถึงความพริ้วไหว และขับเคลื่อนไปสู่ความก้าวหน้า ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ มีความทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังดูเป็นมิตรและเข้าถึงได้ง่าย

บริษัทย่อยแก้ไข

จากข้อมูลในรายงานประจำปี พ.ศ. 2561 บริษัทอาร์เอสมีบริษัทย่อยดังนี้[4]

  • บริษัท ไลฟ์สตาร์ จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ดำเนินธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามช่องทางค้าปลีกต่าง ๆ
  • บริษัท อาร์เอส เทเลวิชั่น จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ดำเนินธุรกิจให้บริการสื่อโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล คือช่อง 8
  • บริษัท จัดเก็บลิขสิทธิ์ไทย จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ดำเนินธุรกิจจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์
  • บริษัท บันเทิง วาไรตี้ จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ดำเนินธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์

ธุรกิจแก้ไข

ธุรกิจพาณิชย์หลายช่องทางแก้ไข

ธุรกิจพาณิชย์ (Commerce) การขายสินค้าภายใต้ RS Mall และ COOLanything ผ่าน Platform และช่องทางทั้งของ อาร์เอส และพันธมิตร ทั้งในส่วนของ On air จากช่อง 8 และช่องผู้นำดิจิทัลทีวีอื่นๆ วิทยุ COOLfahrenheit ทีวีดาวเทียม และ Online ทั้ง LINE OA, Website และ Application รวมถึงการวางสินค้าผ่าน modern trade ต่างๆ สำหรับสินค้าของ อาร์เอส ภายใต้การดูแลของบริษัท Lifestar

ธุรกิจสื่อแก้ไข

ธุรกิจสื่อ ทีวีดิจิทัล ช่อง 8 และทีวีดาวเทียม 2 ช่อง คือ อาร์เอส มอลล์ และ ช่อง 2 และ คูลฟาเรนไฮต์ 93[4] ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มฟังเพลงผ่านคลื่นวิทยุและทางออนไลน์ อันดับ 1 ของคนเมือง

ธุรกิจเพลงแก้ไข

 
เฟย์ ฟาง แก้ว ศิลปินเบอร์แรกของค่ายวัยรุ่น กามิกาเซ่

ปัจจุบันธุรกิจเพลงของอาร์เอส มีรายได้จากการบริหารงานให้แก่ศิลปิน ลิขสิทธิ์ ศิลปินเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ  และดิจิทัลมิวสิกมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เพลงในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านทางระบบดิจิทัล ทั้งการฟังเพลงในรูปแบบออนไลน์สตรีมมิง อาทิ จูกซ์ สปอติฟาย เเป็นต้น รวมถึงการฟังเพลงดูมิวสิกวิดีโอผ่าน ยูทูบ ไลน์ทีวี หรือให้บริการดาวน์โหลดเพลง ดาวน์โหลดเสียงเรียกเข้าผ่านโทรศัพท์ เสียงรอสายผ่านเครือข่ายของระบบุโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดาวน์โหลดเพลงผ่านช่องทางอย่าง ไอจูนส์ หรือผ่านเครือข่ายของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ (WAP) บริษัทยังมีรายได้จากการจัดเก็บลิขสิทธิ์เพลง ภายใต้บริษัท จัดเก็บลิขสิทธิ์ไทย จำกัด ค่ายเพลงในปี 2562 ของอาร์เอส คือ อาร์สยาม[5] และในปี 2563 อาร์เอสเตรียมเปิดค่ายเพลงเพิ่ม 2 ค่ายได้แก่ กามิกาเซ่ และ โรสซาวด์[6][7]

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. [1]
  2. "กรณีศึกษา 'อาร์เอส' กับการ Cross Industry 'ต้องไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม' เพราะส่งที่ใช่ ไม่จำเป็นต้องใช่เสมอไป". แบรนด์บุฟเฟต์. 25 มีนาคม 2562. สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2562.
  3. "BTS ทุ่มพันล้านซื้อหุ้น RS 7% ขยายฐานต่อยอดธุรกิจใหม่". ผู้จัดการออนไลน์. 20 สิงหาคม 2562. สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2562.
  4. 4.0 4.1 "รายงานประจำปี 2561". สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2562.
  5. "กาลครั้งหนึ่ง RS เบอร์ 2 ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เมืองไทย กับวันนี้สู่ "ธุรกิจ คอมเมิร์ซ"". marketingoops. 18 มีนาคม 2562. สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2562.
  6. "ค่ายเพลงในตำนานอย่าง Kamikaze ผู้ปฏิวัติวงการเพลงสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการเพลงไทย และได้ก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของวงการเพลงป๊อปที่สร้างวัฒนธรรมอันมีอัตตลักษณ์ และเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง และค่ายเพลงคลาสสิคอย่าง Rose Sound ที่สุดของเพลงป๊อปชื่อดังระดับตำนาน ที่เป็นต้นแบบแห่งวงการเพลงป๊อปในปัจจุบันของเมืองไทย กำลังจะกลับมาสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับผู้ฟัง". RS GROUP. 23 เมษายน 2563. สืบค้นเมื่อ 8 พฤษภาคม 2563.
  7. "สาวกค่าย RSiam, แฟนป๊อปค่าย Kamikaze หรือโตมากับ Rose Sound เตรียมพบกันหลังวิกฤติโควิด-19 คลี่คลาย". RS GROUP. 27 พฤษภาคม 2563. สืบค้นเมื่อ 27 พฤษภาคม 2563.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข