อาชิกางะ โยชิมิตสึ

อาชิกางะ โยชิมิตสึ (ญี่ปุ่น: 足利 義満 โรมาจิ: Ashikaga Yoshimitsu) เป็นโชกุนคนที่ 3 แห่ง ตระกูลอาชิกางะ โดยในสมัยโชกุนโยชิมิตสึสามารถรวบรวมราชวงศ์เหนือ-ใต้ให้เป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ

อาชิกางะ โยชิมิตสึ
Yoshimitsu Ashikaga cropped.jpg
อาชิกางะ โยชิมิตสึ
โชกุนแห่งมูโรมาจิ
ค.ศ. 1368 - 1394
ก่อนหน้าอาชิกางะ โยชิอากิระ
ถัดไปอาชิกางะ โยชิโมจิ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด25 กันยายน พ.ศ. 1901
อสัญกรรม31 พฤษภาคม พ.ศ. 1951 (49 ปี)
บิดาอาชิกางะ โยชิอากิระ
มารดาคิโนะ โยชิโกะ
มิไดฮิโนะ นาริโกะ
บุตร-ธิดาอาชิกางะ โยชิโมจิ
ในชื่อบุคคลญี่ปุ่นนี้นามสกุลคือ อาชิกางะ

ประวัติแก้ไข

วัยเยาว์แก้ไข

โยชิมิตสึเกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1358 เป็นบุตรชายของโชกุน อาชิกางะ โยชิอากิระ โชกุนลำดับที่สองแห่งรัฐบาลโชกุนมูโรมาจิ กับนางคิ โนะ โยชิโกะ (ญี่ปุ่น: 紀良子 โรมาจิ: Ki no Yoshiko) ซึ่งเป็นภรรยาน้อยของโยชิอากิระ เดิมโยชิมิตสึในวัยเยาว์มีชื่อว่า ชุงโอ (ญี่ปุ่น: 春王 โรมาจิ: Shun-ō) ในค.ศ. 1367 โชกุนโยชิอากิระผู้เป็นบิดาล้มป่วยลงกระทันหันจนถึงแก่อสัญกรรม ใน ค.ศ. 1368 ชุงโอจึงผ่านพิธีเง็มปูกุได้รับชื่อว่า โยชิมิตสึ และได้สืบทอดตำแหน่งโชกุนต่อจากบิดาด้วยอายุเพียงสิบปีเท่านั้น

เนื่องจากโชกุนโยชิมิตสึขึ้นดำรงตำแหน่งตั้งแต่อายุยังเยาว์ อำนาจการปกครองจึงตกอยู่ที่โฮโซกาวะ โยริยูกิ (ญี่ปุ่น: 細川 頼之 โรมาจิ: Hosokawa Yoriyuki) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นคันเร (ญี่ปุ่น: 管領 โรมาจิ: Kanrei) หรือผู้สำเร็จราชการแทนโชกุน มาตั้งแต่สมัยของโชกุนโยชิอากิระผู้เป็นบิดา โชกุนโยชิอากิระก่อนจะสิ้นใจ ได้เรียกทั้งโยชิมิตสึและโยริยูกิเข้าพบ โชกุนโยชิอากิระกล่าวแก่โยริยูกิว่า "ข้ามอบบุตรของข้าให้แก่ท่าน" และกล่าวแก่โยชิมิตสึบุตรชายว่า "ข้ามอบบิดาคนใหม่ให้แก่เจ้า"[1] ประเทศญี่ปุ่นในช่วงต้นสมัยของโชกุนโยชิมิตสึนั้นยังคงมีหลายขั้วอำนาจ อยู่ในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ (ญี่ปุ่น: 南北朝時代 โรมาจิ: Nanboku-chō jidai) รัฐบาลโชกุนมูโรมาจิซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่นครเคียวโตะ ให้การสนับสนุนราชวงศ์ฝ่ายเหนือ ในขณะที่ราชวงศ์ฝ่ายใต้แยกตัวเป็นอิสระประทับอยู่ที่เมืองโยชิโนะ ทางเกาะคีวชูนั้นมีเจ้าชายคเนโยชิ (ญี่ปุ่น: 懐良親王 โรมาจิ: Kaneyoshi shinnō) ควบคุมอยู่ และทางภูมิภาคคันโตที่เมืองคามากูระ คันโตคุโบ (ญี่ปุ่น: 関東公方 โรมาจิ: Kantō kubō) ก็พร้อมที่จะแยกตนเป็นอิสระ

