เปิดเมนูหลัก

อำเภอธาราบริวัตร (เขมร: ស្រុកថាឡាបរិវ៉ាត់; รูปปริวรรตอักษรไทย: สฺรุกถาฬาบริวาต่, อังกฤษ: Thala Barivat District) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสตึงแตรง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา ตามผลการสำรวจสำมะโนครัวประชากรในกัมพูชาเมื่อปี พ.ศ. 2542 ปรากฏว่าอำเภอนี้มีประชากร 21,577 คน[2]

ธาราบริวัตร

ថាឡាបារីវ៉ាត់
ประเทศ กัมพูชา
จังหวัดจังหวัดสตึงแตรง
เขตเวลา+7
Geocode1905

ชื่อ "ธาราบริวัตร" เป็นชื่อภาษาไทยที่ตั้งด้วยคำในภาษาสันสกฤต แปลว่า จุดที่แม่น้ำไหลวน มีที่มาจากที่ตั้งของตัวอำเภอธาราบริวัตร ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำเซซานไหลมาบรรจบกันจนเกิดเป็นวังน้ำวน ชื่ออำเภอธาราบริวัตรที่ประเทศกัมพูชาใช้ในปัจจุบันนี้ เป็นการเขียนตามเสียงภาษาไทยด้วยอักขรวิธีภาษาเขมร "ថាឡាបរិវ៉ាត់" (รูปปริวรรตอักษรไทย: ถาฬาบริวาต่; คำอ่าน: ทา-ลา-บอ-ริ-วัด) ทำให้บางแห่งมีการเขียนทับศัพท์ด้วยอักษรไทยว่า "ถาลาปริวัต" หรือ "ถาลาบริวัต" เช่น ในวงวิชาการด้านศิลปะของไทย เรียกชื่อศิลปะเขมรที่มีอายุอยู่ในช่วงประมาณ พ.ศ. 1150 ว่า "ศิลปะถาลาปริวัต" เป็นต้น[3]

หน่วยการปกครองในปัจจุบันแก้ไข

ปัจจุบันอำเภอธาราบริวัตรแบ่งการปกครองออกเป็น 11 ตำบล (เขมร: ឃុំ ตรงกับภาษาไทยว่า "คุ้ม") ดังนี้

  • ตำบลอันลองเพ (ឃុំអន្លង់ភេ)
  • ตำบลจ็อมการเลอ (ឃុំចំការលើ)
  • ตำบลกังจาม (ឃុំកាំងចាម)
  • ตำบลเกาะเสนง (ឃុំកោះស្នែង)
  • ตำบลอันลองจไร (ឃុំអន្លង់ជ្រៃ)
  • ตำบลโอร์ไร (ឃុំអូររៃ)
  • ตำบลโอร์สวาย (ឃុំអូរស្វាយ)
  • ตำบลเปรียะฮ์รมเกิล (ឃុំព្រះរំកិល)
  • ตำบลสำอาง (ឃុំសំអាង)
  • ตำบลสแรฤๅษี (ឃុំស្រែឫស្សី)
  • ตำบลธาราบริวัตร (ឃុំថាឡាបរិវ៉ាត់) - ที่ตั้งของตัวอำเภอ

