เปิดเมนูหลัก
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ศรีวิชัย (แก้ความกำกวม)

ครูบาศรีวิชัย หรือ พระสีวิไชย พระมหาเถระซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างถนนทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2477 ได้รับการขนานนามว่า ตนบุญแห่งล้านนา[3] หมายถึงนักบุญแห่งล้านนา

ครูบาเจ้าศรีวิชัย
(อินท์เฟือน สีวิเชยฺย[1])
Wat Chet Yot 10 vihan B Pra Krubra Srivichai.JPG
เกิด 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421
มรณภาพ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482[2]
อายุ 60
อุปสมบท พ.ศ. 2442
พรรษา 39
วัด วัดบ้านปาง
ท้องที่ ลำพูน

เนื้อหา

ประวัติแก้ไข

วัยเยาว์แก้ไข

ครูบาศรีวิชัย เดิมชื่อ "เฟือน" หรือ "อินท์เฟือน" "อินตาเฟือน" "ดินเฟือน" บ้างก็ว่า "อ้ายฟ้าร้อง" เนื่องจากในขณะที่ท่านเกิด มีปรากฏฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ส่วนอินท์เฟือนนั้น หมายถึง การเกิดกัมปนาทหวั่นไหวถึงสวรรค์หรือเมืองของพระอินทร์ ท่านเกิดในปีขาล เดือน 9 เหนือ (เดือน 7 ของภาคกลาง) ขึ้น 11 ค่ำ จ.ศ. 1240 เวลาพลบค่ำ ตรงกับวันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ฤกษ์ดาวสวาติ ที่บ้านปาง ตำบลแม่ตืน (ปัจจุบันคือตำบลศรีวิชัย) อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นบุตรของนายควาย นางอุสา มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน คือ

  1. นายไหว
  2. นางอ้วน
  3. นายอินท์เฟือน (ครูบาศรีวิชัย)
  4. นางแว่น
  5. นายทา

นายควาย บิดาของท่านได้ติดตามผู้เป็นตาคือ หมื่นปราบ (หมื่นผาบ) ซึ่งมีอาชีพเป็นหมอคล้องช้างของเจ้าดาราดิเรกรัตนไพโรจน์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 7 (ช่วง พ.ศ. 2414-2431) มีเชื้อสายของกะเหรี่ยงแดง ไปตั้งครอบครัวบุกเบิกที่ทำกินอยู่ที่บ้านปาง บ้านเดิมของนายควายอยู่ที่บ้านสันป่ายางหลวง ทางด้านเหนือของตัวเมืองลำพูน นายอินท์เฟือน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านกันดาร มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง ในช่วงนั้นบ้านปางยังไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน จนกระทั่งเมื่อนายอินท์เฟือนมีอายุได้ 17 ปี ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ "ครูบาขัตติยะ" หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ครูบาแข้งแคระ" (หมายถึง ขาพิการ เดินขากะเผลก) เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วก็ช่วยกันสร้างกุฏิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา

เด็กชายอินท์เฟือน จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และเมื่ออายุได้ 18 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่อารามแห่งนี้ โดยมีครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ 3 ปีต่อมา ก่อนที่จะมาศึกษากับครูบาขัตติยะต่อ เมื่อ พ.ศ. 2442 ได้เข้าอุปสมบทในอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ ครูบาปัญโญ วิชโย วัดหนองป่าตึง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ส่วนพระอนุสาวนาจารย์ สันนิฐานว่าคือ ครูบาไชยา วัดบ้านโฮ่งหลวงได้รับนามฉายาในการอุปสมบทว่า "สีวิเชยฺย"[1] มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย

หลังอุปสมบทแก้ไข

เมื่ออุปสมบทแล้ว พระศรีวิชัย ได้กลับมาจำพรรษาที่อารามบ้านปาง 1 พรรษา จากนั้นได้ ครูบาสมณะได้พาไปศึกษากัมมัฏฐานและวิชาอาคมกับครูบาอุปละ วัดดอยแต อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ต่อมาได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาโปธา (ครูบาสังฆราช) วัดทาดอยครั่ง และครูบาเมธา วัดทาดอยคำ และอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นครูของครูบาศรีวิชัยคือ ครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน

ครูบาศรีวิชัย ได้รับการศึกษาจากครูบาอุปละ วัดดอยแต เป็นเวลา 1 พรรษาก็กลับมาอยู่ที่อารามบ้านปางจนถึง พ.ศ. 2444 อายุได้ 24 ปี พรรษาที่ 4 ครูบาขัตติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป (บางท่านว่ามรณภาพ) ครูบาศรีวิชัย จึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส และเมื่อครบพรรษาที่ 5 ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง จากนั้นก็ได้ย้ายวัดไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม คือบริเวณเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งวัดบ้านปางในปัจจุบัน เพราะเป็นที่วิเวกและสามารถปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี โดยได้ให้ชื่อวัดใหม่แห่งนี้ว่า วัดศรีดอนไชยทรายมูลบุญเรือง ภายหลังเปลี่ยนเป็น วัดจอมสะหรีทรายมูลบุญเรือง แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า วัดบ้านปาง ตามชื่อของหมู่บ้าน

ครูบาศรีวิชัย เป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด ท่านเคยเจาะหูและสักขาตามธรรมเนียมชาวล้านนา ครองจีวรแบบกุมผ้ารัดอก มักถือลูกประคำ พัดใบตาล พัดขนหางนกยูง และไม้เท้า ท่านงดการเสพหมาก เมี่ยง บุหรี่ โดยสิ้นเชิง ท่านงดฉันเนื้อสัตว์ ตั้งแต่เมื่ออายุได้ 26 ปี และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทย บางครั้งก็ไม่ฉันข้าวทั้ง 5 เดือน นอกจากนี้ท่านยังงดฉันผักตามวันทั้ง 7 คือ

นอกจากนี้ผักที่ท่านจะไม่ฉันเลยคือ ผักบุ้ง ผักปลอด ผักเปลว ผักหมากขี้กา ผักจิกและผักเฮือด-ผักฮี้ (ใบไม้เลียบอ่อน) โดยท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดงดได้ การบำเพ็ญกัมมัฏฐานจะเจริญก้าวหน้า ผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง ธาตุทั้ง 4 จะเป็นปกติ ถ้าชาวบ้านงดเว้นแล้วจะทำให้การถือคาถาอาคมดีนัก

คำสอนที่สำคัญแก้ไข

ครูบาศรีวิชัยมีความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมะอันสูงสุดดังปรากฏจากคำอธิษฐานบารมีที่ท่านอธิษฐานไว้ว่า "...ตั้งปรารถนาขอหื้อได้ถึงธรรมะ ยึดเหนี่ยวเอาพระนิพพานสิ่งเดียว..." และมักจะปรากฏความปรารถนาดังกล่าว ในตอนท้ายของคัมภีร์ใบลานที่ท่านสร้างไว้ทุกเรื่อง

อีกประการหนึ่งที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักและอยู่ในความทรงจำของชาวล้านนา คือการที่ท่านเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นสู่ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหารโดยพลังศรัทธาประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ ซึ่งใช้เวลาสร้างเพียง 5 เดือนเศษ โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐ

ครูบาศรีวิชัยได้เคยแต่งหนังสือชื่อ "ธรรมอานิสงส์ศีล" เป็นคำสอนประมวลเรื่องอานิสงส์ของการถือศีล5 และศีล8 โดยย่อ และหนังสือ "กัมมัฏฐานรอม" รวบรวมวิธีการปฏิบัติธรรมของครูบาศรีวิชัย

อธิกรณ์แก้ไข

แต่เรื่องที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักกันในระยะแรกนั้น เกิดเนื่องจากการที่ท่านต้องอธิกรณ์ ซึ่งระเบียบการปกครองสงฆ์ตามจารีตเดิมของล้านนานั้นให้ความสำคัญแก่ระบบหมวดอุโบสถ หรือ ระบบหัวหมวดวัด มากกว่า และการปกครองก็เป็นไปในระบบพระอุปัชฌาย์อาจารย์กับศิษย์ ซึ่งพระอุปัชฌาย์รูปหนึ่งจะมีวัดขึ้นอยู่ในการดูแลจำนวนหนึ่งเรียกว่าเจ้าหมวดอุโบสถ โดยคัดเลือกจากพระที่มีผู้เคารพนับถือและได้รับการยกย่องว่าเป็น ครูบา ซึ่งหมายถึงพระภิกษุที่ได้รับความยกย่องอย่างสูง ดังนั้นครูบาศรีวิชัยซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้นจึงอยู่ในตำแหน่งหัวหมวดพระอุปัชฌาย์ โดยฐานะเช่นนี้ ครูบาศรีวิชัยจึงมีสิทธิ์ตามจารีตท้องถิ่นที่จะบวชกุลบุตรได้ ทำให้ครูบาศรีวิชัยจึงมีลูกศิษย์จำนวนมาก และลูกศิษย์เหล่านี้ก็ได้เป็นฐานกำลังที่สำคัญของครูบาศรีวิชัยในการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นแนวร่วมในการต่อต้านอำนาจจากกรุงเทพฯ เมื่อเกิดกรณีขัดแย้งขึ้นในเวลาต่อมา

