เจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร)

เจ้าพระรามราชรามางกูร (ลาว: ເຈົ້າພຣະຣາມມະຣາຊຣາມາງກູຣ) เป็นขุนโอกาส (เจ้าโอกาส) หรือนัยว่าเป็นเจ้าเมืองธาตุพนมเมืองกัลปนา (เวียงพระธาตุหรือพุทธศาสนานคร) องค์แรกจากราชวงศ์เวียงจันทน์ ปกครองราวหลัง พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๖๐ สมัยธาตุพนมเป็นของเวียงจันทน์[1] เกิดสมัยสมเด็จพระเจ้าไชยเสฏฐาธิราชที่ ๓ หรือสมเด็จพระเจ้าสิริบุนสาน (ครองราชย์ราว พ.ศ. ๒๒๙๔-๒๓๒๒) มีหน้าที่รักษาพระธาตุพนมและปกครองข้าโอกาสหรือข้าอุปัฏฐากพระธาตุพนม[2] สมัยสมเด็จพระเจ้านันทเสน (ครองราชย์ราว พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๓๗) ถึงสมัยเจ้าอนุวงศ์ (ครองราชย์ราว พ.ศ. ๒๓๔๘-๒๓๗๑) แห่งเวียงจันทน์ พื้นเมืองจันทะบูลี ๒ ฉบับระบุสมเด็จพระเจ้านันทเสนและอินทวงศ์ (ครองราชย์ราว พ.ศ. ๒๓๓๗-๒๓๔๘) เสด็จลงตั้งเมืองธาตุพนมแล้วสถาปนาพระราชวงศ์คงหมายถึงเจ้าพระรามราชฯ ให้รักษาพระธาตุพนมแต่เมื่อครั้งเป็นกุมาร เอกสารชื่อเดียวกันอีกฉบับระบุพระองค์ถูกสถาปนาโดยกษัตริย์เวียงจันทน์พระนามพ่ออีหลิบซึ่งถูกยึดราชสมบัติจากสมเด็จพระเจ้านันทเสนและอินทวงศ์ เจ้าพระรามราชฯ เป็นต้นตระกูลรามางกูรในอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และตระกูลรามางกูร (ຣາມາງກູຣ) หรือลามางกูน (ລາມາງກູນ) ในเวียงจันทน์ ร่วมสร้างอุโบสถวัดพระธาตุพนมและบูรณะวัดหัวเวียงรังษีร้างหรือวัดสวนสั่งเก่าริมโขงทิศหัวเวียงธาตุพนม[3]

เจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร)

พระบรมนามาภิไธย เจ้ารามราช, ท้าวพระลาม, ท้าวมะลามมะลาด
พระปรมาภิไธย พระอาดยาหลวงเจ้าพระลามมะลาดปาดีสีโสธัมมราซา สหัสสาคามเสลามหาพุทธปริสัทธปัวรปัตติ โพธิสัตวขัตติยวรราดซวงสา พระหน่อรามาพุทธังกูรเจ้าโอกาสสาสสนานคอรพระมหาธาตุเจ้าพระนม พีพักบุรมมมหาเจติยวิสุทธิรัตตนบุรมมสฐาน (ปรากฏในพื้นเมืองพระนมแห่งเดียว)
ราชวงศ์ ล้านช้างเวียงจันทน์
รัชกาลก่อน เจ้าพระยาหลวงบุดโคตตวงสากวานเวียงพนม
รัชกาลถัดไป เจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี รามางกูร) ขุนโอกาสเมืองธาตุพนม (เจ้าเมือง)
วัดประจำรัชกาล วัดหัวเวียงรังษี
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ นครหลวงเวียงจันทน์
สวรรคต เมืองธาตุพนม
พระราชบิดา เจ้าพระยาหลวงบุดโคตตวงสา หรือเจ้าพระยาเมืองฮามนามฮุ่งศรี (คำอยู่)
พระราชมารดา นางโมกคะลีสีราชเทวี
พระชายา นางยอดแก้วสีบุนมา หรือนางสิริบุญมา

พระนามแก้ไข

เจ้าพระรามราชฯ นามเดิมเจ้ารามราช พื้นเมืองพระนมออกนามต่างกันไปว่าพระรามราชเจ้าขุนโอกาสบ้าง ท้าวพระลามบ้าง ท้าวลามบ้าง ชาวธาตุพนมนิยมออกนามเจ้าพ่อขุนรามบ้าง เจ้าพ่อขุนโอกาสบ้าง ยาหลวงรามราชบ้าง อาดยาหลวงลามบ้าง เอกสารอนุญาตใช้สกุลรามางกูรของพระอุปราชา (เฮือง รามางกูร) พ.ศ. ๒๔๙๐ หลานปู่ออกนามย่อขุนรามฯ[4] เอกสารอนุญาตขอใช้สกุลรามางกูรฉบับนายคำมี รามางกูร (นามเดิมท้าวคำมี บุคคละ) พ.ศ. เดียวกัน เหลนทวดออกนามย่อขุนรามรามางกูร[5] พื้นเมืองพระนมออกพระนามเต็มหลังรับการแต่งตั้งจากกษัตริย์เวียงจันทน์ว่า พระอาดยาหลวงเจ้าพระลามมะลาดปาดีสีโสธัมมราซา สหัสสาคามเสลามหาพุทธปริสัทธปัวรปัตติ โพธิสัตวขัตติยวรราดซวงสา พระหน่อรามาพุทธังกูรเจ้าโอกาสสาสสนานคอรพระมหาธาตุเจ้าพระนม พีพักบุรมมมหาเจติยวิสุทธิรัตตนบุรมมสฐาน[6] ซึ่งพบในพื้นเมืองพระนมแห่งเดียว สร้อยนามรามางกูรแปลว่าหน่อเนื้อเชื้อไขของรามหรือผู้เกิดแต่ราม[7] เนื่องจากเป็นบุตรเจ้าพระยาเมืองฮามนามฮุ่งสี (เจ้าพระยาเมืองรามนามรุ่งศรี) นัยหนึ่งอาจหมายถึงเป็นหน่อพระรามโพธิสัตว์เนื่องจากพื้นเมืองพระนมระบุทรงเป็นขวัญของพระรามโพธิสัตว์มาจุติ[8] พระนามรามราชใช้เป็นนามยศผู้ปกครองธาตุพนมต่อมาอีก ๑ ท่าน

หลักฐานในจารึกแก้ไข

ประวัติจารึกแก้ไข

จารึกวัดพระธาตุพนม ๓ ออกนามว่าขุนโอกาส (ขุนโอกลาษ) จากการตรวจสอบศักราชคงหมายถึงเจ้าพระรามราช ศักราชในจารึกอยู่ช่วงก่อนเจ้าอนุวงศ์สถาปนาบุตรของท่านคือแสนกางน้อยสีมุงคุรปกครองธาตุพนม ๑๒ ปี จารึกเป็นอักษรลาวเก่าหรือลาวเดิม (ไทน้อย) พ.ศ. ๒๓๔๙ ภาษาลาว ๒ ด้าน ปรากฏนามด้านที่ ๒ ซึ่งจารึกก่อนด้านที่ ๑ มี ๑๓ บรรทัด วัตถุศิลาหินทรายทรงเสมากว้าง ๒๔ ซ.ม. สูง ๓๕ ซ.ม. บัญชีทะเบียนวัตถุกองหอสมุดแห่งชาติกำหนดชื่อจารึก นพ. ๖ หนังสือจารึกในประเทศไทยเล่ม ๕ กำหนดชื่อจารึกเจ้าครูศีลาภิรัตน์ เนื่องจากจารึกอีกด้านจารสมัยหลังโดยเจ้าครูศีลาภิรัตน์ (หมี บุปผาชาติ) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม หนังสือศิลาจารึกอีสานสมัยไทย-ลาวเรียกจารึกวัดพระธาตุพนม ๓ มีเฉพาะด้านที่ ๒ หนังสืออุรังคนิทานกำหนดเป็นคำจารึกอิฐเผามีเฉพาะด้านที่ ๒ พบเมื่อ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่ประตูทิศตะวันออกวิหารทิศใต้วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร โดยเจ้าหน้าที่แผนกศึกษาธิการจังหวัดนครพนม ปัจจุบันรักษาที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมรัตนโมลีศรีโคตรบูร เผยแพร่ในหนังสือจารึกในประเทศไทยเล่ม ๕[9] ศิลาจารึกอีสานสมัยไทย-ลาว[10] และอุรังคนิทาน[11] หลังพบจารึกพระพนมเจติยานุรักษ์เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมคัดอักษรเมื่อ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ ศึกษาธิการจังหวัดนครพนมนำสำเนาส่งเจ้าหน้าที่กองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ เมื่อเจ้าหน้าที่อ่านจึงทราบว่าจารึก ๒ แผ่นไม่ต่อเนื่องต่างยุคสมัยและต่างรูปแบบอักษร เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เจ้าหน้าที่งานบริการหนังสือภาษาโบราณ กองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร สำรวจเอกสารโบราณภาคอีสานทราบว่าจารึกถูกเคลื่อนย้ายจากที่เดิม เมษายน ๒๕๒๙ สำรวจพบจารึกในกุฏิรองเจ้าอาวาส การสำรวจและถ่ายภาพจารึกวัดพระธาตุพนมโดยคณะทำงานโครงการพัฒนาฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ พบจารึกในศูนย์ศิลปวัฒนธรรมรัตนโมลีศรีโคตรบูร สภาพผนึกติดเสาเห็นอักษรเพียงด้านที่ ๒ เนื้อหาสังเขปด้านที่ ๑ เป็นอักษรธรรมลาว (ธรรมอีสาน) เนื้อความกล่าวถึงเจ้าครูศีลาภิรัตน์พร้อมภิกษุสามเณรและสัปบุรุษประดิษฐานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ ด้านที่ ๒ จารึกด้วยอักษรลาวเก่าเนื้อความกล่าวถึงเจ้าพระยาจันทสุริยวงศา (กิ่ง จันทรสาขา) เจ้าเมืองมุกดาหารสร้างพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๙ สันนิษฐานว่าผู้สร้างจารึกคือพระยาหลวงเมืองจันกับขุนโอกาส ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๑ ระบุ จ.ศ. ๑๖๘ เข้าใจว่ามีการละเลข ๑ ตัวหน้า[12] (พ.ศ. ๒๓๔๙) สมัยเจ้าอนุวงศ์ครองราชอาณาจักรเวียงจันทน์หรือสมัย ร. ๑[13] [14] ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๓ ระบุ จ.ศ. ๑๒๘๓ (พ.ศ. ๒๔๖๔) สมัย ร. ๖ ของสยาม (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๔๖๔)[15] [16]

