เปิดเมนูหลัก

กบฏเมืองแมนแดนสันติ

ขบวนการเมืองแมนแดนสันติ (จีนตัวย่อ: 太平天国运动; จีนตัวเต็ม: 太平天國運動; พินอิน: Tàipíng Tiānguó Yùndòng) หรือ กบฏเมืองแมนแดนสันติ เป็นการก่อกบฏขนานใหญ่ หรือสงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ เกิดขึ้นในจักรวรรดิจีนช่วง ค.ศ. 1850–1864 ระหว่างราชวงศ์ชิงที่ชาวแมนจูเป็นผู้นำ กับรัฐเมืองแมนแดนสันติ (太平天國) ของหง ซิ่วเฉฺวียน (洪秀全)

กบฏเมืองแมนแดนสันติ
Regaining the Provincial City Anqing2.jpg
ยุทธการอานชิ่ง ค.ศ. 1861 วาดใน ค.ศ. 1884
วันที่ ธันวาคม ค.ศ. 1850 – สิงหาคม ค.ศ. 1864
สถานที่ จีน
ผลลัพธ์ ราชวงศ์ชิงชนะ
คู่ขัดแย้ง
เมืองแมนแดนสันติ
ผู้ร่วมรบ:
กบฏเหนี่ยน
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
กำลัง
1,100,000+[2] 500,000[3]
กำลังพลสูญเสีย
ตาย 145,000 คน ตาย 243,000 คน
ยอดตาย: 20–30 ล้านคน (การประมาณที่ดีที่สุด)[4]

หง ซิ่วเฉฺวียน เป็นบัณฑิตสอบตกที่เข้ารีตเป็นคริสต์ศาสนิก และอ้างตนเป็นน้องชายของพระเยซู เขาก่อตั้งลัทธิบูชามหาเทพ (拜上帝教) ที่มุ่งหวังจะให้ประชาชนหันมานับถือศาสนาคริสต์ตามแบบของเขาที่มีการบูชาเทวดาต่าง ๆ ทั้งจะโค่นล้มราชวงศ์ชิง แล้วจัดการปฏิรูปบ้านเมืองขนานใหญ่[5][6] การปฏิรูปของหง ซิ่วเฉฺวียน ไม่ได้เป็นไปเพื่อเอาชนชั้นรากหญ้าเข้าแทนที่ชนชั้นปกครองเท่านั้น แต่พยายามจะสับเปลี่ยนระเบียบทางสังคมและจิตวิญญาณด้วย[7] เมื่อถูกขุนนางท้องถิ่นห้ามปราม ลัทธิบูชามหาเทพก็ลุกฮือที่จินเถียน (金田起義) ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1851 รัฐบาลกลางจึงส่งทัพธงเขียว (綠營兵) เข้าไปปราบ หง ซิ่วเฉฺวียน จึงออกหน้าประกาศตนเป็น "เจ้าฟ้า" (天王) แห่งประเทศที่เขาก่อตั้งใหม่ เรียกว่า "เมืองแมนแดนสันติ" แล้วจัดตั้งทัพมุ่งขึ้นเหนือเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1851 เพื่อโจมตีชาวแมนจู ครั้นวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1853 ทัพเมืองแมนแดนสันติยึดหนานจิง (南京; "เมืองใต้") ไว้ได้ จึงเอาเป็นเมืองหลวง โดยเปลี่ยนชื่อเป็น "เทียนจิง" (天京; "เมืองฟ้า")

ทัพกบฏยึดครองภาคใต้ส่วนใหญ่ได้ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนสามารถควบคุมฐานประชากรเกือบ 30 ล้านคน ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หลังจากยึดเจียงซี (江西), หูเป่ย์ (湖北), และอานฮุย (安徽) ได้แล้ว กบฏก็มุ่งหน้าไปยึดเป่ย์จิง (北京) เมืองหลวงของราชวงศ์ชิง แต่ไม่สำเร็จ กระนั้น กองทัพราชวงศ์ชิงไม่สามารถหยุดยั้งการรุกคืบของกบฏได้ มีแต่กองกำลังทหารท้องถิ่นนอกประจำการของขุนพลเจิง กั๋วฟาน (曾國藩) ที่เรียกว่า "ทัพเซียง" (湘軍) เป็นกลุ่มหลักในการต่อต้านการกบฏ

ช่วงหลัง เมืองแมนแดนสันติเริ่มอ่อนแอลงเพราะการชิงอำนาจกันเอง โดยเฉพาะในเหตุการณ์เทียนจิง (天京事變) เมื่อ ค.ศ. 1856 ที่หยาง ซิ่วชิง (楊秀清) ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าบูรพา (東王) พยายามยึดอำนาจ แต่ล้มเหลวและถูกเหวย์ ชางฮุย (韋昌輝) เจ้าอุดร (北王) ฆ่า ขณะที่ทัพของเจิง กั๋วฟาน ก็สามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ในเจียงซีกับหูเป่ย์คืนไปได้ อย่างไรก็ดี ในยุทธการเจียงหนาน (江南之战) เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1860 ทัพกบฏมีชัยเหนือทัพหลวงที่ล้อมหนานจิงไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1853 ขับไล่กองทัพรัฐบาลไปจากภูมิภาค และเปิดทางให้ตนรุกรานเจียงซู (江苏) กับเจ้อเจียง (浙江) เป็นผลสำเร็จ ส่วนทัพของเจิง กั๋วฟาน ก็มุ่งลงฉางเจียง (長江) ไปยึดอานชิ่ง (安慶) คืนจากกบฏได้ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1861

ครั้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1862 เจิง กั๋วฟาน เข้าปิดล้อมหนานจิง เมืองหลวงของกบฏ และสามารถตั้งมั่นปิดเมือง แม้ฝ่ายกบฏที่มีกำลังมากกว่าพยายามจะขับไล่หลายครั้งก็ตาม การปิดล้อมทำให้อาหารในเมืองขาดแคลน หง ซิ่วเฉฺวียน เก็บผักป่ามาบริโภค ทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษจนเขาล้มป่วยลงถึง 20 วันและเสียชีวิตในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1864 เมื่อหง ซิ่วเฉฺวียน สิ้นใจแล้ว หนานจิงก็ถูกตีแตกในยุทธการหนานจิง (南京之战) วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1864 ครั้นหนานจิงแตกแล้ว เจิง กั๋วฟาน พร้อมด้วยผู้สนับสนุน เช่น หลี่ หงจาง (李鴻章) กับจั่ว จงถัง (左宗棠) ก็ได้รับการสดุดีในฐานะผู้ช่วยราชวงศ์ชิงให้รอด และกลายเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดแห่งปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 กลุ่มกบฏที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยภายใต้การนำของหง เทียนกุ้ยฝู (洪天貴福) บุตรชายของหง ซิ่วเฉฺวียน ยังคงต่อสู้ต่อไปในเจ้อเจียง แต่หง เทียนกุ้ยฝู ถูกจับในวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1864 และกองกำลังกบฏก็ถอยร่นไปเรื่อย ๆ จนถึงกวั่งตง (广东) ที่ซึ่งกบฏคนสุดท้ายถูกปราบในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1866

ประมาณว่า กบฏครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 20–70 ล้านคนไปจนถึง 100 ล้านคน และอีกหลายล้านคนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ นับเป็นความขัดแย้งอย่างใหญ่หลวงที่สุดในจีนนับแต่ราชวงศ์ชิงพิชิตราชวงศ์หมิงได้ใน ค.ศ. 1644 ทั้งยังเป็นสงครามครั้งหนึ่งที่มีการนองเลือดมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เป็นสงครามกลางเมืองที่สูญเสียเลือดเนื้อมากที่สุด และเป็นการขัดกันทางทหารที่ใหญ่หลวงที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19[8]

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 Handbook of Christianity in China, Volume 2, Nicolas Standaert, R. G. Tiedemann, eds., p. 390
  2. Heath, pp. 11–16
  3. Heath, p. 4
  4. Platt 2012, p. p. xxiii.
  5. Jen Yu-wen, The Taiping Revolutionary Movement 4-7 (1973)
  6. C. A. Curwen, Taiping Rebel: The Deposition of Li Hsiu-ch'eng 1 (1977)
  7. Franz H. Michael, The Taiping Rebellion: History 7 (1966)
  8. Cao, Shuji (2001). Zhongguo Renkou Shi [A History of China's Population]. Shanghai: Fudan Daxue Chubanshe. pp. 455, 509.