ส่วนสงฆ์ในล้านนาเองก็มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย เนื่องจากมีการจำแนกพระสงฆ์ตามจารีตท้องถิ่นออกเป็นถึง 18 นิกาย และในแต่ละนิกายนี้ก็น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่เป็นสายพระอุปัชฌาย์สืบต่อกันมาในแต่ละท้องที่ซึ่งมีอำนาจปกครองในสายของตนโดยผ่านความคิดระบบครูกับศิษย์ และนอกจากนี้นิกายต่าง ๆ นั้นยังเกี่ยวข้องกับชื่อของเชื้อชาติอีกด้วย เช่น นิกายเชียงใหม่ นิกายขึน (เผ่าไทขึน/เขิน) นิกายยอง (จากเมืองยอง) เป็นต้น สำหรับครูบาศรีวิชัยนั้นยึดถือปฏิบัติในแนวของนิกายเชียงใหม่ผสมกับนิกายยองซึ่งมีแนวปฏิบัติบางอย่างต่างจากนิกายอื่น ๆ มีธรรมเนียมที่ยึดถือคือ การนุ่งห่มที่เรียกว่า กุมผ้าแบบรัดอก สวมหมวก แขวนลูกประคำ ถือไม้เท้าและพัด ซึ่งยึดธรรมเนียมมาจากวัดดอยแต โดยอ้างว่า สืบวิธีการนี้มาจากลังกา

การที่ครูบาศรีวิชัยถือว่าท่านมีสิทธิ์ที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตการถือปฏิบัติมาแต่เดิมนั้น ทำให้ขัดกับพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 (พ.ศ. 2446) เพราะในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า พระอุปัชฌาย์ที่จะบวชกุลบุตรได้ ต้องได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบการปกครองของสงฆ์จากส่วนกลางเท่านั้น โดยถือเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงนั้น ๆ เป็นผู้คัดเลือกผู้ที่ควรจะเป็นอุปัชฌาย์ได้ และเมื่อคัดเลือกได้แล้วจึงจะนำชื่อเสนอเจ้าคณะผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการแต่งตั้งต่อไป การจัดระเบียบการปกครองใหม่ของกรุงเทพฯ นี้ถือเป็นวิธีการสลายจารีตเดิมของสงฆ์ในล้านนาอย่างได้ผล องค์กรสงฆ์ล้านนาก็เริ่มสลายตัวลงทีละน้อยเพราะอย่างน้อยความขัดแย้งต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นระหว่างสงฆ์ในล้านนาด้วยกันเอง ดังกรณี ความขัดแย้งระหว่างครูบาศรีวิชัยกับพระครูมหารัตนากรเจ้าคณะแขวงลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นต้น

การต้องอธิกรณ์ระยะแรกของครูบาศรีวิชัยนั้นเกิดขึ้นเพราะครูบาศรีวิชัยถือธรรมเนียมปฏิบัติตามจารีตเดิมของล้านนา ส่วนเจ้าคณะแขวงลี้ซึ่งใช้ระเบียบวิธีปฏิบัติของกรุงเทพฯ ซึ่งเห็นว่าครูบาศรีวิชัยทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าคณะแขวงลี้ จึงถือว่าเป็นความผิด เพราะตั้งตนเป็นพระอุปัชฌาย์เองและเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน ครูบามหารัตนากร เจ้าคณะแขวงลี้ กับหนานบุญเติง นายอำเภอลี้ได้เรียกครูบาศรีวิชัยไปสอบสวนเกี่ยวกับปัญหาที่ครูบาศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรโดยมิได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติ การจับกุมครูบาศรีวิชัยสามารถแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 ช่วงเนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกือบ 30 ปีและแต่ละช่วงจะมีรายละเอียดของสภาพสังคมที่แตกต่างกัน

การเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์ในล้านนาแก้ไข

ในช่วงนั้น เชียงใหม่ถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงศูนย์กลางของมณฑลพายัพ ถึงแม้ทางส่วนกลางจะพยายามรวมทุกแว่นแคว้นเข้าเป็นไทยเดียวกัน แต่ล้านนายังคงเอกลักษณ์ทางด้านชีวิตความเป็นอยู่ไว้อย่างเหนียวแน่น ต่างจากภาคอื่น ๆ ที่ถูกกลืนเข้าอยู่ภายใต้นโยบายการปกครองของส่วนกลาง ส่วนกลางพยายามจะลดบทบาทของล้านนาลงในทุกวิถีทาง เช่น ทางด้านการปกครอง ก็ส่งข้าหลวงจากส่วนกลางมาประจำมณฑลพายัพ ส่วนทางด้านศาสนา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เป็นผู้ดำเนินการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร แต่ในขณะนั้นรูปแบบการปกครองสงฆ์ในล้านนาได้มีรูปแบบเฉพาะของตน โดยผ่านความคิดระบบครูกับอาจารย์ นอกจากนี้นิกายต่าง ๆ นั้น ยังเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติอีกด้วย เช่น นิกายเชียงใหม่ นิกายขืน นิกายยอง อีกด้วย เป็นต้น สำหรับครูบาเจ้าศรีวิชัยนั้นยึดถือปฏิบัติในแนวของนิกายเชียงใหม่ผสมกับนิกายยอง ซึ่งแพร่หลายในเขตบ้านโฮ่ง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มีธรรมเนียมที่ยึดถือคือ การนุ่งห่มที่เรียกว่า “กุมผ้าแบบรัดอก” สวมหมวกแขวนลูกปะคำ ถือไม้เท้าและพัด ซึ่งยึดธรรมเนียมมาแต่วัดดอยแต โดยอ้างว่าสืบวิธีการนี้มาจากลังกา

ระบบการปกครองสงฆ์ในล้านนาที่เน้น “หัวหมวดอุโบสถ” หรือ “หัวหมวดวัด” เป็นระบบการปกครองของสงฆ์ล้านนาแต่เดิม พระอุปัชฌาย์รูปหนึ่งจะมีวัดขึ้นอยู่ในการดูแลจำนวนหนึ่ง เรียกว่า “เจ้าหมวดอุโบสถ” คัดเลือกพระที่มีผู้เคารพนับถือและได้รับการยกย่องว่าเป็นครูบา ดังนั้นครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้น และอยู่ในตำแหน่งหัวหมวดพระอุปัชฌาย์ ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงมีสิทธิที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตของสงฆ์ล้านนา การที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมีสิทธิที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตการถือปฏิบัติมาแต่เดิมนั้นขัดกับพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 (พ.ศ. 2446) ในพระราชบัญญัตินี้ กำหนดว่า พระอุปัชฌาย์ที่จะบวชกุลบุตรได้ ต้องได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบการปกครองของสงฆ์จากส่วนกลางเท่านั้น โดยถือเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงนั้น ๆ เป็นผู้คัดเลือก และเมื่อคัดเลือกได้แล้ว จะนำชื่อเสนอเจ้าคณะผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯเพื่อดำเนินการแต่งตั้งต่อไป

ความขัดแย้งของคณะสงฆ์ในล้านนาแก้ไข

เริ่มจากพระครูมหารัตนากร เจ้าคณะแขวงลี้ จังหวัดลำพูน กับขุนสินธุลีนานุบาล (หนานบุญเติง เตชคฤห์) นายอำเภอลี้ ได้เรียกครูบาเจ้าศรีวิชัยไปสอบสวน เกี่ยวกับกรณีที่ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตร โดยไม่ได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติ ในขณะนั้น พระครูญาณมงคล (ปัญญา) เป็นเจ้าคณะเมืองลำพูน

กรณีนี้ได้สร้างปมยุ่งยากให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยในเวลาต่อมา เพราะท่านไม่ยอมขึ้นกับส่วนกลาง ยังยึดถือขนบปฏิบัติแบบล้านนาอยู่ ทำให้ถูกเพ่งเล็งจากส่วนกลาง เนื่องจากเป็นพระที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านสูง นำไปสู่การจับกุมครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งสามารถแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 ช่วง เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี

การถูกจับกุมแก้ไข

การจับกุมในช่วงแรก พ.ศ. 2451-2453แก้ไข

ครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกจับกุมด้วยข้อหาต้องอธิกรณ์ สืบเนื่องจากที่ชาวบ้านและชาวเขามีความศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่าน มักนำบุตรหลานไปฝากฝังให้บวชเณรและอุปสมบท เมื่อความทราบถึงเจ้าคณะแขวงและนายอำเภอลี้ ก็กล่าวหาครูบาศรีวิชัยว่าล่วงเกินอำนาจของตน เจ้าคณะแขวง และนายอำเภอลี้ ได้นำกำลังตำรวจเข้าจับกุม โดยนำไปกักขังไว้ที่วัดเจ้าคณะแขวงลี้ได้ 4 คืน จากนั้นจึงส่งท่านให้พระครูญาณมงคล (พระธรรมปัญญา) เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เพื่อรับการไต่สวน ซึ่งผลก็ไม่ปรากฏความผิดอันใด

หลังจากการไต่สวนครั้งแรกไม่นาน ครูบาเจ้าศรีวิชัยก็ถูกเรียกตัวสอบอีกครั้ง โดยพระครูมหารัตนากร(มหาอินทร์) เจ้าคณะแขวงลี้ เนื่องจากมีหมายเรียกให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยนำลูกวัดไปประชุมเพื่อรับทราบระเบียบกฎหมายใหม่จากนายอำเภอและเจ้าคณะแขวงลี้ แต่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไม่ได้ไปตามหมายเรียก และส่งมีผลให้เจ้าอธิการหัววัดที่อยู่ในหมวดอุโบสถของครูบาเจ้าศรีวิชัย ไม่ได้ไปประชุมเช่นกัน เพราะเห็นว่าเจ้าหัวหมวดไม่ไปประชุมลูกวัดก็ไม่ควรไป ดังนั้น พระครูเจ้าคณะแขวง จึงสั่งให้นายสิบตำรวจเมืองลำพูนเข้าไปจับกุมครูบาเจ้าศรีวิชัย นำส่งให้พระครูศีลวิลาศ (พระคันธวงศ์) เจ้าคณะรองเมืองลำพูนไต่สวน เนื่องจากพระครูญาณมงคล (พระธรรมปัญญา) เจ้าคณะจังหวัดลำพูนกำลังอาพาธ และกักขังไว้ที่วัดชัยมงคล เมืองลำพูน เป็นเวลา 23 วัน

ส่วนในครั้งที่สามเกิดขึ้นในปีพุทธศักราชเดียวกัน พระครูเจ้าคณะแขวงลี้ ได้สั่งให้ครูบาเจ้าศรีวิชัย นำลูกวัด เจ้าอธิการหัววัด ตำบลบ้านปาง ซึ่งอยู่ในหมวด ไปประชุมที่วัดเจ้าคณะแขวง ตามพระราชบัญญัติที่จะเพิ่มขึ้น ปรากฏว่าครูบาเจ้าศรีวิชัย ก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมอีก มีผลให้บรรดาหัววัดไม่ไปอีกเช่นกัน เจ้าคณะแขวงและนายอำเภอลี้จึงมีหนังสือฟ้องถึงพระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงถูกจับขังไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญไชยเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้น พระครูญาณมงคล จึงได้เรียกประชุมพระครูผู้ใหญ่ในจังหวัด เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ และในที่สุด ก็ได้ปลดครูบาเจ้าศรีวิชัยให้พ้นจากตำแหน่งหัวหมวดวัด มิให้เป็นพระอุปัชฌาย์อีกต่อไป และถูกจับขังที่วัดอัฏฐารส (ปัจจุบันคือคณะอัฏฐารส วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร) ไปอีก 1 ปี ซึ่งระหว่างนั้น ครูบาคันธา คนฺธาโร ได้มอบคัมภีร์ใบลานตำนานธรรม ตำนานพระเจ้าเลียบโลก และตำนานพุทธจารีตหลายฉบับให้ครูบาศรีวิชัยได้ศึกษา

จะเห็นได้ว่า การที่ครูบาศรีวิชัยถูกจับกุมเนื่องจากความกระด้างกระเดื่อง ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าคณะแขวง ตลอดจนไม่สนใจพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ฉบับใหม่ อาจเนื่องด้วยครูบาเจ้าศรีวิชัยมุ่งเน้นการปฏิบัติธรรม มากกว่าที่จะสนใจในระเบียบแบบแผนใหม่ อีกทั้งท่านยังยึดมั่นกับจารีตแบบแผนแบบดั้งเดิม โดยปฏิบัติตามวินัยสงฆ์ที่อาจารย์พระอุปัชฌาย์สั่งสอนมา ความสัมพันธ์แบบหัวหมวดวัด ได้สร้างความผูกพันระหว่างพระในชุมชนด้วยกันที่ให้ความเชื่อถือในอาจารย์หรือพระอุปัชฌาย์ที่ถูกแต่งตั้งจากส่วนกลาง เป็นจุดเริ่มต้นของการยืนหยัดที่จะสืบสานจารีตแห่งความเป็นล้านนา

การถูกจับกุมในระยะที่สอง พ.ศ. 2462-2463แก้ไข

ในการต้องอธิกรณ์ครั้งที่สอง มีความเข้มข้นและรุนแรงมากยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากการต้องอธิกรณ์ในช่วงแรกถึงสามครั้งสามครา และยังส่งผลเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อครูบาเจ้าศรีวิชัยมากยิ่งขึ้น มีการเล่าถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นานาต่อกันไป ทำให้ความนับถือเลื่อมใสในตัวของครูบาเจ้าศรีวิชัยแพร่ขยายออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อคำเล่าลือทราบถึงเจ้าคณะแขวงลี้และนายอำเภอลี้ จึงได้เข้าแจ้งต่อพระครูญาณมงคล (ฟู ญาณวิชโย) เจ้าคณะจังหวัดลำพูน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่า ท่านซ่องสุมคนคฤหัสถ์ นักบวช เป็นก๊กเหล่า และใช้เวทมนตร์โหงพราย ดังนั้นในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2462 พระครูญาณมงคลได้ออกหนังสือฉบับหนึ่งถึงครูบาเจ้าศรีวิชัย เพื่อแจ้งให้ท่านออกจากพื้นที่จังหวัดลำพูนภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันประกาศ ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้กล่าวอ้างถึงพระวินัยแห่งพุทธบัญญัติขึ้นมาว่า ท่านได้กระทำผิดพุทธบัญญัติข้อใดไปบ้าง เจ้าคณะแขวงไม่สามารถเอาผิดได้ จึงเลิกราไปพักหนึ่ง

แต่ในเวลาต่อมา เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน ได้เรียกครูบาเจ้าศรีวิชัยพร้อมลูกวัดเข้าเมืองลำพูน เหตุการณ์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นสถานะตนบุญของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยชัดเจนมากขึ้น เพราะมีการจัดขบวนแห่แหนท่านเข้าสู่เมืองลำพูนของบรรดาภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์อย่างใหญ่โต เมื่อทางบ้านเมืองได้เห็นว่ามีผู้ติดตามท่านมากเช่นนี้ คงตกใจมิใช่น้อย พลโท หม่อมเจ้าบวรเดช อุปราชมณฑลพายัพได้สั่งย้ายท่านไปยังเชียงใหม่ โดยให้พักอยู่ที่วัดเชตวัน แล้วจึงมอบให้พระครูสุคันธศีล (ศรีโหม้ คนฺธาโร) รองเจ้าคณะเชียงใหม่ที่วัดป่ากล้วย (ศรีดอนไชย) ในช่วงที่ถูกจับกุมที่วัดนี้ ได้มีพ่อค้าใหญ่เข้ามาเป็นอุปัฏฐาก เช่น หลวงอนุสารสุนทร (สุ่นฮี้ แซ่ฉั่ว) พญาคำวิจิตรธุระราษฎร์ ตลอดจนผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงก็เดินทางมานมัสการเป็นจำนวนมาก ทางฝ่ายที่ทำการดูแลเกรงว่าเรื่องลุกลามใหญ่โต เนื่องจากศรัทธาของชาวบ้านชาวเมือง เจ้าคณะเชียงใหม่และเจ้าคณะมณฑลพายัพได้ดำเนินการส่งท่านไปรับการไต่สวนพิจารณาคดีที่กรุงเทพฯ โดยตั้งข้อหาไว้ 8 ข้อ เนื้อหารวมของข้อกล่าวหา อาทิ ตั้งตัวเป็นพระอุปัชฌาย์ทั้งที่ไม่มีใบอนุญาต กระด้างกระเดื่องต่อพระราชบัญญัติสงฆ์ และใช้คำกล่าวอ้างของชาวบ้านที่ว่า ท่านมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ทำให้ฝ่ายส่วนกลางหวาดระแวงว่าท่านจะประพฤติตัวเป็น ผีบุญ โดยมีคณะวินัยธร ประกอบด้วย พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์ สิริวฑฺฒโณ) พระญาณวราภรณ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต) และพระธรรมไตรโลกาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) เป็นผู้ชำระคดี และพระครูปลัดสัมพิพัฒน์พรหมจริยาจารย์ (ภา ภาณโก) เป็นผู้ประสานนักข่าว

