เปิดเมนูหลัก

เจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร)

อาชญาเจ้าพระรามราชรามางกูร (ลาว : ອາດຍາເຈົ້າພຣະຣາມມະຣາຊຣາມາງກູຣ, ราวปลาย พ.ศ. ๒๓๐๐) ทรงเป็นเจ้าเมืองพนม (เมืองธาตุพนม) อันเป็นเมืองกัลปนาหรือเมืองพุทธศาสนานครพระองค์แรกจากราชวงศ์เวียงจันทน์ เมื่อครั้งธาตุพนมยังเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันทน์ ก่อนตกเป็นประเทศราชของราชอาณาจักรสยาม[1] นัยหนึ่งทรงเป็นเจ้าโอกาส (ขุนโอกาส) ผู้ปกครองกองข้าอุปัฏฐากพระธาตุพระนมบุรมมเจดีย์ (พระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร) พระองค์แรกแห่งราชวงศ์เวียงจันทน์[2] ระหว่างราวปี พ.ศ. ๒๓๓๐-๒๓๕๐ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๓ (สมเด็จพระเจ้าสิริบุญสาร) ถึงสมัยเจ้าอนุวงศ์ แห่งราชอาณาจักรเวียงจันทน์ ทรงเป็นต้นตระกูล รามางกูร (Ramangkura) แห่งอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในภาคอีสานของประเทศไทย และทรงเป็นต้นตระกูลลามางกูน (ລາມາງກູນ) หรือ รามางกูร (ຣາມາງກູຣ) แห่งเวียงจันทน์ในประเทศลาว อีกทั้งทรงเป็นผู้บูรณะและสถาปนาวัดหัวเวียงรังษีร้าง (วัดสวนสั่ง)[3] ซึ่งเป็นวัดสำคัญอันเก่าแก่ของทิศหัวเวียงพระธาตุพนม

เจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร)

พระนามเดิม เจ้ารามราช, ท้าวพระลาม, ท้าวมะลามมะลาด
พระนามเต็ม อาชญาเจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส
ราชวงศ์ ล้านช้างเวียงจันทน์
รัชกาลก่อน เจ้าพระยาเมืองฮามนามฮุ่งศรี (คำอยู่) เป็นกวานเวียงพนม
รัชกาลถัดไป อาชญาหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุน (ศรี) เป็นเจ้าเมืองพนมหรือขุนโอกาส
วัดประจำรัชกาล วัดหัวเวียงรังษี (วัดสวนสั่ง)
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ นครจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันทน์
สวรรคต เมืองธาตุพนม
พระบิดา เจ้าพระยาเมืองฮามนามฮุ่งศรี (คำอยู่)
พระมารดา นางโมกคะลีสีราชเทวี
พระชายา นางยอดแก้วสิริบุนมา (ศรีบุญมา)

พระนามแก้ไข

พระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร ทรงมีพระนามเดิมว่าเจ้ารามราชหรือเจ้าลาม บ้างออกพระนามว่าท้าวลามหรือท้าวพระราม คนทั่วไปนิยมออกพระนามว่าญาหลวงรามราชหรืออาชญาหลวงราม ในเอกสารอนุญาตให้ใช้สกุลรามางกูร พุทธศักราช ๒๔๙๐ ของเจ้าพระอุปฮาชา (เฮือง รามางกูร) ผู้มีศักดิ์เป็นพระนัดดา ออกพระนามโดยย่อของพระองค์ว่าขุนรามฯ[4] และในเอกสารการสืบลำดับวงศ์สกุลอีกฉบับของนายคำมี รามางกูร (ท้าวคำมี บุคคละ) ผู้มีศักดิ์เป็นปนัดดา ออกพระนามของพระองค์ว่าขุนรามรามางกูร[5] พระเถระและคนแก่ชาวธาตุพนมส่วนใหญ่บ้างนิยมออกพระนามว่าเจ้าพ่อขุนรามหรือเจ้าพ่อขุนโอกาส พระนามอันเป็นที่นิยมทั่วไปของบุตรหลานนิยมออกพระนามว่าขุนราม ทรงบรรดาศักดิ์ลาวโบราณที่ ขุนโอกาส หรือเจ้าโอกาส อันตำแหน่งของเจ้านายผู้ปกครองกองข้าโอกาสเมืองกัลปนาของลาวในสมัยโบราณ ส่วนเอกสารพื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนมออกพระนามของพระองค์ว่าพระรามราชเจ้าขุนโอกาส (พระรามราชเจ้าขุนเอากาส) ส่วนราชทินนาม รามราชรามางกูร นั้นแปลว่า หน่อเนื้อเชื้อไขของราม[6] หมายถึง เจ้ารามราชผู้เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของเจ้าพระยาเมืองฮามนามฮุ่งศรี (เจ้าพระยาเมืองรามนามรุ่งศรี) ผู้เป็นพระบิดา หรืออาจหมายถึงเจ้ารามราชผู้เป็นหน่อแห่งพระราม เนื่องจากในพื้นดังกล่าวกล่าวว่าพระองค์ทรงเป็นพระรามโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด[7]สันนิษฐานว่าพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานราชทินนาม รามราชรามางกูร นี้แก่ราชวงศ์เวียงจันทน์ที่ถูกส่งเข้ามาปกครองกองข้าโอกาส (ข้าอุปัฏฐาก) พระธาตุพนมและชาวเมืองธาตุพนมหลังการแตกศึกจำนวนหลายครั้งของเมืองธาตุพนมจนกลายเป็นเมืองร้าง ภายหลังจากพระองค์ขึ้นปกครองเมืองธาตุพนมแล้ว ในเอกสารพื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนมได้ออกพระนามเต็มว่า พระอาชญาหลวงเจ้าพระรามราชปราณีสีสุธัมมราชา สหัสสาคามเสลามหาพุทธปริษัทบัวรบัด โพธิสัตวขัตติยวรราชวงสา พระหน่อรามาพุทธังกูร เจ้าโอกาสสาสนานคอรพระมหาธาดตุเจ้าพระนม พีพักบุรมมมหาเจติยะ วิสุทธิรัตตนบุรมมสถาน[8]

ทรรศนะทางประวัติศาสตร์แก้ไข

  • ทรรศนะที่ ๑ มหาดวง รามางกูร (ป.ธ.๓, พระราชทานเพลิง) และ ดร. วีรพงษ์ รามางกูร (ม.ป.ช, ม.ว.ม., ป.ภ.) ตลอดจนทายาทบุตรหลานชาวธาตุพนม ลงความเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้าเมืองธาตุพนม และในเอกสารพื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม ซึ่งเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นภายในวงศ์ตระกูลให้ความเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้าเมืองกัลปนา เรียกว่า เจ้าเอากาสศาสนานคร และออกสร้อยพระนามพระโอรสของพระองค์ซึ่งปกครองธาตุพนมต่อจากพระองค์ว่า อุกาสะราชา หมายถึงเจ้าเมืองผู้ได้รับโอกาสยกเว้นจากการเป็นเมืองขึ้น
  • ทรรศนะที่ ๓ พระเทพรัตนโมลี (แก้ว กนฺโตภาโส) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร แสดงทรรศนะว่า พระองค์ทรงเป็นหัวหน้ากองข้าโอกาสพระธาตุพนมซึ่งปกครองหลายหมู่บ้าน พระองค์ทรงมีพระชนม์และปกครองกองข้าโอกาสพระธาตุพนมอยู่ในช่วงรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช (พ.ศ. ๒๑๘๒-๒๒๓๘) ก่อนรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสาร (พ.ศ. ๒๒๙๔-๒๓๒๒) อยู่หลายสิบปี เนื่องจากในตำนานบ้านดงนาคำกล่าวว่า พระโอรสของพระองค์คือ แสนกางน้อยศรีมุงคุน ทรงปกครองกองข้าโอกาสพระธาตุพนมในสมัยของเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก ซึ่งเป็นช่วงหลังรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช อีกทั้งยังเป็นผู้คอยดูแลรักษาคัมภีร์อุรังคธาตุฉบับดั้งเดิม ซึ่งจากรึกลงบนลานคำอีกด้วย อย่างไรก็ ลำดับเวลาที่ปกครองธาตุพนมและช่วงชีวิตของพระองค์ตามทรรศนะนี้ขัดแย้งกับเอกสารของตระกูล[10]
  • ทรรศนะที่ ๔ ดร. สุรชัย ชินบุตร[11] และประวิทย์ คำพรหม แสดงทรรศนะว่า พระองค์ทรงเป็นขุนนางชั้นกำนันตำบล บรรดาศักดิ์ชั้นขุน ถือศักดินา ๔๐๐ ที่สืบเชื้อสายจากขุนโอกาสหรือหัวหน้าผู้ควบคุมกองข้าโอกาสพระธาตุพนมในอดีต และอาจมีช่วงชีวิตอยู่ในราวรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ของสยาม (พ.ศ. ๒๓๙๖-๒๔๕๓) อย่างไรก็ตาม ทรรศนะนี้เป็นเพียงแนวคิดใหม่ซึ่งยังไม่ตรงกับหลักฐานในเอกสารประวัติของตระกูลและไม่ตรงกับเอกสารราชการเกี่ยวกับการตั้งสกุลของทายาท จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป[12]