เนื้อความในจารึกแก้ไข

สังกลาสได้ฮ้อย ๖๘ ตัว ปีฮวายยี่ เจ้าพระยาจันทสุลิยวงสาเมืองมุกดาหานกับทั้งบุตตนัตตาภริยา มีอัคคมหาเสนาเจ้าใหญ่ทั้งปวงมีปัสสาทศรัทธาในวรศาสนาอันล้ำยิ่ง จิงให้พระยาหลวงเมืองจันขึ้นมาปัคคัยหะกับขุนโอกาส พร้อมกับโมทนาเจ้าสังฆราชกับทั้งอันเตวาสิก พร้อมกับริจนาสิมมาสืบฮอยมือออรหันตาเจ้าไว้ ขอให้ได้ดังใจจงนิพานะ ปัตไจโย โหตุ ((บท.๑) สังกลาษไดรอย ๖๐๘ ต (บท.๒) ว ปีรวายยี เจ้าพรยาจันทะสุ (บท.๓) ลิยะวังสา เมืองมุกดาหานกับ (บท.๔) ทังบุดตะนัตตาพะลิยามีอักคะมหาเส (บท.๕) นาเจ้าไหยทังปวงมีปัษสาทะสัด (บท.๖) ทาไนวํละสาษสนาอันลำยิงจิงไห (บท.๗) พรยาหลวงเมืองจันขึนมาปักไคหะ (บท.๘) กับขุนโอกลาษ พอมกับโมทะ (บท.๙) นาเจ้าสังคะลาษกับทังอันเตวา (บท.๑๐) สิก พอมกับลิดจะนาสิมมาสื (บท.๑๑) บรอยมือํละหันตาเจ้าไว ขํไห (บท.๑๒) ไดดังไจจังนิพานะปัตไจโยโ (บท.๑๓) หตุ)[17] [18] [19] [20]

จารึกในเอกสารของชาวต่างชาติแก้ไข

สืบเนื่องจากจารึกวัดพระธาตุพนม ๓ หรือจารึก นพ. ๖ หรือจารึกเจ้าครูศีลาภิรัตน์ ก่อนพบจารึกดังกล่าวมีการอ้างถึงก่อนในเอกสารต่างชาติ (แปล) พ.ศ. ๒๔๔๑ (จ.ศ. ๑๒๕๙) เอเจียน แอร์มอนิเย นักเดินทางชาวฝรั่งเศสมาถึงธาตุพนมแล้วสอบถามชาวบ้านได้รับคำตอบเกี่ยวกับเนื้อความจารึกโดยบันทึกว่า ...ที่ด้านตะวันออกมีกุฏิของพระสงฆ์และวิหารจำนวนมาก เสาทำด้วยอิฐหลังคามุงด้วยดินขอ วิหารหลังหนึ่งในจำนวนที่มีนั้นอ้างว่าสร้างโดยเจ้าอนุจากนครเวียงจันทน์ซึ่งพังทลายไปครึ่งหนึ่งแล้ว วิหารลงรักปิดทองมีจิตรกรรมและประติมากรรมที่ประตูวิหารทั้ง ๓ ด้าน อีกหลังหนึ่งนั้นไม่สวยเท่าวิหารที่กล่าวมาได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี มีจารึกภาษาลาวเขียนย้ำสามครั้งบอกว่าเจ้าเมืองบังมุกพร้อมด้วยอนุชาทั้ง ๒ ซึ่งมียศศักดิ์เหมือนกันได้มาสร้างวิหารบูชาพระธาตุ...[21] อนุชาทั้ง ๒ ของเจ้าเมืองมุกดาหารคงหมายถึงพระยาหลวงเมืองจันกับขุนโอกาสคือเจ้าพระรามราช ในพื้นเมืองเวียงจันทะบูลีระบุว่าเจ้ารามราชเป็นราชวงศ์เวียงจันทน์ ส่วนเจ้าเมืองมุกดาหารก็เป็นราชวงศ์เวียงจันทน์ เนื้อความที่เอเจียน แอร์มอนิเย อ้างถึงจึงสอดคล้องกับหลักฐานท้องถิ่น เชื่อว่าจารึกหมายถึงเจ้าพระรามราชเนื่องจากพบจารึกหลักเดียวในวัดพระธาตุพนมกล่าวถึงเจ้าเมืองมุกดาหาร

หลักฐานในคัมภีร์ใบลานแก้ไข

พบใบลานพื้นเวียงจันอย่างน้อย ๓ ฉบับกล่าวถึงกษัตริย์เวียงจันทน์ทรงตั้งเมืองธาตุพนมและสถาปนาพระราชกุมารหมายถึงเจ้าพระรามราชฯ ขึ้นปกครองธาตุพนมและรักษาพระธาตุพนม โดยยกข้อความใบลานทั้ง ๓ ฉบับมาเป็นตัวอย่างพอสังเขปดังนี้

ฉบับที่ ๑ ...แต่นั้นไปบ่มีใผจักมาเป็นเจ้าเมืองเวียงก็บ่มี ยังมีแต่นั้นยังมีแต่กุมมานหลานน้อยหนุ่มนั้นแล้ว จีงเอาพ่ออิหลีบนั้นให้มาเป็นเจ้าเวียงก็ได้ ๓๐ ๔ ปีแล้วดั่งนั้น ก็ข้าราดซวงเสียแล้วกับเมืองขวากับเมืองซ้ายนั้นก็ข้าเสีย พอพ่ออิหลีบนั้นเป็นเจ้าเวียงอยู่หั้นแล แต่นั้นยังมีพระกระสัด ๒ คนอ้ายน้องมาแต่ทิสสใต้ของที่เกาะขดซื่อว่าเจ้าอินเจ้านัน ฮอดสี่พันดอรนั้นแลก็ถือเอากำลังโยทาขึ้นมาตั้งอยู่เมืองกุทธนาซายพองหั้นแล้ว ส่วรอันว่าพ่ออิหลีบอันเป็นเจ้าเวียงก็คึดว่าซีบ่แพ้แล้ว ก็มามอบเมืองเวียงจรรย์ให้แล้ว จีงลงมาส้างซง้อหอคำนั้นได้ปี ๑ แล้ว ก็จีงล่วงลงไปตั้งเมืองที่พระนมทาดตุนั้น จีงปูกกุมมานอันเป็นเซื้อกระกุรแก่ก่อรไว้ให้ลักสาพระทาดนั้นแล้ว ก็จีงขึ้นเมือเมืองแล้ว อยู่ได้ ๕ ปีแล้ว จีงซ้ำขึ้นไปตีเมืองเซียงใหม่ก็ได้มาแล้วดั่งนั้น อยู่มาได้ ๕ ปีเจ้าอีนก็นีรัพพาน... (พื้นเวียงจัน (เวียงจัน (พื้น)) ฉบับวัดอารันยะราม บ้านนาโน เมืองหินบูน แขวงคำม่วน อักษรธรรมลาว ๑ ผูก ผูก ๑ ใบ ๘ หน้า ๑๕ บรรทัด ๓-๔ และหน้า ๑๖ บรรทัด ๑-๓)

ฉบับที่ ๒ ...แต่นั้นไปบ่มีใผจักมาเป็นเจ้าเวียงก็บ่มี ยังมีแต่นั้นยังแต่กุมมานหลานน้อยยังแต่กุมมัลกุมมลีหนุ่มน้อยแล แล้วจีงเอาพ่ออีหลีบนั้นมาเป็นเจ้าเวียงก็ได้ ๓๔ ปีแล้วดั่งนั้น ก็ข้าราดซวงเสียกับเมืองขวา ผู้เป็นทับซ้ายนั้นซ้ำข้าเสียแล้ว พอพ่ออีหลีบนั้นก็เป็นเจ้าเมืองเวียงอยู่หั้นแล แต่นั้นยังมีพระกระสัด ๒ คนอ้ายน้องมาแต่ทิสสใต้ของที่เกาะคดซื่อว่าสี่พันดอรนั้นแล มันก็ถือเอากำลังโยทาขึ้นมาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองคุกท่านาซายพองกองหมากหั้นแล้ว ส่วรอันว่าพ่ออีหลีบอันเป็นเจ้าเวียงนั้นก็คึดว่าซีบ่แพ้ ก็จีงได้มามอบเมืองเวียงนั้นให้กูมมานทั้ง ๒ นั้นเป็นเจ้าล้านซ้างเวียงจันหั้นแล กระสัด ๒ ตนนั้นซื่อว่าเจ้าอีนเจ้านันหั้นแล แต่เมื่อสังกราดได้ถ้วร ๒ พันพู้รแล กูมมานทั้ง ๒ ก็ได้เป็นเจ้าเวียงจันแล้ว จีงได้ลงมาส้างซง้อหอคำนั้นได้ปี ๑ แล้วก็จีงล่องลงไปตั้งเมืองในที่พระนมทาดตูนั้นแล้ว ก็จีงปุกกูมมานอันเป็นเซื้อกระกูรมาแต่ก่อรพู้รไว้ให้รักสาพระทาดนั้นแล ก็จีงขึ้นเมือเมืองแล้ว ก็อยู่ได้ ๕ ปีแล้ว จีงขึ้นไปตีเมืองสีเซียงใหม่ก็ได้มาแล้วดั่งนั้น อยู่ได้ ๕ ปีเจ้าอีนก็นีรัพพานไปแล้วดั่งนั้น... (พื้นเวียงจันทะบูลี ฉบับวัดสวนตาน บ้านหนองเดิ่น เมืองอาดสะพอน แขวงสุวรรณเขต อักษรธรรมลาว ๔ ผูก ผูก ๓ ใบ ๑๓ หน้า ๒๕ บรรทัด ๑-๔ และหน้า ๒๖ บรรทัด ๑)