โดยรวมแล้วท่านหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทุกกระทง และได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส เป็นการส่วนพระองค์ครั้งหนึ่ง จากการเข้าเฝ้าครั้งนี้สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงได้ประทานส่งสมณสาส์นไปยังพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีใจความว่า

...วันนี้ฉันได้พบตัวพระศรีวิชัย (14 ก.ค. 2463) ได้ไต่สวนเห็นว่า เป็นพระที่อ่อนโยน ไม่ใช้ผู้ถือกระด้าง ไม่ใช่เจ้าเล่ห์เจ้ากล ไม่ค่อยรู้ธรรมวินัย แต่มีสมณสัญญา พอจะประพฤติอยู่ได้อย่างพระที่ห่างเหินจากสมาคม การตั้งตัวเป็นพระอุปัชฌาย์เองนั้น ด้วยไม่รู้ความหมาย ไม่รู้ประกาศ ทำตามธรรมเนียมคืออุปัชฌายะของเธอ ชื่อสุมนะ เมื่อจะถึงมรณภาพ ได้ตั้งเธอให้ปกครองวัดและบริษัทแทน จนถือว่าได้ตั้งมาจากอุปัชฌายะ เพราะการที่ไม่รู้จักระเบียบแบบแผน ถูกเอาตัวมาลงโทษกักไว้ เกือบไม่รู้ว่าเพราะความผิดอะไร พระอย่างนี้ต้องการอธิบายให้รู้จักผิดชอบ ดีกว่าจะลงโทษ...

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

การที่ปล่อยครูบาเจ้าศรีวิชัยกลับภูมิลำเนาเดิม และสามารถจะอาศัยอยู่ในวัดใดก็ได้ นับเป็นการลดความไม่พอใจของประชาชนที่นับถือท่านเป็นอย่างมาก อธิกรณ์ในช่วงระยะที่สองนี้ เหมือนเป็นการทำให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นที่รู้จักในสังคมเมืองมากขึ้น ช่วยส่งให้บทบาทของท่านโดดเด่นและชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะในสายตาชาวเมือง มองเห็นว่ากลุ่มพระและชาวบ้านที่ติดตามครูบาเจ้าศรีวิชัยมีจำนวนมาก และมีความหลากหลายทางชนชาติด้วยกัน จากการที่คณะสงฆ์ยอมปล่อยให้กลับภูมิลำเนา ในสายตาของคนท้องถิ่นล้านนาแล้ว กลับเห็นว่า ไม่มีใครสามารถทำอันตรายต่อท่าน ซึ่งเปรียบเสมือนตนบุญแห่งล้านนาได้ จากการกลับภูมิลำเนา สถานะและบารมีของครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นที่ศรัทธาสูงสุดในทุกกลุ่มชนของสังคมล้านนา ต่างก็ให้ความเคารพยกย่อง และให้การช่วยเหลือสนับสนุนในด้านการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ เป็นอย่างดี [4]