ในจารึกท้องถิ่นแก้ไข

ประวัติจารึกแก้ไข

ในจารึกของวัดพระธาตุพนม 3 ได้ออกพระนามของเจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร) ว่า ขุนโอกาส จารึกเป็นอักษรลาวเก่าหรืออักษรลาวเดิม (ไทน้อย) พุทธศักราช 2349 ภาษาลาว จารึกมี 2 ด้าน ปรากฏพระนามในจารึกด้านที่ 2 ซึ่งจารึกขึ้นก่อนจารึกด้านที่ 1 มี 13 บรรทัด วัตถุจารึกเป็นศิลาประเภทหินทรายรูปใบเสมา ขนาดกว้าง 24 เซนติเมตร สูง 35 เซนติเมตร บัญชีทะเบียนวัตถุของกองหอสมุดแห่งชาติกำหนดชื่อจารึกเป็น นพ. 6 ในหนังสือจารึกในประเทศไทย เล่ม 5 กำหนดเป็นจารึกเจ้าครูศีลาภิรัตน์ คงเนื่องด้วยจารึกอีกด้านเป็นจารึกที่ถูกจารึกในสมัยหลังโดยเจ้าครูศีลาภิรัตน์ (หมี) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม ส่วนหนังสือศิลาจารึกอีสานสมัยไทย-ลาว กำหนดเป็นจารึกวัดพระธาตุพนม 3 (มีเฉพาะด้านที่ 2) ในหนังสืออุรังคนิทานกำหนดเป็นคำจารึกอิฐเผา (มีเฉพาะจารึกด้านที่ 2) จารึกนี้ค้นพบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2495 บริเวณประตูด้านทิศตะวันออกของวิหารทิศใต้ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม โดยเจ้าหน้าที่แผนกศึกษาธิการจังหวัดนครพนม ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมรัตนโมลีศรีโคตรบูร วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จารึกถูกพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือจารึกในประเทศไทย เล่ม 5[13] หนังสือศิลาจารึกอีสานสมัยไทย-ลาว[14] และหนังสืออุรังคนิทาน [15]

ตามประวัติกล่าวว่า เจ้าหน้าที่แผนกศึกษาธิการจังหวัดนครพนมได้พบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 เป็นศิลาจารึกรูปใบเสมา พบที่ประตูด้านทิศตะวันออกของวิหารทิศใต้ วัดพระธาตุพนม ตำบลธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีจารึก 2 แห่ง คือ ด้านหน้าและด้านหลัง พระพนมเจติยานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม ได้คัดจำลองอักษรจารึกไว้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 และศึกษาธิการจังหวัดนครพนมได้นำสำเนาอักษรจารึกที่คัดนั้น ส่งให้เจ้าหน้าที่กองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2495 เมื่อเจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติได้อ่านแปลจารึกนี้แล้ว จึงทราบว่า ข้อความในสำเนาจารึกทั้ง 2 แผ่นนั้นไม่ต่อเนื่องกัน อีกทั้งจารึกขึ้นต่างยุคสมัยและต่างรูปแบบอักษรอีกด้วย ในระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2524 เจ้าหน้าที่งานบริการหนังสือภาษาโบราณ กองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้เดินทางไปสำรวจเอกสารโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงได้ทราบว่า ศิลาจารึกเจ้าครูศีลาภิรัตน์ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปจากที่เดิมแล้ว ต่อมาในการสำรวจครั้งเดือนเมษายน 2529 ได้พบจารึกหลักนี้ที่กุฏิรองเจ้าอาวาส และจากการสำรวจและถ่ายภาพจารึกที่วัดพระธาตุพนม โดยคณะทำงานโครงการพัฒนาฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ได้พบจารึกหลักนี้อยู่ในศูนย์ศิลปวัฒนธรรมรัตนโมลีศรีโคตรบูร ด้วยสภาพจารึกถูกผนึกติดไว้ที่เสาทำให้สามารถเห็นอักษรจารึกได้เพียงด้านเดียวคือ ด้านที่ 2 เนื้อหาโดยสังเขปของจารึกด้านที่ 1 จารึกด้วยอักษรธรรมลาว (ธรรมอีสาน) เนื้อความในจารึกกล่าวถึงเจ้าครูศีลาภิรัตน์ พร้อมด้วยภิกษุ สามเณร และสัปบุรุษ ประดิษฐานพัทธสีมาไว้ในพระบวรพุทธศาสนา เมื่อ พ.ศ. 2464 จารึกด้านที่ 2 จารึกด้วยอักษรลาวเก่าหรืออักษรลาวเดิม (ไทน้อย) เนื้อความในจารึกกล่าวถึงเจ้าพระยาจันทสุริยวงศา เจ้าเมืองมุกดาหาร ได้สร้างพัทธสีมาไว้ในพระพุทธศาสนา เมื่อ พ.ศ. 2349 สันนิฐานว่าผู้สร้างจารึกนี้คือพระยาหลวงเมืองจันกับขุนโอกาส (เฉพาะด้านที่ 2) เกี่ยวกับการกำหนดอายุข้อความในจารึกทั้งสองด้านนั้นไม่ต่อเนื่องกัน อีกทั้งจารึกขึ้นต่างยุคสมัยกัน กล่าวคือ ข้อความจารึกด้านที่ 2 บรรทัดที่ 1 ระบุ จ.ศ. 168 เข้าใจว่ามีการละเลข 1 ตัวหน้า[16] ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2349 อันเป็นสมัยที่ราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์เป็นประเทศราชขึ้นกับสยาม โดยมีเจ้าอนุวงศ์เป็นกษัตริย์นครเวียงจันทน์ (พ.ศ. 2346-2370)[17] ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-2352)[18] ส่วนข้อความจารึกด้านที่ 1 บรรทัดที่ 3 ได้ระบุ จ.ศ. 1283 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2464 อันเป็นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2453-2468)[19] [20]

คำจารึกแก้ไข

บรรทัดที่ 1 สังกลาษไดรอย 608 ต

บรรทัดที่ 2 ว ปีรวายยี เจ้าพรยาจันทะสุ

บรรทัดที่ 3 ลิยะวังสา เมืองมุกดาหานกับ

บรรทัดที่ 4 ทังบุดตะนัตตาพะลิยามีอักคะมหาเส

บรรทัดที่ 5 นาเจ้าไหยทังปวงมีปัษสาทะสัด

บรรทัดที่ 6 ทาไนวํละสาษสนาอันลำยิงจิงไห

บรรทัดที่ 7 พรยาหลวงเมืองจันขึนมาปักไคหะ

บรรทัดที่ 8 กับขุนโอกลาษพอมกับโมทะ

บรรทัดที่ 9 นาเจ้าสังคะลาษกับทังอันเตวา

บรรทัดที่ 10 สิก พอมกับลิดจะนาสิมมาสื

บรรทัดที่ 11 บรอยมือํละหันตาเจ้าไว ขํไห

บรรทัดที่ 12 ไดดังไจจังนิพานะปัตไจโยโ

บรรทัดที่ 13 หตุ[21] [22]

คำปริวรรตแก้ไข

บรรทัดที่ 1 ศักราชได้ร้อย 68 ตั-

บรรทัดที่ 2 ว ปีรวายยี เจ้าพระยาจันทสุ

บรรทัดที่ 3 ริยวงศา เมืองมุกดาหารกับ

บรรทัดที่ 4 ทั้ง บุตรนัดดาภรรยามีอัคคมหาเส-

บรรทัดที่ 5 นาเจ้าใหญ่ทั้ง ปวงมีประสาทศรัท-

บรรทัดที่ 6 ธาในวรศาสนาอันลำ ยิ่ง จึงให้

บรรทัดที่ 7 พระยาหลวงเมืองจันขึ้น มาปัคคัยหะ

บรรทัดที่ 8 กับขุนโอกาสพร้อมกับโมท-

บรรทัดที่ 9 นาเจ้าสังฆราชกับทัง้ อันเตวา-

บรรทัดที่ 10 สิก พร้อมกับรจนาเสมาสื-

บรรทัดที่ 11 บรอยมืออรหันตาเจ้าไว้ขอให้

บรรทัดที่ 12 ได้ดังใจจง นิพพาน ปัจจโยโ-

บรรทัดที่ 13 หตุ[23] [24]

เกี่ยวกับผู้ปกครองเมืองธาตุพนมแก้ไข

สถานะของผู้ปกครองข้าโอกาสพระธาตุพนมที่ถูกกล่าวถึงในตำนาน เอกสาร และจารึกต่างๆ ได้ปรากฏอยู่ ๓ สถานะ ได้แก่

  • เจ้าเมือง ปรากฏในเอกสารของสยาม เอกสารชาวต่างชาติ และเอกสารท้องถิ่น แต่ไม่ปรากฏในจารึกท้องถิ่น
  • ขุนโอกาส ไม่ปรากฏในเอกสารของสยาม เอกสารชาวต่างชาติ แต่ปรากฏในเอกสารท้องถิ่น และจารึกท้องถิ่น
  • นายกอง ปรากฏในเอกสารของสยาม เอกสารชาวต่างชาติ และเอกสารท้องถิ่น แต่ไม่ปรากฏในจารึกท้องถิ่น

ก่อน พ.ศ. ๑๘๙๖ (จ.ศ. ๗๑๕) สมัยขอมเรืองอำนาจ เจ้านายผู้ปกครองเมืองธาตุพนมปรากฏในตำนานยุคแรกว่า เดิมมีสถานะเป็นนายด่านหรือนายกอง แบ่งการปกครองออกเป็น ๓ กองใหญ่ มีพระยาสหัสสรัฏฐา (เจ้าแสนเมือง) พระราชนัดดาในพระยานันทเสน (ก่อน พ.ศ. ๑๘๙๖) แห่งราชวงศ์ศรีโคตรบูรเป็นผู้ปกครองสูงสุด โดยมีพระยาทักขิณรัฏฐา (เจ้าเมืองขวา) และพระยานาคกุฏฐวิตถาระ (พระยาโต่งกว้าง) เป็นผู้ช่วย[25] ต่อมา ในสมัยพระยาสุมิตตธัมมะวงศาเอกะราชามรุกขนครเจ้าเมืองมรุกขนคร ในอุรังคธาตุนิทานกล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นพระยาสุริยวงศาแห่งเมืองสาเกตุนครและเป็นพระยาศรีโคตรบองแห่งเมืองศรีโคตรบูรกลับชาติมาเกิด ยุคนี้กล่าวถึงผู้ปกครองธาตุพนมว่าได้รับการแต่งตั้งและได้รับพระราชทานสิ่งของต่างๆ จากพระยาสุมิตตธัมมะวงศา ดังความว่า ...พระยาสุมิตตธรรมจึงตรัสสั่งให้อาณัติแก่คนทั้งหลายว่า บุคคลเหล่าใดพอใจในการพระราชศรัทธา เราจะให้รับราชการเป็นข้าอุปัฏฐากมหาธาตุ...แล้วพระยาเทวะอามาตย์กดเอาเส้นได้สามพันถ้วน แล้วจึงให้ล่ามหลวงเอาเส้น[26] และให้เป็นเจ้าเวียกเจ้าการ[27] พระยาสุมิตตธรรมเจ้า จึงให้เอาพระเนียนเงิน พระเนียนคำ และเครื่องเฮ็ดเวียกบ้านการเมืองทั้งมวล ให้พระยาและเทวะอามาตย์ไปปงให้แก่คนทั้งหลาย แล้วพระยาเทวะอามาตย์เอาไปให้ล่าม นำไปแจกยายแก่นายด่านนายกอง เงินพัน คำพัน เสื้อผ้า ส่วนคนทั้งหลายนอกนั้นได้รับพระราชทาน เงินฮ้อย คำฮ้อย เสื้อผ้า พร้อมทั้งเครื่องใช้ในการงาน เป็นต้นว่า จก เสียม พร้า มีด ขวานน้อย ขวานใหญ่ สิ่ว ซี งัว ควาย พร้อมกับเกวียนลำหนึ่ง เรือลำหนึ่ง ทุกๆ คนเสมอกัน...[28]

ราว พ.ศ. ๒๐๖๓-๒๐๙๐ (จ.ศ. ๘๘๒-๙๐๙) หลังขอมเสื่อมอำนาจลง ในสมัยพระเจ้าโพธิสาลราชแห่งนครหลวงพระบาง ปรากฏเจ้านายผู้ปกครองธาตุพนมในนิทานอุรังคธาตุว่าถูกส่งมาจากราชสำนักล้านช้างหลวงพระบางและมีเชื้อสายเป็นข่าเมืองส่วย เดิมเป็นข้าหัตถบาทในพระเจ้าโพธิสาลราช ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงถึงชั้นเจ้าหัวพัน เทียบได้กับเจ้าเมืองชั้นโท ราชทินนามว่า เฮือนหิน หมายถึงปราสาทหิน เนื่องมาจากชาวลาวนิยมเรียกศาสนสถานขอมหรือจามโบราณว่า เฮือนหิน[29] มีอำนาจและบริวารมากแต่ไม่อาจอาศัยอยู่ในธาตุพนมได้ด้วยเหตุผลทางการเมือง พระมหากษัตริย์ลาวตั้งตำแหน่งเฉพาะนี้พระราชทานแก่เจ้านายผู้ปกครองธาตุพนมเป็นพิเศษ ดังความว่า ...ครั้งนั้นยังมีลูกข้าสองคน เมืองส่วยเอามาถวายแต่น้อยๆ พระองค์เลี้ยงไว้เป็นข้าหัตถบาส ผู้อ้ายนั้นชื่อว่า ข้าชะเอง ผู้น้องให้กินเฮือนหิน จึงได้ชื่อว่า พันเฮือนหิน พระโพธิสาลราชโปรดให้เป็นใหญ่ ปกครองข้าโอกาสทั้งมวล พระราชทานจุ้มและหลั่งน้ำไว้...ครั้นอยู่ต่อมาบ่เถิงปี พันเฮือนหินจึงได้หนีกลับขึ้นมาและเฝ้าพระยาโพธิสาลราช พระองค์จึงตรัสว่า กูหากให้เขือพี่น้อง เป็นข้อยพระมหาธาตุเจ้าแล้ว กูจักใช้สอยด้วยการอันอื่นย่อมบ่เป็น เมื่อมักมาอยู่ก็อยู่ชั่วคราว เถิงกาละออกวัสสา เขือจงนำเครื่องสักการะบูชา และเครื่องทานกูไปบูชาเป็นปกติเทิน ครั้งนั้น ข้าชะเองผู้อ้าย จึงเอาคนสามสิบคนเมืออยู่ด้วยสืบหน้าตามหลังพันเฮือนหิน แล้วแต่งคนเทียวส่งข้าวกกหมกปลาอีกฮ้อยสามสิบคน ครั้งนั้นขุนพันทั้งหลายมีความสงสัยพันเฮือนหิน จึงให้แต่งใส่เวียกชารืม สามสิบด้ามขวาน จึงได้เฮ็ดชารืมตั้งแต่นั้นมา...[30]

ราว พ.ศ. ๒๒๒๔ (จ.ศ. ๑๐๔๓) สมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชแห่งนครเวียงจันทน์ ปรากฏนามเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ของธาตุพนมได้สร้างพระพุทธรูปทองคำขึ้นองค์หนึ่ง ค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ (จ.ศ. ๑๓๑๖) พระพุทธรูปองค์นี้มีฐานบุเงินประดิษฐานใต้พระวิหารวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ปรากฏพระนามตามจารึกว่า พระเจ้าสุวรรณาวรวิสุทธิ์ อุตมวิโรจน์ โชติรัตนาลังการ ฐานบุเงินของพระพุทธรูปจารึกนามถึงเจ้านายชั้นสูงของธาตุพนมว่า ...สังกราช ๔๓ ตัว ปีฮ้วงเฮ้า เดือน ๑๒ แฮม ๔ ค่ำ วัน ๕ มื้อกัดใส้ ยามแถใกล้เที่ยง วันฤกษ์ ๔ ลูก นาทีฤกษ์ ๕๙ ติดถี ๑๘ นาทีติดถี ๕๖,๕๓๘ มาส เกณฑ์ ๕๘๑ อาวมาน ๑๕,๕๙๙ หรคุณ หัวท้าวเคยแปง เล่าคึดกับทังมาตุปิตาชายา มีประสาทะสัทธา ประกอบด้วยมหากุสละเจตนา เลื่อมใสในวรพุทธศาสนายิ่ง จิงได้สร้างพระพุทธฮูปเจ้าขึ้นนามวิเศษ...[31] ต่อมา หลังสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช (พ.ศ. ๒๑๘๑-๒๒๓๘) ยังปรากฏจารึกลานเงินพระราชสาส์ตราตั้งค้นพบในองค์พระธาตุพนม จารึกว่า ...จุลศักราชได้ ๕๗ ตัว เดือน ๑๒ ขึ้น ๖ ค่ำ วัน ๕ พระราชอาชญาเจ้านครวรกษัตริย์ขัติยราชวงศา เจ้าสิทธิพระพรนามกรแสนจันทรานิทธสิทธิมงคลสุนทรอมร... ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า เจ้านครวรกษัตริย์ขัติยราชวงศาแห่งเมืองนครพนมอาจโปรดเกล้าให้แสนจันทนิธสิทธิมงคลสุนทรอมร (พ.ศ. ๒๒๓๘) มาเป็นผู้ปกครองเมืองธาตุพนม[32] หลังจากนั้นไม่นาน ในตำนานบ้านดงนาคำได้กล่าวถึงผู้ปกครองธาตุพนมว่าถูกแบ่งออกเป็น ๓ กอง เหมือนครั้งแรกตั้งเมืองธาตุพนม ดังความความว่า ...ตามคำให้การของชาวบ้านดงนาคำ อยู่ในประเทศลาว ตรงข้ามกับธาตุพนม ซึ่งได้บอกกันสืบต่อๆ มาจากบรรพบุรุษว่า เมื่อสร้างยอดพระธาตุเสร็จแล้ว เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กได้สั่งให้หัวหน้าข้าโอกาสทั้ง ๓ คน คือแสนกลางน้อยศรีมงคล แสนพนม และแสนนาม พาครัวลูกหลานบ่าวไพร่อพยพจากบ้านธาตุพนมไปตั้งภูมิลำเนาอยู่แถวดงนาคำ ลึกจากฝั่งโขงเข้าไปในฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเขตประเทศลาว ก่อนไปเจ้าราชครูฯ ให้โอวาทว่า สูเจ้าจุ่งลูกหลานญาติพี่น้องจุ้มเจื้อเชื้อแนว ไปสร้างบ้านแปงเฮือนเฮ็ดไฮ่ใส่นาอยู่แถวดงนาคำบ่อนดินดำน้ำซุ่มพุ้น ที่นั้นมีผลหมากไม้บ่ไฮ้บ่อึด มียอดบุ่นยอดหวาย เผิ่งมิ้มของป่าของดงก็มาก ที่สร้างแปงไฮ่นาก็กว้างบ่อึดบ่หยาก ให้เคารพยำแยงคุณแก้ว ๓ ประการอย่าได้ประมาท ให้เอาบั้งจุ้มพระธาตุพนม (ตำนาน) เป็นที่ไหว้สักการะบูชาพิทักษ์ฮักษาอย่าขาด เพื่อให้เป็นเนื้อหนังอุปกรณ์แก่พระชินธาตุเจ้าตามเฒ่าแก่บูฮานมา ก็หากจักวุฒิศรีสวัสดิ์แก่สูเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อหั่นแลฯ ดังนี้ ส่วนแสนกลางน้อยศรีมุงคุล ได้อพยพพวกพ้องไปตั้งอยู่บ้านมะนาว แสนพนมไปตั้งอยู่บ้านดงใน แสนนามพาครอบครัวไปตั้งอยู่บ้านดงนอก ทั้ง ๓ บ้านถือพระบรมธาตุและตำนานพระธาตุเป็นสรณะอันศักสิทธิ์สืบมาจนบัดนี้ ตำนานพระธาตุพนมที่ชาวดงนาคำได้ไว้นั้น เล่ากันว่าเป็นฉบับดั้งเดิม และละเอียดถูกต้องกว่าฉบับอื่นๆ จารึกลงในลานทองบรรจุหีบศิลาอย่างดี ต้องเปลี่ยนวาระกันสักการะบูชาบ้านเรือนละ ๓ วันเวียนกันไป ถือขลังและศักดิ์สิทธิ์จนเข้ากระดูกดำ ใครไปขอดูก็มิได้เพราะได้สั่งความกันไว้แต่สมัยก่อนโน้น และบอกลักษณะเจ้าเก่าที่จะมานั้นว่า ต้องพิสูจน์โดยการนำเอาน้ำใส่โอ (ขัน) ใหญ่และให้เหยียบดู ถ้าน้ำไม่ล้นโอก็ใช่...[33] หลังจากยุคนี้แล้ว สถานะของเจ้านายผู้ปกครองธาตุพนมก็เปลี่ยนไปตามความเสื่อมความเจริญของบ้านเมือง บางยุคก็เป็นขุนโอกาสบ้างนายกองข้าโอกาสบ้าง หัวหน้าข้าอุปัฏฐากบ้าง กวานเมืองบ้าง กวานเวียงพระธาตุบ้าง เจ้าเมืองบ้าง

พ.ศ. ๒๓๔๘ (จ.ศ. ๑๑๖๘) สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๕ (เจ้าอนุวงศ์) แห่งนครเวียงจันทน์ (พ.ศ. ๒๓๔๘-๒๓๗๑) เจ้าพระยาจันทสุริยวงศาเจ้าเมืองบังมุก (มุกดาหาร) ได้มีศรัทธาเสด็จมาปฏิสังขรณ์และผูกพัทสีมาในวัดพระธาตุพนม พร้อมทรงจารึกอิฐเผาไว้ด้วย จารึกนี้กล่าวถึงพระนามของเจ้านายชั้นสูงผู้ปกครองข้าโอกาสพระธาตุพนมไว้ว่า ...ศักราชล่วงได้ ฮ้อย ๖๘ ตัว ปีฮวายยี่ เจ้าพระยาจันทสุริยวงศา เมืองมุกดาหาร กับทั้งปุตตนัตตาภริยา มีอัคคะมหาเสนาเจ้าใหญ่ทั้งปวง มีปัสสาทสัทธาในวรศาสนาอันล้ำยิ่ง จึงให้พระยาหลวงเมืองจันทน์ ขึ้นมาปัคคัยหะกับขุนโอกลาษ พร้อมกันโมทนาเจ้าสังฆราชกับทั้งอันเตวาสิก พร้อมกันริจนาสิมมาสืบฮอยมืออรหันตาเจ้าไว้ ขอให้ได้ดังใจจงนิพพานปัจจโยโหตุฯ...[34] ต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๐ (จ.ศ. ๑๒๕๙) แอร์มอนิเย นักเดินทางชาวฝรั่งเศส ได้ทำการสอบถามถึงเชื้อสายของขุนโอกาส (ขุนโอกลาษ) เมืองธาตุพนมกับชาวบ้าน ได้รับคำตอบว่า ขุนโอกาสเมืองธาตุพนมซึ่งได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมพร้อมกับเจ้าพระยาหลวงเมืองจันทน์ตามจารึกผูกพัทสีมาวัดพระธาตุพนมนั้น ต่างเป็นอนุชาของเจ้าเมืองบังมุกซึ่งสืบเชื้อสายจากราชวงศ์เวียงจันทน์ ดังปรากฏในบันทึกว่า ...ที่ด้านตะวันออกมีกุฏิของพระสงฆ์ และวิหารจำนวนมาก เสาทำด้วยอิฐ หลังคามุงด้วยดินขอ วิหารหลังหนึ่งในจำนวนที่มีนั้น อ้างว่าสร้างโดยเจ้าอนุจากนครเวียงจันทน์ ซึ่งพังทลายไปครึ่งหนึ่งแล้ว วิหารลงรักปิดทอง มีจิตรกรรมและประติมากรรมที่ประตูวิหารทั้ง ๓ ด้าน อีกหลังหนึ่งนั้นไม่สวยเท่าวิหารที่กล่าวมา ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี มีจารึกภาษาลาวเขียนย้ำสามครั้ง บอกว่า เจ้าเมืองบังมุก พร้อมด้วยอนุชาทั้ง ๒ ซึ่งมียศศักดิ์เหมือนกัน ได้มาสร้างวิหารบูชาพระธาตุ... [35] เกี่ยวกับเรื่องขุนโอกาสผู้ดูแลรักษาข้าโอกาสพระธาตุพนม และปฏิบัติวัฏฐากพระมหาธาตุเจ้าพนมนี้ ชาวเมืองธาตุพนมยกย่องกันมานานว่า ตระกูลรามางกูร ถือเป็นเชื้อสายโดยตรงของขุนโอกาส พระครูสิริเจติยานุรักษ์ พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ผู้มีพรรษามากของวัดพระธาตุพนม ได้เคยสนิทคุ้นเคยกับทายาทลูกหลานของตระกูลรามางกูรในวัดพระธาตุพนมมานาน ได้แสดงทรรศนะว่า ...ตระกูลรามางกูร เป็นตระกูลเก่าแก่ของอำเภอธาตุพนม เป็นตระกูลขุนโอกาสที่มีความสำคัญกับวัดพระธาตุพนมมาช้านาน และได้มีการใช้ชื่อ ขุนรามรามางกูร เป็นชื่อเรือยาวด้วยว่า เรือเจ้าพ่อขุนรามฯ แห่งวัดมรุกขาราม...บุตรหลานของตระกูลรามางกูรจะเกี่ยวข้องกับวัดพระธาตุพนมมาโดยตลอด เป็นไวยาวัจกรบ้าง เป็นมัคคทายกบ้าง...ทั้งมหาดวง รามางกูร ...พ่อใหญ่บุญ รามางกูร ก็เป็นไวยาวัจกร...พ่อใหญ่เศียร รามางกูร ก็เป็นมัคคทายก...[36]

