เปิดเมนูหลัก

เหมยเยี่ยนฟาง (เกิด 10 ตุลาคม 1963 , เสียชีวิต 30 ธันวาคม 2003) เป็นนักร้องและนักแสดงชาวฮ่องกง ได้รับฉายาว่า มาดอนน่าแห่งเอเชีย (東方麥當娜) มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการเพลงป๊อปภาษากวางตุ้ง หรือ Cantopop และได้รับรางวัลอย่างมากมายจากผลงานเพลงตลอดจนผลงานการแสดง โดยจัดเป็นดีวาคนหนึ่งในวงการเพลงฮ่องกง นอกจากนี้เธอยังเป็นน้องสาวแท้ๆของ เหมยอ้ายฟาง (Ann Mui) นักร้องและนักแสดงสาวชาวฮ่องกงที่มีผลงานการแสดงในยุค 1980-1990

เหมยเยี่ยนฟาง
Anitamui.jpg
ชื่อจีน梅艷芳 (Traditional)
เกิด10 ตุลาคม ค.ศ. 1963(1963-10-10)[1]
มงก๊ก, ฮ่องกง
ตาย30 ธันวาคม ค.ศ. 2003 (40 ปี)
ฮ่องกง
(จากมะเร็งปากมดลูก)
สุสาน
ชื่ออื่น ๆ
  • 阿梅 (Ah Mui)
  • 梅姐 (Mui Je; lit. Big Sister Mui)
  • 何加男 (Karen Ho)
อาชีพ
ปีทำงาน1982–2003
ผู้ปกครองถันเหมยจิน (แม่)

เหมยเยี่ยนฟาง เป็นนักร้องที่มีลีลาการแสดงบนเวทีที่ดึงดูดผู้ชม ประกอบกับมีการร้องที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยการใช้น้ำเสียงที่มีพิสัยต่ำแนวคอนทราลโตซึ่งหาได้ยากในหมู่นักร้องเพศหญิง โดยมีฐานแฟนเพลงเหนียวแน่นในฮ่องกง ,จีน, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ตลอดจนมีกลุ่มแฟนเพลงในประเทศอื่นๆในทวีปเอเชียรวมทั้งประเทศไทย

ในปี ค.ศ.2003 เหมยเยี่ยนฟาง ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกและเสียชีวิตลงในวันที่ 30 ธันวาคม ปีเดียวกัน ด้วยวัยเพียง 40 ปี หลังจากเสียชีวิตเธอไม่เพียงแต่จะถูกจดจำและระลึกถึงในวงการบันเทิงฮ่องกงเพียงแค่ผลงานเพลงและภาพยนตร์ แต่ยังรวมถึงกิจกรรมทางการกุศลต่างๆอีกด้วย

ประวัติแก้ไข

วันเกิด: 10 ตุลาคม 1963 เพศ : หญิง ประวัติ : ชื่อ : เหมยเยี่ยนฟาง 梅艳芳 Mui Yim Fong (Mei Yan Fang) ชื่อภาษาอังกฤษ : อนิต้า เหมย (Anita Mei) สถานที่เกิด : ฮ่องกง ส่วนสูง : 168cm น้ำหนัก : 50kg กรุ๊ปเลือด : B ต้นกำเนิด : Guangxi, China ครอบครัว : แม่, พี่ชายสองคน และพี่สาวหนึ่งคน

"เหมยเยี่ยนฟาง" หรือ Anita Mui นักแสดงและนักร้องคุณภาพจากวงการบันเทิงฮ่องกง ผู้ได้รับฉายา "มาดอนน่าแห่งเอเชีย" หลังจากเสียชีวิตไปเมื่อปี 2003 ด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกขณะอายุเพียง 39 ปี โดยเธอเองก็ได้ทิ้งเอาไว้ซึ่งชื่อเสียง และความทรงจำที่ดีต่อผู้ชมในวงการมายา พร้อมกันนั้นยังมีสมบัติอีกกว่า 100 ล้านเหรียญฮ่องกง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงยืดเยื้อมานานกว่า 5 ปี เนื่องจากถันเหม่ยจิน แม่ของเธอซึ่งเป็นหนึ่งในทายาทผู้ได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สินก้อนนี้ ได้ยื่นฟ้องต่อศาล เหตุสงสัยในการทำพินัยกรรมก่อนสิ้นใจของลูกสาว