ประวัติแก้ไข

เอกสารเรื่องพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ ของหม่อมอมรวงษ์วิจิตร (หม่อมราชวงศ์ปฐม คเนจร) ได้บันทึกถึงความเป็นมาของเมืองธาราบริวัตรไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2352 พระยาเดโช เจ้าเมืองกำปงสวาย กับนักปรัง ผู้น้องชาย อพยพครัวเรือนและไพร่พลเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแถบเมืองโขง เนื่องจากพระยาเดโชและนักปรังเกิดความขัดแย้งกับสมเด็จพระอุทัยราชา (นักองจัน) พระเจ้าแผ่นดินกัมพูชา พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ ได้มีใบบอกแจ้งเรื่องมายังกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยากลาโหมราชเสนา คุมกำลังมาคุมครัวเขมรของพระยาเดโชมาตั้งอยู่ที่บ้านลงปลา ส่วนครัวของนักปรังให้แยกมาตั้งอยู่ที่เวินฆ้อง ต่อมาในปี พ.ศ. 2388 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นักเมืองบุตรนักปรังได้เกลี้ยกล่อมชาวเขมรป่าดงเข้ามาอยู่ในด้วยจำนวนมาก เจ้านาก เจ้านครจำปาศักดิ์ จึงพานักเมืองลงไปพบกับเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ซึ่งขณะนั้นได้ออกมาจัดการราชการหัวเมืองเขมรอยู่ที่เมืองอุดงมีชัย เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห สิงหเสนี) จึงได้มีท้องตราอนุญาตตั้งให้นักเมืองเป็นพระณรงค์ภักดีเจ้าเมือง ให้ท้าวอินทรบุตรท้าวบุญสารเป็นหลวงอภัยภูธรปลัด นักเต๊กเป็นหลวงแก้วมนตรียกกระบัตร ยกบ้านท่ากะสังปากน้ำเซลำเภาขึ้นเป็นเมืองขนานนามว่า เมืองเซลำเภา กำหนดเขตแขวงฝั่งน้ำโขงตะวันตก แต่ปากห้วยละออกลงไปถึงห้วยชะหลีกใต้เสียมโบกเป็นแขวงเมืองเซลำเภา ขึ้นเมืองนครจำปาศักดิ์[4]

ถึงปี พ.ศ. 2428 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้ายุติธรรมธร (คำสุก ณ จำปาศักดิ์) เจ้านครจำปาศักดิ์ ได้มีใบบอกมายังกรุงเทพมหานคร ขอแต่งตั้งหลวงนรา (คำผุย) ผู้ช่วยเมืองเซลำเภา บุตรพระณรงค์ภักดี (อิน) เจ้าเมืองเซลำเภา เป็นพระยาภักดีศรีสิทธิสงคราม เจ้าเมืองเซลำเภาลำดับที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามที่เจ้านครจำปาศักดิ์มีใบบอกมา และโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามเมืองเซลำเภาเป็นเมืองธาราบริวัตร ขึ้นเมืองนครจำปาศักดิ์ แต่พระยาภักดีศรีสิทธิสงคราม (คำผุย) ได้ยกครัวเรือนไปตั้งอยู่ที่บ้านเดิมตำบลเวินฆ้อง ฝั่งตรงข้ามเมืองเชียงแตง (ปัจจุบันคืออำเภอสตึงแตรง จังหวัดสตึงแตรง) แล้วตั้งตำแหน่งกรมการเป็นชุดเมืองธาราบริวัตรขึ้นใหม่อิกต่างหาก ส่วนเมืองเซลำเภาก็คงมีตำแหน่งผู้รักษาเมืองกรมการอยู่ตามเดิม พระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น ศรีเพ็ญ) ข้าหลวงเมืองนครจำปาศักดิ์ ณ เวลานั้น จึงมีตราจุลราชสีห์ ตั้งหลวงภักดี (บุญจัน) บุตรพระณรงค์ภักดี (เต๊ก) เจ้าเมืองเซลำเภา เป็นพระภักดีภุมเรศ กองนอกส่วยผึ้ง มีตำแหน่งปลัด ยกกระบัตร มหาดไทย เมือง วัง คลัง นา เป็นชุดกรมการเมืองเซลำเภาอยู่ตามเดิม บังคับบัญชาปกครองเขตแขวง แยกจากเมืองธาราบริวัตรฝ่ายละฟากห้วยตลาด ระยะทางเมืองธาราบริวัตรกับเมืองเซลำเภาไกลกันทางเดินเท้า 3 วัน อาณาเขตเมืองเซลำเภา ธาราบริวัตรในเวลานั้น ฝ่ายเหนือตั้งแต่ห้วยละอ๊อกต่อแขวงเมืองสะพังภูผาลงไปถึงคลองเสียมโบก ต่อชายแดนกัมพูชาซึ่งอยู่ในอารักขาของฝรั่งเศส ฝ่ายใต้ทิศตะวันตกถึงตำบลหนองปรัง สวาย ต่อแขวงเมืองมโนไพร [4] ทั้งนี้ เมืองเซลำเภาและเมืองธาราบริวัตรจัดเป็นเขตการปกครองของนครจำปาศักดิ์ และรวมอยู่ในมณฑลอีสานเมื่อมีการจัดระเบียบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล

ในปี พ.ศ. 2447 หลังเกิดเหตุวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ได้ 11 ปี เมืองธาราบริวัตรได้ตกเป็นของอินโดจีนฝรั่งเศส พร้อมกับดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามเมืองหลวงพระบางและพื้นที่ทางตะวันตกของแขวงจำปาศักดิ์ในปัจจุบัน ในเวลานั้นเมืองธาราบริวัตรยังคงอยู่ในความปกครองของนครจำปาศักดิ์ แต่ต่อมาฝรั่งเศสได้จัดการปกครองใหม่ให้เมืองธาราบริวัตรอยู่ในอาณาเขตของกัมพูชาแทน โดยมีฐานะเป็นอำเภอ (สรุก) ขึ้นกับจังหวัด (เขตต์) สตึงแตรง

ในปี พ.ศ. 2484 หลังสิ้นสุดกรณีพิพาทอินโดจีน ประเทศฝรั่งเศสได้คืนดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศสบางส่วนให้แก่ไทย (โดยการไกล่เกลี่ยของญี่ปุ่น) ตามอนุสัญญาโตเกียว ค.ศ. 1941 เมืองธาราบริวัตรจึงได้กลับมาอยู่ในความปกครองของไทย โดยจัดให้อยู่ในความปกครองของจังหวัดนครจัมปาศักดิ์ตามแนวเขตการปกครองเดิมเมื่อ พ.ศ. 2447 มีฐานะเป็นหน่วยการปกครองระดับอำเภอ[5] ดินแดนดังกล่าวนี้อยู๋ในความปกครองของไทยจนถึง พ.ศ. 2488 ประเทศไทยได้ยกดินแดนที่ได้มาจากกรณีพิพาทอินโดจีนทั้งหมดคืนฝรั่งเศส เพื่อแลกกับการที่ฝรั่งเศสจะไม่ใช้สิทธิยับยั้งในการพิจารณาให้ไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ อำเภอธาราบริวัตรจึงถูกโอนคืนให้แก่ฝรั่งเศส ขึ้นกับจังหวัดสตึงแตรงของกัมพูชาอีกครั้ง ภายหลังเมื่อประเทศกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2497 อำเภอนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศกัมพูชามาจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิงแก้ไข

  1. General Population Census of Cambodia, 1998: Village Gazetteer. National Institute of Statistics. February 2000. pp. 239–240.
  2. "General Population Census of Cambodia 1998, Final Census Results" (PDF). National Institute of Statistics, Ministry of Planning, Cambodia. August 2002. สืบค้นเมื่อ 2010-11-25. See page 246.
  3. ประวัติศาสตร์ศิลปะเขมร. baanjomyut.com
  4. 4.0 4.1 อมรวงษ์วิจิตร, หม่อม (หม่อมราชวงศ์ปฐม คเนจร). พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ ใน ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 4 อำมาตย์เอก พระยาศรีสำรวจ (ชื่น ภัทรนาวิก) ม.ม. ท.ช. รัตน ว.ป.ร.4 พิมพ์แจกในงานศพ พัน ภัทรนาวิก ผู้มารดา เมื่อปีเถาะสัปตศก พ.ศ. 2458. โบราณคดีสโมสร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2458.
  5. ราชกิจจานุเบกษา. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ตั้งอำเภอ. เล่ม 58, ตอน 0 ง, วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2484, หน้า 2291-2293.