ฉบับที่ ๓ ...แต่นั้นไปจีงบ่มีใผจักมาเขาก็บ่มี ยังแต่กุมมานหลานน้อยยังแต่กุมมลีหนุ่มน้อยหั้นแล แล้วจีงเอาพ่ออิหลีบนั้นให้มาเป็นเจ้าเวียงก็ได้...(ชำรุด)...กับเมืองขวาแลกับเมืองซ้ายนั้นก็ข้าเสีย พ่ออิหลีบนั้นก็เป็นเจ้าเวียงอยู่หั้นแล แต่นั้นยังมีพระกสัด ๒ คนอ้ายน้องมา...(ชำรุด)...ตั้งอยู่ที่เมืองกุทธนาซายพองหั้นแล้ว ส่วรอันว่าพ่ออีหลีบอันเป็นเจ้าเมืองเวียงก็คึดว่าซีบ่แพ้แล้ว ก็มอบเมือง...(ชำรุด)...เจ้า...(ชำรุด)...แต่เมื่อสังกาดได้ถ้วร ๒ พันแท้แล กุมมานทั้ง ๒ ได้เป็นเจ้าเวียงจันแล้ว จีงลงมาส้างซง้อหอคำนั้นได้ปี ๑ แล ก็จีงล่องลงมาไปตั้งเมืองในที่พระนมทาดตุนั้น จีงปุกกุมมานอันเป็นเซื้อกกุรมาไว้ให้ฮักสาพระทาดนั้นแล้ว ก็จีงขึ้นเมือเมืองแล้ว อยู่ได้ ๕ ปีแล้ว ก็จีงซ้ำขึ้นไปตีเมืองสีเซียงใม่ก็ได้มาดั่งนั้น อยู่ได้ ๕ ปีเจ้าอีนก็นีรัพพานไปแลดั่งนั้น... (หนังสือพื้นเวียงจัน (พื้นเวียงจัน) ฉบับวัดโพไซ บ้านนาห้าง เมืองหินบูน แขวงคำม่วน ๑ ผูก ผูก ๑ ใบ ๘ หน้า ๑๕ บรรทัด ๑-๔, ใบ ๙ หน้า ๑๖ บรรทัด ๑)

เหตุการณ์สำคัญแก้ไข

สมัยเจ้าพระรามราชฯ ปกครองธาตุพนมมีเหตุการณ์สำคัญคือการบูรณะพระธาตุพนม ฉลองสะพานหน้าวัด ตั้งบุญหลวงฉลองหอพระแก้ว และสร้างสะพานข้ามโขง ราว พ.ศ. ๒๓๔๔ สมเด็จพระเจ้าอินทวงส์เสด็จบูรณะพระธาตุพนมใบลานตำนานเมืองเก่า (บั้งจุ้ม) ระบุ ...สังกราด ๑๑๖๓ ปลีฮวงเฮ้า เจ้าอีนไปพอกธาดตุ...[22] พงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์ (แผนเมือง) ระบุตรงกันว่า ...ศักราช ๑๖๓ ปีฮวงเฮ้า เจ้าอินทร์ไปพอก (ปิด) ธาตุ...[23] ราว พ.ศ. ๒๓๕๐ เจ้าอนุวงศ์มาฉลองสะพานหน้าวัดพระธาตุพนมตำนานเมืองเก่าระบุ ...สังกราด ๑๑๖๙ ปลีเมิงเหม้า เจ้าอนุไปสลองขัวธาดตุ...[24] พงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์ระบุตรงกันว่า ...ศักราชได้ ๑๖๙ ปีเม่า (เถาะ) เจ้าเวียงจันทน์ไปฉลองขัว (สะพาน) ธาตุ...[25] ต่อมาราว พ.ศ. ๒๓๕๕-๕๖ ทรงตั้งบุญหลวงฉลองหอพระแก้ววัดพระธาตุพนมสร้างสะพานข้ามน้ำโขงหน้าวัดตำนานเมืองเก่าระบุ ...สังกราด ๑๑๗๔ ปลีเต่าสัน เจ้าอนุไปสลองวัดธาดตุแล้วคืนมาเถิงเวียงเดือน ๓ (ปี) ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ เพ็ง ตั้งบุรหลวงฮอดมื้อลับจีงแล้วสลองหอพระพระแก้วฟ้า...ส้างขัวข้ามน้ำของก็ปีนั้นแล[26] พงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์ระบุ ...ศักราชได้ ๑๗๕ ปีเต่าสัน (วอก) ไปฉลองเดือนเจียง (อ้าย) แรม ๔ ค่ำ วันอังคาร เจ้าเวียงจันทน์วัดธาตุคืนมาเมื่อเดือนยี่ ขึ้นสามค่ำ วันพฤหัสบดี ฮอด (ถึง) มื้อ (วัน) นั้นเดือนสามเพ็งตั้งบุญหลวงเท่าฮอด (จนถึง) มื่อฮับจึงแล้ว สร้างขัว (สะพาน) ข้ามของก็ปีนั้น...[27]

ทัศนะประวัติศาสตร์ด้านตำแหน่งปกครองแก้ไข

พระมหาดวง รามางกูร (ป.ธ.๓, พระราชทานเพลิง) วัดบวรนิเวศวิหาร คณะแดงรังษี พร้อมทายาทส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นเจ้าเมืองธาตุพนม พื้นเมืองพระนมชี้ว่าเป็นเจ้าเมืองกัลปนาเรียกว่าเจ้าโอกาสศาสนานคร (เจ้าโอกาดสาสสนานคอร) ตำแหน่งดังกล่าวพบในอุรังคธาตุผูกเดียวหรือพื้นธาตุหัวอกมากกว่า ๑๐ ฉบับโดยเรียกว่าเจ้าโอกาส คำเรียกตำแหน่งดังกล่าวสอดคล้องกับสร้อยนามบุตรพระองค์ว่าอุกาสะราชาซึ่งพบในพื้นเมืองพระนม หมายถึงราชาหรือเจ้าผู้ปกครองข้าโอกาส ดร.วีรพงษ์ รามางกูร (ม.ป.ช, ม.ว.ม., ป.ภ.) อดีตรองนายกรัฐมนตรี เคยเล่าประวัติประวัติตระกูลของตนสอดคล้องกับความเห็นพระมหาดวง รามางกูร ผู้เป็นลุง ในนิตยสารไฮคลาสว่า ...ตระกูลผมเป็นเจ้ามืองธาตุพนมมาโดยตลอด นามสกุลนี่มาจากปู่ทวดมีบรรดาศักดิ์เป็นขุนคงจะเป็นหัวเมืองชั้นจัตวาเพราะว่าเจ้าเมืองแค่ขุนเท่านั้นเองชื่อว่าขุนราม ก็เลยเอามาเป็นนามสกุลของตระกูล รามางกูรก็เลือดเนื้อเชื้อไขของรามคือขุนราม ลูกของขุนรามก็เป็นเจ้าเมืองต่อมา แต่ว่าเมืองคงจะใหญ่ขึ้นคิดว่าคงปลายกรุงศรีอยุธยาสืบทอดกันมาหลายชั่วคน ลูกของขุนรามก็เป็นเจ้าเมือง ต่อมามีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงแล้วแสดงว่าเมืองใหญ่ขึ้นชื่อว่าหลวงปราณีพุทธบริษัท ลูกของหลวงปราณีฯ ก็เป็นเจ้าเมืองต่อมาชื่อว่าหลวงกลางน้อยศรีมงคล หลวงกลางน้อยฯ เป็นปู่ทวดของผม เป็นพ่อของปู่ของผมชื่อว่าเรือง ภาษาอีสานคือเฮือง...ทีนี้หลวงกลางน้อยศรีมงคลเป็นเจ้าเมืองที่เป็นคนท้องถิ่นคนสุดท้ายของเมืองธาตุพนม หลังจากนั้นก็มีการปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕ สมัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ พระองค์เจ้าชายดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็เลิกเอาคนท้องถิ่นเป็นเจ้าเมือง ส่งข้าราชการจากกรุงเทพมหานครไป ก็เลยหมด ปู่ผมก็ไม่ได้เป็นเจ้าเมือง...ความที่ปู่มีความฝังใจอยากให้ลูกหลานเป็นเจ้าเมืองก็บอกว่าให้ผมเรียนรัฐศาสตร์ให้เรียนปกครองและให้เข้ากระทรวงมหาดไทย...[28]