ผลงานของเธอมีมากมาย ทั้งงานเพลง ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี 1988 จนถึงปี 2002 จนได้รับสมญาว่าเป็นมาดอนน่าแห่งฮ่องกง เหมย เยี่ยนฟังได้รับรางวัลด้านงานเพลงมากมาย จนเมื่อปี 1990 เธอต้องประกาศไม่ขอรับรางวัลใดๆ ที่เกี่ยวกับเพลงอีก เพื่อเปิดโอกาสให้นักร้องหน้าใหม่

ส่วนภาพยนตร์ "เหมยเยี่ยนฟาง" เป็นนักแสดงคุณภาพรายหนึ่งของฮ่องกง และมีผลงานที่โดดเด่นไม่น้อย โดยเมื่อปี 1984 เธอเริ่มคว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Behind the Yellow Line หรือ รักนี้เพื่อเธอในภาคภาษาไทย ซึ่งเธอแสดงคู่กับ เลสลี่ จาง และในปี 1987 เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในงานประกวดภาพยนตร์ม้าทองคำของไต้หวัน และรางวัลช้างทองคำของฮ่องกงจากภาพยนตร์เรื่อง Rouge ซึ่งก็แสดงร่วมกับ เลสลี่ จาง เช่นเดียวกัน เหมยเยี่ยนฟัง ต่อสู้กับโรคมะเร็งปากมดลูกมานาน ในที่สุดเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2003 เธอก็จบชีวิตลงอย่างสงบ ท่ามกลางหมู่ญาติและเพื่อนฝูง ด้วยวัยเพียง 40 ปี

โดยในพินัยกรรมดังกล่าว เหมยเยี่ยนฟางระบุยกทรัพย์สมบัติให้แก่เพื่อนสนิทของเธอ "หลิวเผยจี" รวมทั้งหลานๆ และได้ก่อตั้งมูลนิธิทรัส ฟาวเดชั่นขึ้นเพื่อจัดการกับมรดกทั้งหมด โดยไม่ให้ผู้เป็นแม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ปัจจุบันถันเหม่ยจินวัย 84 ปี มีสิทธิได้รับเพียงเงินจากกองมรดกของลูกสาวเดือนละ 70,000 เหรียญฮ่องกง หรือ 9,000 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

ศาลสูงสุดของฮ่องกงได้ทำการเบิกความให้ทนายความเฉินฉือ ประจำมูลนิธิทรัส ฟาวเดชัน (ผู้จัดการผลประโยชน์จากพินัยกรรม) เข้าชี้แจงถึงกรณีการเขียนพินัยกรรมของดาราสาวดังกล่าว พร้อมกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาให้กับเหมยเยี่ยนฟาง ซึ่งทางแพทย์ได้ยืนยันว่า ขณะที่เธอเขียนพินัยกรรมวันที่ 24 ธ.ค.2546 เธอมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดีทุกอย่าง ก่อนที่จะมีอาการอยู่ในขั้นโคม่า และสิ้นใจลงเมื่อวันที่ 30 เดือนเดียวกัน "ฉันไม่เชื่อว่าลูกสาวจะสามารถเขียนสิ่งที่อยู่ในพินัยกรรมนั้นได้ในช่วงเวลาที่เธอป่วย และฉันก็ต้องการให้ศาลพิจารณาให้พินัยกรรมฉบับนั้นเป็นโมฆะ เพราะผู้ที่สมควรได้รับผลประโยชน์ในสมบัตินั้นทั้งหมดควรจะเป็นฉัน" ถันเหม่ยจินแม่ของดาราสาวกล่าว

ด้านเฉินฉือ ทนายความประจำมูลนิธิที่ดาราสาวได้ก่อตั้งขึ้นนั้น ยังกล่าวอีกด้วยว่าหลังจากที่เหมยเยี่ยนฟางทราบว่าตนเองป่วย ก็ได้หารือถึงรายละเอียดของภาษีมรดกอย่างถี่ถ้วน ซึ่งเธอเองต้องการให้แม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่เนื่องจากรู้ว่าบุพการีตนเองมือเติบ ไม่รู้จักควบคุมการใช้จ่าย และเกรงว่าท้ายที่สุดอาจลำบากในบั้นปลายชีวิต เธอจึงได้ตั้งมูลนิธิดังกล่าวขึ้นเพื่อเลี้ยงดูผู้เป็นแม่

อ้างอิงแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข