อำเภอธาตุพนม

อำเภอในจังหวัดนครพนม ประเทศไทย
บทความนี้เกี่ยวกับอำเภอของจังหวัดนครพนม สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ธาตุพนม

ธาตุพนม เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุพนมและมีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่

อำเภอธาตุพนม
แผนที่จังหวัดนครพนม เน้นอำเภอธาตุพนม
คำขวัญ: 
ไหว้พระธาตุพนม ชมวัตถุโบราณ
มันแกวรสหวาน สำราญชายโขง จรรโลงวัฒนธรรม
พิกัดภูมิศาสตร์: 16°56′11″N 104°42′34″E / 16.93639°N 104.70944°E / 16.93639; 104.70944
อักษรไทยอำเภอธาตุพนม
อักษรโรมันAmphoe That Phanom
จังหวัดนครพนม
พื้นที่
 • ทั้งหมด357.695 ตร.กม. (138.107 ตร.ไมล์)
ประชากร (2562)
 • ทั้งหมด82,826 คน
 • ความหนาแน่น231.55 คน/ตร.กม. (599.7 คน/ตร.ไมล์)
รหัสไปรษณีย์48110
รหัสภูมิศาสตร์4805
ที่ตั้ง
ที่ว่าการ
ที่ว่าการอำเภอธาตุพนม หมู่ที่ 6
ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม 48110
สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

ประวัติศาสตร์แก้ไข

อำเภอธาตุพนมเดิมมีฐานะเป็นเมืองกัลปนาขนาดใหญ่ชื่อ เมืองพนม (พระนม)[1][2] หรือ เมืองธาตุพนม[3][4] (ภาษาอังกฤษ: M. Penom,[5] Muong Peunom,[6] Moeuong Dhatou Penom,[7] Phapanom[8]) หรือ เมืองภูกำพ้า[9][10] คัมภีร์อุรังคธาตุหลายฉบับรวมทั้งพงศาวดารย่อเวียงจันทน์[11] พงศาวดารเมืองมุกดาหาร[12] พื้นธาตุพระนม พื้นธาตุหัวอก มหาสังกาสธาตุพนมโคดมเจ้า และพงศาวดารล้านช้างออกนามเมืองว่า พระนม (พนม)[13] จารึกฐาปนาอูบสำริดเมืองจันทะปุระของพ่อออกขนานโคษออกนามว่า ธาตุประนม[14] ส่วนหลักศิลาเลกบูรณะพระธาตุพนม พ.ศ. ๒๔๔๔ จารึกว่า ธาตุภนม คัมภีร์อุรังคธาตุฉบับวัดอับเปวันนัง บ้านบกท่ง เมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขด แสดงฐานะธาตุพนมว่าเป็นนครใหญ่แห่งหนึ่งโดยเรียกว่า นครต่อนดินพระมหาธาตุเจ้า[15] คัมภีร์เดียวกันบางฉบับบ้างเรียกว่า น้ำท่อนต่อนดินพระมหาธาตุเจ้า หลักฐานบางแห่งออกนามเมืองเป็นสร้อยท้ายนามเมืองมรุกขนครว่า มรุกขนคร บวรพนม ประถมเจดีย์[16] ธาตุพนมเป็นเมืองโบราณบริเวณลุ่มน้ำโขงที่มีอาณาเขตไปถึงปากเซบั้งไฟและสายภูซ้างแฮ่ในฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ทั้งครอบคลุมพื้นที่ตาลเจ็ดยอดในตัวเมืองมุกดาหาร[17] เป็นเมืองที่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศาสนาร่วมกับเมืองศรีโคตรบูรและเมืองมรุกขนคร[18] โดยสถาปนาขึ้นก่อนสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มมหาราชจะรวบรวมอาณาจักรล้านช้างให้เป็นปึกแผ่นในก่อน พ.ศ. ๑๘๙๖ หรือก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ และสถาปนาก่อนเมืองนครพนมกับเมืองมุกดาหาร นับเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในบรรดาหัวเมืองลาวแถบจังหวัดนครพนมและภาคอีสาน มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์บริเวณตำบลกุดฉิม โบราณวัตถุในอารยธรรมหินตั้ง และพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยศรีโคตรบูรหรือก่อนทวารวดีอีสานมากกว่า ๑๐ แห่ง จนถึงหลักฐานสมัยจามปา ขอม และล้านช้างทั้งในตัวเมืองและปริมณฑล นักโบราณคดีและนักการศาสนาสันนิษฐานว่าธาตุพนมเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาเถรวาทที่สำคัญแห่งหนึ่งของสุวรรณภูมิและภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เนื่องจากค้นพบจารึกใบเสมาศรีโคตรบูรที่วัดศิลามงคล ตำบลพระกลางทุ่ง ปรากฏคาถา เย ธมฺมา เช่นเดียวกับนครปฐม อู่ทอง และซับจำปา[19] คัมภีร์อุรังคธาตุนิทานระบุถึงตำนานเมืองว่าถูกสร้างขึ้นโดยพระยา ๕ นคร บางฉบับระบุว่า ๖ นครหลังการสร้างอูบมุงภูกำพร้าสำเร็จ พระยาทั้ง ๕ ให้คนนำหลักหิน หินรูปอัสสมุขี หินรูปม้าวลาหก และหินรูปม้าอาชาไนมาปักไว้ตามทิศต่าง ๆ ของอูบมุงเพื่อเป็นหลักหมายเมืองมงคลในชมพูทวีป[20] ยุคแรกเมืองธาตุพนมประด้วยหมู่บ้านข้าโอกาส ๗ แห่งและมีประชากรไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ คน พัฒนาการความเป็นเมืองเริ่มชัดเจนมากขึ้นในสมัยพระยาสุมิตตธัมมวงศา ในสมัยล้านช้างปรากฏหมู่บ้านข้าโอกาสมากกว่า ๓๐ แห่ง หลายแห่งตั้งอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแต่มีศูนย์กลางปกครองที่บ้านธาตุพนมในฝั่งขวาแม่น้ำโขง ภายในตัวเมืองมีกำแพง ๓ ชั้นล้อมรอบเวียงพระธาตุโดยมีวัดหัวเวียงรังษีตั้งอยู่ทิศหัวเมือง[21] สันนิษฐานว่าเดิมคือวัดสวนสวัร (วัดสวรสั่งหรือวัดสมสนุก) ที่ถูกสร้างในสมัยล้านช้างตอนต้นตามคัมภีร์อุรังคธาตุ[22]

คำว่า พนม ตรงกับภาษาเขมร (วนํ) แปลว่า ภูเขา[23] แต่คัมภีร์อุรังคธาตุหลายฉบับเขียนว่า พระนม (พฺรนม) ซึ่งมาจากภาษาเขมร (พระ) และภาษาลาว (นม) หมายถึงหน้าอกของพระพุทธเจ้า ชาวลาวออกสำเนียงว่า ปะนม (ประนม) คำนี้ปราฏในหนังสือพงศาวดารของแขวงสุวรรณเขตด้วย[24] สำเนียงคนท้องถิ่นนิยมเรียกนามเมืองว่า เมืองปะนม คู่กับ เมืองละคร (เมืองนครพนม) และเรียกชาวธาตุพนมว่า ไทพนม หรือ ไทปะนม สมัยโบราณเรียกที่ตั้งศูนย์กลางเมืองนี้ว่า กปณคีรี (ภูเพียงกำพร้าเข็ญใจ) บางแห่งเขียนเป็น ภูกามพ้า หรือ ภูก่ำฟ้า คนทั่วไปเรียกว่า ภูกำพร้า[25] ซึ่งเป็นที่ตั้งพระมหาธาตุโบราณอันศักดิ์สิทธิ์ชื่อว่า พระมหาธาตุเจ้าพระนมบุรมมะเตชะเจดีย์ หรือ พระมหาธาตุเจ้าพระนมบุรมมสถาน หรือ พระมหาธาตุเจ้าพระนมบุรมมหัวอกพระพุทธเจ้า หลักฐานบางแห่งเรียกว่า ธาตุภูกำพร้า หรือ อูบมุงภูกำพร้า[26] คนทั่วไปเรียกว่า ธาตุปะนม หรือ ธาตุหัวอก ปัจจุบันคือพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ซึ่งเดิมเรียกวัดพนม (วัดธาตุหรือวัดพระธาตุ) นับถือแต่โบราณว่าพระมหาธาตุนี้ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ (อรกธาตุหรือธาตุหัวอก) ของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ชาติพันธุ์สองฝั่งโขงนับถือว่าเป็นพระปฐมเจดีย์ของลาว พื้นเวียงจันทน์ยกย่องว่าพระธาตุพนมคือหลักโลกของชาวลาว[27] ส่วนเอกสารประวัติบ้านชะโนดยกย่องว่าธาตุพนมคือเสใหญ่ (หลักเมือง) ของลาว[28] เอกสารพื้นเมืองพนมระบุว่าก่อนการเข้ามาของพระพุทธศาสนาธรรมยุติกนิกายจากสยาม ท้องถิ่นนี้เชื่อว่าธาตุพนมคือสถานที่ประสูติและบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยชาติเป็นพระยานกคุ่มไฟ[29] ธาตุพนมจึงถูกเรียกว่า ธาตุนกคุ่ม (พระวฏฺฏกธาตุนกคุ่ม) หรือฮังนกคุ่ม[30] สอดคล้องกับพื้นเมืองจันทะบูลีซึ่งระบุว่าก่อนสร้างพระธาตุพนมได้ปรากฏเฮือนหินหรือปราสาทบนภูกำพร้าก่อนแล้ว ส่วนตำนานขุนบูลมระบุว่าธาตุพนมเป็นเมืองสำคัญ ๑ ใน ๗ หัวเมืองทางศาสนายุคแรกที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุก่อนหัวเมืองทั้งหลายในสุวรรณภูมิประเทศของลาว[31] แม้แต่อาณาจักรล้านนาก็ยอมรับให้เป็นพระบรมธาตุสำคัญประจำปีสันหรือนักษัตรวอกตามคติชุธาตุด้วย[32] คัมภีร์อุรังคธาตุระบุถึงสถานะของธาตุพนมว่าเป็น พุทธศาสนานคร หรือ ศาสนานคร ตำนานของเมืองจึงถูกเรียกว่า ศาสนานครนิทาน จารึกเจ้าพระยาหลวงนครพิชิตราชธานีศรีโคตรบูรหลวงเรียกนามเมืองว่า สาสสนาพระนม สถานะความเป็นเมืองพุทธศาสนานครของธาตุพนมหมายถึงนครศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนา จิตวิญญาณ ศรัทธาและความเชื่อของชาวลาวและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว[33] ถึงขนาดชาวต่างชาติขนานนามว่า เมืองเมกกะของลาว[34] และ มหานครแห่งพระพุทธศาสนาของลาว[35] เนื่องจากเป็นเมืองที่กษัตริย์อาณาจักรศรีโคตรบูรและกษัตริย์อาณาจักรล้านช้างถวายเป็นเขตแดนกัลปนาแด่พระธาตุพนมสืบต่อมาไม่ขาดสาย[36] นัยหนึ่งธาตุพนมมีสถานะเป็นเมืองข้าโอกาสหยาดทานหรือเมืองข้อยโอกาส เจ้านายปกครองเมืองจึงมีสถานะพิเศษต่างจากเจ้าเมืองทั่วไป จารึกผูกพัทธสีมาวัดพระธาตุพนมของเจ้าพระยาจันทสุริยวงสาเจ้าเมืองมุกดาหารเรียกตำแหน่งผู้ปกครองธาตุพนมว่า ขุนโอกาส (ขุนเอากฺลาษฺ)[37] ส่วนคัมภีร์อุรังคธาตุฉบับบ้านเชียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลีอย่างน้อย ๒ ฉบับเรียกว่า เจ้าโอกาส (เจ้าโอกาด)[38][39] หมายถึงผู้เป็นใหญ่แห่งข้าโอกาสพระธาตุพนม สถานะดังกล่าวคล้ายตำแหน่งขุนสัจจพันธคีรีรัตนไพรวัน เจติยาสันคามวาสี นพคูหาพนมโขลน[40] หรือ ขุนโขลน เจ้าเมืองพระพุทธบาท[41] (เมืองสุนาปรันตประเทศ) หัวเมืองกัลปนาชั้นจัตวาของสยาม[42] สถานะเมืองคล้ายระบบการปกครองกรุงจัมปา[43] เมืองอุกกัฏฐะ[44] เมืองเสตัพยะ[45] หมู่บ้านโอปาสาทะ[46] หมู่บ้านขาณุมัต[47] และหมู่บ้านสาลวติกา[48] ที่พระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานแก่เจ้าหรือพราหมณ์ให้เป็นส่วนแห่งพรหมไทย (พรหฺมเทยฺย) ในสมัยพุทธกาล สมัยขอมปรากฏตำแหน่งผู้ปกครองในฐานะเจ้าเมืองกัลปนาคล้ายกันคือ โขลญพล (โขฺลญฺ วล กํมฺรเตงฺ อญฺ) เช่น เมืองลวปุระ (ลพบุรี) เมืองสุกโขทัย เป็นต้น[49] สมัยอาณาจักรล้านช้างปรากฏตำแหน่งผู้ปกครองในสถานะเดียวกัน เช่น กวานนาเรือเมืองนาขาม เมืองหินซน และเมืองซนูแถบถ้ำสุวรรณคูหาในจังหวัดหนองบัวลำภูช่วงรัชกาลพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชมหาราช เป็นต้น[50][51] บันทึกการเดินทางในลาวของเอเจียน เอมอนิเย ระบุว่าผู้ปกครองธาตุพนมมีอำนาจสิทธิ์ไม่ขึ้นกับเมืองใดและเป็นอนุชาเจ้าเมืองมุกดาหาร ใบลานพื้นเมืองเวียงจันทน์อย่างน้อย ๓ ฉบับระบุว่าผู้ถูกกษัตริย์เวียงจันทน์สถาปนาให้รักษาธาตุพนมเป็นกุมารเชื้อสายเดียวกับกษัตริย์เวียงจันทน์ทั้ง ๓ พระองค์คือพ่ออีหลิบ สมเด็จพระเจ้านันทเสน และสมเด็จพระเจ้าอินทวงศ์[52][53][54]