พ.ศ. ๒๔๒๕ (จ.ศ. ๑๒๔๔) ดร.เปแนซ์ หมอฝรั่งนักสำรวจชาวฝรั่งเศสได้บันทึกในหนังสือ Le Tour du Monde ว่าได้เดินทางเรือสำรวจแม่น้ำโขงขึ้นตอนเหนือผ่านเมืองธาตุพนม ราวเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๕ บันทึกนี้กล่าวถึงเจ้าเมืองธาตุพนมว่า ...ขณะเดินทางผ่านนครพนมนั้น เมืองต่าง ๆ ริมแม่น้ำโขงกำลังเป็นอหิวาตกโรค...ชาวบ้านชาวเมืองไม่ยอมฝังศพคนตายที่ตายด้วยอหิวาต์ เขาจะทิ้งศพลงน้ำโขงทุกราย แม้หมอแนซ์จะได้พยายามชี้แจงให้เจ้าเมืองธาตุพนมเกี่ยวกับเรื่องอหิวาต์ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและขอร้องให้นำศพไปฝังเสีย เจ้าเมืองก็หายอมไม่ กลับตอบว่าเป็นธรรมเนียมของชาวบ้านชาวเมืองเช่นนี้ อหิวาต์มาจากทางเหนือเราก็ต้องส่งลงไปทางใต้ต่อไป... [37] ดร. วีรพงษ์ รามางกูร (ดร. โกร่ง) อดีตรองนายกรัฐมนตรี, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายกสมาคมมิตรภาพไทย-ลาว ผู้สืบเชื้อสายเจ้าเมืองธาตุพนมมาโดยตรง ได้แสดงทรรศนะถึงเชื้อสายเจ้าเมืองธาตุพนมว่า ...ตระกูลผมเป็นเจ้ามืองธาตุพนมมาโดยตลอด นามสกุลนี่มาจากปู่ทวด มีบรรดาศักดิ์เป็นขุน คงจะเป็นหัวเมืองชั้นจัตวา เพราะว่าเจ้าเมืองแค่ขุนเท่านั้นเอง ชื่อว่า ขุนราม ก็เลยเอามาเป็นนามสกุลของตระกูล รามางกูรก็เลือดเนื้อเชื้อไขของราม คือขุนราม ลูกของขุนรามก็เป็นเจ้าเมืองต่อมา แต่ว่าเมืองคงจะใหญ่ขึ้น คิดว่าคงปลายกรุงศรีอยุธยาสืบทอดกันมาหลายชั่วคน ลูกของขุนรามก็เป็นเจ้าเมือง ต่อมามีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงแล้ว แสดงว่าเมืองใหญ่ขึ้น ชื่อว่า หลวงปราณีพุทธบริษัท ลูกของหลวงปราณีฯ ก็เป็นเจ้าเมืองต่อมา ชื่อว่า หลวงกลางน้อยศรีมงคล หลวงกลางน้อยฯ เป็นปู่ทวดของผม เป็นพ่อของปู่ของผมชื่อว่า เรือง ภาษาอีสานคือ เฮือง...ทีนี้หลวงกลางน้อยศรีมงคลเป็นเจ้าเมืองที่เป็นคนท้องถิ่นคนสุดท้ายของเมืองธาตุพนม หลังจากนั้นก็มีการปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕ สมัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ พระองค์เจ้าชายดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็เลิกเอาคนท้องถิ่นเป็นเจ้าเมือง ส่งข้าราชการจากกรุงเทพมหานครไป ก็เลยหมด ปู่ผมก็ไม่ได้เป็นเจ้าเมือง...ความที่ปู่มีความฝังใจอยากให้ลูกหลานเป็นเจ้าเมือง ก็บอกว่าให้ผมเรียนรัฐศาสตร์ให้เรียนปกครองและให้เข้ากระทรวงมหาดไทย...[38] จากนั้น ในราวก่อน พ.ศ. ๒๔๑๖ (จ.ศ. ๑๒๓๕) ตระกูลเจ้าเมืองหรือขุนโอกาสเมืองธาตุพนมที่ถูกปกครองโดยเจ้านายสายราชวงศ์เวียงจันทน์ คือตระกูลของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร ได้ถูกโยกย้ายอำนาจการปกครองไปสู่ทายาทสายชายาของพระอาชญาหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) ผู้เป็นพระโอรสของพระองค์ ทายาทสายนี้ถูกลดอำนาจลงและปกครองธาตุพนมในฐานะนายกองข้าพระธาตุพนม ปรากฏนามท่านแรกคือหลวงอามาตย์ (อำนาจ) อดีตกวานเวียงชะโนด เมืองมุกดาหาร ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากยั้งกระหม่อมบ่าวหลวงเจ้าเมืองหลวงโพนสิมในแขวงสุวรรณเขตของลาว[39] จากนั้นเครือญาติอีก ๒ ท่าน คือท้าวสุริยะ (อ้วน) และท้าวราชวัตริ์ (คูณ) ก็ปกครองกองข้าพระธาตุพนมสืบต่อมา ปรากฏว่าสยามได้แผ่อำนาจการปกครองมายังธาตุพนมบ้างแล้ว ดังปรากฏในเอกสารประวัติบ้านชะโนดว่า ...อามาตย์ผู้น้องมีบุตรชาย ๒ คน คือ อ้วน ๑ คูณ ๑ บุตรีหนึ่งชื่อซาว เติบโตขึ้นบ่าวอ้วนบ่าวคูณได้ลงไปเรียนเป็นกองปกครองข้าพระธาตุพนมที่กรุงเทพฯ ได้รับชื่อเป็นสุริยะราชวัตร์ขึ้นเป็นใหญ่ในบ้านชะโนด พวกนี้เป็นเชื้อลูกหลานบ่าวคำสิงห์ทั้งหมด...[40]

ต่อมา พ.ศ. ๒๔๒๓ (จ.ศ. ๑๒๔๒) สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งสำเร็จราชการมหาดไทย ได้ทรงมีท้องตรามาถึงเจ้าเมืองมุกดาหารและเจ้าเมืองนครพนม เกี่ยวกับเรื่องการตั้งท้าวอุปละ (ถง) เชื้อสายเจ้านายเดิมของเมืองธาตุพนมให้มีบรรดาศักดิ์ที่ พระพิทักษ์เจดีย์ นายกองข้าตัวเลกพระธาตุพนม ซึ่งปรากฏในเอกสาร ร.๕ ร.ล.ตราน้อย เล่มที่ ๔ จ.ศ. ๑๒๔๒ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้มีข้อความกล่าวถึงเจ้าเมืองธาตุพนมว่า ...แต่ท้าวอุปละกับครอบครัวตัวเลกรายนี้ก็ปรนนิบัติรักษาอารามพระเจดีย์พระธาตุพนมมาช้านานหลายเจ้าเมืองแล้ว ถ้าจะไม่ตั้งเป็นหมวดเป็นกองไว้ ท้าวเพี้ยตัวเลกข้าพระธาตุจะพากันโจทย์ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองเลกข้าพระธาตุพนมก็จะร่วงโรยเบาบางลงจะเสียไพร่พลเมือง...[41] อย่างไรก็ตาม ในบันทึกการเดินทางครั้งนี้ยังพบว่า แม้ก่อนหน้านี้เมืองธาตุพนมจะเคยปกครองโดยเจ้าเมือง แต่ในราว พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นช่วงเวลาที่เมืองธาตุพนมปราศจากผู้ปกครองที่มีอำนาจเป็นเอกเทศจากเมืองอื่นๆ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องมาจากการเข้าแทรกแซงกิจการท้องถิ่นของเจ้าเมืองนครพนมและเจ้าเมืองมุกดาหาร และตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๔ (จ.ศ. ๑๒๔๓) ขึ้นไปเมืองธาตุพนมเคยเป็นเมืองอิสระจากอำนาจรัฐต่างๆ มาก่อน อำนาจนั้นสิ้นสุดลงใน พ.ศ. ๒๔๒๕ (จ.ศ. ๑๒๔๔) จนเป็นเหตุให้ผู้ปกครองธาตุพนมถูกแต่งตั้งโดยอำนาจจากสยาม และดังปรากฏในบันทึกว่า ...ความจริงก็คือว่า ประชาชนในถิ่นอารยธรรมแห่งนี้ และทุกคนที่ดูแลรักษาพระธาตุนั้น อยู่ภายใต้คำสั่งของขุนนาง ๒ คน ๑. พระพิทักษ์เจดีย์ เป็นหัวหน้าสำคัญ ซึ่งขึ้นกับเจ้าเมืองละคร ๒. หลวงโพธิ์สาราช ปลัดกอง ซึ่งขึ้นกับเจ้าเมืองบางมุก ยศศักดิ์ของขุนนางท้องถิ่นทั้ง ๒ นี้ ตกทอดต่อไปหาคนในครอบครัวเดียวกันได้ พวกเขาได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากสมเด็จมหามาลา นายกรัฐมนตรี จังหวัดภาคเหนือ ก่อนปี ๑๘๘๑ (พ.ศ. ๒๔๒๔) พวกเขาไม่ได้ขึ้นกับผู้ใด แต่ว่าหลังจากเกิดมีข้อพิพาท พวกเขาได้ขอความอารักขาจากเจ้าเมืองบางมุกและเจ้าเมืองละคอน และตั้งแต่นั้นมาเจ้าเมืองทั้งสอง ก็เข้าแทรกแซงกิจการท้องถิ่นของธาตุพนมเรื่อยมา ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชน ซึ่งไม่เพียงแต่อยู่ในดินแดนอารยธรรมเท่านั้น ทุกหมู่บ้านในเขตที่มีหน้าที่ดูแลรักษาพระธาตุพนม ฉะนั้นคนดูแลรักษาพระธาตุพนมสมัยก่อนมีจำนวนมากมาย ได้ลดลงเหลือ ๒ พันคน ทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนนั้นขึ้นกับบางมุก หรือละคร ๒ จังหวัดอยู่ใกล้เคียงกับพระธาตุพนม ไม่อาจจะเป็นเมืองได้และไม่อาจจะให้มีเจ้าเมืองได้ พระธาตุซึ่งเป็นพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ที่สามารถทำให้เจ้าเมืองทุกคนตายลงโดยพลัน ข้าราชการพลเรือน ๒ คน ที่บังคับบัญชาพลเมืองนั้น จะต้องเห็นพ้องกับเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมเสียก่อน ในกิจการต่างๆ ที่จะทำเกี่ยวกับวัดพระธาตุพนม... [42]

