ซือหม่าเหลียง

สุมาเหลียง หรือ (จีน: 司馬亮; ?-25 กรกฎาคม 834) พระนามรอง จื่ออี้ (จีน: 子翼) ผู้สำเร็จราชการ ระหว่างรัชสมัยของ จักรพรรดิจิ้นฮุ่ย จักรพรรดิองค์ที่ 2 ของ ราชวงศ์จิ้นตะวันตก. โดยพระองค์เป็นองค์ชายองค์แรกที่เข้าร่วมในสงครามที่เรียกว่า สงครามแปดอ๋อง.

สุมาเหลียง
司馬亮
ผู้สำเร็จราชการ แห่ง ราชวงศ์จิ้น
สวรรคต 25 กรกฎาคม พ.ศ. 834 ค.ศ.291
พระราชบิดา สุมาอี้
พระราชมารดา นายหญิงฟู่
พระนาม
พระนามรอง จื่ออี้
พระสมัญญานาม Prince Wencheng of Ru'nan (汝南文成王)

ประวัติแก้ไข

ซือหม่าเหลียงเป็นพระโอรสองค์ที่ 4 ใน จักรพรรดิจิ้นเสฺวียน หรือ สุมาอี้ ที่ปรึกษาคนสำคัญของ โจโฉ แห่ง วุยก๊ก ในระหว่าง ยุคสามก๊ก ที่ประสูติแต่นายหญิงฟู่. ระหว่างที่พระเชษฐาต่างพระมารดาของพระองค์คือ สุมาสู และ สุมาเจียว ได้สำเร็จราชการในวุยก๊กพระองค์รับราชการเป็นขุนนางระดับกลาง. หลังจากพระนัดดาของพระองค์ สุมาเอี๋ยน ขึ้นสืบราชบัลลังก์เป็น จักรพรรดิจิ้นอู่ ก็ได้สถาปนาพระปิตุลา (อา) พระองค์นี้เป็น ฟู่เฝิงอ๋อง.

สุมาเหลียง เป็นคนที่ยึดมั่นในความถูกต้องและคุณธรรมเป็นอย่างมาก เขาเข้ารับราชการมาตั้งแต่สมัยตระกูลโจเรืองอำนาจ โดยดำรงตำแหน่งเป็นขุนนางระดับกลาง ต่อมาหลานชายของเขา สุมาเอี๋ยน (Sima Yan) โค่นล้มตระกูลโจและก่อตั้งราชวงศ์จิ้นขึ้น เขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องและดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่คุมกำลังทหารในภูมิภาคตะวันตกทั้งหมด แต่ว่าในปี ค.ศ. 270 แม่ทัพในสังกัดของเขาได้รบแพ้กบฏชนเผ่าเซียนเป่ยจนถูกคาดโทษประหารชีวิต เพื่อปกป้องชีวิตของลูกน้องเขาจึงยอมรับผิดแทนและถูกปลดออกจากตำแหน่ง แม้กระนั้นความดีของเขาก็เป็นที่ถูกนับถือในราชสำนักเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่สุมาเอี๋ยนมาขอให้เขาช่วยดูแลอบรมสั่งสอนรัชทายาทเลยทีเดียว ต่อมาใน ปี ค.ศ. 277 เขาก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นอ๋องแห่งหรู่หนาน หรือเมือง ยีหลำ และคุมกำลังทหารในแคว้นเหอหนาน แต่เพียงไม่นานก็โดนโยกกลับไปเป็นที่ปรึกษาระดับสูงในราชสำนักแทน

. หลังจากสุมาเอี๋ยนเริ่มมีอาการป่วยในปี ค.ศ. 289 ก็ได้ขอให้ สุมาเหลียง และ หยางจุน (Yang Jun) บิดาของหยางฮองเฮาขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทน หยางจุนมีความหวาดกลัวในตัวสุมาเหลียงและอ๋องคนอื่น จึงได้ทำเรื่องโยกให้สุมาเหลียงไปประจำอยู่ที่เมืองฮูโต๋แทน ส่วนอ๋องคนอื่นๆก็จะถูกโยกไปประจำอยู่ตามเมืองใหญ่ต่างๆทั่วแผ่นดินจีน สุมาเอี๋ยนเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจึงคิดจะเขียนแต่งตั้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทั้งสองคนเป็นผู้สำเร็จราชการร่วมกัน แต่ว่าพระราชโองการนั้นถูกหยางจุนลอบสับเปลี่ยนให้เหลือแต่เพียงชื่อตนเองเพียงคนเดียว หลังจากนั้นไม่นานสุมาเอี๋ยนก็เสียชีวิตลงและองค์รัชทายาทขึ้นดำรงตำแหน่งองค์ฮ่องเต้แทนในชื่อ พระเจ้าจิ้นฮุ่ย (Emperor Hui) ในตอนนั้นสุมาเหลียงยังอยู่ในเมืองหลวงและรู้สึกหวาดกลัวหยางจุนมากจนไม่มีความคิดที่จะหาความเรื่องคำแต่งตั้งของสุมาเอี๋ยนอีกต่อไป แต่หยางจุนนั้นกลับคิดว่าสุมาเหลียงมีความคิดจะต่อต้านจึงเตรียมกำลังทหารเข้าปราบปราม เป็นเหตุให้สุมาเหลียงต้องรีบเผ่นหนีไปตั้งหลักที่เมืองฮูโต๋ทันทีเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง

. ต่อมา เจี่ยหนานเฟิง (Jia Nanfeng) ฮองเฮาของพระเจ้าจิ้นฮุ่ยได้ร่วมมือกับ สุมาเหว่ย (Sima Wei) ปราบปรามหยางจุนได้สำเร็จ พระเจ้าจิ้นฮุ่ยและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายจึงได้เชิญตัวสุมาเหลียงกลับคืนสู่นครหลวงอีกครั้งและให้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการตามเดิม ตัวเขาและ อุยก๋วน (Wei Guan, อดีตเสนาธิการวุ่ยก๊ก ผู้ปราบเตงงาย,จงโฮยและเกียงอุย) พยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะทำให้ราชสำนักกลับมาเข้าร่องเข้ารอยเหมือนเดิม แต่ว่าเจี่ยหนานเฟิงนั้นกลับพยายามเข้ามายุ่มย่ามเรื่องการปกครอง แถมพวกเขายังกังวลเรื่องนิสัยที่รุนแรงของสุมาเหว่ยจนมีความคิดที่จะปลดเขาออกจากตำแหน่ง แต่ว่าสุมาเหว่ยได้ไปขอร้องเจี่ยหนานเฟิงจนได้ตำแหน่งกลับคืนมาเหมือนเดิม ต่อมา ชีเช่ง (Qi Sheng) และ กงซุนฮอง (Gongsun Hong) ที่ปรึกษาของสุมาเหว่ยได้ยุแยงเจี่ยหนานเฟิงว่าสุมาเหลียงกับอุยก๋วนมีความคิดที่จะปลดพระเจ้าจิ้นฮุ่ยออกจากตำแหน่งองค์ฮ่องเต้ ตัวเจี่ยหนานเฟิงนั้นเคยมีเรื่องกับอุยก๋วนมาก่อนจึงเชื่อว่าเป็นความจริง

. ในฤดูร้อน ปี ค.ศ. 291 เจี่ยหนานเฟิงได้ปลอมพระราชโองการปลดสุมาเหลียงและอุยก๋วนออกจากตำแหน่ง และให้สุมาเหว่ยนำกำลังไปลอมคฤหาสน์ของทั้งคู่เอาไว้ ผู้ใต้บังคับบัญชาของทั้งคู่ต่างสนับสนุนให้ทำการต่อต้านแต่ทั้งคู่กลับเลือกที่จะยอมจำนนแทน แต่แทนที่จะทำตามพระราชโองการสุมาเหว่ยกลับสั่งให้ทหารล้างบางตระกูลของทั้งคู่เสีย อุยก๋วนและผู้ชายในตระกูลทั้งหมดถูกสังหารทิ้งอย่างโหดเหี้ยม ส่วนสุมาเหลียงนั้นพวกทหารที่เคยเคารพเขานั้นไม่กล้าลงมือสังหาร เขาจึงถูกจับขึ้นรถนักโทษเอาตัวกลับไปแทน แต่ด้วยความเศร้าเสียใจและสภาพอากาศอันร้อนจัด เขาจึงนำพัดเหล็กที่ทหารให้เอาไว้ใช้พัดแก้ร้อนมาแทงตัวเองตาย เป็นการปิดฉากตำนานรัฐบุรุษผู้นี้ในที่สุด

. สุมาเหว่ยจึงได้ตัดหัวศพสุมาเหลียงกลับไปเป็นหลักฐานแทน ซึ่งต่อมาเขาก็ถูกเจี่ยหนานเฟิงทรยศและป้ายความผิดที่ฆ่าสุมาเหลียงกับอุยก๋วนให้กับเขา สุมาเหว่ยจึงถูกจับประหารในฐานะกบฏ ส่วนสุมาเหลียงก็ถูกได้รับการยกย่องและสร้างสุสานฝังศพเขาอย่างสมเกียรติในเวลาต่อมา .


ต่อมาใน พ.ศ. 813 จักรพรรดิจิ้นอู่ได้ย้ายให้ซือหม่าเหลียงไปปกครองเมืองรูหนาน หรือในสามก๊กเรียก ยีหลำ พร้อมกับพระราชทานพระอิสริยยศใหม่เป็น หรู่หนานอ๋อง แทนพระอิสริยยศเดิมที่สูญเสียไปหลังจากที่พระองค์นำไปต่อรองร้องขอชีวิตขุนพลผู้ใต้บังคับบัญชาของพระองค์นาม หลิวฉี ที่ออกรบแพ้พวกทัวป๋าแห่งเซียนเป่ย์ (ซึ่งในเวลาต่อมาได้สถาปนาราชวงศ์เว่ยเหนือ) เมื่อ พ.ศ. 823.


เมื่อจักรพรรดิจิ้นอู่ประชวรอย่างรวดเร็วใน พ.ศ. 832, พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะตั้งผู้สำเร็จราชการ จึงได้ตั้ง ซือหม่าเหลียง และ หยางจุน พระบิดาของ จักรพรรดินีหยางจื้อ จักรพรรดินีองค์ที่ 2 ในจักรพรรดิจิ้นอู่เป็นผู้สำเร็จราชการ

อ้างอิงแก้ไข