สมัยโบราณธาตุพนมถูกรายล้อมด้วยเวียงข้าพระธาตุ ๔ แห่งคือเวียงปากเซหรือเมืองกะบอง (ปัจจุบันคือเมืองเซบั้งไฟของลาว) เวียงปากก่ำกรรมเวรหรือเมืองปากก่ำ (ปัจจุบันคือตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม)[55] เวียงขอมกระบินหรือเมืองกบิล (ปัจจุบันคืออำเภอนาแก)[56][57] และเวียงหล่มหนองหรือเมืองมรุกขนคร (ปัจจุบันคือตำบลพระกลางทุ่ง นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าคือบ้านดอนนางหงส์ท่า) ธาตุพนมมีภูมิศาสตร์การวางผังเมืองขนานแม่น้ำโขงหันหน้าไปทิศตะวันออกตามคติจักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยกำแพงล้อมรอบ ๓ ชั้น แบ่งพื้นที่สำคัญเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกคือหัวเมืองทางทิศเหนือเป็นที่ตั้ง วัดหัวเวียง (วัดหัวเวียงรังษี) และชุมชนข้าโอกาสเดิมคือบ้านหัวบึง บ้านหนองหอย เป็นต้น ส่วนตัวเมืองคือที่ตั้งพระธาตุพนมซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจพุทธจักร จารึกวัดพระธาตุพนมระบุว่าวัดนี้เป็นที่ประทับของพระสังฆราชและสงฆ์ชั้นปกครองเรียกว่าเจ้าด้านทั้ง ๔ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งหอเจ้าเฮือน ๓ พระองค์ตัวแทนอำนาจผีบรรพบุรุษซึ่งแต่เดิมตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ[58] เป็นที่ตั้งบึงธาตุซึ่งเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่ตั้งกำแพงเมืองโบราณทิศตะวันออกริมฝั่งโขงตัวแทนอำนาจการปกครองของอาณาจักร ส่วนทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งชุมชนข้าโอกาสเดิมคือบ้านดอนกลางหรือบ้านดอนจัน ส่วนท้ายเมืองทางทิศใต้เป็นที่ตั้งแม่น้ำก่ำซึ่งคัมภีร์อุรังคธาตุระบุว่าตอนใต้ลำน้ำเคยเป็นราชสำนักกษัตริย์ที่มาร่วมสร้างพระธาตุพนม ทั้งเป็นที่ตั้งชุมชนข้าโอกาสเดิมคือบ้านน้ำก่ำยาวไปถึงบังทรายและตาลเจ็ดยอดในเขตตัวเมืองพาลุกากรภูมิและมุกดาหาร ด้านการปกครองคัมภีร์อุรังคธาตุและพื้นธาตุพนมระบุว่าเค้าอุปถากพระธาตุพนมองค์แรกคือ พระยานันทเสน กษัตริย์เมืองศรีโคตรบูร ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑-๓ หรือ ๓-๖[59] จากนั้นพระองค์แต่งตั้งเจ้า ๓ พี่น้องซึ่งเป็นราชนัดดาให้ปกครองข้าโอกาสพระธาตุพนมโดยแบ่งเป็น ๓ กองคือ พระยาสหัสสรัฏฐา (เจ้าแสนเมือง) ปกครองนอกกำแพงพระมหาธาตุ พระยาทักขิณรัฏฐาˈ (เจ้าเมืองขวา) ปกครองในกำแพงพระมหาธาตุ และ พระยานาคกุฏฐวิตถาร (เจ้าโต่งกว้าง) ปกครองฝั่งซ้ายน้ำโขงตั้งแต่ปากน้ำเซไหลตกปากน้ำก่ำ เจ้านายทั้ง ๓ ถูกยกย่องเป็นมเหสักหลักเมืองธาตุพนมสืบถึงปัจจุบันและนับถือว่าเป็นวิญญาณบรรพบุรุษรุ่นแรกของข้าโอกาสพระธาตุพนมเรียกว่า เจ้าเฮือนทั้ง ๓ หรือ เจ้าเฮือน ๓ พระองค์ ต่อมาคัมภีร์อุรังคธาตุผูกเดียวระบุว่าธาตุพนมถูกอุปถากโดย พระยาปะเสน สมัยพระยาสุมิตธรรมวงศาเจ้าเมืองมรุกขนครพระองค์แต่งตั้ง หมื่นลามหลวง (หมื่นหลวงหรือหมื่นฮาม) เป็นเค้าอุปถากโดยมีนายด่านนายกองช่วยปกครอง ทรงพระราชทานทรัพย์สินจำนวนมากเป็นเครื่องตอบแทนพร้อมสละข้าโอกาส ๓,๐๐๐ คนเพื่อสร้างเมือง สมัยพระยาสุบินราชพระองค์โปรดให้ หมื่นมาหารามหลวง และ พวกเฮือนหิน เป็นเค้าอุปถาก รัชกาลสุดท้ายของเมืองมรุกขนครคือพระยานิรุฏฐราชธาตุพนมถูกปกครองโดย พระยามหาทาดตุเจ้าพระนมบุรมมเจดีเจ้า[60] หลังอาณาจักรขอมเสื่อมอำนาจในสมัยล้านช้างตอนต้นคือรัชกาลพระเจ้าโพธิสาลราช (พ.ศ. ๒๐๖๓-๒๐๙๐) ธาตุพนมถูกปกครองโดยเจ้านายข้าหัตบาสใกล้ชิดพระองค์ซึ่งเป็นชาวเมืองส่วยหรือเมืองเสวยและถูกส่งมาจากราชสำนักหลวงพระบางในตำแหน่ง พันเฮือนหิน (พันเฮือหีน) พระองค์พระราชทานบริวารติดตามให้ ๓๐ คนเรียกว่ากะซารึม ๓๐ ด้ามขวาน ส่วนขุนพันกินเมืองทั้งหลายส่งบริวารเพิ่มอีก ๓๐๐ คน แสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองธาตุพนมสมัยนั้นมีอำนาจมาก ขณะเดียวกันยังแต่งตั้ง พันซะเอ็ง (ข้าชะเอ็งหรือข้าราชเอ็ง) พี่ชายพันเฮือนหินให้ร่วมปกครองด้วย[61] ต่อมาพันเฮือนหินกลับคืนไปหลวงพระบางแล้วทำหน้าที่อัญเชิญเครื่องสักการะบูชาของพระองค์มานมัสการพระธาตุพนมในวันสังขานปีใหม่ สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชมหาราช (พ.ศ. ๒๐๙๑-๒๑๑๔) พระองค์เสด็จมาบูรณะพระธาตุพนมและโปรดแต่งตั้ง พระยาธาตุพระนม หรือ พระยาพระมหาธาตุเจ้า[62] ขึ้นรักษานครต่อนดินพระมหาธาตุพนมโดยมี พระยาทั้ง ๔ เป็นผู้ช่วย[63] ถัดนั้นรัชกาลพระเจ้าวรวงศาธรรมิกราช (พ.ศ. ๒๑๔๐-๒๐๖๕) เจ้าพระยาหลวงนครพิชิตราชธานีสีโคตรบูรหลวงกษัตริย์เมืองนครได้เสด็จบูรณะพระธาตุพนม[64] พระองค์พระราชทานโอวาทแก่ พระยาทาด (พระยาธาด) พร้อมแต่งตั้งพระยาทั้ง ๒ คือ พระยาทด และ พระยาสีวิไซ ให้ร่วมปกครองข้าโอกาส ระบบการปกครองพิเศษของล้านช้างในรูปแบบเจ้าเฮือนอาจพัฒนาขึ้นในยุคนี้ จากนั้นพื้นธาตุพระนมฉบับวัดใหม่สุวันนะพูมารามเมืองหลวงพระบางระบุว่ารัชกาลพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชแห่งนครเวียงจันทน์ (พ.ศ. ๒๑๘๑-๒๒๓๘) พระองค์โปรดพระราชทานเขตดินชั้นนอกถวายพระธาตุพนมพร้อมแต่งตั้ง พระเจ้าเฮือนทั้ง ๓ หรือ พระยาเจ้าทั้ง ๓ ปกครองข้าโอกาสคือ เจ้าตนปู่เลี้ยง (เจ้าตันปู่เริง) เป็นใหญ่แก่ข้าโอกาสภายในพระมหาธาตุ[65] ส่วนทิศใต้และทิศเหนือโปรดให้ พระยาเคาะยดทะราดธาดพระนม (หมื่นเคาะ) และ พระยาเคายดทะราดธาดพระนม (หมื่นเคา) ปกครอง[66] ปลายรัชกาลของพระองค์เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กสังฆราชเวียงจันทน์อพยพผู้คนจากนครหลวงเวียงจันทน์บางส่วนมาถวายเป็นข้าพระธาตุจำนวนมาก พร้อมทั้งต่อเติมเสริมยอดพระธาตุพนมให้สูงขึ้น ตำนานบ้านดงนาคำหมู่บ้านข้าโอกาสฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงระบุว่าเจ้าราชครูแต่งตั้งให้สงฆ์ฝ่ายปกครอง ๔ รูปดูแลวัดวาอาราม ๔ ทิศในเขตกัลปนาของเมือง และขออนุญาตผู้ปกครองกองข้าโอกาสทั้ง ๓ กองให้นำพาชาวเวียงจันทน์แยกย้ายไปตั้งหมู่บ้านใหม่เพื่อให้ข้าโอกาสมีจำนวนเพิ่มขึ้นคือ แสนกลางน้อยศรีมุงคุล หัวหน้าข้าโอกาสนำพาไพร่พลตั้งบ้านหมากนาว[67] แสนพนม นำพาไพร่พลตั้งบ้านดงใน แสนนามฮาช (แสนนาม) นำพาไพร่พลตั้งบ้านดงนอก นับถือกันว่าทั้ง ๓ ท่านเป็นบรรพบุรุษข้าโอกาสพระธาตุพนมทั้ง ๒ ฝั่งโขงสืบถึงปัจจุบัน[68]

พ.ศ. ๒๒๕๖ หลังสมเด็จพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรสถาปนาอาณาจักรจำปาสัก ธาตุพนมกลายเป็นหัวเมืองขอบด่านต่อแดนระหว่างอาณาจักรเวียงจันทน์และอาณาจักรจำปาสัก โดยมีเมืองละคร (นครพนม) ซึ่งขึ้นกับเวียงจันทน์และเมืองบังมุก (มุกดาหาร) ซึ่งขึ้นกับจำปาสักทั้งสองเมืองร่วมกันปกครองธาตุพนมโดยแบ่งเขตเมืองที่หน้าลานพระธาตุพนม ลักษณะการแบ่งเขตแดนดังกล่าวคล้ายพื้นที่พระธาตุศรีสองรักเมืองด่านซ้ายซึ่งเป็นเมืองขอบด่านระหว่างอาณาจักรล้านช้างกับอยุธยา[69] อย่างไรก็ตามนครพนมมักมีอำนาจแต่งตั้งเจ้านายชั้นสูงมาปกครองธาตุพนมเนื่องจากมุกดาหารเป็นเมืองใหม่และมีอำนาจน้อยกว่า จารึกลานเงินบรรจุในพระธาตุพนมช่วงปลายรัชกาลพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชหรือพระยาจันทสีหราช (พระยาเมืองแสน) ระบุว่าเจ้านครวรกษัตริย์ขัติยราชวงศา (พ.ศ. ๒๒๓๘) ได้สิทธิพระพรนามกรถึง แสนจันทรานิทธสิทธิมงคลสุนทรอมร สันนิษฐานว่าแสนจันทรานิทธคือผู้ปกครองธาตุพนมในสมัยนั้น ราวปลายอยุธยาเมืองธาตุพนมที่มีประชากรเบาบางถูกฟื้นฟูอีกครั้งโดยกลุ่มตระกูลเจ้านายราชวงศ์เวียงจันทน์คือ เจ้าพระยาหลวงบุตรโคตรวงศากวานเวียงพระนม (คำอยู่ รามางกูร) หรือพระยาเมืองฮามนามฮุ่งศรี[70] โอรสสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์ (พ.ศ. ๒๒๙๔-๒๓๒๒) ได้อพยพไพร่พลมาตั้งรกรากที่ธาตุพนม หลังสงครามเวียงจันทน์-ธนบุรีสมเด็จพระเจ้าอินทวงศ์และสมเด็จพระเจ้านันทเสนเสด็จมาตั้งเมืองธาตุพนมแล้วยก เจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร)[71][72] บุตรคนโตของเจ้าพระยาหลวงบุตรโคตรเป็นผู้ปกครองธาตุพนมซึ่งพื้นเมืองพนมระบุพระนามเต็มว่า พระอาชญาหลวงเจ้าพระรามราชปราฑีสีโสธัมมราชาสหัสสคามเสลา มหาพุทธปริสัทธปัวรปัตติโพธิสัตขัตติยวรราชวงสาพระหน่อรามาพุทธังกูร เจ้าโอกาสศาสนานครพระมหาธาตุเจ้าพระนมพีพักบุรมมหาเจติยวิสุทธิรัตตนบุรมมสถาน คนทั่วไปเรียกว่า เจ้าพ่อขุนราม[73][74] หรือ เจ้าพ่อขุนโอกาส (พ.ศ. ๒๒๙๑-๒๓๗๑) รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ (พ.ศ. ๒๓๔๘-๒๓๗๑) พระองค์เสด็จมาบูรณะพระธาตุพนม[75] ร่วมกับเจ้าเมืองนครพนมและเจ้าเมืองมุกดาหารแล้วแต่งตั้งบุตรเจ้าพระรามราชคือ เจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี รามางกูร) หรืออาดยาหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุลขึ้นปกครองธาตุพนมต่อจากพระบิดา คัมภีร์อุรังคธาตุนิยมออกนามว่าแสนกางน้อยศรีมุงคุรร์หรือแสนคานน้อยสีมุงคุร[76][77][78][79] คัมภีร์อุรังคธาตุบางฉบับระบุว่าถูกแต่งตั้งโดยเจ้าอุปราชนองแห่งเวียงจันทน์ (พ.ศ. ๒๒๗๓-๒๓๒๒)[80] ซึ่งเกิดจากความคลาดเคลื่อนของจุลศักราช เจ้านายกลุ่มนี้และทายาทมีอำนาจสืบมาจนสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลและกลายเป็นตระกูลเก่าแก่หลายตระกูลของอำเภอธาตุพนมในปัจจุบัน เช่น บุคคละ ประคำมินทร์ จันทศ (จันทร์ทศ) จันทนะ ธีระภา ชุณหปราณ มันทะ (มันตะ) สารสิทธิ์ ลือชา (ฤๅชา) ทามนตรี พุทธศิริ รัตโนธร ครธน สุมนารถ มนารถ อุทา สายบุญ วงษ์ขันธ์ (วงศ์ขันธ์) ทศศะ เป็นต้น กลุ่มตระกูลเหล่านี้มีบทบาทสูงในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในเมืองธาตุพนมและวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร นายกองและกรมการธาตุพนมยุคต่อมาล้วนมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับตระกูลขุนโอกาสเดิมทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามพื้นเมืองพนมระบุลำดับพงศาวดารผู้ปกครองธาตุพนมก่อนการมีอำนาจของราชวงศ์เวียงจันทน์โดยละเอียดว่ามีจำนวนไม่น้อยกว่า ๔๐ องค์จากเชื้อสายเมืองศรีโคตรบูรซึ่งบางกลุ่มสืบทางเจ้าเฮือน ๓ พระองค์[81] ในรัชกาลเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ (พ.ศ. ๒๓๔๘-๒๓๗๑) เกิดปัญหาการรุกรานแย่งชิงข้าเลกพระธาตุพนมตลอดมา เนื่องจากสยามมอบอำนาจเจ้าเมืองนครราชสีมาและกาฬสินธุ์มาสักเลกข้าพระธาตุจนเบาบาง ความเดือดร้อนวุ่นวายกลายเป็นชนวนเหตุหนึ่งในการก่อสงครามกอบกู้เอกราชของเจ้าอนุวงศ์และอานามสยามยุทธ์[82] ปัญหาการแย่งชิงข้าเลกพระธาตุยืดเยื้อถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๓๒ หลังสงครามเวียงจันทน์เจ้าเมืองนครพนม มุกดาหาร และสกลนครต่างแย่งชิงข้าเลกพระธาตุไปเป็นของตนหนักขึ้น[83] ขณะนั้นธาตุพนมขึ้นกับหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือมีพระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ (กาจ สิงหเสนี) เป็นข้าหลวงใหญ่ตั้งที่หนองคาย ต่อมา พ.ศ. ๒๔๓๔ จึงขึ้นกับหัวเมืองชั้นนอกแขวงลาวพวนมีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการตั้งอยู่หนองคาย เอกสารบันทึกการเดินทางในลาวสมัยอาณานิคมฝรั่งเศสระบุว่าก่อน พ.ศ. ๒๔๒๔ ธาตุพนมเป็นเมืองอิสระจากอำนาจรัฐ ความขัดแย้งของเจ้านายท้องถิ่นเป็นเหตุให้ธาตุพนมขอความคุ้มครองจากนครพนมและมุกดาหาร ข้าเลกพระธาตุจำนวนมากถูกแย่งไปขึ้นกับ ๒ เมืองนี้ ธาตุพนมไม่สามารถตั้งเจ้าเมืองและยกขึ้นเป็นเมืองได้ชั่วระยะหนึ่ง ชาวธาตุพนมต่างไม่พอใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว ข้าเลกพระธาตุที่มีจำนวนมหาศาลเหลือราว ๒,๐๐๐ คน ภายหลังสยามพยายามแทรกแซงและจัดการปัญหาดังกล่าว เอกสารพื้นเมืองพนมระบุว่าชนวนวิวาทเจ้านายธาตุพนมเกิดจากการแย่งชิงกันขึ้นปกครองข้าโอกาสของพระอัคร์บุตร (บุญมี บุคคละ) พระอุปราชา (เฮือง รามางกูร) และพระปราณีศรีมหาพุทธบริษัท (เมฆ รามางกูร) ทั้ง ๓ เป็นบุตรหลานขุนโอกาสเดิม[84] คัมภีร์อุรังคธาตุฉบับม้วนอานิสงส์และพื้นธาตุหัวอกระบุถึงปัญหาดังกล่าวว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระยานิรุฏฐราชก่อนเมืองมรุกขนครล่มสลาย[85] การชิงข้าเลกพระธาตุพนมไปใช้สอยในราชการของพระองค์เป็นสาเหตุสำคัญในการล่มสลายของมรุกขนคร[86] หลังสงครามเวียงจันทน์ธาตุพนมในฐานะหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่รายรอบด้วยหมู่บ้านขนาดเล็กมีผู้คนอาศัยเบาบางจนพระธาตุไม่ได้รับการดูแล ศูนย์กลางการปกครองคงตั้งอยู่บ้านธาตุพนม (B. Panom)[87] ขณะนั้นคนท้องถิ่นเห็นว่าธาตุพนมมีฐานะเป็นเมืองดังหลักฐานในเอกสารแผนที่อินโดจีนของฝรั่งเศสมากกว่า ๓ ฉบับยังคงเรียกว่าเมืองพนมหรือเมืองธาตุพนม รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสยามจัดการปกครองธาตุพนมไม่เต็มที่เนื่องจากเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) ซึ่งไม่สามารถตั้งค่ายหรือกองทหารในเขต ๒๕ กิโลเมตรจากน้ำโขงมาทางฝั่งขวา เจ้านายท้องถิ่นปกครองกันเองตามธรรมเนียมเดิมและบางส่วนฝักใฝ่อำนาจฝรั่งเศสเช่นเดียวกับเจ้าเมืองนครพนม[88] พาลุกากรภูมิ และเรณูนคร[89] เจ้าเมืองธาตุพนมในเอกสารต่างชาติถูกระบุครั้งสุดท้ายในบันทึก ดร.เปแนซ์ หมอชาวฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๕ จารึกบูรณะพระธาตุพนมระบุถึงผู้ปกครองธาตุพนมก่อนถูกยุบเป็นกองบ้านธาตุพนม นัยว่าถูกลดอำนาจตั้งแต่หลังสงครามเจ้าอนุวงศ์และมีอายุยืนมาถึงรัชกาลที่ ๕ คือ พระปราณีศรีมหาพุทธบริษัท (เมฆ รามางกูร) หรืออาดยาหลวงปาฑี (ก่อน พ.ศ. ๒๔๔๔)

หลังยุคเสื่อมอำนาจของกลุ่มขุนโอกาสเดิมตำนานบ้านชะโนดซึ่งเป็นหมู่บ้านข้าโอกาสพระธาตุพนมเก่าและพื้นเมืองพนมระบุว่า ธาตุพนมถูกปกครองจากนายกองข้าพระธาตุที่สำเร็จวิชาการปกครองจากกรุงเทพฯ อย่างน้อย ๓ ท่านซึ่งเป็นเจ้านายท้องถิ่นและเป็นญาติกลุ่มขุนโอกาสเดิมคือ พระอามาตย์ราชวงสา (อำนาจ รามางกูร) หรือกวานอามาถย์ ท้าวสุริยะราชวัตร (อ้วน รามางกูร) หรือท้าวสุริยะ และท้าวสุริยะราชวัตร (คูณ รามางกูร) หรือท้าวราชวัตริ์ ซึ่งตั้งรกรากอยู่บ้านชะโนดเมืองมุกดาหาร[90][91] จากนั้นกลุ่มนายกองถูกเปลี่ยนสายมายังบ้านธาตุพนมอีกครั้งคือ ท้าวอุปละ (มุง รามางกูร) ใน พ.ศ. ๒๔๑๗ ปัญหาแย่งชิงข้าเลกพระธาตุพนมดำเนินตลอดมาจนถึงก่อนปฏิรูปการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ. ๒๔๔๔) หลังสยามเข้ามาจัดการหัวเมืองลาว[92] เอกสารฝ่ายสยามเรียกธาตุพนมว่า บ้านทาษพนม หมายถึงหมู่บ้านแห่งข้าพระธาตุพนม พ.ศ. ๒๔๒๒ สยามยกฐานะบ้านธาตุพนมขึ้นเป็น กองข้าพระธาตุพนม หรือ กองบ้านทาษพนม โดยแต่งตั้งนายกองเชื้อสายท้าวอุปละ (มุง) ทายาทขุนโอกาสเดิมเป็นผู้ปกครอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ผู้สำเร็จราชการกรมมหาดไทย สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีว่าราชการหัวเมืองลาวซึ่งมีเชื้อสายกษัตริย์เวียงจันทน์ทางพระมารดาให้มีอำนาจแต่งตั้งนายกองธาตุพนมโดยพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า พระพิทักษ์เจดีย์นายกอง ขึ้นเมืองนครพนม และ หลวงโพธิ์สาราชปลัดกอง ขึ้นเมืองมุกดาหาร[93][94] ตำแหน่งพระพิทักษ์เจดีย์พระธาตุพนมถูกแต่งตั้งคู่กับพระพิทักษ์เจดีย์พระธาตุเชิงชุมของเมืองสกลนคร[95] และสืบทอดมาถึง ๔ ท่าน (พ.ศ. ๒๔๒๒)[96] สยามพระราชทานตราประจำตำแหน่งรูปเทวดานั่งแท่นหัตถ์ทรงพระขรรค์และพวงมาลัย ได้แก่ พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง รามางกูร) บรรดาศักดิ์เดิมที่ท้าวอุปละ พระพิทักษ์เจดีย์ (แก่น รามางกูร) บรรดาศักดิ์เดิมที่ท้าวพระละคร พระพิทักษ์เจดีย์ (ศรี รามางกูร) บรรดาศักดิ์เดิมที่พระศรีชองฟ้า และพระพิทักษ์เจดีย์ (เทพจิตต์ บุคคละ) ๓ ท่านแรกถึงแก่กรรมที่กรุงเทพฯ ด้วยสาเหตุเดินทางไปฟ้องร้องเจ้าเมืองรายรอบที่เข้ามาชิงข้าเลกพระธาตุพนม พระพิทักษ์เจดีย์ท่านสุดท้ายพยายามยกกองบ้านธาตุพนมเป็น เมืองทาษพนม ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเห็นว่าเป็นปัญหาขัดแย้งผลประโยชน์กันเองของเจ้านายท้องถิ่น[97] ส่วนปลัดกองคนสุดท้ายคือ อาชญาโพธิสาร (พ.ศ. ๒๔๓๙) จากนั้นหัวเมืองลาวเกิดปัญหากบฏผีบุญประชาชนท้องถิ่นพยายามตั้งเมืองธาตุพนมเป็นศูนย์กลางการปกครองอีกครั้งโดยแผนการขององค์พระบาทและองค์ขุดซึ่งมีองค์มั่นเป็นหัวหน้า สยามปราบปรามด้วยอาวุธอย่างรุนแรงแผนการตั้งเมืองธาตุพนมจึงไม่สำเร็จ[98] เอกสารพื้นพระบาทใช้ชาติระบุว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากพระอัคร์บุตร (บุญมี) ไม่พอใจสยามที่ตั้งพระพิทักษ์เจดีย์เป็นนายกองจึงขอความช่วยเหลือจากขบวนการผีบุญเข้ายึดธาตุพนมเพื่อให้ตนได้ปกครองธาตุพนมเหมือนบิดาและปู่[99] เมื่อไม่สำเร็จพระอัคร์บุตร (บุญมี) จึงข้ามไปอยู่ในอารักขาฝรั่งเศสที่เซบั้งไฟและถูกแต่งตั้งเป็น พระมหาสมเด็จราชาธาตุพระนมบุรมราชาเจดีย์มหาคุณ[100][101] ปกครองกองข้าพระธาตุพนมฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเพียงไม่กี่หมู่บ้าน กองข้าพระธาตุพนมจึงแยกเป็น ๒ ฝ่าย ต่อมาได้สละตำแหน่งให้บุตรชายคือหลวงโพธิ์สาราชปกครองตามคำชักชวนของเจ้าเมืองสุวรรณเขต ภายหลังฝรั่งเศสตั้งกองข้าพระธาตุพนมฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเป็นเมืองปากเซจึงตั้งหลวงโพธิ์สาราชเป็นพระยาโพธิ์สาราชเจ้าเมืองและตั้งท้าวกัตติยะหลานพระอัครบุตร์ (บุญมี) เป็นอุปฮาด ขณะนั้นพระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) เดินทางจากอุบลราชธานีเพื่อบูรณะพระธาตุพนมครั้งใหญ่ตามคำเชิญของพระครูวิเวกพุทธกิจ (เสาร์ กนฺตสีโล) และพระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต) ธาตุพนมจึงถูกฟื้นฟูจากความเสื่อมอีกครั้ง[102]

หลังปฏิรูปการปกครองโดยยกเลิกระบบอาญาเมืองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล พ.ศ. ๒๔๔๓ กองบ้านธาตุพนมถูกยกขึ้นเป็นบริเวณธาตุพนม[103] สังกัดมณฑลอุดร (มณฑลลาวพวน) ตั้งศูนย์กลางราชการที่เมืองนครพนมโดยปกครองเมืองนครพนม ไชยบุรี ท่าอุเทน มุกดาหาร เรณูนคร อาษามารถ กุสุมาลย์มณฑล อากาศอำนวย โพธิไพศาล รามราช หนองสูง และพาลุกากรภูมิ มีพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (เลื่อง ภูมิรัตน์) เป็นข้าหลวงประจำบริเวณ ขณะเดียวกันธาตุพนมก็ถูกยกขึ้นเป็นเมืองมีพระพิทักษ์พนมนคร (โก๊ะ มังคลคีรี) เป็นปลัดเมืองธาตุพนม[104] คู่กับพระพิทักษ์นครพนม (โต๊ะ มังคลคีรี) ปลัดเมืองนครพนม[105] ต่อมาบริเวณธาตุพนมถูกลดฐานะเป็นตำบลธาตุพนมขึ้นกับอำเภอเรณูนคร โดยพระบำรุงพนมเจดีย์ศรีมหาบริษัท (เทพจิตต์ บุคคละ) อดีตพระพิทักษ์เจดีย์นายกอง บุตร์คนโตของพระอัครบุตร์ (บุญมี) เป็นผู้รักษาราชการคนสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖[106] และมีหมื่นศีลาสมาทานวัตร (ศีลา บุคคละ) หรือหมื่นสำมาทาน น้องชายพระบำรุงพนมเจดีย์ (เทพจิตต์) เป็นกำนันตำบลธาตุพนมคนแรก (พ.ศ. ๒๔๔๖-๒๔๕๗) กำนันยุคต่อมาต่างมีบรรดาศักดิ์คือพระอนุรักษ์เจดีย์ (สา บุปผาชาติ) ญาติพระครูศิลาภิรัต (หมี บุปผาชาติ) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม หลังธาตุพนมแยกเป็น ๒ ตำบลหมื่นศีลาสมาทานวัตร (ศีลา) จึงดำรงตำแหน่งกำนันตำบลธาตุพนมใต้ ส่วนพระอนุรักษ์เจดีย์ (สา) เป็นกำนันตำบลธาตุพนมเหนือ กำนันลำดับถัดมาคือขุนเปรมปูชนีย์ (บุญ สุภารัตน์) หรือขุนเปรมประชากร[107] สมัยรัชกาลที่ ๘ เมื่อประกาศยกเลิกระบบบรรดาศักดิ์ขุนนาง พระรักษ์ (พัน พรหมอารักษ์) บุตร์หมื่นพรหมอารักษ์ (ทอก) อดีตกรมการบ้านหนองหอยจึงดำรงตำแหน่งกำนันบรรดาศักดิ์คนสุดท้ายของตำบล (พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๘) จากนั้นนายสุนีย์ รามางกูร (บุคคละ) บุตรพระอัครบุตร์ (บุญมี) ดำรงตำแหน่งกำนันตำบลหลังยกเลิกบรรดาศักดิ์คนแรก (พ.ศ. ๒๔๘๘-๒๕๐๕) ภายหลังธาตุพนมได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอธาตุพนมทางราชการแต่งตั้งรองอำมาตย์เอก หลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา)[108] บุตรอำมาตย์เอก พระยาศศิวงศ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) อดีตเจ้าเมืองมุกดาหาร[109] มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอธาตุพนมคนแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑-๒๔๘๑[110] และได้รับพระราชทานนามสกุลจากราชทินนามเดิมว่า พิทักษ์พนม เมื่อ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๕[111]

  • วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๔๙๐ ตั้งตำบลพระกลางทุ่ง แยกออกจากตำบลธาตุพนม ตั้งตำบลแสนพัน แยกออกจากตำบลดอนนางหงส์[112]
  • วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๙๐ ตั้งตำบลท่าลาด แยกออกจากตำบลเรณู[113]
  • วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๙๙ จัดตั้งสุขาภิบาลธาตุพนม ในท้องที่บางส่วนของตำบลธาตุพนม[114]
  • วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๐๗ จัดตั้งสุขาภิบาลเรณูนคร ในท้องที่บางส่วนของตำบลเรณู และตำบลโพนทอง[115]
  • วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๑๓ แยกพื้นที่ตำบลเรณู ตำบลโพนทอง และตำบลท่าลาด อำเภอธาตุพนม มาตั้งเป็น กิ่งอำเภอเรณูนคร ขึ้นกับอำเภอธาตุพนม[116]
  • วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๑๓ ตั้งตำบลโพนแพง แยกออกจากตำบลนาถ่อน ตั้งตำบลนางาม แยกออกจากตำบลโพนทอง และตั้งตำบลโคกหินแฮ่ แยกออกจากตำบลเรณู[117]
  • วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๑๘ ยกฐานะจากกิ่งอำเภอเรณูนคร อำเภอธาตุพนม เป็น อำเภอเรณูนคร[118]
  • วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ตั้งตำบลอุ่มเหม้า แยกออกจากตำบลน้ำก่ำ[119]
  • วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๓๔ ตั้งตำบลนาหนาด แยกออกจากตำบลฝั่งแดง[120]
  • วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ตั้งตำบลกุดฉิม แยกออกจากตำบลแสนพัน[121]
  • วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ตั้งตำบลธาตุพนมเหนือ แยกออกจากตำบลธาตุพนม[122]
  • วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ยกฐานะจากสุขาภิบาลธาตุพนม เป็นเทศบาลตำบลธาตุพนม

ที่ตั้งและอาณาเขตแก้ไข

อำเภอธาตุพนมมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

การแบ่งเขตการปกครองแก้ไข

การปกครองส่วนภูมิภาคแก้ไข

อำเภอธาตุพนมแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 12 ตำบล 136 หมู่บ้าน ได้แก่[123]

1. ธาตุพนม (That Phanom) 14 หมู่บ้าน 7. ดอนนางหงส์ (Don Nang Hong) 11 หมู่บ้าน
2. ฝั่งแดง (Fang Daeng) 11 หมู่บ้าน 8. น้ำก่ำ (Nam Kam) 20 หมู่บ้าน
3. โพนแพง (Phon Phaeng) 8 หมู่บ้าน 9. อุ่มเหม้า (Um Mao) 9 หมู่บ้าน
4. พระกลางทุ่ง (Phra Klang Thung) 16 หมู่บ้าน 10. นาหนาด (Na Nat) 10 หมู่บ้าน
5. นาถ่อน (Na Thon) 14 หมู่บ้าน 11. กุดฉิม (Kut Chim) 7 หมู่บ้าน
6. แสนพัน (Saen Phan) 8 หมู่บ้าน 12. ธาตุพนมเหนือ (That Phanom Nuea) 8 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่นแก้ไข

ท้องที่อำเภอธาตุพนมประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 12 แห่ง ได้แก่[124]

  • เทศบาลตำบลธาตุพนม ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลธาตุพนมและบางส่วนของตำบลธาตุพนมเหนือ
  • เทศบาลตำบลน้ำก่ำ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำก่ำทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลนาหนาด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาหนาดทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลธาตุพนมใต้ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลธาตุพนมและตำบลธาตุพนมเหนือ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลธาตุพนม)
  • เทศบาลตำบลฝั่งแดง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลฝั่งแดงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโพนแพง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพนแพงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลพระกลางทุ่ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพระกลางทุ่งทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาถ่อน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาถ่อนทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแสนพัน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแสนพันทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลดอนนางหงส์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอนนางหงส์ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลอุ่มเหม้า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลอุ่มเหม้าทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลกุดฉิม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกุดฉิมทั้งตำบล

สถานที่สำคัญแก้ไข

ประเพณีท้องถิ่นและงานประจำปีแก้ไข

สถานศึกษาแก้ไข

  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร (วิทยาลัยสงฆ์นครพนม)
  • มหาวิทยาลัยนครพนม (วิทยาลัยการอาชีพธาตุพนม)
  • โรงเรียนเทคโนโลยีธาตุพนม
  • โรงเรียนธาตุพนม
  • โรงเรียนบ้านธาตุพนม (พิทักษ์วิทยา)
  • โรงเรียนวัดพระธาตุพนม (พนมพิทยาคาร)
  • โรงเรียนบ้านหัวดอน
  • โรงเรียนบ้านหัวบึงทุ่ง
  • โรงเรียนบ้านน้ำก่ำ (สิทธิผลนุกูล)
  • โรงเรียนบ้านก่ำ (ล้ำประชาอุปถัมภ์)
  • ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอธาตุพนม[126]
  • โรงเรียนอุ่มเหม้าประชาสรรค์
  • โรงเรียนอนุบาลเชษฐานงนุช
  • โรงเรียนธาตุพนมดรุณพัฒน์
  • โรงเรียนโพนแพงพิทยาคม
  • โรงเรียนนาถ่อนพัฒนา
  • โรงเรียนวัดบึงเหล็ก
  • โรงเรียนกุดฉิมวิทยาคม

ชาติพันธุ์แก้ไข

  • ลาวเวียงจันทน์ อาศัยในตำบลธาตุพนมตั้งแต่หลังรัชกาลสมเด็จพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชเนื่องจากสงครามแย่งชิงราชบัลลังก์ของราชวงศ์เวียงจันทน์ เจ้าราชครูหลวงยอดแก้วโพนสะเม็กอพยพไพร่พลนครเวียงจันทน์มาลี้ภัยการเมืองอยู่ธาตุพนม ถือเป็นชาติพันธุ์หลัก เป็นชนชั้นปกครองเดิม และเป็นกลุ่มวัฒนธรรมประเพณีหลักของธาตุพนม บางส่วนอพยพไปตั้งรกรากที่จำปาสักแล้วกลับมาอาศัยอยู่ธาตุพนมอีกครั้ง
  • ลาวจำปาศักดิ์ อาศัยในตำบลธาตุพนมตั้งแต่นครจำปาสักแตกศึกท้าวสีทาดเจ้าเมืองโขงและหลังการวิวาทของสมเด็จพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารกับสมเด็จเจ้ามหาอุปราชธรรมเทโว บางส่วนตกค้างอยู่บ้านชะโนดเมืองมุกดาหารและบ้านท่าสะโนเมืองสุวรรณเขต ถือเป็นชาติพันธุ์หลักของธาตุพนม
  • ลาวหลวงพระบาง อาศัยในตำบลธาตุพนมและตำบลใกล้เคียงตั้งแต่สมัยพระเจ้าโพธิสาลราชพระราชทานข้าโอกาสถวายพระธาตุพนมจำนวนมากถึง ๓,๐๐๐ คน ซึ่งประชากรบางส่วนอาจมีชาวลาวหลวงพระบางปะปนอยู่ ปัจจุบันถูกกลืนวัฒนธรรมทางภาษาปะปนกับชาวลาวอื่น ๆ ที่ธาตุพนมจนหมดแล้ว
  • กะเลิง (ข่าเลิงหรือกุรุง) อาศัยในตำบลนาถ่อนและตำบลดอนนางหงส์ อพยพจากแขวงคำม่วนของลาว ปัจจุบันปะปนวัฒนธรรมกับไทกวนและลาว
  • ไทกวน อาศัยในตำบลนาถ่อนและตำบลดอนนางหงส์ อพยพจากพื้นที่หุบเขาหินปูนซึ่งภาษาลาวเรียกว่ากวนในแขวงคำม่วน
  • ภูไท (ผู้ไท) อาศัยในตำบลแสนพันซึ่งเดิมเรียกตำบลเรณูตะวันออก บ้านนาหนาดในตำบลนาหนาด บ้านอุ่มเหม้าในตำบลอุ่มเหม้า และบ้านน้ำก่ำในตำบลน้ำก่ำ อพยพมาจากเมืองวังและเมืองใกล้เคียงในแขวงสุวรรณเขตของลาว
  • ย้อ (ญ้อ) อาศัยในตำบลกุดฉิม อพยพมาจากแขวงคำม่วน ปัจจุบันถูกปะปนวัฒนธรรมกับชาวลาวและชาวภูไทในตำบลใกล้เคียง
  • ข่า อพยพจากประเทศลาวและตั้งถิ่นฐานที่บ้านโสกแมว ตำบลอุ่มเหม้า มีวัฒนธรรมประเพณีเอกลักษณ์คือการเหยาคล้ายชาวภูไท พิธีกรรมนี้เชื่อว่าสามารถนำขวัญผู้ป่วยที่ออกจากร่างกลับสู่ร่างได้ แต่งกายด้วยผ้าทอมือย้อมฮ่อมตัดเย็บเป็นเสื้อ สตรีนุ่งสิ้น (ซิ่น) ทอมือมัดมวยผมด้วยผ้าแดง บุรุษนุ่งสะโหล่งทอมือสอดเตี่ยวใช้ชายผ้าม้วนเหน็บลอดหว่างขาและใช้ผ้าแดงโพกศีรษะ นับถือพระพุทธศาสนาและปฏิบัติหลักฮีตสิบสองคองสิบสี่เหมือนลาว พูดภาษาตระกูลลาวมาแต่อดีตแต่การศึกษาที่คลาดเคลื่อนทำให้เข้าใจว่าพูดภาษาบรูหรือภาษาโซ่ซึ่งเป็นภาษาหมู่บ้านใกล้เคียง
  • โย้ย อพยพจากนครเวียงจันทน์แต่โบราณ ปัจจุบันถูกกลืนวัฒนธรรมปะปนกับชาวลาวที่ธาตุพนมจนหมดแล้ว เอกสารวชิรญาณวิเศษระบุว่าเป็นชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่ที่ร่วมสร้างเมืองธาตุพนมและพระธาตุพนม
  • กุลา (ไทใหญ่หรือเงี้ยว) อาศัยในตำบลกุดฉิมและกระจายอยู่ตามตำบลต่าง ๆ อย่างไม่เป็นกลุ่ม อพยพจากจังหวัดอุบลราชธานีและมุกดาหารเป็นหลัก ปัจจุบันถูกกลืนวัฒนธรรมกับชาวลาว ชาวย้อ ชาวภูไท และชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่ธาตุพนมจนหมดแล้ว
  • จีน (เจ๊กหรือเจ๊กโคก ปัจจุบันเป็นคำไม่สุภาพ) อาศัยในตำบลธาตุพนมและตำบลใกล้เคียง อพยพจากจังหวัดอุบลราชธานีและกรุงเทพมหานครเพื่อค้าขาย บางส่วนอพยพไปอาศัยในประเทศลาวเพื่อขอความคุ้มครองทางการค้าจากฝรั่งเศสในสมัยอินโดจีน
  • ญวน (แกว ปัจจุบันเป็นคำไม่สุภาพ) อาศัยในตำบลธาตุพนม อพยพหนีภัยสงครามจากเวียดนามและอพยพมาหลายระลอก บางส่วนถูกส่งกลับไปเวียดนามและบางส่วนตั้งรกรากค้าขายที่ธาตุพนม

บุคคลสำคัญและบุคคลผู้มีชื่อเสียงแก้ไข

พระสงฆ์แก้ไข

  • เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ยาคูขี้หอม) หรือสมเด็จพระเจ้าสังฆราชาสัทธรรมโชตนาญาณวิเศษ อดีตสังฆราชเวียงจันทน์ เป็นผู้นำพาไพร่พลบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม เช่น เสริมยอดพระธาตุพนมองค์เดิมให้สูงขึ้น เทครัวข้าโอกาสพระธาตุพนมจากเวียงจันทน์และจำปาสักให้อยู่รักษาพระธาตุพนมจำนวนมาก
  • พระครูศีลาภิรัต (หมี) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม
  • หลวงปู่กินรี จนฺทิโย วัดกันตะศีลาวาส พระกรรมฐานสายมหานิกายผู้มีชื่อเสียง
  • หลวงปู่บัว เตมิโย วัดหลักศิลามงคล พระกรรมฐานสายธรรมยุติกนิกายผู้มีชื่อเสียง
  • พระเทพรัตนโมลี (แก้ว กนฺโตภาโส) สกุลเดิมอุทุมมาลา หรือท่านพ่อแก้ว อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เป็นผู้แต่งหนังสืออุรังคธาตุ ตำนานพระธาตุพนมฉบับพิสดาร

ฆราวาสแก้ไข

  • เจ้าอนุวงศ์ หรือสมเด็จพระเจ้าไชยเสฏฐาธิราชที่ ๕ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเวียงจันทน์ ผู้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุพนม เช่น สร้างหอพระแก้ว ยกช่อฟ้าและยอดฉัตรพระธาตุพนม สร้างเทวรูปคู่ท้าวเทวานางเทวา สร้างสะพานและปูลานหน้าวัดพระธาตุสู่น้ำโขง ถวายเชิงเทียน ถวายเครื่องดนตรีและคณะมโหรีหลวง ขุดสระมงคล ๓ แห่ง ทางทิศเหนือธาตุพนม
  • เจ้าพระยาหลวงนครพิชิตราชธานีศรีโคตรบูรหลวง เจ้าเมืองนครบุรีราชธานีศรีโคตรบูรหลวง ผู้บูรณะวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เช่น สร้างหอข้าวพระ บูรณะลานพระธาตุพนม
  • รองอำมาตย์เอก หลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา) นายอำเภอธาตุพนมคนแรก เป็นผู้มอบที่ดินสร้างสถานีตำรวจภูธรธาตุพนม ก่อตั้งโรงเรียนบ้านดงก้อมและโรงเรียนบ้านนาบัว
  • รองอำมาตย์เอก ขุนพนมพนารักษ์ (เฮ้า พิมพานนท์) อดีตนายอำเภอธาตุพนม เป็นผู้สร้างถนนพนมพนารักษ์ ก่อตั้งโรงเรียนวัดพระธาตุพนม (พนมวิทยาคาร) และโรงเรียนนาถ่อนวิทยานุกูล (โรงเรียนประชาบาลตำบลนาถ่อน ๑)
  • ดร. วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลหลายสมัย นายกสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) อดีตประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้อาวุโสสูงสุดและผู้นำทายาทตระกูลรามางกูรทำนุบำรุงวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารและวัดหัวเวียงรังสี

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข


อ้างอิงแก้ไข

  1. Phasuk, Santanee and others, Royal Siamese maps: war and trade in nineteenth century Thailand, (Tatien, Bangkok: River Books, ๒๐๐๔), p. ๗๖-๗๗.
  2. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, "ว่าด้วยการปกครองคณะสงฆ์ครั้งกรุงศรีอยุธยา" และ "ว่าด้วยตำแหน่งพระราชาคณะในกรุงนอกกรุง ครั้งกรุงเก่า" ใน ตำนานคณะสงฆ์ พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางเล็ก พิณสายแก้ว ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันที่ ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๔, ตรวจแก้และจัดพิมพ์โดย กรมศิลปากร, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (ม.ป.ท.: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๑๔), หน้า ๒๑-๒๓, ๒๕, ๒๙-๓๐.
  3. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), "เมืองลาวแถบโขง", ใน วชิรญาณวิเศษ: เล่ม ๘ แผ่นที่ ๔๖ วันพฤหัศบดี ที่ ๒๔ เดือนสิงหาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๒ ราคาแผ่นละ ๓๒ อัฐ, (ม.ป.ท.: สำนักหอสมุดแห่งชาติ ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, ม.ป.ป.), หน้า ๕๔๒-๕๔๓.
  4. สุพร สิริพัฒน์, "Laotiane", ใน อำเภอธาตุพนมดินแดนพระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์, (นครพนม: ม.ป.พ., ม.ป.ป.), หน้า ๕-๖. (อัดสำเนา)
  5. ง้าวแถน ถนิมแก้ว, สงครามพันปีระหว่างลาวกับแกว: เอกสารประวัติศาสตร์การเมืองลาวจากปี ค.ศ. ๗๐๐ ถึงปี ค.ศ. ๑๙๖๐, เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยบุญส่ง สิริขรรค์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ๒๕๔๒).
  6. Lefevre, E., Travels in Laos: The Fate of the Sip Song Pana and Muong Sing (๑๘๙๔-๑๘๙๖), (Bangkok: White Lotus, ๑๙๙๕).
  7. Aymonier, Mission Etienne (เอเจียน แอมอนิเย), บันทึกการเดินทางในลาวภาค ๒ พ.ศ. ๒๔๔๐: แปลจากหนังสือเรื่อง Voyage dans le Laos, Tome Deusieme, แปลโดยทองสมุทร โดเร, เจ้า และสมหมาย เปรมจิตต์, รศ.ดร., (เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทบวงมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑).
  8. Brill, E. J., Tijdschrift van het Koninklijk Nederlandsch Aardrijkskundig Genootschap, (n.p.: Koninklijk Nederlands Aardrijkskundig Genootschap, ๑๙๑๙), p. ๖๐๖, ๖๑๖.
  9. คัมภีร์ใบลานเรื่อง ตำนานลานคำ. หอสมุดแห่งชาติ เมืองจันทะบูลี นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. จ.ศ. ๑๒๕๙. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๐๑ ๐๑ ๒๙ ๑๒ ๐๒๒_๐๑. หมวดนิทานชาวบ้าน. ๘ ใบ ๑๖ หน้า. ผูก ๑ ใบ ๑ หน้า ๑ บรรทัด ๓.
  10. คัมภีร์ใบลานเรื่อง ลำพื้นเมืองเวียงจัน. วัดอารันยาราม เมืองหินบูน แขวงคำม่วน สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. พ.ศ. ๒๔๗๘. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๑๒ ๐๔ ๐๑ ๑๔ ๐๐๑_๐๐. หมวดตำนานเมือง. หน้า ๕ บรรทัด ๔.
  11. กรมศิลปากร, "พงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์: ตำนานเมือง แผนเมือง โศกเมือง และอัครนามขององค์เป็นเจ้ากัติยะ", ใน ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๐ เรื่อง เมืองนครจำปาศักดิ์: พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าหญิงคอยท่า ปราโมช ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๔, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๘๔), หน้า ๑๘๒-๑๘๓.
  12. คัมภีร์ใบลานเรื่อง พงศาวดารเมืองมุกดาหาร (ใบลานจารึกพงศาวดารเมืองมุกดาหารและหัวเมืองในลุ่มแม่น้ำโขง). ไม่ปรากฏสถานที่เก็บรักษา (จังหวัดมุกดาหาร). เอกสารใบลาน ๑ ผูก . อักษรธรรมลาว-ลาวเดิม. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ม.ป.ป.. ไม่ปรากฏเลขรหัส. ไม่ปรากฏหมวด. ๘ ใบ ๑๕ หน้า. ใบ ๒ หน้า ๔ บรรทัด ๑.
  13. องค์การค้าของคุรุสภา (คุรุสภาลาดพร้าว), ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๔๔ (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๐ (ต่อ)-๗๑) เรื่องเมืองนครจำปาศักดิ์ (ต่อ) พงศาวดารละแวก, (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๒).
  14. ศิริวรรณ์ กาญจนโหติ, "การสร้างคำในศิลาจารึกอีสาน ช่วง พ.ศ. ๒๐๗๓-พ.ศ. ๒๔๖๖", วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจารึกภาษาไทย, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๒).
  15. คัมภีร์ใบลานเรื่อง อุลังกทาดผูกเดียว. วัดอับเปวันนัง บ้านบกท่ง เมืองจำพอน แขวงสุวรรณเขต สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๖ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๘๕. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๑๓ ๐๙ ๐๙ ๐๗ ๐๐๙_๐๐. หมวดตำนานพุทธศาสนา. ๒๒ ใบ ๔๑ หน้า. หน้า ๑๓-๑๖. (รวมอยู่กับลำตั๊กแตนคำ เฉพาะอุลังกทาดตุผูกเดียวมี ๑ ผูก)
  16. ดำรง พ. ทัมมิกะมุนี, พระพุทธศาสนาในประเทศลาว: ศึกษาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน, (กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, ๒๕๕๓), หน้า ๔๐.
  17. สำราญ, อาจารย์มหา, กลอนลำนิทานประวัติตำนานธาตุพนม คำกลอนภาคอีสานเล่มเดียวจบ, (ขอนแก่น: บริษัท ขอนแก่น คลังนานาธรรม จำกัด, ม.ป.ป.), หน้า ๑๘-๒๐.
  18. สิลา วีระวงส์ (เรียบเรียง), ประวัติศาสตร์ลาว (ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ), แปลเป็นภาษาไทยโดยสมหมาย เปรมจิตต์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๓๙), หน้า ๗.
  19. กรมศิลปากร, ศิลปและโบราณคดีในประเทศไทย เล่ม ๒ (Art And Archacology in Thailand II), (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๑๘), หน้า ๖๔-๖๙., กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, จารึกโบราณรุ่นแรกพบที่ลพบุรีและใกล้เคียง, (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๔), หน้า ๗๔-๘๑. และ กรมศิลปากร หอสมุดแห่งชาติ, จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑: อักษรปัลลวะ หลังปัลลวะ-พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔, (กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๒๙), หน้า ๑๑๖-๑๒๒.
  20. พุทธวงศ์, พระครู และคณะ (คณะกรรมการจัดพิมพ์หนังสือในงานฌาปนกิจศพ), หนังสือนิทานอุรังคะทาต: พิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทานเนื่องในพิธีฌาปนกิจศพอดีตสังฆนายกแห่งพระราชอาณาจักรลาว (พระลูกแก้ว คูน มะนีวงส์) วันที่ ๙ กุมภา ค.ศ. ๑๙๖๙ กงกับเดือน ๓ แรม ๗ ค่ำ ปีระกา พุทธศักราช ๒๕๑๒, (หนองคาย: อักษรสัมพันธ์การพิมพ์, ๒๕๑๒)., อุดร จันทวัน, นิทานอุรังคธาตุ (ฉบับลาว): อุดร จันทวัน ปริวรรตจากอักษรลาว, จัดพิมพ์เผยแพร่โดยวิทยาลัยสงฆ์เลย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, (ขอนแก่น: หจก. โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา, ๒๕๔๗). และ พจนีย์ เพ็งเปลี่ยน, นิทานอุรังคธาตุฉบับหลวงพระบาง, (กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๔๓).
  21. หนูกัน ธมฺมทินฺโน, พระอธิการ, วัดหัวเวียง, (นครพนม: วัดหัวเวียงรังสี (ธ.) อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม, ๒๕๑๖), ไม่ปรากฏหน้า. (อัดสำเนา)
  22. พนมเจติยานุรักษ์, พระ, "กัณฑ์ที่ ๗ ไทยลานช้างอุปถัมภ์ ราชวงศ์ล้านช้างคุ้มครอง", ใน อุรังคะนิทาน: เปนตำนานพระธาตุพนมพิศดารละเอียดแสดงประวัติศาสตร์พุทธศาสนาและมนุษย์ชนตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนปัจจุบัน พระพนมเจติยานุรักษ์เจ้าอาวาสรวบรวม พิมพ์จำหน่ายเก็บทุนบำรุงพระธาตุพนม, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (พระนคร: โรงพิมพ์ พ.พิทยาคาร (ในความอุปถัมภ์ของรัฐบาล), ๒๔๙๖), หน้า ๗๖.
  23. หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์, เส้นทางโบราณพนมรุ้ง-เมืองต่ำ, (บุรีรัมย์: เรวัตการพิมพ์, ๒๕๔๐), หน้า ๑๒., มังกร สระศรี, นางรองในความทรงจำ, (ม.ป.ท.: ชินอักษรการพิมพ์, ๒๕๔๐), หน้า ๔๑. และ รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง, ผศ.ดร. และศานติ ภักดีคำ, ผศ.ดร., ศิลปะเขมร, (กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๗), หน้า ๑๗๗.
  24. คัมภีร์ใบลานเรื่อง หนังสือพงสาวะดาน (พงสาวดานบ้านโพนค้อของพ่อออกจานซุยบ้านโภนค้อ). วัดโพทิลุกขา บ้านม่วงไข่ เมืองไซพูทอง แขวงสุวรรณเขต สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว-ลาวเดิม (มีวรรณยุกต์และการันต์). ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ม.ป.ป.. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๑๓ ๑๔ ๐๗ ๑๔ ๐๐๑_๐๑. หมวดตำนานเมือง. ๒๕ (๒๔) ใบ ๔๘ หน้า. หน้า ๒๖/๑๓.
  25. อนุชา ประชานอก และอธิราชย์ นันขันตี (โครงการจัดตั้งสถาบันศรีโคตรบูรณ์ศึกษา มหาวิทยาลัยนครพนม), อุรังคธาตุ ฉบับเมืองนครพนม, (นครพนม: หจก.สมศักดิ์การพิมพ์ กรุ๊ป, ๒๕๖๑), หน้า ๕๒.
  26. ดูรายละเอีดใน รัตนโมลี, พระเทพ, ประวัติย่อพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม, (นครพนม: วัดพระธาตุพนม, ๒๕๔๘), ๗๖, ๘๐, (๘) หน้า.
  27. พื้นเวียงจันทน์ระบุว่าก่อนราชวงศ์เวียงจันทน์ล่มสลายได้เกิดนิมิตอาเภทขึ้นคือยอดพระธาตุพนมหักลง ต่อมาสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์เสด็จมายกยอดฉัตรขึ้นใหม่มีจำนวน ๗ ชั้นเท่าของเดิม ภายหลังสยามปกครองธาตุพนมจึงเปลี่ยนยอดฉัตรลงเหลือ ๕ ชั้นในปัจจุบัน, ดูรายละเอียดใน ทรงพล ครีจักร (พ. ครีจักร), เพ็ชร์พื้นเมืองเวียงจันทน์: พงศาวดารลาวตอนเวียงจันทน์แตก คำกลอนเริ่มกล่าวแต่สมเด็จพระเจ้าอนุรุทธาธิราชทรงสถาปนานครเวียงจันทน์ แล้วยกทัพไปตีสยาม ๆ ยกพลขึ้นมาตีได้ครั้งที่ ๑ และที่ ๒ จนเป็นเหตุเกิดสงครามญวน, (พระนคร: โรงพิมพ์บางขุนพรหม, ๒๔๗๙), หน้า ๔-๕.
  28. เส หมายถึง เสาหลักหรือหลักเมือง บ้างเขียนเป็นเสาเสม์, ปรีชา พิณทอง, สารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ: Isan-Thai-English dictionary, (อุบลราชธานี: โรงพิมพ์ศิริธรรม, ๒๕๓๒), หน้า ๘๑๖.
  29. ดูรายละเอียดใน ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๓๕/๑๕. (พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ เอกกนิบาต กุลาวกวรรค วัฏฏกชาดก ว่าด้วยนกคุ่มโพธิสัตว์) และ ขุ.จริยา. (ไทย) ๗๔/๒๙/๔๗๓-๔๗๔. (พระไตรปิฎกฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัยเล่มที่ ๗๔ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ วัฏฏกโปตกจริยา ว่าด้วยจริยาวัตรของลูกนกคุ้ม)
  30. Sirtoey (นามแฝง), (ม.ป.ป.). "เสียงหลวงปู่ตื้อ (อาจลธมฺโม) เทศนาธรรมยอดธรรม", ศูนย์เผยแผ่ธรรมะออนไลน์ กัณฑกะ [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=kKOwhbsz91s [๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓]. และ ดูรายละเอียดใน ก. กิ่งแก้ว ป. (นามแฝง), นิทานท้าวนกคุ่ม: คำกลอนภาคอีสาน เล่มเดียวจบ, (ขอนแก่น: บริษัท ขอนแก่น คลังนานาธรรม จำกัด, ม.ป.ป.).
  31. ศิลา วีระวงศ์, มหา, พงศาวดานลาว ภาษาลาว, (ม.ป.ท.: สำนักงาน ส. ธรรมภักดี, ม.ป.ป.), หน้า ๒.
  32. อุดม รุ่งเรืองศรี, พจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง, (เชียงใหม่: ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๓๔), หน้า ๒๒๐., ดูรายละเอียดใน ทวีสังฆภัณฑ์, พระธรรมเทศนาพื้นเมืองเหนือ เรื่องมโหสถ ๙ จาตาผู้เกิดปีสัน (วอก), (ลำปาง: ทวีสังฆภัณฑ์, ม.ป.ป.)., ร้านภิญโญ, พระธรรมเทศนาพื้นเมืองเหนือ เรื่องมโหสถ ๙ ชาตาผู้เกิดปีสัน (วอก-ลิง), (ลำพูน: ร้านภิญโญ, ม.ป.ป.). และ บุญคิด วัชรศาสตร์ (เปรียญ), พระธรรมเทศนาพื้นเมืองเหนือ เรื่องมโหสถ ๙ จาตาผู้เกิดปีสัน (วอก), (เชียงใหม่: ธาราทองการพิมพ์, ม.ป.ป.).
  33. ประวิทย์ คำพรหม และคณะ, ประวัติอำเภอธาตุพนม: จัดพิมพ์โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม, (กาฬสินธุ์: ประสารการพิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า ๙๐.
  34. Raquez, A., Around Laos in ๑๙๐๐: A Photographers Adventure, Walter E. J. Tips (Translator and Introduction), (ฺBangkok: White Lotus, ๒๐๑๒), p. ๗๕. และ ดูรายละเอียดใน สุพร สิริพัฒน์, นครพนม: ศรีโคตตะบูรณ์นคร, (นครพนม: ม.ป.พ., ม.ป.ป.).
  35. Delfín Donadíu y Puignau, Novísimo diccionario enciclopédico de la lengua castellana III, (ฺBarcelona: Espasa y Compañía, ๑๘๙๙ (๒๔๔๒)).
  36. ดูรายละเอียดใน ศิริสาร เหมือนโพธิ์ทอง, "การกัลปนาในจารึกสมัยสุโขทัย อยุธยา และธนบุรี-รัตนโกสินทร์", การประชุมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ ๑ การนำเสนอผลงานวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ. (ม.ป.ป.): ๑๕๖.
  37. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร, จดหมายเหตุการณ์บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๒๒, (กรุงเทพฯ: สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๒๒).
  38. คัมภีร์ใบลานเรื่อง หนังสืออุลังคนีทาน (พื้นอุลํกาธา). หอสมุดแห่งชาติ บ้านเซียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลี สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ม.ป.ป.. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๐๑ ๐๑ ๒๙ ๑๓ ๐๒๐_๐๑. หมวดตำนานพุทธศาสนา. ๒๓ ใบ ๔๖ หน้า. หน้า ๒๔ บรรทัด ๓.
  39. คัมภีร์ใบลานเรื่อง หนังสืออุลังคนีทาน (อุลังคะนิทาน). หอสมุดแห่งชาติ บ้านเซียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลี สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ม.ป.ป.. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๐๑ ๐๑ ๒๙ ๑๓ ๐๒๐_๐๑. หมวดตำนานพุทธศาสนา. ๒๘ ใบ ๕๖ หน้า (จาร ๔๙ หน้า). หน้า ๒๕ บรรทัด ๒.
  40. ดํารงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, ประวัติศาสตร์จังหวัดสระบุรี, (ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ม.ป.ป.), หน้า ๔. (อัดสำเนา) อ้างใน กระทรวงมหาดไทย, ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดสระบุรี, (สระบุรี: โรงพิมพ์ปากเพรียวการช่าง ๒, ๒๕๒๘).
  41. จิตร ภูมิศักดิ์, ตำนานแห่งนครวัด, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๔๒), หน้า ๔๙.
  42. สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ และกรมศิลปากร, "คำให้การขุนโขลน เรื่องพระพุทธบาท", ใน ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗: พิมพ์แจกในการศพนายอี่ ปีมเสง พ.ศ. ๒๔๖๐, (พระนคร: โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, ๒๔๖๐), หน้า ๕๓-๖๙.
  43. ที.สี. (ไทย) ๙/๓๐๐/๑๑๑. (พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค โสณทัณฑสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโสณทัณฑะ เรื่องพราหมณ์และคหบดีชาวกรุงจัมปา)
  44. ที.สี. (ไทย) ๙/๒๕๕/๘๗. (พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค อัมพัฏฐสูตร ว่าด้วยชายหนุ่มชื่ออัมพัฏฐะ เรื่องพราหมณ์โปกขรสาติ)
  45. ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๖/๓๔๑. (พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค ปายาสิสูตร ปายาสิสูตร ว่าด้วยเจ้าปายาสิ)
  46. ม.ม. (ไทย) ๑๓/๔๒๒/๕๓๐. (พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พราหมณวรรค จังกีสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อจังกี)
  47. ที.สี. (ไทย) ๙/๓๒๓/๑๒๕. (พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค กูฏทันตสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อกูฏทันตะ เรื่องพราหมณ์และคหบดีชาวบ้านขาณุมัต)
  48. ที.สี. (ไทย) ๙/๕๐๑/๒๒๑. (พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค โลหิจจสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโลหิจจะ)
  49. จิตร ภูมิศักดิ์, ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย: โครงการสรรพนิพนธ์ จิตร ภูมิศักดิ์ ชุดนิรุกติศาสตร์, (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, ๒๕๔๘), หน้า ๖๘. และ วิมล เขตตะ และคณะ, "กัมรเตง อัญ: ศึกษาในประเด็นที่มาและรูปแบบการใช้คำ", ช่อพะยอม. ปีที่ ๒๘ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-พฤษภาคม ๒๕๖๐): ๑๑-๒๐.
  50. ธวัช ปุณโณทก, ศิลาจารึกอีสานสมัยไทย-ลาว: ศึกษาทางด้านอักขรวิทยาและประวัติศาสตร์อีสาน, (กรุงเทพฯ: คุณพินอักษรกิจ, ๒๕๓๐), หน้า ๒๕๗-๒๖๐, ๒๗๐-๒๗๓.
  51. กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม ๕, (กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๒๙), หน้า ๓๐๑-๓๐๗. และ อดุลย์ ตะพัง, ภาษาและอักษรอีสาน, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๓), หน้า ๒๓๗.
  52. คัมภีร์ใบลานเรื่อง พื้นเวียงจัน (เวียงจัน (พื้น)). วัดอารันยะราม บ้านนาโน เมืองหินบูน แขวงคำม่วน สปป.ลาว. หนังสือใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ปีจอ ม.ป.ป.. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม PLMP ๑๒ ๐๔ ๐๑ ๑๔ ๐๐๑_๐๐. ๑๐ ใบ ๒๐ หน้า. หมวดตำนานเมือง. ผูก ๑ หน้า ๑๕ บรรทัด ๓-๔, หน้า ๑๖ บรรทัด ๑-๓.
  53. คัมภีร์ใบลานเรื่อง พื้นเวียงจันทะบูลี. วัดสวนตาน บ้านหนองเดิ่น เมืองอาดสะพอน แขวงสุวรรณเขต สปป.ลาว. หนังสือใบลาน ๔ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ปีจอ พ.ศ. ๒๔๖๕. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม PLMP ๑๓ ๑๓ ๐๓ ๐๒ ๐๐๑_๐๐. ๑๔ ใบ ๒๘ หน้า. หมวดตำนานเมือง. ผูก ๓ ใบ ๑๓ หน้า ๒๕ บรรทัด ๑-๔, หน้า ๒๖ บรรทัด ๑.
  54. คัมภีร์ใบลานเรื่อง หนังสือพื้นเวียงจัน (พื้นเวียงจัน). วัดโพไซ บ้านนาห้าง เมืองหินบูน แขวงคำม่วน สปป.ลาว. หนังสือใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ปีขาล พ.ศ. ๒๕๐๕. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม PLMP ๑๒ ๐๔ ๐๒ ๑๔ ๐๐๑_๐๐. ๙ ใบ ๑๘ หน้า. หมวดตำนานเมือง. ผูก ๑ ใบ ๘ หน้า ๑๕ บรรทัด ๑-๔, ใบ ๙ หน้า ๑๖ บรรทัด ๑.
  55. คูณ เมตุลา และคำ ควรครู, ประวัติตำบลน้ำก่ำ, (ธาตุพนม, นครพนม: ม.ป.ท., ม.ป.ป.), หน้า ๑. (อัดสำเนา)
  56. วิสา คัญทัพ, ด่านสาวคอย, (กรุงเทพฯ: ชมรมหนังสือแสงจันทร์และปุถุชน, ๒๕๑๘), หน้า ๔๖-๔๘.
  57. วัดฟ้าขื่นสุวรรณตูมภา บ้านนาคู่ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม, (๑๙ เมษายน ๒๐๑๘ (๒๕๖๑)). "ประวัติอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม", วัดฟ้าขื่นสุวรรณตูมภา บ้านนาคู่ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.m-culture.go.th/mukdahan/ewt_news.php? [๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓].
  58. ดูรายละเอียดใน ประหัส มันตะ และสมพงษ์ ควรครู, "นางเทวา เทพารักษ์ ปักตูขง, เจ้าเฮือนสามพระองค์แสดงฤทธิ์", ใน มุขปาฐะ ๒ เรียนรู้จากเรื่องเล่า, (เรณูนคร, นครพนม: สำนักงานเลาขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และร้านพรประสิทธิ์การพิมพ์ (หน้าโรงเรียนเรณูวิทยาคาร), ๒๕๕๘) หน้า ๘-๑๓. และ พิเชฐ สายพันธ์, "ผีเจ้าเฮือน ๓ พระองค์: พิธีกรรมสืบทอดกลุ่มข้าโอกาสธาตุพนม", จุลสารไทยคดีศึกษา. ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๒ (พฤศจิกายน ๒๕๔๑-มกราคม ๒๕๔๒): ๔๒-๔๙.
  59. คัมภีร์ใบลานเรื่อง พื้นทาดตุพระนม (ตำนานทาตุพะนม). วัดสีบุนเฮือง บ้านโพนหมีใต้ เมืองโพนโฮง แขวงเวียงจัน สปป.ลาว. หนังสือใบลาน ๒ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ม.ป.ป.. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม PLMP ๑๐๐๑๐๒๑๓๐๓๘_๐๒. ๕ ใบ ๑๐ หน้า. หมวดตำนานพุทธศาสนา. ผูก ๑ ใบ ๒ หน้า ๓ บรรทัด ๔.
  60. คัมภีร์ใบลานเรื่อง พื้นทาดตุหัวอก. วัดโพธิ์ศรี บ้านโพนแพง ตำบลโพนแพง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม. หนังสือใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ม.ป.ป.. ไม่ปรากฏเลขรหัส. ไม่ปรากฏหมวด. ผูก ๑ ใบ ๒ หน้า ๔ บรรทัด ๒. (ศรัทธาสร้างโดยพ่อสา ริจนาโดยซาลี สำรวจรายชื่อและห่อคัมภีร์โดยโครงการจัดตั้งสถาบันศรีโคตรบูรณ์ศึกษา มหาวิทยาลัยนครพนม)
  61. ธรรมราชานุวัตร (แก้ว อุทุมมาลา), พระ (รวบรวมและเรียบเรียง), อุรังคนิทาน: ตำนานพระธาตุพนม (พิศดาร), บันทึกท้ายเล่มต่อโดยธรรมชีวะ (สม สุมโน, ดร.พระมหา), พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, (กรุงเทพฯ: นีลนาราการพิมพ์, ๒๕๓๗).
  62. คัมภีร์ใบลานเรื่อง หนังสืออุลังคนีทาน (พื้นอุลํกาธา). หอสมุดแห่งชาติ บ้านเซียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลี สปป.ลาว. ใบ ๑๓ หน้า ๒๔.
  63. คัมภีร์ใบลานเรื่อง อุลังกทาดผูกเดียว. วัดอับเปวันนัง บ้านบกท่ง เมืองจำพอน แขวงสุวรรณเขต สปป.ลาว. ใบ ๗ หน้า ๑๓. (รวมอยู่กับลำตั๊กแตนคำ เฉพาะอุลังกทาดตุผูกเดียวมี ๑ ผูก)
  64. ดูรายละเอียดใน ภาพลวดลายส่วนยอดซุ้มขงประตูทางเข้ากำแพงแก้วชั้นใน และลวดลายฐานชั้นล่างพระธาตุพนม ศิลปะลาวแบบล้านช้างเวียงจันทน์ ขณะกำลังบูรณะ สร้างขึ้นในสมัยเจ้าพระยาหลวงนครพิชิตราราชธานีสีโคตรบูรหลวง เมื่อจุลศักราช ๑๙๗๖ (พ.ศ. ๒๑๕๗) ปีกาบยี่ เดือน ๕ ขึ้น ๔ ค่ำ วัน ๕ (วันพฤหัสบดี) ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระเจ้าวรวงศาธรรมิกราช (ครองราชย์ราว พ.ศ. ๒๑๔๑-๒๑๖๕) อุดร ลวดลายพระธาตุ. รหัสเอกสาร ภ.สบ.๔๗/๔๘ ชื่อไฟล์ดิจิทัล Ba3-048.jpg หมายเลขฟิล์ม ฟ.สบ.๔๗/๔๘ หมายเลขซีดี ซ.สบ.๔๗/๔๘. ชื่อชุด พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิ. ขนาดภาพ ๑๐x๑. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
  65. สันนิษฐานว่าหมายถึง ราเดีย ตาเล็มปอย (Radia Talempoy) ในภาษาโฮนลัง, ฝรั่งซิส การเย, ท่านเกริต วันวูสตฟ เดินทางมาเวียงจันทน์ ๑๖๔๑-๑๖๔๒: จากบทแปลภาษาฝรั่งของท่าน ฝรั่งซิส การเย, แปลและเรียบเรียงโดย หุมพัน รัดตะนะวง, (เวียงจันทน์: กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม สถาบันค้นคว้าวัฒนธรรม และ The Royal Netherlands Ambassy, ๑๙๙๗ (๒๕๔๐)), หน้า ๖. และ Garnier, Francis, "Voyage inconnu des Néerlandais du royaume du Cambodge au pays de Louwen", Revue de la Société de géographie. (September-Octobersept, ๑๘๗๑): ๑๐.
  66. คัมภีร์ใบลานเรื่อง พื้นทาดตุพระนม. วัดใหม่สุวันนะพูมาราม บ้านป่าขาม เมืองหลวงพระบาง แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ปีจอ พ.ศ. ๒๔๕๓. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๐๖ ๐๑ ๑๔ ๑๓ ๐๒๒_๐๗. หมวดตำนานพุทธศาสนา. ๑๘ ใบ ๓๖ หน้า. ใบ ๑๕-๑๖ หน้า ๒๙-๓๑.
  67. สันนิษฐานว่าเป็นองค์เดียวกันกับแสนกลางน้อยศรีมุงคุล (ศรี รามางกูร) เมื่อเทียบศักราชช่วงปกครองแล้วห่างกันมาก, ดูรายละเอียดใน คัมภีร์ใบลานเรื่อง หนังสืออุลังกาทาตุ. วัดซาตะกะทานะวันมิโก บ้านนาต้าย เมืองจำพอน แขวงสุวรรณเขต สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๒ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ม.ป.ป.. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๑๓ ๐๙ ๐๒ ๑๓ ๐๐๑_๐๒. หมวดตำนานพุทธศาสนา. ผูก ๑ ๒๑ ใบ ๔๒ หน้า. หน้า ๒๓ บรรทัด ๑-๔, หน้า ๒๔ บรรทัด ๑-๔.
  68. รัตนโมลี, พระเทพ (เรียบเรียง), "ประวัติเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ท่านเจ้าราชครูขี้หอม)", ใน ติสฺสวํโส ภิกฺขุ และคณะ, สมเด็จพระสังฆราชลาว พระชนม์ ๘๙ พรรษา เสด็จหนีภัย ลอยแพข้ามสู่ฝั่งไทย: มูลมรดกชนชาติอ้ายลาว อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระยอดแก้ว พุทธชิโนรสสกลมหาสังฆปาโมกข์ สมเด็จพระสังฆราชแห่งพระราชอาณาจักรลาว ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิริทราวาส กรุงเทพมหานคร วันที่ ๑๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘, (กรุงเทพฯ: ม.ป.พ., ๒๕๒๘), หน้า ๒๓๔-๒๓๕., ดูรายละเอียดใน สุทธิดา ตันเลิศ, "ข้าโอกาสพระธาตุพนมสองฝั่งโขงกับการปรับมโนทัศน์ทางประวัติศาสตร์", ภาษาและวัฒนธรรม. ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๕๘): ๓๔-๓๖. และ ดูรายละเอียดใน ຜູ້ໄທ ບູຮານລາວ (นามแฝง), (๒๒ กันยายน ๒๐๒๐ (๒๕๖๓)). "อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ๑: ย้อนรอยการเดินทางไปสร้างพระธาตุพนมของคนฝั่งซ้าย & ฟังประวัติของพระธาตุท่าพนม", ວິຖີຊົນນະບົດ (วิถีชนบท) [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=eB7gmPw9h1E [๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓].
  69. ธีระวัฒน์ แสนคำ, "พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของชุมชนโบราณเมืองด่านซ้าย", พื้นถิ่นโขง ชี มูล. ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๖๐): ๗๒-๗๓. อ้างใน วินัย พงศ์ศรีเพียร, "จารึกพระธาตุศรีสองรัก: มรดกความทรงจำแห่งจังหวัดเลย ว่าด้วยสัญญาทางไมตรีศรีอโยธยา-ศรีสัตนาคนหุต พ.ศ. ๒๑๐๓", ใน วินัย พงศ์ศรีเพียร (บรรณาธิการ), ๑๐๐ เอกสารสำคัญ: สรรพสาระประวัติศาสตร์ไทย ลำดับที่ ๖, หน้า ๕-๓๗, (กรุงเทพฯ: โครงการวิจัย ๑๐๐ เอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ในความสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), ๒๕๕๔), หน้า ๕-๓๗.
  70. เฮือง รามางกูร, ท้าว. สำเนาจดหมายบันทึกอนุญาตให้ใช้สกุลรามางกูรของท้าวเฮือง รามางกูร. ออกโดยนายเปลี่ยน สุนีย์ ปลัดอำเภอตรี อำเภอธาตุพนม, ลาวัณย์ คัด/ทาน. ม.ป.ป.
  71. ดูรายละเอียดใน วีรพงษ์ รามางกูร, อนุสรณ์ ร้อยตำรวจตรี ประดิษฐ์ รามางกูร ๒๒ กันยายน ๒๕๒๘: อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ร้อยตำรวจตรี ประดิษฐ์ รามางกูร ณ เมรุวัดตรีทศเทพ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๒๘ เวลา ๑๗.๐๐ น., (กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ.ส., ๒๕๒๘), หน้า ๑-๒.
  72. จารึกผูกพัทธสีมาวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร (จารึกวัดพระธาตุพนม ๓, นพ.๖ ). จ.ศ. ๑๑๖๘ (พ.ศ. ๒๓๔๙). อักษรลาวเดิม.
  73. วีรพงษ์ รามางกูร, "สืบวงศ์วานเจ้าเมืองธาตุพนม", นิตยสารไฮคลาส. ปีที่ ๑๔ ฉบับ ๑๖๒ (ตุลาคม ๒๕๔๐): ๑๒๗-๑๒๘.
  74. ดูรายละเอียดใน เพลิงสุริยเทพฯ รามางกูร ณ โคตะปุระ, รามางกูร ณ โคตะปุระ: ตระกูลอันสืบมาแต่วงศ์วานเจ้าเมืองธาตุพนม พร้อมด้วยบทความ และข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองธาตุพนม ที่ระลึกเนื่องในวาระการจดทะเบียนนามสกุล "รามางกูร ณ โคตะปุระ" ๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ และวาระครบรอบ ๖๓ ปีวันจดทะเบียนนามสกุล "รามางกูร" ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๙๐-๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒, (เชียงใหม่: ม.ป.พ, ๒๕๕๓), หน้า ๒๑-๒๔.
  75. คัมภีร์ใบลานเรื่อง บั้งจุ้ม (ตำนานเมือง). วัดโพนกอก บ้านปากกะยุง เมืองทุละคม แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ปีวอก จ.ศ. ๑๒๘๒. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๑๐ ๐๒ ๐๑ ๑๔ ๐๐๔_๐๒. หมวดตำนานเมือง. ๒๑ ใบ ๔๒ หน้า. หน้า ๑๐-๑๑.
  76. คัมภีร์ใบลานเรื่อง หนังสืออุลังคนีทาน (อุลังคะนิทาน). หอสมุดแห่งชาติ บ้านเซียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลี สปป.ลาว. หน้า ๒๕-๒๗.
  77. ราชบัณฑิตยสภา, ตำนานพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม: พระพนมนครานุรักษ์มีความเลื่อมใสพิมพ์ไว้เพื่ออุททิศส่วนประโยชน์ที่ควรจะได้จากหนังสือนี้ สำหรับบำรุงการพระศาสนาในจังหวัดนครพนม จำนวน ๓๐๐๐ เล่ม พ.ศ. ๒๔๗๔, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์ ท่าพระจันทร์, ๒๔๗๔), หน้า ๒๔-๒๖.
  78. กรมศิลปากร, "ประชุมตำนานพระธาตุ ภาคที่ ๒: ตำนานพระธาตุพนม", ใน ประชุมตำนานพระธาตุ ภาคที่ ๑ และภาคที่ ๒: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนางเอิบ อุมาภิรมย์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ ๑๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (ธนบุรี: สินเจริญ, ๒๕๑๓), หน้า ๑๑๗-๑๑๘. (เฉพาะตำนานพระธาตุพนมพิมพ์เผยแพร่แล้ว ๓ ครั้ง ครั้งแรกพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี โง้นคำ พรหมสาขา (โหง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ฉบับนี้พิมพ์เป็นครั้งที่ ๔)
  79. ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ,ดร., ตำนานอุรังคธาตุ: หนังสือที่ระลึกงานกฐินพระราชทานมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ ทอดถวาย ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม วันเสาร์ที่ ๒๖-วันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒, (ขอนแก่น: ฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และศูนย์วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๖๒), หน้า ๑๖๑-๑๖๒.
  80. คัมภีร์ใบลานเรื่อง หนังสืออุลังคนีทาน (พื้นอุลํกาธา). หอสมุดแห่งชาติ บ้านเซียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลี สปป.ลาว. หน้า ๒๔-๒๖.
  81. ดวง รามางกูร, พระมหา, พื้นเมืองพนม (ประวัติวงส์เจ้าเมืองธาตุพนม), (กรุงเทพฯ: วัดบวรนิเวศวิหาร คณะแดงรังสี, ม.ป.ป.), ไม่ปรากฏหน้า (อัดสำเนา).
  82. จาม พันนุเดช, พื้นเมืองเวียงจันทน์ กอน ๗: พงสาวะดานเจ้าอะนุวงส์ เวียงจันทน์ (หนังสือพื้นเวียง), (ม.ป.ท: ม.ป.พ., ๑๙๙๒), หน้า ๒๓. (อัดสำเนา) และ Komany, Saphaothong, หนังสือพื้นเมืองเวียงจันทน์ กอน ๗: พงสาวะดานเจ้าอะนุวง เวียงจัน, ตรวจแก้และถ่ายออกจากภาษาไทมาเป็นภาษาลาวโดยสะเพาทอง กอมะนี, (New York: ม.ป.พ., ๑๙๙๘), หน้า ๒๗-๒๘.
  83. เอกสาร ร.๕ ม.๒ (๑๒ ก.) เล่ม ๒๐ ร.ศ. ๑๐๗ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
  84. ดวง รามางกูร, พระมหา, พื้นเมืองพนม (ประวัติวงส์เจ้าเมืองธาตุพนม), ไม่ปรากฏหน้า (อัดสำเนา)
  85. คัมภีร์ใบลานเรื่อง วัตถุธาตุพนม. หอสมุดแห่งชาติ บ้านเชียงยืน เมืองจันทะบูลี กำแพงนครเวียงจันทน์ สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๑ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. ปีชวด จ.ศ. ๑๒๖๒. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๐๑ ๐๑ ๒๙ ๑๓ ๐๒๐_๐๑. หมวดตำนานพุทธศาสนา. ๗ ใบ ๑๓ หน้า. ใบ ๔ หน้า ๗ บรรทัด ๑-๔.
  86. อุดร จันทวัน, "ศึกษาวิเคราะห์วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาเรื่องอุรังคธาตุนิทาน: ภาษาทางศาสนาและอิทธิพลต่อสังคม", วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพระพุทธศาสนา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗), หน้า ๖๔.
  87. ดูรายละเอียดใน แผนที่ La France Annam. อาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส (French Indochina).
  88. เอกสาร ร.๕ กต. ๔๐ ๒๙/๒๒ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
  89. "สำเนารายงานของข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลอุดร". เอกสาร ร.๕ ม.๔๙/๕๑ เล่ม ๔ หอสมุดแห่งชาติ.
  90. ดวง รามางกูร, พระมหา, พื้นเมืองพนม (ประวัติวงส์เจ้าเมืองธาตุพนม), ไม่ปรากฏหน้า (อัดสำเนา)
  91. ฎิสสโร (หนูกร) ใจสุข, พระ และพันธุโร ตา (ใจสุข), พระ, ประวัติบ้าน ของ พระฎิสสโร (หนูกร) ใจสุข วัดมะโนภิรมย์ บ้านหมู่ที่ ๗: พิมพ์แจกทายก ทายิกา โดยคำร้องขอเหล่าสานุศิษย์ เพื่อไว้เปนที่สักการปูชาในการที่ท่านได้ปฏิสังขรณ์อารามต่าง ๆ, (กรุงเทพฯ: วัดมะโนภิรมย์ ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนมฯ, ม.ป.ป.), หน้า ๖. และ ธวัชชัย พรหมณะ, "ความสำคัญของการอพยพเคลื่อนย้ายกลุ่มชาติพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงต่อความเป็นเมืองสุวรรณเขต ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๙๓-๑๙๕๔", สารนิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์เอเชีย), (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๔๕), หน้า ๑๙๐ (ภาคผนวก ข ประวัติบ้าน).
  92. เติม วิภาคย์พจนกิจ, ประวัติศาสตร์อีสาน, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๔๖), หน้า ๓๖๒-๓๘๕.
  93. Aymonier, E. (Etienne), Voyage dans le Laos v.๑, (Paris: E. Leroux, ๑๘๙๕), p. ๒๓๓-๒๓๔.
  94. ดูรายละเอียดเหตุการณ์ที่ธาตุพนมช่วงเวลาใกล้เคียงกันเพิ่มเติมใน Perthes, J., "Geographischer Litteratur-Bericht Fur ๑๘๙๙ Unter Mitwirkung Mehrerer Fachmanner Herausgegeben Von Alexander Supan: Litteraturbericht, Asien Nr. ๑๘๔-๑๘๗., Litteraturbericht, Asien Nr. ๑๘๘-๑๙๑.", in Petermanns Mitteilungen. Ergänzungsheft, (Gotha: Justus Perthis, ๑๘๙๙), p. ๔๗-๔๘.
  95. บริบาลศุภกิจ (คำสาย ศิริขันธ์), รองอำมาตย์โท พระ, พงศาวดารเมืองสกลนคร ฉบับ รองอำมาตย์โท พระบริบาลศุภกิจ (คำสาย ศิริขันธ์), ถอดข้อความจากต้นฉบับเดิมและอธิบายเพิ่มเติมโดยเกรียงไกร ปริญญาพล, ดร., (สกลนคร: สกลนครการพิมพ์, ๒๕๕๘), หน้า ๗.
  96. เอกสาร ร.๕ ม.๒ (๑๒ ก.) เล่ม ๒๐ ร.ศ. ๑๐๗ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
  97. เอกสาร ร.๕ บ.๑๒ เล่ม ๑๑/๓๐ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
  98. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสาร ร.๕ ม.๒ ๑๘/๗. โทรเลขที่ ๓๕, "กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ทูลกรมหลวงดำรงราชานุภาพ. วันที่ ๑๙ เมษายน ร.ศ. ๑๒๑.
  99. สิริปัญญาวุฒิ (ขุนละคร ขันตะ), พระครู, คัดลอก. คัมภีร์เรื่อง พื้นพระบาทใช้ชาติหรือพื้นครุธฮาช (พื้นพระยาธัมมิกราช). วัดศรีสุมังค์ บ้านนาถ่อนท่า ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม. เอกสารเขียนบนกระดาษ ๑ ฉบับ. อักษรธรรมลาว, อักษรลาวเดิม. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นเขียน. ม.ป.ป. (ต้นฉบับ พ.ศ. ๒๔๔๙). ไม่ปรากฏเลขรหัส. ๒๓ ใบ ๖ หน้า. ไม่ปรากฏหมวด. หน้า ๑-๕.
  100. คัมภีร์ใบลานเรื่อง สังกาดมหาธาตุพระนมโคดมเจ้า. วัดโพสีตาก บ้านปากเงยใต้ เมืองปากแบ่ง แขวงอุดมไซ (ฉบับที่ ๒) สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๒ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. จ.ศ. ๑๒๓๘ (พ.ศ. ๒๔๑๙). โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๐๔ ๑๗ ๐๓ ๑๓ ๐๔๔_๐๗. หมวดตำนานพุทธศาสนา. ๑๒ ใบ ๒๔ หน้า. หน้า ๒.
  101. คัมภีร์ใบลานเรื่อง มหาสังกาดธาดตุผานม. วัดโพสีตาก บ้านปากเงยใต้ เมืองปากแบ่ง แขวงอุดมไซ (ฉบับที่ ๑) สปป.ลาว. เอกสารใบลาน ๒ ผูก. อักษรธรรมลาว. ภาษาบาลี-ลาว. เส้นจาร. จ.ศ. ๑๒๖๕. โครงการปกปักรักสาหนังสือใบลานลาว (โครงการร่วมมือลาว-เยอรมัน) กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม เลขรหัส PLMP ๐๔ ๑๗ ๐๓ ๑๓ ๐๔๔_๐๗. หมวดตำนานพุทธศาสนา. ๑๓ ใบ ๒๖ หน้า. ใบ ๑ หน้า ๒ บรรทัด ๒.
  102. ปฐม นิคมานนท์, รศ.ดร. และภัทรา นิคมานนท์, รศ., พระครูวิเวกพุทธกิจ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน: โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๕ จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการสำหรับผู้ร่วมบริจาคพระมหาธาตุมณฑปอนุสรณ์บูรพาจารย์และโครงการหนังสือบูรพาจารย์ วัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) บ้านแม่กอย ต.เวียง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพฯ: บริษัท พี.เอ.ลีฟวิ่ง จำกัด, ๒๕๔๙), หน้า ๑๔๗-๑๖๙.
  103. กระทรวงมหาดไทย, ประมวลพระราชหัตถเลขารัชกาลที่ ๕, (ม.ป.ท.: กระทรวงมหาดไทย, ม.ป.ป.), หน้า ๒๒-๒๓.
  104. ดูรายละเอียดใน กรมเลขาธิการทหารบก, สมุดคู่มือสำหรับข้าราชการปี ร.ศ. ๑๒๖, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, ๒๔๕๐), ๓๕๗ หน้า.
  105. "แจ้งความกระทรวงมหาดไทยเรื่องพระพิทักษ์นครพนมถวายบังคมลาออกจากราชการ". ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๔ หน้า ๑๑๗๙. วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๖.
  106. สุรจิตต์ จันทรสาขา, เมืองนครพนม (จังหวัดนครพนมในอดีต), (นครพนม: ม.ป.ท., ๒๕๒๐), หน้า ๑๒๓. (อัดสำเนา)
  107. สุรชัย ชินบุตร, ดร., "ข้าโอกาสวัดพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนม การสืบทอดและการดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบัน", จุลสาส์นไทย. (ม.ป.ป.): ๑๘-๑๙.
  108. หลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา) เป็นเชื้อสายเจ้าเมืองมุกดาหารและขุนโอกาสธาตุพนม เคยมีที่ดินบริเวณธาตุพนมและบริจาคเป็นสถานีตำรวจภูธร เนื่องจากต้นตระกูลฝ่ายมุกดาหารมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับต้นตระกูลที่เมืองธาตุพนมมาแต่โบราณคือ เจ้าพระยาจันทศรีโสราชอุปราชามันธาตุราช (จันทกินรี) มีบุตรคือเจ้าพระยาจันทรสุริยวงศา (กิ่ง) สมรสกับนางยอดแก้วก่องมณีธิดาแสนกลางน้อยศรีมุงคุรร์ (ศรี) ขุนโอกาสเมืองธาตุพนม นางเป็นผู้สร้างวัดยอดแก้วศรีวิชัยในตัวเมืองมุกดาหาร เจ้าพระยาจันทรสุริยวงศา (กิ่ง) กับนางยอดแก้วก่องมณีมีบุตรคือเจ้าพระยาจันทสุริยวงศ์ (พรหม) เจ้าพระยาจันทสุริยวงศ์ (พรหม) มีบุตรคือเจ้าอุปฮาตแถง (แท่ง) เจ้าอุปฮาตแถง (แท่ง) มีบุตรคือพระยาศศิวงศ์ประวัติ (เมฆ) เป็นบิดาหลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา หรือ สีห์ พิทักษ์พนม) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน คณะผู้จัดทำ, พิทักษ์พนมเขตร์อนุสรณ์: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ รองอำมาตย์เอก หลวงพิทักษ์พนมเขตร์ ณ เมรุวัดศิลาวิเวก อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม วันอาทิตย์ที่ ๑๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๒, (พระนคร: ร.พ. ประเสริฐศิริ, ๒๕๑๒), หน้า ๖๑.
  109. ดูรายละเอียดใน ดำรงราชานุภาพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, เรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ ภาคที่ ๔: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ รองอำมาตย์เอก หลวงพิทักษ์พนมเขตร์ (สีห์ จันทรสาขา พ.ศ. ๒๔๒๖-๒๕๑๒ นามเดิม ศรีกระทุม) อดีตนายอำเภอธาตุพนมนานถึง ๒๑ ปี บุตรพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) เจ้าเมืองมุกดาหาร และคุณหญิงจันทร์เพ็ง ณ เมรุวัดศิลาวิเวก อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ , พิมพ์ครั้งที่ ๓, (นครพนม: วัดศิลาวิเวก อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม, ๒๕๑๒).
  110. สุรจิตต์ จันทรสาขา,ดร., มุกดาหารศึกษา, (มุกดาหาร: สภาวัฒนธรรมจังหวัดมุกดาหาร, ๒๕๖๒), หน้า ๕๐. และ ดูรายละเอียดใน สุรจิตต์ จันทรสาขา, เมืองมุกดาหาร, (มุกดาหาร: สำนักงานจังหวัดมุกดาหาร, ๒๕๔๓).
  111. กรมศิลปากร สำนักหอสมุดแห่งชาติ, นามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ ๗ ถึงรัชกาลปัจจุบัน: อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นางสุนันทา วามสิงห์ ณ เมรุวัดประยุรวงศาวาส วันเสาร์ที่ ๒๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา, ๒๕๕๔), หน้า ๘๘.
  112. [1]ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งตำบลในจังหวัดต่าง ๆ
  113. [2]ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
  114. [3]ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จัดตั้งสุขาภิบาลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
  115. [4]ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จัดตั้งสุขาภิบาลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
  116. [5]ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งท้องที่ตั้งเป็นกิ่งอำเภอ
  117. [6]ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอธาตุพนมอำเภอคำชะอี อำเภอบ้านแพง และกิ่งอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม
  118. [7]พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอแวงน้อย อำเภอป่าแดด อำเภอเรณูนคร อำเภอคูเมือง อำเภอคุระบุรี อำเภอแม่ลาน้อย อำเภอเสริมงาม อำเภอไพรบึง และอำเภหนองโดน พ.ศ. ๒๕๑๘
  119. [8]ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอศรีสงคราม อำเภอปลาปาก อำเภอมุกดาหาร กิ่งอำเภอนิคมคำสร้อย และอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
  120. [9]ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและกำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
  121. [10]ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและกำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
  122. [11]ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและกำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอเมืองนครพนมและอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
  123. http://www.thatphanom.com
  124. http://nakhonphanom.cdd.go.th/VDR/5tatpanom.html
  125. http://www.sawasdeenakhonphanom.com
  126. http://thatphanom.nakhonphanom.police.go.th/chip-p83.html