พระครูสิริเจติยานุรักษ์ (สมลักษณ์ สีหเตโช) มหาเถระอดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารซึ่งคุ้นเคยกับบุตรหลานตระกูลขุนโอกาส ระบุว่าตำแหน่งปกครองเจ้ารามราชเป็นขุนโอกาสปกครองกองข้าโอกาสพระธาตุพนม ตระกูลของพระองค์สืบทอดตำแหน่งนี้หลายชั่วคน ทายาทมีบทบาททำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในวัดพระธาตุพนมมาถึงปัจจุบันโดยระบุว่า ...ตระกูลรามางกูรเป็นตระกูลเก่าแก่ของอำเภอธาตุพนม เป็นตระกูลขุนโอกาสที่มีความสำคัญกับวัดพระธาตุพนมมาช้านาน และได้มีการใช้ชื่อขุนรามรามางกูรเป็นชื่อเรือยาวด้วยว่าเรือเจ้าพ่อขุนรามฯ แห่งวัดมรุกขาราม...บุตรหลานของตระกูลรามางกูรจะเกี่ยวข้องกับวัดพระธาตุพนมมาโดยตลอด เป็นไวยาวัจกรบ้าง เป็นมัคคทายกบ้าง ทั้งมหาดวง รามางกูร พ่อใหญ่บุญ รามางกูร ก็เป็นไวยาวัจกร พ่อใหญ่เศียร รามางกูร ก็เป็นมัคคทายก...[29][30] พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว กนฺโตภาโส, อุทุมมาลา, ป.ธ.๖, นธ.เอก) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารและเจ้าคณะจังหวัดนครพนม เห็นว่าเป็นหัวหน้ากองข้าโอกาสพระธาตุพนมซึ่งมีหลายหมู่บ้านในสองฝั่งโขง ทรงมีพระชนม์และปกครองช่วงรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช (ครองราชย์ราว พ.ศ. ๒๑๘๒-๒๒๓๘) ก่อนรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าสิริบุนสานหลายสิบปี เนื่องจากตำนานบ้านดงนาคำระบุว่าบุตรของพระองค์นามว่าแสนกางน้อยศรีมุงคุนปกครองกองข้าโอกาส และรักษาคัมภีร์อุรังคธาตุฉบับเดิมซึ่งจารึกบนลานคำสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช อย่างไรก็ตามช่วงเวลาปกครองและช่วงชีวิตของพระองค์ที่เก่าเกินไปตามทัศนะนี้แย้งกับเอกสารตระกูล หลักฐานประวัติศาสตร์ทั้งใบลานและจารึก[31] ส่วน ดร.สุรชัย ชินบุตร[32] และประวิทย์ คำพรหม กลับเห็นต่างจากหลายทัศนะว่าทรงเป็นขุนนางชั้นขุนตำแหน่งกำนันตำบลหรือตาแสงศักดินา ๔๐๐ ไร่ อาจสืบเชื้อสายจากขุนโอกาสหรือหัวหน้าผู้ควบคุมกองข้าโอกาสพระธาตุพนมในอดีต และอาจมีช่วงชีวิตราวสมัย ร. ๕ ของสยาม (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๖-๒๔๕๓) ทัศนะนี้ไม่ตรงกับหลักฐานประวัติศาสตร์ทั้งใบจุ้มที่จารคัดลอกในอุรังคธาตุ พื้นเมืองพระนม พื้นเมืองจันทะบูลี จารึกวัดพระธาตุพนม และเอกสารราชการตั้งสกุลของทายาท เนื่องจากเป็นสมมติฐานที่ใม่ใช้หลักฐานประวัติศาสตร์มาอ้างอิง[33]

เกี่ยวกับผู้ปกครองธาตุพนมยุคจารีตแก้ไข

ผู้ปกครองข้าโอกาสพระธาตุพนมพบชื่อเรียกในเอกสารลายลักษณ์อักษรและจารึกหลายคำ เช่น เจ้าเมือง ขุนโอกาส เจ้าโอกาสหรือเจ้าโอกาสหลวง พระเจ้าเฮือนหรือเจ้าเฮือน นายกอง เป็นต้น เจ้าเมืองพบในเอกสารท้องถิ่น ต่างชาติ (แปล) และสยาม ไม่พบในจารึก ขุนโอกาสพบในเอกสารท้องถิ่นและจารึกไม่พบในเอกสารต่างชาติและสยาม เจ้าโอกาสพบในคัมภีร์อุรังคธาตุ พื้นธาตุพนม พื้นธาตุหัวอกและเอกสารท้องถิ่นปลาย พ.ศ. ๒๔๐๐ เจ้าโอกาสหลวงพบในพื้นพระยาธรรมิกราชหรือพื้นพระบาทใช้ชาติไม่พบในหลักฐานอื่น พระเจ้าเฮือนหรือเจ้าเฮือนพบในนิทานอุรังคธาตุ พื้นธาตุพนม และจารึก ส่วนนายกองพบทั้งเอกสารท้องถิ่น ต่างชาติ (แปล) และสยาม ไม่พบในจารึก ราวพุทธศตวรรษที่ ๒-๖ พื้นเมืองพระนมอ้างผู้ปกครองธาตุพนมยุคแรกว่ามีสถานะเป็นพระยาเมือง แบ่งการปกครองเป็น ๓ กองใหญ่มีพระยาสหัสสรัฏฐาหรือเจ้าแสนเมืองราชนัดดาพระยานันทเสน (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑-๓) กษัตริย์ศรีโคตรบูรปกครองเมือง พระยาทักขิณรัฏฐาหรือเจ้าเมืองขวาและพระยานาคกุฏฐวิตถาระหรือพระยาโต่งกว้างร่วมปกครองด้วย[34] ราวพุทธศตวรรษที่ ๓-๗ สมัยพระยาสุมิตตธัมมะวงศาเอกะราชามรุกขนครกษัตริย์มรุกขนคร พบเนื้อความอุรังคธาตุนิทานว่าผู้ปกครองธาตุพนมในฐานะนายด่านและนายกองถูกแต่งตั้งและรับสิ่งของพระราชทานจากพระองค์ว่า ...แล้วพระยาเทวะอามาตย์เอาไปให้ล่ามนำไปแจกยายแก่นายด่านนายกอง เงินพันคำพันเสื้อผ้า...[35] พ.ศ. ๒๐๖๓-๙๐ (จ.ศ. ๘๘๒-๙๐๙) สมัยล้านช้างนิทานอุรังคธาตุระบุพระเจ้าโพธิสาลราชกษัตริย์หลวงพระบางแต่งตั้งข่าเมืองส่วยที่เคยดำรงตำแหน่งข้าหัตถบาทของพระองค์จากราชสำนักมาปกครองธาตุพนม พระราชทานบรรดาศักดิ์ถึงชั้นเจ้าหัวพันเทียบเจ้าเมืองชั้นโทในราชทินนามเฮือนหินซึ่งหมายถึงปราสาทหินและเรียกตำแหน่งนี้ว่าพันเฮือนหิน[36] สันนิษฐานว่าตำแหน่งดังกล่าวพระราชทานแก่ผู้ปกครองธาตุพนมเป็นพิเศษในฐานะผู้รักษาศาสนสถานดังหลักฐาน ...มีลูกข้าสองคนเมืองส่วยเอามาถวายแต่น้อย ๆ พระองค์เลี้ยงไว้เป็นข้าหัตถบาส ผู้อ้ายนั้นชื่อว่าข้าชะเองผู้น้องให้กินเฮือนหินจึงได้ชื่อว่าพันเฮือนหิน...โปรดให้เป็นใหญ่ปกครองข้าโอกาสทั้งมวล พระราชทานจุ้มและหลั่งน้ำไว้...บ่เถิงปีพันเฮือนหินจึงได้หนีกลับขึ้นมาและเฝ้าพระยาโพธิสาลราช...ข้าชะเองผู้อ้ายจึงเอาคนสามสิบคนเมืออยู่ด้วยสืบหน้าตามหลังพันเฮือนหินแล้วแต่งคนเทียวส่งข้าวกกหมกปลาอีกฮ้อยสามสิบคน ครั้งนั้นขุนพันทั้งหลายมีความสงสัยพันเฮือนหินจึงให้แต่งใส่เวียกชารืมสามสิบด้ามขวานจึงได้เฮ็ดชารืมตั้งแต่นั้นมา...[37] ราว พ.ศ. ๒๒๒๔ (จ.ศ. ๑๐๔๓) สมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชแห่งเวียงจันทน์ (ครองราชย์ราว พ.ศ. ๒๑๘๑-๒๒๓๘) ปรากฏนามเจ้านายธาตุพนมองค์หนึ่งในจารึกสร้างพระพุทธรูปทองคำฐานบุเงิน นามพระเจ้าสุวรรณาวรวิสุทธิ์อุตมวิโรจน์โชติรัตนาลังการ พบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ (จ.ศ. ๑๓๑๖) ประดิษฐานใต้วิหารวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ฐานบุพระพุทธรูปจารึกนามเจ้านายว่า ...สังกราช ๔๓ ตัว ปีฮ้วงเฮ้า เดือน ๑๒ แฮม ๔ ค่ำ วัน ๕ มื้อกัดใส้ ยามแถใกล้เที่ยง วันฤกษ์ ๔ ลูก นาทีฤกษ์ ๕๙ ติดถี ๑๘ นาทีติดถี ๕๖,๕๓๘ มาส เกณฑ์ ๕๘๑ อาวมาน ๑๕,๕๙๙ หรคุณ หัวท้าวเคยแปงเล่าคึดกับทังมาตุปิตาชายามีประสาทะสัทธา ประกอบด้วยมหากุสละเจตนาเลื่อมใสในวรพุทธศาสนายิ่ง จิงได้สร้างพระพุทธฮูปเจ้าขึ้นนามวิเศษ...[38] เจ้านายองค์นี้เป็นผู้ปกครองธาตุพนมหรือไม่ยังไม่มีหลักฐานอื่นสนับสนุน พ.ศ. ๒๒๓๘ หลังสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชปรากฏนามเจ้านายธาตุพนมในจารึกลานเงินพระราชสาส์นตราตั้งพบในองค์พระธาตุพนม สันนิษฐานว่าเป็นนามผู้ปกครองธาตุพนมสมัยนั้น เนื่องจากผู้ปกครองธาตุพนมมักมีศักดินาเป็นเจ้าหัวแสนมียศเป็นพระยาดังพบในสมัยเจ้าอนุวงศ์ (ครองราชย์ราว พ.ศ. ๒๓๔๘-๒๓๗๑) แต่งตั้งแสนกางน้อยสีมุงคุรเป็นขุนโอกาส เนื้อความจารึกระบุว่า ...จุลศักราชได้ ๕๗ ตัว เดือน ๑๒ ขึ้น ๖ ค่ำ วัน ๕ พระราชอาชญาเจ้านครวรกษัตริย์ขัติยราชวงศาเจ้า สิทธิพระพรนามกรแสนจันทรานิทธสิทธิมงคลสุนทรอมร... เนื้อความชี้ว่าธาตุพนมยุคนี้อยู่ใต้การปกครองกษัตริย์นครพนมซึ่งขึ้นกับนครเวียงจันทน์[39]