พ.ศ. ๒๔๔๙ (จ.ศ. ๑๒๖๘) หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินอีสานจากระบบเจ้าเมืองและคณะอาญาสี่ มาเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลแล้ว สมเด็จกรมฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จมาตรวจราชการมณฑลอุดร พระองค์ได้เดินทางไปยังหัวเมืองสำคัญต่างๆ ริมฝั่งโขง ทรงบรรยายถึงเหตุการณ์ต่างๆ ริมฝั่งโขง นามของเจ้าเมืองธาตุพนมได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง โดยพระองค์ได้กล่าวว่า พระองค์ได้ขึ้นเรือของเจ้าเมืองธาตุพนมด้วย ความว่า ...ฉันออกจากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ไปด้วยรถไฟพิเศษจนถึงนครราชสีมา จึงลงเรือไฟมาจากเมืองหนองคายระยะทาง ๔ วันถึงเมืองนครพนม ขึ้นเดินบก ขี่ม้าจากเมืองนครพนมทาง ๓ วันถึงเมืองสกลนคร จากเมืองสกลนครเดินบกวกกลับลงไป ๓ วันถึงพระธาตุพนมที่ริมแม่น้ำโขง ลงเรือยาวพายล่องจากพระธาตุพนมทาง ๒ วันถึงเมืองมุกดาหาร...จนมาลงเรือยาวพายล่องจากพระธาตุพนมลงมาเมืองมุกดาหาร ฉันลงเรือพายของเจ้าเมืองมา จึงได้เห็นน้ำวนในแม่น้ำโขงถนัด ที่แก่งคันกะเบา...[43]

ทายาทแก้ไข

ทายาทที่มีบทบาททางการปกครองแก้ไข

ทายาทที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันแก้ไข

  • ดร. วีรพงษ์ รามางกูร (ประดับ บุคคละ) อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย อดีตที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลายรัฐบาล อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีหลายสมัย อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตนายกสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ ฯลฯ
  • กี้ รามางกูร (Ky Lamangkoun) นางแบบชื่อดังของประเทศสาธรณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  • วรมน รามางกูร ผู้พิพากษา, ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
  • ดร. ภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • วิวัฒน์ชัย คงเพชร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักษาชาติแบบแบ่งเขต (เขต ๓) จังหวัดนครพนม

สกุลและทายาทที่สืบเชื้อสายแก้ไข

การตั้งสกุลแก้ไข

พระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เป็นต้นสกุล รามางกูร (Ramangkura) และสกุล บุคคละ (Bhuccala) ผู้จดทะเบียนตั้งสกุลรามางกูรคือ เจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) หรือนายฮ้อยเฮือง สกุลเดิม บุคคละ เป็นบุตรชายคนที่ ๓ ของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนมองค์ที่ ๒ กับอาชญานางบุษดี เชื้อสายท้าวหม่อมบ่าวหลวงเจ้าเมืองหลวงโพนสิม เจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) มีศักดิ์เป็นพระนัดดาของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม)[44] ส่วนผู้จดทะเบียนตั้งสกุลบุคคละคือ เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) บุตรชายคนแรกของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนมองค์ที่ ๒ กับอาชญานางบุษดี เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) มีศักดิ์เป็นพระนัดดาของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) ทายาทผู้ร่วมใช้สกุลรามางกูรมาจากสายสกุลเดิม ๓ สาย คือ สกุล บุคคละ ๑ สกุล ประคำมินทร์ ๑ สกุล บัวสาย ๑ สกุลบุคคละถือเป็นสกุลเดิมของเจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) ผู้ตั้งสกุล สกุลประคำมินทร์เป็นสกุลเดิมของธิดาพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) ส่วนสกุลบัวสายมิใช่สกุลที่สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองธาตุพนม แต่สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองเรณูนคร[45]

ผู้ร่วมใช้สกุลแก้ไข

ในชั้นต้น มีผู้ใช้สกุลรามางกูร ๑๓ ท่าน (รวมเจ้าพระอุปฮาต (เฮือง)) ทายาทผู้ขอร่วมใช้สกุลรามางกูรเมื่อแรกตั้งสกุลนั้นมี ๑๒ ท่าน เดิมมี ๙ ท่าน ต่อมามีทายาทมาขอร่วมใช้อีก ๓ ท่าน บรรดาผู้ใช้สกุลรามางกูรที่สืบเชื้อสายสายตรงจากพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) มี ๑๑ ท่าน อีก ๑ ท่าน มีฐานะเป็นญาติข้างภริยาของเจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) จึงมิใช่สายเลือดโดยกำเนิด แต่นับถือว่าเป็นบุตรบุญธรรมและมีเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเมืองเรณูนคร ผู้ใช้สกุลรามางกูรทั้ง ๑๒ ท่านนี้ มีทายาทที่เกิดแต่บุตร์ชายของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) อยู่ ๘ ท่าน ๘ ท่านนี้ มีศักดิ์เป็นทายาทชั้นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) อีก ๓ ท่านหลังเป็นทายาทอันเกิดแต่บุตร์ธิดาของอาชญานางหล้าน้องสาวของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) นับว่า ๓ ท่านหลังนี้ เป็นทายาทชั้นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เช่นกัน แต่เป็นทายาทที่สืบมาทางฝ่ายสตรีนับลงมาได้ ๒ ชั้น คือชั้นมารดาและชั้นยาย ๒ ท่าน สืบมาทางฝ่ายสตรีแล้วผ่านทางบุรุษลงมาได้ ๑ ชั้น คือชั้นบิดาและชั้นย่าอีก ๑ ท่าน ในบรรดาทายาทที่สืบสกุลรามางกูรสายตรงจากพระอาชญาหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) ชั้นหลานนั้นมีเพียง ๘ ท่าน เป็นบุตร์เจ้าพระอัคร์บุตร์ (บุญมี) ๒ ท่าน เป็นบุตร์ท้าวจารย์พุทธา ๑ ท่าน เป็นบุตร์เจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) ๓ ท่าน เป็นบุตร์ท้าวพรหมบุตร์ (เที่ยง) ๒ ท่าน นับรวม ๘ ท่านนี้เข้ากับทายาทบุญธรรมของเจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) ซึ่งเป็นเชื้อสายเจ้าเมืองเรณูนครแล้วได้ ๙ ท่าน ต่อมาทายาทสายน้องสาวของพระอาชญาหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) อีก ๓ ท่าน ได้มาขอใช้สกุลร่วมกันภายหลัง จึงนับรวมทายาทผู้ขอใช้สกุลทั้งสิ้น ๑๒ ท่าน นับรวมกับอาชญาเจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) ผู้ตั้งสกุลแล้ว จึงรวมผู้ใช้สกุลรามางกูรชั้นต้นสกุลได้ถ้วน ๑๓ ท่านเท่านั้น บรรดาทายาททั้ง ๑๒ ท่าน ซึ่งใช้สกุลรามางกูรร่วมกับเจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) เมื่อครั้งแรกตั้งสกุลนั้น มีดังนี้