 
คฤหาสน์ ฮานะ โนะ โกโชะ

ใน ค.ศ. 1369 คุซูโนกิ มาซาโนริ (ญี่ปุ่น: 楠木 正儀 โรมาจิ: Kusunoki Masanori) แม่ทัพของราชวงศ์ฝ่ายใต้ แปรพักตร์มาเข้ากับฝ่ายรัฐบาลโชกุนฯ ค.ศ. 1370 คันเรโยริยูกิส่งอิมางาวะ ซาดาโยะ (ญี่ปุ่น: 今川 貞世 โรมาจิ: Imagawa Sadayo) นำทัพของรัฐบาลโชกุนฯ ไปปราบเจ้าชายคาเนโยชิที่เกาะคีวชู ใน ค.ศ. 1378 คฤหาสน์แห่งใหม่ของโชกุนโยชิมิตสึสร้างขึ้นแล้วเสร็จ เรียกว่า ฮานะ โนะ โกโชะ (ญี่ปุ่น: 花の御所 โรมาจิ: Hana no Gosho) หรือ มูโรมาจิ โดะโนะ (ญี่ปุ่น: 室町殿 โรมาจิ: Muromachi dono) ซึ่งจะกลายเป็นที่พำนักของโชกุนตระกูลอาชิกางะไปจนตลอดยุคมูโรมาจิ

ดำรงตำแหน่งโชกุนแก้ไข

ตลอดสิบปีช่วงต้นสมัยของโชกุนโยชิมิตสึ อำนาจในการปกครองตกอยู่ที่คันเรโยริยูกิ จนกระทั่งใน ค.ศ. 1379 คันเรโยริยูกิถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ทำให้โชกุนโยชิมิตสึมีโอกาสขึ้นมามีอำนาจในการบริหารประเทศอย่างเต็มที่ เนื่องจากรัฐบาลโชกุนฯ ให้การสนับสนุนราชวงศ์ฝ่ายเหนือ ในการต่อสู้กับราชวงศ์ฝ่ายใต้ ทำให้รัฐบาลโชกุนอาชิกางะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชสำนักเกียวโต ใน ค.ศ. 1381 พระจักรพรรดิโกะ-เอ็งยูเสด็จไปทรงเยี่ยมโชกุนโยชิมิตสึที่คฤหาสน์ฮานะโนะโกโชะ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่พระจักรพรรดิเสด็จไปหาโชกุนด้วยพระองค์เอง

การสูญสิ้นอำนาจของคันเรโยริยูกิทำให้ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ค.ศ. 1382 คุซูโนกิ มาซาโนริ แปรพักตร์กลับไปเข้ากับราชวงศ์ฝ่ายใต้อีกครั้ง และ ค.ศ. 1395 อิมางาวะ ซะดะโยะ ถูกปลดจากการเป็นผู้นำทัพในเกาะคีวชู คุซูโนกิ มาซาโนริ พ่ายแพ้ต่อทัพของรัฐบาลโชกุนฯ ใน ค.ศ. 1385 และมาซาโนริถึงแก่กรรมใน ค.ศ. 1389 ทำให้ราชวงศ์ฝ่ายใต้ขาดแม่ทัพที่เข้มแข็ง ใน ค.ศ. 1391 ตระกูลยามานะ ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจถือครองที่ดินจำนวนมากในภูมิภาคชูโงกุ นำโดยยามานะ อุจิกิโยะ (ญี่ปุ่น: 山名 氏清 โรมาจิ: Yamana Ujikiyo) ถือโอกาสยกทัพเข้าเมืองเกียวโตเพื่อที่จะยึดอำนาจจากรัฐบาลโชกุนฯ ให้แก่ราชวงศ์ฝ่ายใต้ เรียกว่า สงครามปีเมโตกุ (ญี่ปุ่น: 明徳の乱 โรมาจิ: Meitoku no ran) แต่ล้มเหลว

ใน ค.ศ. 1392 โชกุนโยชิมิตสึจัดให้มีการเจรจาข้อตกลงระหว่างราชวงศ์ฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ โดยพระจักรพรรดิโกะ-คาเมยามะแห่งราชวงศ์ฝ่ายใต้ทรงยินยอมมอบเครื่องราชกกุฎภัณฑ์สามอย่าง (Three Sacred Treasures) อันเป็นสัญลักษณ์ของราชสมบัติญี่ปุ่น ให้แก่พระจักรพรรดิโกะ-โคมัตสึแห่งราชวงศ์ฝ่ายเหนือ ภายใต้เงื่อนไขว่าพระราชวงศ์ทั้งสองสายจะผลัดกันขึ้นครองราชสมบัติที่นครเกียวโต เท่ากับเป็นการยอมรับว่าพระจักรพรรดิที่เมืองเกียวโตนั้นเป็นพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นแต่เพียงพระองค์เดียว เป็นการยุติยุคราชวงศ์เหนือใต้ อันเป็นยุคสมัยแห่งความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเป็นเวลาประมาณหกสิบปี

ดำรงตำแหน่งโอโงโชะแก้ไข

ด้วยความดีความชอบของโชกุนโยชิมิตสึ ทำให้ใน ค.ศ. 1394 โชกุนโยชิมิตสึได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ไดโจไดจิง (ญี่ปุ่น: 太政大臣 โรมาจิ: Daijō-daijin) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงที่สุดในราชสำนักญี่ปุ่นรองจาก คัมปะกุ และในปีเดียวกันนั้น โชกุนโยชิมิตสึสละตำแหน่งโชกุนให้แก่อาชิกางะ โยชิโมจิผู้เป็นบุตรชาย โยชิมิตสึดำรงตำแหน่งเป็น โอโงโชะ (ญี่ปุ่น: 大御所 โรมาจิ: Ōgosho) หรืออดีตโชกุนแทน พร้อมทั้งบรรพชาเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเซนได้รับฉายาว่า โดงิ (ญี่ปุ่น: 道義 โรมาจิ: Dōgi) ในปีค.ศ. 1395

