อียิปต์โบราณยุคราชวงศ์

สำหรับอียิปต์โบราณก่อนยุคราชวงศ์ ดูที่ อียิปต์โบราณก่อนยุคราชวงศ์

สมัยราชวงศ์ (อังกฤษ: Dynastic Period) นับตั้งแต่สมัยที่อียิปต์ได้รวมกันเข้าเป็นอาณาจักรใหญ่ ๆ 2 แห่ง คือ อียิปต์สูงและอียิปต์ล่าง ต่อมาใน 3,200 ปีก่อนคริสตกาล ฟาโรห์เมเนสได้ทรงสถาปนาราชวงศ์ที่ 1 ขึ้นปกครองประเทศอียิปต์ นับจนถึงสิ้นสุดยุคอียิปต์โบราณ

ยุคราชวงศ์เริ่มต้นแก้ไข

ยุคเริ่มราชวงศ์นี้ ยังไม่นับว่าเป็นยุคสมัยราชวงศ์อย่างเต็มตัว เพราะว่ายังไม่มีหลักฐานที่มากพอที่จะสามารถบอกได้

ประมาณ 3,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช อียิปต์แบ่งเป็นสองราชอาณาจักร คือ อียิปต์บน และอียิปต์ล่าง ทั้งสองอาณาจักรรวมกันสมัยพระเจ้านาเมอร์ (กรีกเรียกเมเนส) และสมัยพระเจ้าอหา มีเมืองหลวงชื่อเมมฟิส (กำแพงขาว)

ในปี 2850-2650 ก่อนคริสตกาล สมัยธินิส (ราชวงศ์ที่ 1 และ 2) อียิปต์เป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ มีการสู้รบกับพวกเบดวงจากคาบสมุทรไซนาย เพื่อแย่งชิงเหมืองทองแดง มีการติดต่อทางเรือกับเมืองไบบลอส (ในเลบานอนปัจจุบัน) เพื่อซื้อไม้ซีดาร์มาใช้ในการก่อสร้างและทำโลงศพของฟาโรห์ (กษัตริย์) มีการก่อสร้างหลุมศพสำหรับเจ้าเรียกว่า มาสตาบา

อักษรบนจารึกนั้นมีสามแบบ คือ อักษรฮีโรกลีฟฟิค อักษรเดโมติก (Demotic) และอักษรคอปติก (Coptic) นอกจากนั้นบันทึกบนแผ่นปาปิรุส (Papyrus) กระดาษของชาวอียิปต์โบราณซึ่งทำจากต้นอ้อก็ได้ช่วยคลี่คลายเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับชาวอียิปต์ในสมัยโบราณ

ประวัติศาสตร์ของอียิปต์สมัยราชวงศ์ที่มีหลักฐาน นานถึงสามสิบศตวรรษอาจสรุปได้เป็น 3 สมัย ดังนี้

อาณาจักรเก่าแก้ไข

สมัยอาณาจักรเก่า (The Old Kingdom) ประมาณ 3,200 - 2,300 ปีก่อนคริสตกาล เป็นสมัยที่อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของอียิปต์เริ่มปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ฟาโรห์เมเนสได้ทรงรวมอียิปต์บนและอียิปต์ล่างเข้าด้วยกันและสถาปนาราชวงศ์ที่ 1 ขึ้นเมื่อประมาณ 3,200 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยอาณาจักรเก่านี้มีฟาโรห์ปกครองทั้งสิ้นรวม 6 ราชวงศ์จนกระทั่งถึง 2,300 ปีก่อนคริสตกาล ระหว่างสองศตวรรษแรกมีเมืองหลวงคือธีบส์ (Thebes) ในอียิปต์บน ในราชวงศ์ที่สามย้ายมาอยู่ที่เมืองเมมฟิส และอยู่นานถึง 5 ศตวรรษ เรียกว่าสมัยเมมฟิส (Memphis period) ในสมัยนี้มีการสร้างปิรามิดมาก จึงมีผู้เรียกยุคนี้ว่ายุคปิรามิด (Pyramid Age) ในสมัยนี้มีฟาโรห์ทรงพระนามว่า ซีนุตเรต (Senusret) ได้โปรดให้ขุดคลองจากแม่น้ำไนล์ไปเชื่อมกับทะเลแดง สมัยอาณาจักรเก่าเริ่มเสื่อมในสมัยราชวงศ์ที่ 6 ข้าหลวงที่ฟาโรห์ส่งไปปกครองมณฑลต่าง ๆ ก็กระด้างกระเดื่อง ก่อให้เกิดจลาจล ชิงอำนาจความเป็นใหญ่อยู่ประมาณ 200 ปี ระยะเวลาของความระส่ำระส่ายที่มากั้นระหว่างอาณาจักรเก่า (Old Kingdom) กับอาณาจักรกลาง (Middle Kingdom) เรียกว่ายุคฟิวดัล (Feudal Age) ของอียิปต์

ยุคอาณาจักรเก่า ตั้งแต่ปี 2686 - 2183 (ราชวงศ์ที่ 3 - 6) ก่อนคริสตกาล เมมฟิส เป็นศูนย์กลางทางการเมือง

ฟาโรห์โจเซอร์มีพระราชโองการให้อิมโฮเทป ผู้เป็นแพทย์และสถาปนิก เป็นผู้สร้างปิรามิดซัคคาราขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ฝังพระศพ ของพระองค์ปิรามิดซัคคารา ประกอบด้วยมาสตาบา 6 หลังซ้อนกัน

ราชวงศ์ที่ 4: จำนวนกษัตริย์ผู้สร้างปิรามิดมีมากมาย ที่มีชื่อเสียง เช่น สเนฟรู (ปิรามิดดาห์ชูร์และแมดูม) เคออปส์ (คูฟู), คาเฟรน, ไมเซรินุส (ปิรามิดกิซา ทางตะวันตกของเมืองไคโร)

ราชวงศ์ที่ 5: ศาสนาประจำชาติ คือการนับถือเทพเจ้าเร (เรแห่งเมืองเฮลิโอโปลิส) เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ มีการสร้างวิหารให้เทพเจ้าองค์นี้และสร้างเสาหินสูง

ราชวงศ์ที่ 6: ฟาโรห์อ่อนอำนาจทำให้ขุนนางมีอำนาจมากขึ้น

2190 - 2052 เป็นระยะเวลาที่ต่อระหว่างสองสมัย (ราชวงศ์ที่ 7 ถึงที่ 10 เรียกสมัยเฮราเคลโอโปลิส)

รัฐ ตำแหน่งฟาโรห์ (บ้านใหญ่) เป็นตำแหน่งสืบทอดฟาโรห์ มีอำนาจสูงสุด เช่น ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทย เรามักเห็นอยู่ในรูปของเทพเจ้า-เหยี่ยวฮอรัส (เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่) นับจากราชวงศ์ที่ 4 เป็นต้นมา ฟาโรห์ เปรียบเสมือนบุตรของเทพเจ้าเร หรือเทพเจ้า-พระอาทิตย์

การบริหารส่วนกลาง ข้าราชการหรือสคริบอยู่ใต้คำบังคับบัญชา ของรัฐมนตรี ล้วนมาจากครอบครัวชนชั้นสูง ภาษีจ่ายเป็นข้าวสาลีและ สัตว์ใช้งาน เช่น วัว ประชาชนทุกคนมีสิทธิในศาล มีสัมพันธไมตรีกับประเทศซีเรียและพุนท์ (โซมาเลีย) ทำสงครามกับประเทศลิเบียและชนเผ่าต่าง ๆ ในดินแดนปาเลสไตน์

การศาสนา เริ่มแรกนับถือสิ่งศักด์สิทธิ์มากมาย ซึ่งมีอยู่ในรูปร่าง และหัวสัตว์ สมัยประวัติศาสตร์ คนนับถือพระอาทิตย์มาก มีการสร้าง วิหารที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วิหารของเทพเจ้าอาตุม-เรที่เฮลิโอโปลิส วิหารของเทพเจ้าพทาห์ที่เมมฟิส วิหารของเทพเจ้าธอทที่เฮอร์โมโปลิส เทพเจ้าโอซิริสที่เคยเป็นเทพเจ้าแห่งพืชพันธุ์ไม้ กลายมาเป็นเทพเจ้า ของคนตาย คนอียิปต์เชื่อเรื่องเวรกรรม คนตายไปแล้วจะได้รับกรรมที่ทำไว้ และเชื่อเรื่องชาติหน้า

อักษรเฮียโรกลีฟ มีลักษณะเป็นรูปสัญลักษณ์หนึ่งเท่ากับคำหนึ่ง จากนั้นเป็นกลุ่มพยัญชนะ พยัญชนะโดด ๆ ไม่มีสระ ใช้ในทางศาสนา ต่อจากอักษรเฮียราติก (ภาษาที่ใช้ทั่วไป) เป็น อักษรเดโมติก (ราว 700 ปีก่อน ค.ศ.) เป็นภาษาประจำวัน ปฏิทินอียิปต์มี 365 วัน (12 x 30 + 5) วันแรกของปีเริ่มกลางเดือนกรกฎาคม ตรงกับที่แม่น้ำไนล์ล้นฝั่ง ปีที่มี 366 วันไม่มีปรากฏใช้ สมัยต่อมา การนับปีถือเอาเทพเจ้าซิริอุส (โซธิส) เป็นหลัก คือ หนึ่งปีโซธิสมี 365 วันและอีกเศษหนึ่งส่วนสี่

อาณาจักรกลางแก้ไข

สมัยอาณาจักรกลาง (The Middle Kingdom) ประมาณ 2000-1580 ปีก่อนคริสตกาล หลังจากที่เกิดความระส่ำระส่ายและบรรดาขุนนางที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ต่างรบพุ่งแย่งชิงความเป็นใหญ่กันจนอ่อนกำลังลงแล้ว ฟาโรห์ในสมัยราชวงศ์ที่ 12 ได้ตั้งตัวเป็นใหญ่ รวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง เนื่องจากพระองค์ได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากประชาชนอียิปต์ส่วนใหญ่ พระองค์จึงได้แต่งตั้งประชาชนอียิปต์ให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในรัฐบาล สมัยนี้เป็นสมัยหนึ่งที่เจริญรุ่งเรืองและเป็นประชาธิปไตยที่สุด เรียกกันว่า “ยุคทองของอียิปต์” ต่อมาอำนาจของฟาโรห์เริ่มเสื่อมลง ในที่สุดได้ถูกพวกฮิกซอส (Hyksos) ซึ่งเป็นพวกเร่ร่อนทางตะวันตกของทวีปเอเชียเข้ามารุกรานและยึดครองนานเกือบ 200 ปี เป็นผลให้อียิปต์ลืมความแตกแยกภายในอย่างสิ้นเชิง กลับมาผนึกกำลังกันขับไล่พวกฮิกซอสให้ออกจากประเทศได้ก่อน 1580 ปีก่อนคริสตกาล


สมัยจักรวรรดิกลาง อยู่ในระหว่างปี 2052 - 1570 ปี ก่อนคริสต์ศักราช หลังจากที่อียิปต์ผ่านสงครามภายในมาหลายปี พระเจ้าเมนทูโฮเทปที่ 2 ทรงรวม อียิปต์บนและอียิปต์ล่างเข้าด้วยกัน และทรงย้ายเมืองหลวงจากเมมฟิสไปที่ธีบส์

1991 - 1786 ตรงกับราชวงศ์ที่ 12 อำนาจการปกครองมารวมอยู่ที่เมืองหลวงอีก เชื้อพระวงศ์ตามเมืองต่าง ๆ หมดอำนาจ มีการก่อสร้างวัดขนาดใหญ่หลายหลังที่คาร์นัก เมืองที่ถือว่าเป็นที่สถิตของเทพเจ้าองค์ใหม่ ชื่ออาโมส อียิปต์เจริญสูงสุดในสมัยของ

ฟาโรห์เจ้าเซโซสทริสที่ 3 (1878-1841 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) อียิปต์มีอิทธิพลถึงนิวเบีย (ซูดาน) ทางตอนกลางเพราะที่นี่มีเหมืองทองคำ มีการสร้างทางติดต่อการค้าไปทะเลแดง ซีนาย และพุนท์ (โซมาเลีย) เกาะครีตและเมืองไบบลอส (ในเลบานอน) รัชกาลพระเจ้าอัมเมเนแมสที่ 3 จัดการใช้พื้นที่แถวทะเลสาบมัวริส (ฟายุม) ให้เป็นประโยชน์ สร้างปิรามิดและวัดฮา อูอาราสำหรับคนตาย (Labyrinthe) งานประติมากรรมมีการทำรูปพระเจ้าเซโซสทริสที่ 3 และพระเจ้าเมเนแมสที่ 3 ตอนวัยชรา การทำรูปสฟิงซ์มีหน้าเป็นกษัตริย์ กำเนิดประติมากรรมแบบใหม่ คือ รูปคนท่ายกเข่า สวมเสื้อผ้ายาวจดเท้า ด้านวรรณคดีมีการแต่ง \"คำสอนของพระเจ้าอัมเมเนแมสที่ 1\" และ \"ประวัติศาสตร์ซินูเฮ\"

1778 - ประมาณ 1610 ปี ก่อนคริสต์ศักราช เป็นช่วงคั่นระหว่างสองสมัย (ราชวงศ์ที่ 13-14) สงครามภายในทำให้มีศัตรูจากภายนอกรุกราน การรุกรานของพวกฮิกโซส ประมาณ 1650 ปี ก่อนคริสต์ศักราช พวกฮิกโซส มาจากชนเผ่าฮูไรท์และเซมิติก (ทางเอเซีย) การรุกรานเป็นผลมาจากการอพยพของพวกอินโด-ยุโรเยน ราวปี 2,000 ก่อนคริสต์ศักราช พวกฮิกโซสมีอำนาจเหนือดินแดนอียิปต์ตอนบน พวกเขาเป็นคนชั้นสูงและถิ่นที่เขาอยู่ที่อาวาริส (ทางเดลต้าตะวันออก) ถือว่าเจริญมากของอียิปต์ เนื่องจากเทคนิคอารยธรรมที่เหนือว่าตนเข้าไว้ด้วย

จักรวรรดิแก้ไข

สมัยจักรวรรดิ (The Empire) ประมาณ 1580-1090 ปีก่อนคริสตกาล ผู้เป็นกำลังในการขับไล่พวกฮิกซอสคือ ฟาโรห์อาห์โมสที่หนึ่ง (Ahmos I) ได้สถาปนาราชวงศ์ที่ 18 ขึ้น ทรงเป็นฟาโรห์ที่ทรงอำนาจยิ่งใหญ่ของอียิปต์ อาณาจักรอียิปต์เป็นปึกแผ่นยิ่งกว่าสมัยใดทั้งสิ้น พระองค์ยังทรงตีได้ดินแดนใกล้เคียงเข้ามาอยู่ใต้จักรวรรดิอีกเป็นจำนวนมาก ทรงทำให้อียิปต์มีความรู้สึกรักชาติและสามารถผนึกกำลังขับไล่พวกฮิกซอสออกไปได้สำเร็จ ในสมัยจักรวรรดินี้มีฟาโรห์ปกครองอยู่ 3 ราชวงศ์ จนถึงราชวงศ์ที่ 20 เป็นสมัยที่อียิปต์ทำสงครามแผ่ขยายอำนาจ เนื่องจากมีกองทัพที่มีประสิทธิภาพมาก ฟาโรห์อาห์โมสได้ยกกองทัพเข้าไปยังดินแดนปาเลสไตน์และประกาศยึดครองประเทศซีเรีย


สมัยจักรวรรดิรุ่งโรจน์ที่สุดในสมัยฟาโรห์ทุตโมสที่สาม (Thutmos III) ทรงขึ้นครองราชสมบัติใน 1479 ปีก่อนคริสตกาล ทรงขยายดินแดนอียิปต์ออกไปจนถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสและลงมาถึงบริเวณแก่งน้ำตกทางตอนใต้สุดของแม่น้ำไนล์ พวกฟินิเซียน คานาอัน ฮิตไทต์ (Hittites) และแอสซิเรียนต้องถวายเครื่องบรรณาการยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของพระองค์


ในสมัยราชวงศ์ที่ 19 (1350-1200 ปีก่อนคริสตกาล) อียิปต์ต้องประสบภัยจากการรุกรานที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง โดยพวกฮิตไทต์เป็นพวกนักรบซึ่งอยู่แถบเอเชียไมเนอร์ ได้ขยายตัวลงมาทางใต้เพื่อไปรุกรานดินแดนซีเรียและปาเลสไตน์ ในสมัยฟาโรห์รามเสสที่สอง (Rameses II, 1292-1225 ปีก่อนคริสตกาล) พระองค์ได้เข้าร่วมทำสงครามกับพวกฮิตไทต์ เพื่อรักษาพระราชอาณาจักรเป็นเวลาถึง 16 ปี แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ ทั้งสองฝ่ายต่างอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ จึงได้ตกลงเปิดการเจรจายุติสงคราม ทำสนธิสัญญาแบ่งดินแดนซีเรียกับชาวฮิตไทต์ (สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นฉบับที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งได้เกิดมีขึ้นระหว่างประเทศ เมื่อ 1272 ปีก่อนคริสตกาล) หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงสร้างสิ่งก่อสร้างมากมาย ที่มีชื่อเสียงในความใหญ่โตหรูหราในการสร้างมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็คือ “The Great Temple” และ “The Small Temple” เป็นวัดซึ่งพระเจ้ารามเสสโปรดให้สร้างสำหรับพระองค์และพระมเหสี คือพระนางเนเฟอร์ตารี (Nefertari) รัชสมัยของฟาโรห์รามซิสยาวนานถึง 67 ปี และสมัยนี้ได้ชื่อว่าเป็นสมัยที่มีการก่อสร้างมากที่สุดในอียิปต์


รามเสสที่สาม (Rameses III, 1198-11167 ปีก่อนคริสตกาล) ฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ยี่สิบ เป็นฟาโรห์ที่มีพระนามเด่นเป็นองค์สุดท้าย หลังจากนั้นอาณาจักรอียิปต์ได้เสื่อมลงทุกปี หลังจาก 945 ปีก่อนคริสตกาล ได้มีฟาโรห์ราชวงศ์ต่างชาติขึ้นปกครองเรื่อยมา เช่น ราชวงศ์ลิบเบียน (Libyian, ราชวงศ์ที่ 22-24 เมื่อ 945-712 ปีก่อนคริสตกาล) แอสซิเรียน (Assyrian,ราชวงศ์ที่ 25 เมื่อ 670 ปีก่อนคริสตกาล) เปอร์เซียน (Persian,ราชวงศ์ที่ 27-29 เมื่อ 525 ปีก่อนคริสตกาล)


ในที่สุดเมื่อประมาณ 332-323 ปีก่อนคริสตกาล อียิปต์ตกอยู่ใต้อำนาจของกรีกในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งจักรวรรดิมาซิโดเนีย (336-323 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งได้สถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นฟาโรห์ เมื่อสิ้นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์แล้ว แม่ทัพของพระองค์นามว่าทอเลมี (Ptolemy) ได้ปกครองอียิปต์ต่อมา สถาปนาราชวงศ์ทอเลมีที่ 30 ขึ้นเมื่อ 305 ปีก่อนคริสตกาล ฟาโรห์องค์แรก ๆ แห่งราชวงศ์นี้ได้อุทิศเวลาส่วนใหญ่สร้างเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) ขึ้นเป็นศุนย์กลางการค้าและศิลปวิทยา ทอเลมีที่สองฟิลาเดลฟุส (Ptoleme II Pheladephus, 285-246 ปีก่อนคริสตกาล) ได้โปรดสร้างพิพิธภัณฑ์และหอสมุดใหญ่ที่มีชื่อเสียงขึ้น

ราชินีองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ทอเลมีที่ปกครองอียิปต์คือพระนางคลีโอพัตราที่หก (Cleopatra VI, 51-31 ปีก่อนคริสตกาล) พระนางได้ปลงพระชนม์ทอเลมีที่สิบสาม (Ptolemy XIII) ซึ่งเป็นพระสวามีและพระอนุชาของพระองค์เอง ต่อมาได้ยอมเป็นสนมของจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ประมุขแห่งกรุงโรม จนกระทั่งซีซ่าร์ถูกลอบปลงพระชนม์ใน 44 ปีก่อนคริสตกาล หลังจากนั้นพระนางได้มาร์คแอนโทนี (Mark Antony) นักรบคนสำคัญของโรมันเป็นพระสวามีใหม่ โดยพระนางคิดว่าคงจะได้ครองบัลลังค์ต่อจากจูเลียส ซีซาร์ แต่มาร์ค แอนโทนีก็ต้องปราชัยแก่ออกัสตุส (Augustus) ซึ่งเป็นทายาทอีกผู้หนึ่งของจูเลียส ซีซาร์ ในการรบที่เมืองแอคเทียม (Actium) ตามเรื่องที่ปรากฏในนิยายรักของทั้งคู่นั้น มาร์ค แอนโทนีได้ฆ่าตัวตายก่อนที่ออกุสตุสจะจับตัวได้ และร่างของมาร์คได้ถูกส่งไปให้พระนางคลีโอพัตราทอดพระเนตร พระนางเองก็ต้องการหลีกเลี่ยงจากการที่ถูกออกัสตุสจับกุม จึงชิงปลงพระชนม์พระองค์เองโดยการจับงูเห่าใส่เข้าไปในฉลองพระองค์ให้พิษงูเข้าสู่ร่างกาย


จักรวรรดิใหม่ อยู่ในระหว่างปี 1570 - 715 ปี ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอโมซิสทรงขับไล่พวกฮิกโซสออกจากอาวาริสไปจนถึงดินแดนปาเลสไตน์แล้ว ทรงตั้งจักรวรรดิใหม่ (ราชวงศ์ที่ 18) กษัตริย์ที่สืบราชสมบัติต่อมา เช่น ฟาโรห์ อาเมโนฟิสที่ 1 และ ธุทโมซิสที่ 1 ทรงทำให้อียิปต์มีอำนาจมากมีการยกทัพไปเอเซีย (แถวแม่น้ำยูเฟรติส) และนิวเบีย สมัยที่อียิปต์เจริญสูงสุดคือสมัยพระนางฮัทเชปสุต

พระนางฮัทเชปสุต (1501-1480) ทรงดำเนินนโยบายแบบสันติ สัมพันธไมตรีกับประเทศพุนท์ มีการก่อสร้างมากมายที่สำคัญ คือวัดที่แดร์ เอล-บาห์รี ที่ก่อสร้างภายใต้การควบคุมของรัฐมนตรีคนโปรดของพระนาง ชื่อ เซอเนนมุท เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ พระสวามีขึ้นครองราชต่อ

1480-1488 ฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 3 เป็นระยะเวลาที่ประเทศอียิปต์มีอาณาเขตกว้างไกลถึงแม่น้ำยูเฟรติส (ในอิรัก)

1480 พระองค์ทรงรบชนะซีเรีย ปาเลสไตน์และเฟนีเซีย ด้วยกองทัพทหารรับจ้างและกองทัพรถม้า อาณาจักรมิตานี (ปัจจุบัน คือ อิรักตอนเหนือ) กลายมาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน กษัตริย์องค์ต่อ ๆมาล้วนประสบความสำเร็จในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศทั้งสิ้น

1413-1377 ฟาโรห์อเมนโฮเตปที่ 3 มีมเหสีมาจากบุคคลธรรมดาถือเป็นสมัยที่รุ่งเรืองมาก ทรงมีนโยบายผูกสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศด้วยการอภิเษกสมรส เป็นสมัยที่อียิปต์ ต้อนรับทูตจากต่างประเทศมาก และมีการค้าขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน กับอาณาจักรมิตานี บาบิโลเนีย ครีต อัสซีเรีย อาณาจักรฮิตไทต์ และหมู่เกาะในทะเลอีเจียน (แผ่นดินเหนียวที่พบที่เมืองอมาร์นา จารึกเป็นภาษาอัคคาเดียน ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในทางการทูตสมัยนั้น)

1377-1358 ฟาโรห์อาเมนโฮเตปที่ 4 (ฟาโรห์อเคนาเตน) ทรงมีมเหสีที่รู้จักกันดี คือ พระนางเนเฟอร์ตีติ กษัตริย์พระองค์นี้ทรงเป็นผู้นำการนับถืออาเตน หรือ การนับถือดวงอาทิตย์เป็นพระเจ้าองค์เดียวให้แก่อียิปต์ ทรงย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่อาเค อเตน (เอล-อามาร์นา) ทรงเปลี่ยนพระนามของพระองค์ใหม่เป็น อเคนาเตน พระองค์ไม่สนพระทัยในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้นประเทศอียิปต์จึงค่อย ๆ สูญเสียดินแดนในเอเซีย เมื่อทรงสิ้นพระชนม์ชนชั้น นักบวชถือโอกาสนำประเทศกลับมาใช้ระบบเดิม พระราชบุตรเขย ทั้งหลายพร้อมใจกันย้ายเมืองหลวงกลับมาอยู่ที่ธีบส์ตามเดิม หนึ่งในราชบุตรเขย มีตุตันคามุน ที่นักโบราณคดีพบหลุมฝังศพเต็มไปด้วยของมีค่าเมื่อ ค.ศ. 1922 โฮเรมเฮบ นายทหารของอาเคนาตอนขึ้นครองราชย์ ทำสงคราม ชนะพวกฮิทไทท์ในซีเรียและจัดระเบียบการปกครองใหม่ให้เข้มงวดกว่าเดิม ทรงทะนุบำรุงศาสนานำพิธีนับถือพระเจ้าแบบเก่ามาใช้ปนกับวิธีของเอล-อมาร์นา

1345 - 1200 ราชวงศ์ที่ 19 พระเจ้าเซติที่ 1 และฟาโรห์รามเสสที่ 2 ทรงชนะพวกฮิทไทต์และมีอำนาจเหนือซีเรียอีกประมาณ 1275 ปี ก่อนคริสต์ศักราช เกิดสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างฟาโรห์รามเสสที่ 2 กับฮัตทูชิลีที่ 3 กษัตริย์ของพวกฮิทไทท์ ซีเรียสามารถอยู่อย่างสงบ อียิปต์ตั้งเมืองหลวงใหม่ที่เดลต้า ชื่อ พีรามเสส แปลว่าเมืองของรามเสส

1234 - ประมาณ 1220 ฟาโรห์เมเนปทาห์ยกกองทัพไปทำสงคราม กับปาเลสไตน์ (ปรากฏชื่ออิสราเอลเป็นครั้งแรกในจารึก) และได้ต่อสู้กับชนชาวทะเล (มีพวกกรีกและฟีลิสติน แถวกาซาปัจจุบัน) แต่มีสัมพันธไมตรีกับลิเบีย

1197-1165 ฟาโรห์รามเสสที่ 3 ทรงต่อสู้กับชนชาวทะเลและลิเบียที่มารุกราน แต่ถูกพระองค์ทรงขับไล่ออกไปทรงสร้างคุกไว้ที่เดลต้า กษัตริย์ต่อจากพระองค์ทรงให้วัดเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ

ศิลปกรรม มีการสร้างวัดขนาดใหญ่ เช่น วัดพระเจ้าอามอนที่คาร์นัค ลุกซอร์ เมดิเนท์-ฮาบู ศิลปกรรมที่เมืองอามาร์นา (เศียรของอาเคนาตอนและเนเฟอร์ติติ รูปประติมากรรมของครอบครัว) ในรัชกาลของพระเจ้ารามเสส นิยมสร้างห้องขนาดใหญ่ที่คาร์นัค สร้างวัดที่เจาะเข้าไปในหิน ผนังเต็มไปด้วยภาพวาดแบบที่อาบู ซิมเบล ภายนอกมีรูปสลักขนาดมหึมา และนิยมสร้างวัดสำหรับเป็นที่ไว้ศพอย่างเช่นที่เมดิเนท์-ฮาบูหลังจากที่สู้รบกับพวกพระอามอน ที่ธีบส์และกับนายทหารจ้างของลิเบียแล้ว

950 ปีก่อน ค.ศ. พระเจ้าเชช องค์ที่ 1 นายทหารจ้างลิเบียขยายอาณาเขตออกไปรอบ ๆ บูบาสติส พวกพระส่วนหนึ่งจึงอพยพไปอยู่นิวเบีย ที่ซึ่งพระองค์ต่อ ๆ มา สร้างรัฐที่ปกครองโดยพระขึ้นมา มีเมืองนาปาตาเป็นเมืองหลวง (ราว 750 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ประมาณ 920 ปี ก่อนคริสต์ศักราช กองทัพของพระเจ้าเชชองค์ที่ 1 ยกทัพไปตีปาเลสไตน์และทำลายเมืองเยรูซาเล็ม

สมัยอียิปต์ต่ำ (715-332 ปีก่อนค.ศ.) 715-663 เอธิโอเปียมีอำนาจเหนืออียิปต์ แต่ไม่นานก็ถูกอัสซีเรีย รุกรานจนสูญเสียอำนาจนี้ไป พระเจ้าอัสซาราดดอนยกทัพมาถึงเมือง ธีบส์ปี 671 ก่อนค.ศ. แต่พวกเอธิโอเปียขับไล่ออกไปได้

662 พระเจ้าอัสสูร์บานิปาลได้รับชัยชนะเหนืออียิปต์ อียิปต์กลายเป็นเมืองหนึ่งของอัสซีเรีย ผู้ครองโนม (จังหวัด) เป็นเสมือนเจ้าครองเมืองของอัสซีเรียหนึ่ง ในจำนวนนี้มี พระเจ้าพซามเมติกที่ 1 (663-609) เป็นผู้ปลดปล่อยอียิปต์ให้เป็นอิสระ และให้พวกพระอามอนเป็นทหารจ้างลิเบียก่อตั้งหน่วย ทหารจ้างไอโอเนียนที่เดลต้าและตั้งสถานีการค้าไอโอเนียน (โนเครติส)

569-525 พระเจ้าอามาซิส เป็นรัชกาลที่อียิปต์รุ่งเรืองขึ้นอีกเป็นครั้งสุดท้ายเพราะ สามารถควบคุมสถานการณ์ในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกได้และมีสัมพันธไมตรี กับเกาะต่างๆ ของกรีกและแม้แต่อาณานิคมกรีก อียิปต์ผูกไมตรีกับพระเจ้าเครซุสแห่งลิเดีย และกับพระเจ้าโปลีคราทแห่งซาโมสเพื่อต่อสู้กับพวกเปอร์เซีย

525 พระเจ้าพซามเมติกที่ 3 พระโอรสของพระองค์ถูกพระเจ้าคอมบิสแห่งเปอร์เซีย ฆ่าตายในการรบที่เปลุส อียิปต์กลายเป็นเมืองหนึ่งของเปอร์เซีย

332 พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชชนะต่ออียิปต์ ตั้งแต่ปี 304 ก่อนคริสต์ศักราชเป็นต้นมา เหล่ากษัตริย์ปโตเลมีของกรีกเฮเลนิสติกมาครองอียิปต์ 30 ปี ก่อนคริสต์ศักราชโรมันมาครองอียิปต์


ความเจริญในด้านต่างๆ

ลักษณะสังคมของอียิปต์แบ่งพลเมืองออกเป็น 7 ชั้น ชั้นสูงสุดคือฟาโรห์และพวกราชวงศ์ของพระองค์ (ฟาโรห์คือตำแหน่งกษัตริย์อียิปต์โบราณ มาจากคำว่า Pero แปลว่า “Great house” หรือ “Royal house” หมายถึงพระราชวังอันเป็นที่ประทับของกษัตริย์หรือที่อยู่ของเทพเจ้า) ฟาโรห์ถือว่าเป็นโอรสของเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ที่ทรงพระนามว่า รา (Re) และยังถือว่าฟาโรห์เป็นสื่อกลางระหว่างชาวอียิปต์และเทพเจ้า จึงห้ามเอ่ยพระนามของฟาโรห์ อำนาจสูงสุดในการปกครองตกเป็นของฟาโรห์แต่เพียงผู้เดียว มีรัชทายาทรับตำแหน่งมหาเสนาบดีหรือวิเซียร์ (Vizier) เพื่อเตรียมพระองค์ในการเป็นฟาโรห์ต่อไปในอนาคต

คณะสงฆ์เป็นผู้ช่วยของฟาโรห์ในด้านการศาสนา นับเป็นชนชั้นที่ 2 ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ อำนาจของพวกพระมาจากความกลัวเกรงในเทพเจ้า ฟาโรห์และคณะสงฆ์แบ่งผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน และมีการอุดหนุนส่งเสริมกัน แต่ก็มีบางครั้งที่ที่หัวหน้าพระได้พยายามแย่งอำนาจการปกครองมาจากฟาโรห์เสียเอง

การบริการงานท้องถิ่น จัดแบ่งประเทศออกเป็น 40 ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่าโนมิส เทียบได้กับจังหวัด มีข้าหลวงเรียกว่าโนมาร์ค แต่ละส่วนเรียกว่าชนชั้นสามในอียิปต์ ฟาโรห์ทรงเลือกแต่ผู้ใกล้ชิดและไว้วางพระทัยให้ปกครอง แต่ต่อมาขุนนางเหล่านั้นยึดตำแหน่งเจ้าเมืองเป็นของสกุลแห่งตนและสืบสกุลจากบิดามาถึงบุตร เหมือนกับเป็นสิทธิส่วนตัว ในที่สุดเจ้าเมืองเหล่านั้นก็รวบอำนาจเข้ามาเป็นของตนมากขึ้นทุกที เป็นเหตุให้อำนาจของฟาโรห์อ่อนลง เจ้าเมืองบางคนยังแก่งแย่งอำนาจปกครอง ก่อให้เกิดจลาจลหลายหน โดยไปรวมกำลังกับพวกที่เข้ามารุกราน

ชนชั้นต่อมาคือทหารประจำการ มีไว้เพื่อป้องกันประเทศและยกไปรุกรานผู้อื่น

ต่ำลงมาอีกชั้นหนึ่งของสังคมอียิปต์ก็คือ ผู้ที่เราอาจเรียกได้ว่าชนชั้นกลาง คือพวกช่างฝีมือและพ่อค้า ในประเทศอียิปต์ประมาณก่อน 2000 ปีก่อนคริสตกาล มีการค้าขายติดต่อกันกับเกาะครีท พวกฟินิเซีย ปาเลสไตน์และซีเรีย สินค้าที่ขายประกอบด้วย ข้าวสาลี ผ้าป่านลินินและไม้ซุง ส่วนสินค้าที่ส่งเป็นสินค้าออกประกอบด้วยข้าวสาลี ผ้าป่านลินินและเครื่องปั้นดินเผา สินค้าเข้ามีเงิน ทอง งาช้างและไม้ซุง ประมาณ 3000 ปีก่อนคริสตกาล พวกช่างฝีมือของอียิปต์ได้เริ่มทำอุตสาหกรรมต่อเรือ ทำเครื่องปั้นดินเผา ทำแก้วและเสื้อผ้าต่าง ๆ แต่ในสมัยจักรวรรดิ รัฐได้เข้ามาควบคุมธุรกิจของเอกชนทุกอย่าง

ชนชั้นต่อมาคือกสิกร เป็นชนชั้นที่มีจำนวนมากและทำงานหนักที่สุด เพาะปลูกทั้งข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ ข้าวมิลล์เลย์ ผัก ผลไม้ ป่านลินินและฝ้าย จนอียิปต์ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลกในสมัยดึกดำบรรพ์

ชนชั้นล่างสุดของอียิปต์คือพวกทาสติดดินและเชลย ทำหน้าที่หาวัตถุดิบทุกอย่างในประเทศ เช่น หนังสัตว์ ต่อยและลำเลียงหินที่ใช้ในการก่อสร้าง ขุดคลอง สร้างปิรามิด เป็นต้น พวกนี้มีความเป็นอยู่ที่ลำบากมาก อาศัยอยู่ในกระท่อมมุงจากและสร้างด้วยอิฐที่ทำจากดินเหนียว

ฐานะของสตรี ชาวอียิปต์นิยมที่จะมีสามีและภรรยาเพียงคนเดียว แม้แต่ฟาโรห์ก็เช่นกัน ในสังคมอียิปต์ฝ่ายหญิงและเครือญาติของฝ่ายหญิงมีอำนาจ ภรรยาสามารถเป็นเพื่อนและไปไหนมาไหนกับสามีได้ สามารถไปงานพิธีต่าง ๆ ได้ มีสิทธิในกฎหมายเท่าเทียมชาย พระธิดาของฟาโรห์มีสิทธิสืบสันตติวงศ์ได้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏว่ามีราชินีผู้สามารถหลายองค์ขึ้นครองราชย์