  • กำนันสุนีย์ รามางกูร เดิมชื่อนายสุนีย์ บุคคละ (นี) เป็นกำนันตำบลธาตุพนมคนแรกหลังการประกาศยกเลิกระบบบรรดาศักดิ์ และเป็นกำนันตำบลธาตุพนมคนที่ ๗ นับแต่ตั้งตำบลธาตุพนมมา เป็นน้องชายต่างมารดากับหมื่นศีลาสมาทานวัตร์ (สุวรรณศีลา) กำนันตำบลธาตุพนมคนแรก เป็นบุตร์ของเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) กับนางวันหรือนางโผนชาวธาตุพนม เป็นหลานของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญานางบุษดี เป็นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์
  • นายคำมี รามางกูร เดิมชื่อท้าวสุวัณณคำมี บุคคละ (มี) เป็นชาวนครเวียงจันทน์ ต่อมาย้ายมาพำนักที่บ้านหัวบึงเมืองธาตุพนม และบ้านดอนนางหงส์ท่าเมืองธาตุพนมตามลำดับ เป็นบุตร์คนสุดท้ายของเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) กับอาชญานางบัวสี สุวันนะพักดี (สุวรรณภักดี) หลานเจ้าอุปฮาตเมืองคำเกิด เป็นหลานของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญานางบุษดี เป็นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์ และยังเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) กับอาชญานางสูรย์ทอง บัวสาย ด้วย
  • นายกง รามางกูร เดิมชื่อนายกง บุคคละ (กง) เป็นผู้ร่วมสร้างพระพุทธไสยาสน์และบูรณะหอพระพุทธไสยยาสน์ประดิษฐานทับพระเมรุเจ้าเมืองธาตุพนม ณ วัดป่าสุริโย เป็นบุตร์ของท้าวจารย์พุทธา กับนางอบหรือนางบุตร เป็นหลานของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญานางบุษดี เป็นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์
  • นายแก้ว รามางกูร เดิมชื่อนายแก้ว บุคคละ (จารย์แก้ว) เป็นบุตร์ของเจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) กับอาชญานางจำปี เป็นหลานของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญานางบุษดี เป็นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์
  • นายดวง รามางกูร เดิมชื่อนายดวง บุคคละ (มหาดวง, ป.ธ., พระราชทานเพลิง) เป็นบุตร์ของเจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) กับอาชญานางสูรย์ทอง บัวสาย ทายาทเจ้าอุปฮาตเมืองเรณูนคร (บุตร บัวสาย) เป็นหลานของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญานางบุษดี เป็นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์
  • ร้อยตำรวจตรี ประดิษฐ์ รามางกูร เดิมชื่อนายประดิษฐ์ บุคคละ (แดง, ร.จ.ม., ช.ส., พระราชทานเพลิง) เป็นบุตร์ของเจ้าพระอุปฮาต (เฮือง) กับอาชญานางสูรย์ทอง บัวสาย ทายาทเจ้าอุปฮาตเมืองเรณูนคร (บุตร บัวสาย) เป็นบิดาของ ดร. วีรพงษ์ รามางกูร (ประดับ บุคคละ, ม.ป.ช., ม.ว.ม., ป.ภ.) อดีตรองนายกรัฐมนตรี, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, อดีตนายกสมาคมมิตรภาพไทย-ลาว ฯลฯ เป็นหลานของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญานางบุษดี เป็นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์
  • นายเสถียร รามางกูร เดิมชื่อนายเสถียร บุคคละ เป็นบุตร์ของท้าวพรหมบุตร (เที่ยง) กับนางบัวสี เป็นหลานของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญานางบุษดี เป็นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์
  • นายจันทรรังสี รามางกูร เดิมชื่อนายจันทรรังสี บุคคละ เป็นบุตร์ของท้าวพรหมบุตร (เที่ยง) กับนางบัวสี เป็นหลานของพระอาชญาเจ้าหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญานางบุษดี เป็นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์
  • นายณรงค์ รามางกูร เดิมชื่อนายณรงค์ บัวสาย (นะ) เดิมเป็นชาวเมืองเรณูนคร (เมืองเว) ต่อมาย้ายมาอยู่ที่บ้านนาแก ตำบลดอนนางหงส์ เมืองธาตุพนม เป็นบุตร์ของอาชญานางครุฑจันทร์ บัวสาย พี่สาวของอาชญานางสูรย์ทอง บัวสาย ภริยาเอกในเจ้าพระอุปฮาตเฮือง รามางกูร เป็นหลานยายของอาชญานางผายี บัวสาย เป็นเหลนทวดของเพียพรรณละบุตร์ (พัน บัวสาย) ต้นตระกูล พรรณุวงศ์ กับอาชญานางซืม บัวสาย เชื้อสายของเพียเสมียนบัว (บัวละวงศ์ บัวสาย) บุตร์ของเจ้าอุปฮาต (บุตร บัวสาย) แห่งเมืองเรณูนคร
  • นายกุหลาบ รามางกูร เดิมชื่อนายกุหลาบ ประคำมินทร์ เป็นบุตรของอาชญานางนาง กับท้าวกองเมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นหลานยายของอาชญานางคำหล้า หรือหล้า (ธิดาในพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร) กับท้าวทา (ต้นสกุล ประคำมินทร์) เป็นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์
  • นายเกิ่ง รามางกูร เดิมชื่อนายเกิ่ง ประคำมินทร์ (เกิ่ง) เป็นบุตรของอาชญานางนาง กับท้าวกองเมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นหลานยายของอาชญานางคำหล้า (ธิดาในพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร) กับท้าวทา (ต้นสกุล ประคำมินทร์) เป็นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์
  • นายบุญ รามางกูร เดิมชื่อนายบุญ ประคำมินทร์ (บุญ) เป็นบุตรของท้าวแพง (สกุล ประคำมินทร์) กับนางบุดดา เป็นหลานย่าของอาชญานางคำหล้าหรือหล้า (ธิดาในพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร) กับท้าวทา (ต้นสกุล ประคำมินทร์) เป็นเหลนของพระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม) เจ้าเมืองธาตุพนม กับอาชญาโซ่นสิริบุญมาแห่งจำปาศักดิ์[46]

สกุลอันเป็นสาขาแก้ไข

  • รามางกูร (ຣາມາງກູນ), ลามางกูน (ລາມາງກູນ), รามางกุร (ຣາມາງກຸຣ), ลามังกุน (ລາມັງກຸນ) ในประเทศลาว
  • จันทนะ, จันทะนะ, จันทรา
  • มันทะ, มันตะ, มัณฑะ
  • มนารถ, สุมนารถ[49]
  • วงศ์ขันธ์, วงษ์ขันธ์
  • ฤๅชา, ลือชา
  • สารสิทธิ์
  • พุทธศิริ
  • รัตโนธร
  • ธีระภา
  • ทามนตรี
  • อุทา
  • สายบุญ
  • ครธน
  • ชุณหปราณ
  • ราชวงศ์[50]

พระนามที่ใช้เป็นอนุสรณ์แก้ไข

พงศาวลีแก้ไข

พงศาวลีของอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร จากหนังสือพื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนมปรากฏดังนี้[55]

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๓ หรือสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสารแห่งนครเวียงจันทน์
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าพระยาหลวงบุตร์โคตรวงฺศาเสดฺถบัวระพาสุวณฺณไชยปุคฺคล (บุตรโคตร)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระนางนาถจันทรมาสศรีราชเทวีแห่งเวียงกะบองขอน
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าพระยาแสนศรีสุวณฺณไชยปุคฺคลหรือเจ้าพระยานาเหนือ (คำมุก)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าวรขัติยวงศาพระยาราชาละครแห่งละครพนม
 
 
 
 
 
 
 
เจ้านางเทพกินนะลีศรีขัติยราชวงศา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นางรัตนะยอดหล้าเทวี
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าพระยาเมืองฮามนามฮุ่งศรี (คำอยู่)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
(ไม่ปรากฏพระนาม)
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าพระยาหลวงเมืองซ้ายแห่งนครเวียงจันทน์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
(ไม่ปรากฏพระนาม)
 
 
 
 
 
 
 
เจ้านางลาดโนลีศรีสุวรรณเทวี (แพงสุวรรณ)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
(ไม่ปรากฏพระนาม)
 
 
 
 
 
 
 
นางหน่อพะลีจันทน์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
(ไม่ปรากฏพระนาม)
 
 
 
 
 
 
 
พระอาชญาเจ้าขุนรามราชรามางกูร (ราม)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรแห่งนครจำปาศักดิ์
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าราชวงศ์ (สุริโย) แห่งนครจำปาศักดิ์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระนางแก้วยอดฟ้ารัตนะจำปาราชเทวี
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าพระยาหลวงสุกขรนันทา (ศรีสุรีจันทน์)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์หลวงไชยะกุมมารแห่งนครจำปาศักดิ์
 
 
 
 
 
 
 
เจ้านางแก้วรัตนะคัณฑี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นางนักสนมสุมุงคุล
 
 
 
 
 
 
 
เจ้านางโมคส์คะลีศรีราชเทวี (บุคคะลี)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
(ไม่ปรากฏพระนาม)
 
 
 
 
 
 
 
พระยาเมืองเพ็งแห่งละครเพ็ง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
(ไม่ปรากฏพระนาม)
 
 
 
 
 
 
 
เจ้านางศรีสุวัณณคำลาย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
(ไม่ปรากฏพระนาม)
 
 
 
 
 
 
 
พระนางอักคี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
(ไม่ปรากฏพระนาม)
 
 
 
 
 
 

|}


ก่อนหน้า เจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร) ถัดไป
เจ้าพระยาเมืองฮามนามฮุ่งศรี (คำอยู่ รามางกูร) กวานเวียงพนม   เจ้าเมืองธาตุพนม,
ขุนโอกาสข้าพระธาตุพนม

  เจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี รามางกูร)