 
คฤหาสน์คิงกากุ ต่อมาคือ วัดคิงกากุ

แม้ว่าจะสละตำแหน่งโชกุนให้แก่บุตรชายแล้ว แต่อำนาจการปกครองยังคงอยู่ที่โอโงโชะโยชิมิตสึ ใน ค.ศ. 1397 โอโงโชะโยชิมิตสึซื้อที่ดินบนเขาคิตายามะ (ญี่ปุ่น: 北山 โรมาจิ: Kitayama) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครเกียวโต เพื่อสร้างเป็นคฤหาสน์หลังใหม่ให้แก่ตนเองเรียกว่า คฤหาสน์คิงกากุ (ญี่ปุ่น: 金閣 โรมาจิ: Kinkaku) หรือ คฤหาสน์ศาลาทอง (ปัจจุบันคือวัดคิงกากุ) ค.ศ. 1399 ชูโง(เจ้าครองแคว้น)โออูจิ โยชิฮิโระ (ญี่ปุ่น: 大内 義弘 โรมาจิ: Ōuchi Yoshihiro) ก่อการกบฏต่อรัฐบาลโชกุนฯ และสร้างป้อมปราการขึ้นที่เมืองซากาอิ (ญี่ปุ่น:  โรมาจิ: Sakai อยู่ในเขตเมืองโอซะกะในปัจจุบัน) เรียกว่า สงครามปีโอเอ (ญี่ปุ่น: 応永の乱 โรมาจิ: Ōei no ran) โยชิฮิโระยกทัพมายังเมืองเกียวโตแต่โอโงโชะโยชิมิตสึสามารถป้องกันเมืองได้ โยชิฮิโระล่าถอยทัพไปยังเมืองซากาอิ โยชิมิตสึเข้ายึดเมืองซากาอิได้ และโยชิฮิโระคว้านท้องฆ่าตัวตาย

ใน ค.ศ. 1401 โอโงโชะโยชิมิตสึแต่งคณะทูตเดินทางไปยังนครปักกิ่งเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนราชวงศ์หมิง ปีต่อมา ค.ศ. 1402 จักรพรรดิเจี้ยนเหวินทรงแต่งตั้งให้โยชิมิตสึดำรงตำแหน่งเป็น "กษัตริย์แห่งญี่ปุ่น" (ญี่ปุ่น: 日本国王 โรมาจิ: Nihon-koku-ō) ในการติดต่อสัมพันธ์กับราชสำนักจีน เป็นการเริ่มต้นนำประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ระบอบบรรณาการจิ้มก้อง

สมัยของโชกุนโยชิมิตสึเป็นสมัยแห่งความรุ่งเรืองทางด้านศิลปะวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในสมัยมูโรมาจิ เรียกว่า สมัยวัฒนธรรมคิตายามะ (ญี่ปุ่น: 北山文化 โรมาจิ: Kitayama-bunka) ประกอบกับการติดต่อทางการทูตกับจีนทำให้รัฐบาลโชกุนฯ เปิดรับวัฒนธรรมจีน อันได้แก่ พุทธศาสนานิกายเซน พิธีชงชา ศิลปะการจัดสวน เป็นต้น โยชิมิตสึอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายเซ็น สำนักรินไซ (ญี่ปุ่น: 臨済 โรมาจิ: Rinzai)

โยชิมิตสึถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1408 ขณะอายุได้ 49 ปี หลังจากที่ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว โยะชิมิตสึได้รับชื่อว่า โรกูอัง-อิง (ญี่ปุ่น: 鹿苑院 โรมาจิ: Rokuan-in) และที่พำนักคฤหาสน์ศาลาทองนั้น ได้รับการยกขึ้นให้เป็นวัดในพุทธศาสนานิกายเซ็น ชื่อว่า วัดโรกูอัง (ญี่ปุ่น: 鹿苑寺 โรมาจิ: Rokuan-ji)

ครอบครัวแก้ไข

ปัจจุบันแก้ไข

โชกุนโยชิมิตสึปรากฏเป็นตัวละครสำคัญในเรื่อง อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา

อ้างอิงแก้ไข

  1. Brett L. Walker. A Concise History of Japan. Cambridge University Press, February 26, 2015.
ก่อนหน้า อาชิกางะ โยชิมิตสึ ถัดไป
อาชิกางะ โยชิอากิระ    
โชกุนแห่งมูโรมาจิบากูฟุ
(ค.ศ. 1368 – 1394)
  อาชิกางะ โยชิโมชิ