อย่างไรก็ตามตำนานบ้านดงนาคำระบุเหตุการณ์ช่วงใกล้กันหรือก่อน-หลังเหตุการณ์ไม่นานว่าธาตุพนมถูกแบ่งเป็น ๓ กองเหมือนครั้งแรกตั้งเมืองโดยมีผู้ปกครอง ๓ ท่าน หลักฐานดังกล่าวเป็นมุขปาฐะและความเชื่อของคนโบราณที่ให้การไว้ช่วงต้น พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยระบุว่า ...เมื่อสร้างยอดพระธาตุเสร็จแล้วเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กได้สั่งให้หัวหน้าข้าโอกาสทั้ง ๓ คน คือแสนกลางน้อยศรีมงคล แสนพนม และแสนนาม พาครัวลูกหลานบ่าวไพร่อพยพจากบ้านธาตุพนมไปตั้งภูมิลำเนาอยู่แถวดงนาคำ...แสนกลางน้อยศรีมุงคุลได้อพยพพวกพ้องไปตั้งอยู่บ้านมะนาว แสนพนมไปตั้งอยู่บ้านดงใน แสนนามพาครอบครัวไปตั้งอยู่บ้านดงนอก ทั้ง ๓ บ้านถือพระบรมธาตุและตำนานพระธาตุเป็นสรณะอันศักสิทธิ์สืบมาจนบัดนี้...[40] แม้เอกสารสับสนเรื่องลำดับเวลาแต่สะท้อนรูปแบบการปกครองธาตุพนมในสมัยล้านช้างได้ดี หลังยุคนี้พื้นเมืองพระนมและเอกสารอื่นระบุคำเรียกสถานะผู้ปกครองธาตุพนมหลากหลาย เช่น ขุนโอกาส นายกองข้าโอกาส หัวหน้าข้าอุปัฏฐาก กวานเมืองหรือกวานเวียงพระธาตุ เจ้าเมือง เป็นต้น ก่อน พ.ศ. ๒๔๑๖ (จ.ศ. ๑๒๓๕) เอกสารประวัติบ้านชะโนดระบุธาตุพนมปกครองโดยนายกอง ๒ ท่าน เป็นเชื้อท้าวคำสิงห์บุตรหม่อมบ่าวหลวงผู้ตั้งเมืองหลวงโพนสิมในแขวงสุวรรณเขตว่า ...อามาตย์ผู้น้องมีบุตรชาย ๒ คน คืออ้วน ๑ คูณ ๑...เติบโตขึ้นบ่าวอ้วนบ่าวคูณได้ลงไปเรียนเป็นกองปกครองข้าพระธาตุพนมที่กรุงเทพฯ ได้รับชื่อเป็นสุริยะราชวัตร์ขึ้นเป็นใหญ่ในบ้านชะโนด พวกนี้เป็นเชื้อลูกหลานบ่าวคำสิงห์ทั้งหมด...[41] ต่อมา พ.ศ. ๒๔๒๓ (จ.ศ. ๑๒๔๒) สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ สำเร็จราชการมหาดไทย มีท้องตราถึงเจ้าเมืองมุกดาหารและนครพนมให้ตั้งท้าวอุปละ (ถง) เป็นพระพิทักษ์เจดีย์นายกองข้าตัวเลกพระธาตุพนม ปรากฏในเอกสาร ร.๕ ร.ล.ตราน้อย เล่ม ๔ จ.ศ. ๑๒๔๒ หอจดหมายเหตุแห่งชาติว่า ...แต่ท้าวอุปละกับครอบครัวตัวเลกรายนี้ก็ปรนนิบัติรักษาอารามพระเจดีย์พระธาตุพนมมาช้านานหลายเจ้าเมืองแล้ว ถ้าจะไม่ตั้งเป็นหมวดเป็นกองไว้ท้าวเพี้ยตัวเลกข้าพระธาตุจะพากันโจทย์ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เลกข้าพระธาตุพนมก็จะร่วงโรยเบาบางลงจะเสียไพร่พลเมือง...[42] ราว พ.ศ. ๒๔๔๐ ธาตุพนมปราศจากผู้ปกครองที่มีอำนาจเอกเทศเนื่องจากถูกแทรกแซงกิจการท้องถิ่นโดยนครพนมและมุกดาหาร พ.ศ. ๒๔๒๔ (จ.ศ. ๑๒๔๓) ขึ้นไปธาตุพนมเคยเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ อำนาจสิ้นสุดใน พ.ศ. ๒๔๒๕ (จ.ศ. ๑๒๔๔) ทำให้ผู้ปกครองธาตุพนมถูกตั้งจากสยาม ปรากฏในบันทึกการเดินทางในลาวของเอเจียน แอมอนิเยว่า ...ทุกคนที่ดูแลรักษาพระธาตุนั้นอยู่ภายใต้คำสั่งของขุนนาง ๒ คน ๑. พระพิทักษ์เจดีย์เป็นหัวหน้าสำคัญซึ่งขึ้นกับเจ้าเมืองละคร ๒. หลวงภูษารัตน์ (หลวงโพธิ์สาราช) ปลัดกองซึ่งขึ้นกับเจ้าเมืองบางมุก ยศศักดิ์ของขุนนางท้องถิ่นทั้ง ๒ นี้ตกทอดต่อไปหาคนในครอบครัวเดียวกันได้ พวกเขาได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากสมเด็จมหามาลานายกรัฐมนตรีจังหวัดภาคเหนือ ก่อนปี ๑๘๘๑ (พ.ศ. ๒๔๒๔) พวกเขาไม่ได้ขึ้นกับผู้ใด แต่ว่าหลังจากเกิดมีข้อพิพาทพวกเขาได้ขอความอารักขาจากเจ้าเมืองบางมุกและเจ้าเมืองละคอน...ทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนนั้นขึ้นกับบางมุกหรือละคร ๒ จังหวัดอยู่ใกล้เคียงกับพระธาตุพนม ไม่อาจจะเป็นเมืองได้และไม่อาจจะให้มีเจ้าเมืองได้ พระธาตุซึ่งเป็นพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถทำให้เจ้าเมืองทุกคนตายลงโดยพลัน ข้าราชการพลเรือน ๒ คนที่บังคับบัญชาพลเมืองนั้นจะต้องเห็นพ้องกับเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมเสียก่อนในกิจการต่าง ๆ ที่จะทำเกี่ยวกับวัดพระธาตุพนม...[43] พ.ศ. ๒๔๒๕ (จ.ศ. ๑๒๔๔) ดร.เปแนซ์ หมอนักสำรวจชาวฝรั่งเศสบันทึกในหนังสือ Le Tour du Monde ว่าเดินทางเรือสำรวจแม่น้ำโขงขึ้นตอนเหนือผ่านเมืองธาตุพนม ราวมีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๕ บันทึกระบุถึงเจ้าเมืองธาตุพนมว่า ...ขณะเดินทางผ่านนครพนมนั้นเมืองต่าง ๆ ริมแม่น้ำโขงกำลังเป็นอหิวาตกโรค...ชาวบ้านชาวเมืองไม่ยอมฝังศพคนตายที่ตายด้วยอหิวาต์ เขาจะทิ้งศพลงน้ำโขงทุกราย แม้หมอแนซ์จะได้พยายามชี้แจงให้เจ้าเมืองธาตุพนมเกี่ยวกับเรื่องอหิวาต์ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและขอร้องให้นำศพไปฝังเสีย เจ้าเมืองก็หายอมไม่กลับตอบว่าเป็นธรรมเนียมของชาวบ้านชาวเมืองเช่นนี้...[44] พ.ศ. ๒๔๔๙ (จ.ศ. ๑๒๖๘) หลังจัดการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพตรวจราชการมณฑลอุดร เดินทางยังหัวเมืองลาวแล้วบรรยายเหตุการณ์ริมฝั่งโขง คำว่าเจ้าเมืองปรากฏอีกครั้งว่า ...๓ วันถึงพระธาตุพนมที่ริมแม่น้ำโขง ลงเรือยาวพายล่องจากพระธาตุพนมทาง ๒ วันถึงเมืองมุกดาหาร...จนมาลงเรือยาวพายล่องจากพระธาตุพนมลงมาเมืองมุกดาหาร ฉันลงเรือพายของเจ้าเมืองมา จึงได้เห็นน้ำวนในแม่น้ำโขงถนัดที่แก่งคันกะเบา...[45] อย่างไรก็ตามข้อความยังไม่ชัดว่าหมายถึงเจ้าเมืองธาตุพนมหรือเจ้าเมืองมุกดาหาร