อ้างอิงแก้ไข

  1. วีรพงษ์ รามางกูร, อนุสรณ์ ร้อยตำรวจตรีประดิษฐ์ รามางกูร 22 กันยายน 2528, น. 1.
  2. พระครูสิริเจติยานุรักษ์, บทสัมภาษณ์เรื่อง เจ้าขุนโอกาสพระธาตุพนมและประวัติราชตระกูลรามางกูร, ไม่ปรากฏหน้า.
  3. นางจันเนา รามางกูร, บทสัมภาษณ์เรื่อง ขุนรามราชรามางกูรกับการสร้างวัดหัวเวียงรังสี : วัดประจำราชตระกูลรามางกูร, ไม่ปรากฏหน้า.
  4. นายเฮือง รามางกูร, สำเนาหนังสือสำคัญการตั้งสกุลรามางกูรและอนุญาตให้ใช้สกุลรามางกูร พุทธศักราช 2490, น. 1-2.
  5. ท้าวเฮือง รามางกูร, สำเนาหนังสือสำคัญการสืบวงศ์เจ้าเมืองธาตุพนมและนามสกุลอันเป็นเทือกเถาเหล่ากอของเจ้าเมืองธาตุพนม, น. 1.
  6. วีรพงษ์ รามางกูร, ไฮคลาส ปีที่ 14 ฉบับ 162 ต.ค. 2540 : สืบวงศ์วานเจ้าเมืองธาตุพนม, น. 125-127.
  7. สามารถศึกษาได้ในวรรณกรรมชาดกนอกนิบาตของลาว-อีสานเรื่องพระรามชาดก และเรื่องพะลักพะลาม
  8. ดวง รามางกูร, พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม, ม.ป.พ., ม.ป.ป..
  9. พระครูสิริเจติยานุรักษ์, บทสัมภาษณ์เรื่อง เจ้าขุนโอกาสพระธาตุพนมและประวัติราชตระกูลรามางกูร, ไม่ปรากฏหน้า.
  10. พระเทพรัตนโมลี, เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ท่านเจ้าราชครูขี้หอม) : สมเด็จพระสังฆราชลาว พระชนม์ 89 พรรษา เสด็จหนีภัย ลอยแพข้ามสู่ฝั่งไทย, น. 233-235.
  11. สุรชัย ชินบุตร, ข้าโอกาสวัดพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนม การสืบทอดและการดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบัน, น. 15-17.
  12. ประวิทย์ คำพรหม และคณะ, ประวัติอำเภอธาตุพนม, น. 127-129.
  13. ไม่ปรากฏนาม, จารึกในประเทศไทย เล่ม 5 (กรุงเทพฯ : หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2529), หน้า 308-313.
  14. ไม่ปรากฏนาม, ศิลาจารึกอีสานสมัยไทย-ลาว (กรุงเทพฯ : คุณพินอักษรกิจ, 2530), หน้า 369-371.
  15. พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว อุทุมมาลา), อุรังคนิทาน : ตำนานพระธาตุพนม (พิสดาร), พิมพ์ครั้งที่ 10 (กรุงเทพฯ : นีลนาราการพิมพ์, 2537), หน้า 137-139.
  16. ธวัช ปุณโณทก, "จารึกวัดพระธาตุพนม 3", ใน ศิลาจารึกอีสานสมัยไทย-ลาว : ศึกษาทางด้านอักขรวิทยาและประวัติศาสตร์อีสาน (กรุงเทพฯ : คุณพินอักษรกิจ, 2530), หน้า 369-371.
  17. สิลา วีระวงส์, เรียบเรียง ; สมหมาย เปรมจิตต์, แปล, ประวัติศาสตร์ลาว, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ : มติชน, 2540), หน้า 170-174.
  18. ฝ่ายวิชาการ สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 53 พระมหากษัตริย์ไทย : ธ ทรงครองใจไทยทั้งชาติ (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2543), หน้า 261-287, 411-432.
  19. ข้อมูลอ้างอิง เรียบเรียงข้อมูลโดย นวพรรณ ภัทรมูล จากโครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศมส. พ.ศ. 2549
  20. ภาพประกอบ ภาพคัดจำลองอักษรจารึกจาก : จารึกในประเทศไทย เล่ม 5 (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2529)
  21. บุญนาค สะแกนอก, “จารึกเจ้าครูศีลาภิรัตน์,” ใน จารึกในประเทศไทย เล่ม 5 : อักษรธรรมและอักษรไทย พุทธศตวรรษที่ 19-24 (กรุงเทพฯ : หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2529), หน้า 308-313.
  22. คำแปลโดย บุญนาค สะแกนอก พ.ศ. 2529
  23. ภาพสำเนาจารึกจาก : ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2545 (เลขทะเบียน CD; INS-TH-14, ไฟล์; Nph_00300_c)
  24. คำปริวรรตโดย บุญนาค สะแกนอก พ.ศ. 2529
  25. http://www.thatphanom.com/2297.html
  26. กดเอาเส้น หมายถึง จดเอารายชื่อหรือจดข้าตัวเลก
  27. เจ้าเวียกเจ้าการ หรือเจ้าเวียกจับการ หมายถึง แม่งานหรือผู้เป็นใหญ่สุดในการดูแลการงานนั้นๆ
  28. พจนีย์ เพ็งเปลี่ยน, นิทานอุรังคธาตุ : ฉบับหลวงพระบาง, น. 126.
  29. https://www.facebook.com/SilpaWattanatum/posts/350036671792398
  30. พจนีย์ เพ็งเปลี่ยน, นิทานอุรังคธาตุ : ฉบับหลวงพระบาง, น. 129-130.
  31. พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว อุทุมมาลา), อุรังคธาตุนิทาน : ตำนานพระธาตุพนม (พิศดาร), น. 183-184.
  32. http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=2204
  33. พระเทพรัตนโมลี (แก้ว กนฺตโสภา), ประวัติเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ท่านเจ้าราชครูขี้หอม) ในหนังสือมูลมรดกชนชาติอ้ายลาว อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระยอดแก้ว พุทธชิโนรสสกลมหาสังฆปาโมกข์ สมเด็จพระสังฆราชแห่งพระราชอาณาจักรลาว : สมเด็จพระสังฆราชลาว พระชนม์ 89 พรรษา เสด็จหนีภัย ลอยแพข้ามสู่ฝั่งไทย, น. 234-235
  34. พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว อุทุมมาลา), อุรังคธาตุนิทาน : ตำนานพระธาตุพนม (พิศดาร), น. 137-138.
  35. เอเจียน แอมอนิเย, บันทึกการเดินทางในลาวภาคสอง พ.ศ. 2440, น. 149.
  36. พระครูสิริเจติยานุรักษ์, บทสัมภาษณ์เรื่อง ตระกูลรามางกูร : ตระกูลเจ้าขุนโอกาส, น. 137-138.
  37. สุพร สิริพัฒน์, นครพนม : ศรีโคตตะบูรณ์นคร, น. 165-166.
  38. วีรพงษ์ รามางกูร, ไฮคลาส ปีที่ 14 ฉบับ 162 ต.ค. 2540 : สืบวงศ์วานเจ้าเมืองธาตุพนม, น. 127-128.
  39. ดวง รามางกูร, พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม, ไม่ปรากฏหน้า.
  40. พระฎิสโร (หนูกร) ใจสุข, ประวัติบ้านชะโนด, น. 6.
  41. สุรจิตต์ จันทรสาขา, เมืองมุกดาหาร, น. 34.
  42. เอเจียน แอมอนิเย, บันทึกการเดินทางในลาวภาคสอง พ.ศ. 2440, น. 148.
  43. สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ พระองค์เจ้าชายดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, นิทานโบราณคดี : นิทานที่ 16 เรื่อง ลานช้าง, ไม่ปรากฏหน้า.
  44. นายเฮือง รามางกูร, สำเนาหนังสือสำคัญการตั้งสกุลรามางกูรและอนุญาตให้ใช้สกุลรามางกูร พุทธศักราช 2490, น. 1-2.
  45. ท้าวเฮือง รามางกูร, สำเนาหนังสือสำคัญการสืบวงศ์เจ้าเมืองธาตุพนมและนามสกุลอันเป็นเทือกเถาเหล่ากอของเจ้าเมืองธาตุพนม, น. 1.
  46. https://www.facebook.com/152121608307865/photos/a.152123124974380.1073741827.
  47. เพลิงสุริยเทพฯ รามางกูร ณ โคตะปุระ, เอกสารจดทะเบียนตั้งสกุลรามางกูร ณ โคตะปุระ ที่ว่าการอำเภอ จังหวัดเชียงใหม่ พุทธศักราช 2552, น. 1.
  48. เพลิงสุริยเทพฯ รามางกูร ณ โคตะปุระ, บทสัมภาษณ์ประวัติตระกูลอุปละและประวัติพระพิทักษ์เจดีย์พระธาตุพนม, ไม่ปรากฏหน้า.
  49. จารย์บัวลี สุมนารถ, บทสัมภาษณ์ประวัติการแยกสกุลมนารถมาเป็นสกุลสุมนารถ, ไม่ปรากฏหน้า.
  50. https://webcache.googleusercontent.com/search?
  51. กรมศิลปากร, นามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ 7 ถึงรัชกาลปัจจุบัน, ไม่ปรากฏหน้า.
  52. http://news.bugaboo.tv/watch/28468/
  53. http://www.thailongboat.com/forum.php?mod=viewthread&tid=8431
  54. http://webcache.googleusercontent.com/
  55. ดวง รามางกูร, พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม, ม.ป.พ., ม.ป.ป..