สกุลและทายาทที่สืบเชื้อสายแก้ไข

การตั้งสกุลและผู้ร่วมใช้สกุลรามางกูรแก้ไข

เจ้าพระรามราชรามางกูรเป็นต้นสกุลรามางกูร (Ramangkura) และสกุลบุคคละ (Bhuccala) ผู้ตั้งสกุลรามางกูรนามว่าพระอุปราชา (เฮือง) หรือนายฮ้อยเฮืองสกุลเดิมบุคคละผู้เป็นหลานปู่ บุตรลำดับที่ ๓ ของเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัทหรือแสนกางน้อยสีมุงคุร (ศรี) ขุนโอกาส (เจ้าเมือง) ธาตุพนมคนที่ ๒ กับอาดยานางบุษดีเชื้อสายหม่อมบ่าวหลวงผู้ตั้งเมืองหลวงโพนสิม[46] ส่วนผู้ตั้งสกุลบุคคละคือพระอัคร์บุตร (บุญมี) หรือพระมหาสมเด็จราชาธาตุพระนมบุรมราชาเจดีย์มหาคูร ขุนโอกาส (เจ้าเมือง) ธาตุพนมคนที่ ๔ (ปกครองเฉพาะปากเซบั้งไฟฝั่งซ้ายน้ำโขงในอารักขาฝรั่งเศส) บุตรลำดับแรกโดยตั้งจากประเทศลาว ทายาทผู้ใช้สกุลรามางกูรมาจาก ๓ สายสกุลคือบุคคละ ประคำมินทร์ และบัวสาย บุคคละเป็นสกุลเดิมของพระอุปราชา (เฮือง) ประคำมินทร์เป็นสกุลเดิมของธิดาเจ้าพระรามราช ส่วนบัวสายเป็นสกุลเจ้าเมืองและกรมการเมืองเรณูนคร[47] ชั้นต้นมีผู้ใช้สกุลรามางกูร ๑ˌ๕ ท่าน รวมพระอุปราชา (เฮือง) ทายาทผู้ขอร่วมใช้สกุลแรกตั้งสกุลมี ๑๔ ท่าน เดิมมี ๑๐ ท่าน ต่อมาร่วมใช้อีก ๔ ท่าน ผู้ใช้สกุลสืบสายตรงจากเจ้าพระรามราชมี ๑๓ ท่าน อีก ๑ ท่านเป็นญาติภริยาพระอุปราชา (เฮือง) มิใช่สายโลหิตโดยกำเนิดแต่เป็นบุตรบุญธรรมและมีเชื้อสายเจ้านายเมืองเรณูนคร ผู้ร่วมใช้สกุล ๑๔ ท่านมีทายาทเกิดแต่บุตรชายเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี) บุตรเจ้าพระรามราช ๑๐ ท่านซึ่งเป็นทายาทชั้นเหลนเจ้าพระรามราช อีก ๓ ท่านเป็นทายาทบุตรธิดาอาดยานางหล้าน้องสาวเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี) ซึ่งเป็นทายาทชั้นเหลนเจ้าพระรามราชเช่นกัน ๓ ท่านนี้สืบทางสตรีลงมา ๒ ชั้นคือชั้นยายและมารดา ๒ ท่าน สืบทางสตรีแล้วผ่านบุรุษลงมา ๑ ชั้นคือชั้นย่าและบิดา ๑ ท่าน ทายาทสายตรงจากเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี) ชั้นหลานมี ๑๐ ท่าน เป็นบุตรพระอัคร์บุตร (บุญมี) ๒ ท่าน บุตรท้าวจารย์พุทธา ๑ ท่าน บุตรพระอุปราชา (เฮือง) ๔ ท่าน บุตรท้าวพรหมบุตร์ (เที่ยง) ๓ ท่าน รวม ๑๐ ท่านกับทายาทบุญธรรมเจ้าพระอุปราชา (เฮือง) ซึ่งเป็นเชื้อสายเจ้าเมืองเรณูนครแล้วมี ๑๑ ท่าน ต่อมาทายาทสายอาดยานางหล้าน้องสาวเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี) ๓ ท่านใช้สกุลร่วมกันจึงมีทั้งสิ้น ๑๔ ท่าน เมื่อรวมพระอุปราชา (เฮือง) ผู้ตั้งสกุลมี ๑๕ ท่าน ทายาททั้ง ๑๔ ท่าน ได้แก่

๑. กำนันสุนีย์ รามางกูร (นายสุนีย์ บุคคละ (นี)) กำนันตำบลธาตุพนมท่านแรกหลังยกเลิกบรรดาศักดิ์และกำนันตำบลธาตุพนมลำดับ ๗ เป็นน้องชายต่างมารดากับหมื่นศีลาสมาทานวัตร์ (ท้าวสุวรรณสีลา) กำนันตำบลธาตุพนมลำดับ ๑ เป็นบุตร์พระอัคร์บุตร (บุญมี) กับนางวัน (บ้างว่านางโผน) ชาวธาตุพนม เป็นหลานเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี) กับอาดยานางบุษดี เป็นเหลนเจ้าพระรามราชกับอาดยาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์

๒. นายคำมี รามางกูร (ท้าวสุวัณณคำมี บุคคละ (มี)) ชาวนครเวียงจันทน์ ตั้งรกรากที่คุ้มวัดหัวเวียง บ้านหัวบึง และบ้านดอนนางหงส์ท่า อำเภอธาตุพนม ตามลำดับ เป็นบุตรสุดท้ายของพระอัคร์บุตร (บุญมี) กับอาดยานางบัวสี (สกุลสุวันนะพักดี หลานเจ้าอุปฮาตเมืองคำเกิด) และเป็นบุตรบุญธรรมพระอุปราชา (เฮือง) กับอาดยานางสูนทอง (สกุลเดิมบัวสาย)

๓. นายกง รามางกูร (นายกง บุคคละ (กง)) ผู้ร่วมสร้างพระพุทธไสยาสน์และหอพระพุทธไสยยาสน์ประดิษฐานเหนือเมรุพระอุปราชา (เฮือง) ณ วัดป่าสุริโย เป็นบุตร์ท้าวจารย์พุทธากับนางอบ (บ้างว่านางบุตร) เป็นหลานเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี) กับอาดยานางบุษดี เป็นเหลนเจ้าพระรามราชกับอาดยาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์

๔. นายแก้ว รามางกูร (นายแก้ว บุคคละ (จารย์แก้ว)) เป็นบุตรพระอุปราชา (เฮือง) กับยานางจำปี (สกุลเดิมสารสิทธิ์) เป็นหลานเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี) กับอาดยานางบุษดี เป็นเหลนเจ้าพระรามราชกับอาดยาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์

๕. นายดวง รามางกูร (นายดวง บุคคละ หรือมหาดวง, ป.ธ. ๓, พระราชทานเพลิง) เป็นบุตรพระอุปราชา (เฮือง) กับอาดยานางสูนทอง (สกุลเดิมบัวสาย ทายาทพระแก้วโกมล (สาย) เจ้าเมืองเรณูนครและเจ้าอุปฮาต (บุตร บัวสาย) เมืองเรณูนคร)

๖. ร้อยตำรวจตรี ประดิษฐ์ รามางกูร (นายประดิษฐ์ บุคคละ (แดง), ร.จ.ม., ช.ส., พระราชทานเพลิง) เป็นบุตรพระอุปราชา (เฮือง) กับอาดยานางสูนทอง (สกุลเดิมบัวสาย ทายาทพระแก้วโกมล (สาย) เจ้าเมืองเรณูนครและเจ้าอุปฮาต (บุตร บัวสาย) เมืองเรณูนคร) เป็นบิดา ดร. วีรพงษ์ รามางกูร (นายประดับ บุคคละ, ม.ป.ช., ม.ว.ม., ป.ภ.) อดีตรองนายกรัฐมนตรี, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, อดีตนายกสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ ฯลฯ

๗. นายกมล รามางกูร เป็นบุตรพระอุปราชา (เฮือง) กับยานางแก้วชาวร้อยเอ็ด

๘. ท้าวเสถียร รามางกูร (ท้าวเสถียร บุคคละ (เถียน)) เป็นบุตรราชวงศ์หรือท้าวพรหมบุตร (เที่ยง) นครเวียงจันทน์ กับอาดยานางบัวสี เป็นหลานเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี) กับอาดยานางบุษดี เป็นเหลนเจ้าพระรามราชกับอาดยาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์

๙. ท้าวลังสี รามางกูร (ท้าวจันทรรังสี บุคคละ (ลังสี)) ชาวนครเวียงจันทน์ เป็นบุตรราชวงศ์หรือท้าวพรหมบุตร (เที่ยง) นครเวียงจันทน์ กับอาดยานางบัวสี

๑๐. นายตุ๊ รามางกูร (นายตุ๊ บุคคละ (ตุ๊)) เป็นบุตรราชวงศ์หรือท้าวพรหมบุตร (เที่ยง) นครเวียงจันทน์ กับอาดยานางบัวสี

๑๑. นายณรงค์ รามางกูร (นายณรงค์ บัวสาย (นะ)) ชาวเมืองเรณูนคร (เมืองเว) ตั้งรกรากที่บ้านนาแก ตำบลดอนนางหงส์ อำเภอธาตุพนม เป็นบุตรอาดยานางครุฑจันทร์ บัวสาย พี่สาวอาดยานางสูนทอง บัวสาย หม่อมของพระอุปราชา (เฮือง) เป็นหลานตาขุนสฤษดิ์เรณู (ท้าวไชยสาย บัวสาย) กับอาดยานางผายี เป็นเหลนทวดเพี้ยพรรณละบุตร์ (พัน บัวสาย) ต้นสกุลพรรณุวงศ์ กับอาชญานางซืม เพี้ยพรรณละบุตร์ (พัน บัวสาย) เป็นบุตรเพี้ยเสมียนบัว (บัวละวงศ์ บัวสาย) กับนางมะนีละวัน เพี้ยเสมียนบัว (บัวละวงศ์ บัวสาย) เป็นบุตรพระแก้วโกมล (สาย) เจ้าเมืองเรณูนคร นางมะนีละวันเป็นธิดาเจ้าอุปฮาต (บุตร บัวสาย) เมืองเรณูนคร

๑๒. นายกุหลาบ รามางกูร (นายกุหลาบ ประคำมินทร์) เป็นบุตรอาดยานางนางกับท้าวกองเมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นหลานยายอาดยานางคำหล้า ((หล้า) ธิดาเจ้าพระรามราช) กับท้าวทา (ต้นสกุลประคำมินทร์) เป็นเหลนเจ้าพระรามราชกับอาดยาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์

๑๓. นายเกิ่ง รามางกูร (นายเกิ่ง ประคำมินทร์ (เกิ่ง)) เป็นบุตรอาดยานางนางกับท้าวกองเมืองนครจำปาศักดิ์

๑๔. นายบุญ รามางกูร (นายบุญ ประคำมินทร์ (บุญ)) เป็นบุตรท้าวแพง (สกุลประคำมินทร์) กับนางบุดดา เป็นหลานย่าอาดยานางคำหล้า ((หล้า) ธิดาเจ้าพระรามราช) กับท้าวทา (ต้นสกุลประคำมินทร์) [48]

สกุลหลักและสกุลสาขาแก้ไข

สกุลที่สืบเชื้อสายทั้งสายตรงและเกี่ยวดองทางเครือญาติกับเจ้าพระรามราชรามางกูรและเจ้าพระยาเมืองฮามนามฮุ่งสี (บิดา) ได้แก่ รามางกูร (Ramangkura) รามางกูร ณ โคตะปุระ (Ramangkura na Kotapura)[49] บุคคละ (Bhuccala) ในประเทศไทย ຣາມາງກູຣ (บ้างใช้ ຣາມາງກູນ ລາມາງກູນ ຣາມາງກຸຣ และ ລາມັງກຸນ) ในประเทศลาว ส่วนสกุลที่เป็นมหาสาขา ได้แก่ ประคำมินทร์ (บ้างใช้ประคำ) จันทศ (บ้างใช้จันทร์ทศ) ทามนตรี (บ้างออกเสียงว่าไซมุนตี) มันทะ (บ้างใช้มันตะหรือมัณฑะ) จันทนะ (บ้างใช้จันทะนะ) มนารถ สุมนารถ (เดิมใช้มนารถ)[50] วงศ์ขันธ์ (บ้างใช้วงษ์ขันธ์) ลือชา (บ้างใช้ฤๅชา) สารสิทธิ์ พุทธศิริ รัตโนธร ครธน ธีระภา อุทา สายบุญ ชุณหปราณ นอกจากนี้ยังมีสกุลทศศะ อุประ (บ้างใช้อุปละ ต่อมาแยกเป็นอึ้งอุประ)[51] จันทรา และพิทักษ์พนม (พระราชทานใน ร.๘)[52]

ทายาทสำคัญในสกุลแก้ไข

รามงฺกุโร ภิกขุ (พระมหาธเนศร์ รามงฺกุโร, รามางกูร, ป.ธ.๔, น.ธ. เอก) วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พระธรรมทูตรุ่น ๘ วัดป่าธรรมชาติ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ดวง รามางกูร (นามเดิมดวง บุคคละ, ปธ. ๓) อดีตพระมหาดวง คณะแดงรังสี วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร ผู้ประพันธ์พื้นเมืองพระนม (ประวัติวงศ์เจ้าเมืองธาตุพนม) ผู้อุปถัมภ์และสร้างวัดในอำเภอธาตุพนมหลายแห่ง เช่น วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร วัดมรุกขาราม วัดป่าสุริโย วัดเกาะแก้วอัมพวัน เป็นต้น ปัจจุบันถึงแก่กรรม (พระราชทานเพลิง)

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร (นามเดิมประดับ บุคคละ, ม.ป.ช., ม.ว.ม., ป.ภ.) อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย อดีตที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลายรัฐบาล อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีหลายสมัย อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตนายกสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ เป็นต้น

เอ่ม รามางกูร (Em Ramangkoun) อดีตนายทหารลาวสมัยพระราชอาณาจักรลาว ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา

บันดิด รามางกูร (Bandith Ramangkoun) Deputy Director General of Department of Agricultural Land Management (DALaM) อดีต Acting Director of Center of Agriculture and Forestry Research Information (CAFRI), NAFRI และอดีต Director of Administration Division, Department of Agricultural Land Management (DaLaM).

กี้ รามางกูร (Ky ramangkoun) นครเวียงจันทน์ นางแบบชื่อดังของลาว

วรมน รามางกูร ผู้พิพากษา ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ

ดร.ภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ดร.พูนสิน ประคำมินทร์

รองศาสตราจารย์ ดร.วยุพา ทศศะ ภาควิชาภาษาตะวันตกและภาษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วิวัฒน์ชัย คงเพชร อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักษาชาติแบบแบ่งเขต (เขต ๓) จังหวัดนครพนม บุตรนางพิศมัย คงเพชร (สกุลเดิมรามางกูร) ธิดาพระอุปราชา (เฮือง))

จุฑาทิพย์ สุมนารถ นักร้อง

นามานุสรณ์แก้ไข

นามสกุลรามางกูร ในไทย, นามสกุลรามางกูร ณ โคตะปุระ ในไทย, นามสกุล ຣາມາງກູຣ ຣາມາງກູນ ລາມາງກູນ ຣາມາງກຸຣ และ ລາມັງກຸນ ในลาว, จวนขุนราม เขาใหญ่ นครราชสีมา[53], บ้านรามางกูร ในอำเภอธาตุพนม, ซอยรามางกูร คุ้มวัดเกาะแก้วอัมพวัน ในอำเภอธาตุพนม, เรือแข่งเจ้าพ่อขุนราม วัดมรุกขาราม ในอำเภอธาตุพนม[54], กาละแมขุนราม ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในอำเภอธาตุพนม[55], โครงการรับสร้างบ้านขุนราม เฮ้าส์ ในอำเภอธาตุพนม

พงศาวลีแก้ไข

พงศาวลีเจ้าพระรามราชรามางกูรจากพื้นเมืองพระนม (ประวัติวงศ์เจ้าเมืองธาตุพนม) ฉบับพระมหาดวง รามางกูร ปรากฏดังนี้[56]

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเจ้าไชยเสฏฐาธิราชที่ ๓ (เจ้าสิริบุนสาน) แห่งเวียงจันทน์
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าพระยาหลวงบุดโคตตวงสาเสดถะบัวละพาสูวัณณะไซยะปุคคละวีเสด (บุตรโคตร)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นางจันทะมาสเทวีแห่งโคดตะบอง
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าพระยาแสนสีสูวัณณไซยะปุคคละวีเสด (เจ้าพระยานาเหนือ (คำมุก))
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าวรขัติยวงสาพระยาราชาลครแห่งนครพนม
 
 
 
 
 
 
 
นางเทบกินนะลี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นางยอดหล้าเทวี
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าพระยาเมืองฮามนามฮุ่งสี (คำอยู่)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระยาหลวงเมืองซ้ายแห่งเวียงจันทน์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นางลาสโนลี (แพงสุวรรณ)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นางหน่อพะลีจัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าพระรามราชรามางกูร (ราม)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเจ้าส้อยสีสมุดพุทธางกูรแห่งจำปาศักดิ์
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จเจ้าราชวงศ์สูลิโยแห่งจำปาศักดิ์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นางรัตนะจำปาราชเทวี
 
 
 
 
 
 
 
พระยาหลวงสุกขรนันทา (สีสูลีจัน)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์หลวงไชยกุมมานแห่งจำปาศักดิ์
 
 
 
 
 
 
 
นางรัตนะคันที
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นางนักสนมสุมุงคุน
 
 
 
 
 
 
 
นางโมกคัลลี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระยาเมืองเพ็งเจ้าเมืองละคอนเพ็ง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นางสีคำลาย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นางแก้วอักคี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

|}


ก่อนหน้า เจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร) ถัดไป
เจ้าพระยาหลวงบุตรโคตรวงสา (คำอยู่ รามางกูร) กวานเวียงพระนม   ขุนโอกาสหรือเจ้าโอกาส (เจ้าเมือง) ธาตุพนม
  เจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี รามางกูร)


อ้างอิงแก้ไข

  1. วีรพงษ์ รามางกูร, อนุสรณ์ ร้อยตำรวจตรีประดิษฐ์ รามางกูร ๒๒ กันยายน ๒๕๒๘, น. ๑.
  2. พระครูสิริเจติยานุรักษ์, บทสัมภาษณ์เรื่อง ขุนโอกาสพระธาตุพนมและประวัติตระกูลรามางกูร, ไม่ปรากฏหน้า.
  3. นางจันเนา รามางกูร, บทสัมภาษณ์เรื่อง ขุนรามราชกับการสร้างวัดหัวเวียงรังษี : วัดประจำราชตระกูลรามางกูร, ไม่ปรากฏหน้า.
  4. นายเฮือง รามางกูร, สำเนาหนังสือสำคัญการตั้งสกุลรามางกูรและอนุญาตให้ใช้สกุลรามางกูร พุทธศักราช ๒๔๙๐, น. ๑-๒.
  5. ท้าวเฮือง รามางกูร, สำเนาหนังสือสำคัญการสืบวงศ์เจ้าเมืองธาตุพนมและนามสกุลอันเป็นเทือกเถาเหล่ากอของเจ้าเมืองธาตุพนม, น. ๑.
  6. ดวง รามางกูร, พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม, ม.ป.พ., ม.ป.ป..
  7. วีรพงษ์ รามางกูร, ไฮคลาส ปีที่ ๑๔ ฉบับ ๑๖๒ ต.ค. ๒๕๔๐: สืบวงศ์วานเจ้าเมืองธาตุพนม, น. ๑๒๕-๑๒๗.
  8. ดูรายละเอียดเรื่องพระรามโพธิสัตว์ในวรรณกรรมชาดกนอกนิบาตลาวเรื่องพระรามชาดก พะลักพะลาม และลามมะเกียน
  9. ไม่ปรากฏนาม, จารึกในประเทศไทย เล่ม ๕ (กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๒๙), หน้า ๓๐๘-๓๑๓.
  10. ไม่ปรากฏนาม, ศิลาจารึกอีสานสมัยไทย-ลาว (กรุงเทพฯ: คุณพินอักษรกิจ, ๒๕๓๐), หน้า ๓๖๙-๓๗๑.
  11. พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว อุทุมมาลา), อุรังคนิทาน: ตำนานพระธาตุพนม (พิสดาร), พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, (กรุงเทพฯ: นีลนาราการพิมพ์, ๒๕๓๗), หน้า ๑๓๗-๑๓๙.
  12. ธวัช ปุณโณทก, "จารึกวัดพระธาตุพนม ๓", ใน ศิลาจารึกอีสานสมัยไทย-ลาว : ศึกษาทางด้านอักขรวิทยาและประวัติศาสตร์อีสาน (กรุงเทพฯ : คุณพินอักษรกิจ, ๒๕๓๐), หน้า ๓๖๙-๓๗๑.
  13. สิลา วีระวงส์, เรียบเรียง ; สมหมาย เปรมจิตต์, แปล, ประวัติศาสตร์ลาว, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๐), หน้า ๑๗๐-๑๗๔.
  14. ฝ่ายวิชาการ สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, ๕๓ พระมหากษัตริย์ไทย : ธ ทรงครองใจไทยทั้งชาติ (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๓), หน้า ๒๖๑-๒๘๗, ๔๑๑-๔๓๒.
  15. ข้อมูลอ้างอิง เรียบเรียงข้อมูลโดย นวพรรณ ภัทรมูล จากโครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศมส. พ.ศ. ๒๕๔๕
  16. ภาพประกอบ ภาพคัดจำลองอักษรจารึกจาก: จารึกในประเทศไทย เล่ม ๕ (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๙)
  17. บุญนาค สะแกนอก, “จารึกเจ้าครูศีลาภิรัตน์,” ใน จารึกในประเทศไทย เล่ม ๕: อักษรธรรมและอักษรไทย พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๔ (กรุงเทพฯ : หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๒๙), หน้า ๓๐๘-๓๑๓.
  18. คำแปลโดย บุญนาค สะแกนอก พ.ศ. ๒๕๒๙
  19. ภาพสำเนาจารึกจาก : ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๕ (เลขทะเบียน CD; INS-TH-14, ไฟล์; Nph_00300_c)
  20. คำปริวรรตโดย บุญนาค สะแกนอก พ.ศ. ๒๕๒๙
  21. เอเจียน แอมอนิเย, บันทึกการเดินทางในลาวภาคสอง พ.ศ. ๒๔๔๐, น. ๑๔๙.
  22. คัมภีร์ใบลานเรื่อง ตำนานเมืองเก่า (บั้งจุ้ม (ตำนานเมือง)). วัดโพนกอก บ้านปากกะยุง เมืองทุละคม แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว (เฉพาะหน้า ๓๕ อักษรธรรมลาว-ลาวเดิม). ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ม.ป.ป.. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) เลขรหัส PLMP ๑๐ ๐๒ ๐๑ ๑๔ ๐๐๔_๐๒. หมวดตำนานเมือง. ๒๑ ใบ ๔๒ หน้า (ตรวจสอบมี ๑๘ ใบ ๓๖). หน้า ๘-๙
  23. กรมศิลปากร "พงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์: แผนเมืองฉบับหนึ่ง", ใน ประชุมพงศาวดารเล่ม ๔๓ (ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๙-๗๐): เรื่องเกี่ยวกับกรุงเก่า (ตอนที่ ๑) เรื่องเมืองนครจำปาศักดิ์ และเรื่องขุนบรมราชา, (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภาและศึกษาภัณฑ์พาณิชย์, ๒๕๑๒), หน้า ๑๔๓.
  24. คัมภีร์ใบลานเรื่อง ตำนานเมืองเก่า (บั้งจุ้ม (ตำนานเมือง)). วัดโพนกอก บ้านปากกะยุง เมืองทุละคม แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว. หน้า ๑๐
  25. กรมศิลปากร "พงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์: แผนเมืองฉบับหนึ่ง", ใน ประชุมพงศาวดารเล่ม ๔๓ (ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๙-๗๐): เรื่องเกี่ยวกับกรุงเก่า (ตอนที่ ๑) เรื่องเมืองนครจำปาศักดิ์ และเรื่องขุนบรมราชา, หน้า ๑๔๔.
  26. คัมภีร์ใบลานเรื่อง ตำนานเมืองเก่า (บั้งจุ้ม (ตำนานเมือง)). วัดโพนกอก บ้านปากกะยุง เมืองทุละคม แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว. หน้า ๑๑
  27. กรมศิลปากร "พงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์: แผนเมืองฉบับหนึ่ง", ใน ประชุมพงศาวดารเล่ม ๔๓ (ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๙-๗๐): เรื่องเกี่ยวกับกรุงเก่า (ตอนที่ ๑) เรื่องเมืองนครจำปาศักดิ์ และเรื่องขุนบรมราชา,หน้า ๑๔๔.
  28. วีรพงษ์ รามางกูร, ไฮคลาส ปีที่ 14 ฉบับ 162 ต.ค. 2540 : สืบวงศ์วานเจ้าเมืองธาตุพนม, น. 127-128.
  29. พระครูสิริเจติยานุรักษ์, บทสัมภาษณ์เรื่อง ตระกูลรามางกูร: ตระกูลขุนโอกาส, น. ๑๓๗-๑๓๘.
  30. พระครูสิริเจติยานุรักษ์, บทสัมภาษณ์เรื่อง ขุนโอกาสพระธาตุพนมและประวัติราชตระกูลรามางกูร, ไม่ปรากฏหน้า.
  31. พระเทพรัตนโมลี, เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ท่านเจ้าราชครูขี้หอม) : สมเด็จพระสังฆราชลาว พระชนม์ ๘๙ พรรษา เสด็จหนีภัย ลอยแพข้ามสู่ฝั่งไทย, น. ๒๓๓-๒๓๕.
  32. สุรชัย ชินบุตร, ข้าโอกาสวัดพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนม การสืบทอดและการดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบัน, น. ๑๕-๑๗.
  33. ประวิทย์ คำพรหม และคณะ, ประวัติอำเภอธาตุพนม, น. ๑๒๗-๑๒๙.
  34. http://www.thatphanom.com/2297.html
  35. พจนีย์ เพ็งเปลี่ยน, นิทานอุรังคธาตุ : ฉบับหลวงพระบาง, น. ๑๒๖.
  36. https://www.facebook.com/SilpaWattanatum/posts/350036671792398
  37. พจนีย์ เพ็งเปลี่ยน, นิทานอุรังคธาตุ : ฉบับหลวงพระบาง, น. ๑๒๙-๑๓๐.
  38. พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว อุทุมมาลา), อุรังคธาตุนิทาน : ตำนานพระธาตุพนม (พิศดาร), น. ๑๘๓-๑๘๔.
  39. http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=2204
  40. พระเทพรัตนโมลี (แก้ว กนฺตโสภา), ประวัติเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ท่านเจ้าราชครูขี้หอม) ในหนังสือมูลมรดกชนชาติอ้ายลาว อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระยอดแก้ว พุทธชิโนรสสกลมหาสังฆปาโมกข์ สมเด็จพระสังฆราชแห่งพระราชอาณาจักรลาว : สมเด็จพระสังฆราชลาว พระชนม์ ๘๙ พรรษา เสด็จหนีภัย ลอยแพข้ามสู่ฝั่งไทย, น. ๒๓๔-๒๓๕
  41. พระฎิสโร (หนูกร) ใจสุข, ประวัติบ้านชะโนด, น. ๖.
  42. สุรจิตต์ จันทรสาขา, เมืองมุกดาหาร, น. ๓๔.
  43. เอเจียน แอมอนิเย, บันทึกการเดินทางในลาวภาคสอง พ.ศ. ๒๔๔๐, น. ๑๔๘.
  44. สุพร สิริพัฒน์, นครพนม: ศรีโคตตะบูรณ์นคร, น. ๑๖๕-๑๖๖.
  45. สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ พระองค์เจ้าชายดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, นิทานโบราณคดี: นิทานที่ ๑๖ เรื่อง ลานช้าง, ไม่ปรากฏหน้า.
  46. นายเฮือง รามางกูร, สำเนาหนังสือสำคัญการตั้งสกุลรามางกูรและอนุญาตให้ใช้สกุลรามางกูร พ.ศ. ๒๔๙๐, น. ๑-๒.
  47. ท้าวเฮือง รามางกูร, สำเนาหนังสือสำคัญการสืบวงศ์เจ้าเมืองธาตุพนมและนามสกุลอันเป็นเทือกเถาเหล่ากอของเจ้าเมืองธาตุพนม, น. ๑.
  48. https://www.facebook.com/152121608307865/photos/a.152123124974380.1073741827.
  49. เพลิงสุริยเทพฯ รามางกูร ณ โคตะปุระ, เอกสารจดทะเบียนตั้งสกุลรามางกูร ณ โคตะปุระ ที่ว่าการอำเภอ จังหวัดเชียงใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๒, น. ๑.
  50. จารย์บัวลี สุมนารถ, บทสัมภาษณ์ประวัติการแยกสกุลมนารถมาเป็นสกุลสุมนารถ, ไม่ปรากฏหน้า.
  51. เพลิงสุริยเทพฯ รามางกูร ณ โคตะปุระ, บทสัมภาษณ์ประวัติตระกูลอุปละและประวัติพระพิทักษ์เจดีย์พระธาตุพนม, ไม่ปรากฏหน้า.
  52. กรมศิลปากร, นามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ ๗ ถึงรัชกาลปัจจุบัน, ไม่ปรากฏหน้า.
  53. http://news.bugaboo.tv/watch/28468/
  54. http://www.thailongboat.com/forum.php?mod=viewthread&tid=8431
  55. http://webcache.googleusercontent.com/
  56. ดวง รามางกูร, พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม, ม.ป.พ., ม.ป.ป..