เป็นที่น่าสังเกต ครูบาศรีวิชัยยังตั้งอยู่ในปณิธานเดิม คือมุ่งที่จะดำรงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นล้านนาแบบดั้งเดิมอยู่ แม้จะเป็นในเฉพาะด้านธรรมวินัยของพุทธศาสนาเท่านั้น แม้ท่านจะต้องอธิกรณ์หลายครั้งจากการตีความตามวินัยสงฆ์ของภาคกลาง และถึงแม้ว่าอิทธิพลของส่วนกลางจะเข้ามามีอำนาจควบคุมสงฆ์ในล้านนา จนเกิดการแบ่งก๊กแบ่งเหล่าในหมู่สงฆ์ล้านนา ก็ไม่ทำให้ท่านสะทกสะท้านต่ออำนาจรัฐจากส่วนกลาง การต้องอธิกรณ์ในช่วงแรกจนถึงช่วงที่สอง แทนที่ปวงชนจะเสื่อมความศรัทธาในตัวครูบาเจ้าศรีวิชัย กลับเป็นว่า ความศรัทธาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมตามแรงบีบคั้นจากส่วนกลาง สาเหตุน่าจะเป็นเพราะว่าท่านมุ่งมั่น กอปรกับท่านมีจริยวัตรที่น่าเลื่อมใส กระทั่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ยังทรงชื่นชม ทั้งที่ท่านเองเป็นประมุขส่วนกลาง มีอำนาจที่จะตัดสินหรือจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อการยึดมั่นในแนวทางของท่านครูบาศรีวิชัย เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่รากฐานแห่งความศรัทธาของท่านจะมีพลังมากขึ้น และที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง ชาวล้านนามองว่าท่านเป็นพระอริยสงฆ์ มิได้ประพฤติผิดในธรรมข้อใด แต่ทางส่วนกลางถือว่าท่านต้องอธิกรณ์ ถือได้ว่าเป็นการตีความที่ต่างกันระหว่างชาวล้านนากับผู้ปกครองและคณะสงฆ์จากส่วนกลาง

การจับกุมในช่วงที่สาม พ.ศ. 2478-2479แก้ไข

เกิดขึ้นในช่วงที่ครูบาศรีวิชัยได้สร้างถนนขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ ขณะก่อสร้างทางอยู่นั้นเอง ปรากฏว่า มีพระสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่รวม 10 แขวง 50 วัด ขอลาออกจากการปกครองคณะสงฆ์ ไปขึ้นอยู่ในปกครองของครูบาศรีวิชัยแทน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ลุกลามไปทั่วทุกหัวเมือง รวมวัดต่าง ๆ ที่แยกตัวออกไปถึง 90 วัด พระสงฆ์ในจังหวัดต่าง ๆ ก็เริ่มที่จะเคลื่อนไหวที่จะขอแยกตัว ทำให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกส่งตัวไปยังกรุงเทพฯ เพื่อระงับเหตุที่จะบานปลาย ขณะเดียวกันนั้น กลุ่มพระสงฆ์วัดที่ขอแยกตัว ถูกสั่งให้มอบตัวและพระที่ถูกบวชโดยครูบาเจ้าศรีวิชัยก็โดยคำสั่งให้สึก เมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกควบคุมตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งในหมู่พระสงฆ์และฆราวาสในหมู่หัวเมืองที่รักและเคารพในตัวท่าน ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับครูบาเจ้าศรีวิชัย จึงถูกโยงเข้าไปสู่ปัญหาการเมืองในขณะนั้นไปด้วย

ในการจับกุมช่วงที่สามนั้น ได้ดำเนินเรื่อยมาจนถึงพุทธศักราช 2479 เมื่อหลวงศรีประกาศ (ฉันท์ วิชยาภัย) ได้พูดคุยกับครูบาเจ้าศรีวิชัยในวันที่ 21 เมษายน ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงได้ให้คำรับรองต่อคณะสงฆ์ว่าจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ทุกประการ และได้เดินทางกลับลำพูนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ปีเดียวกัน

สืบเนื่องจากรากฐานแห่งความศรัทธาจากฆราวาสและคฤหัสถ์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์การจับกุม ครูบาเจ้าศรีวิชัยมีภาพลักษณ์เป็นตนบุญ นักบุญ แห่งล้านนา ย่อมเป็นธรรมดาที่ศรัทธาฆราวาสหรือคฤหัสถ์จะยอมรับไม่ได้ ที่ใครหรือกลุ่มคนใดจะมาลบหลู่บุคคลอันเป็นศูนย์รวมจิตใจ การจับกุมท่านหรือส่งตัวท่านไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ ไม่ต่างจากการกระทำที่ย่ำยีความศรัทธาและสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และอาจนำไปสู่ความโกรธแค้น ก่อให้เกิดความวุ่นวาย การใช้กำลังในการยุติปัญหา จากที่กล่าวมาโดยสังเขป พอจะวิเคราะห์ให้เห็นได้ว่า

ในขณะนั้น ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ได้แปรสภาพจากปัญหาเล็ก ๆ ระหว่างสงฆ์ล้านนารูปหนึ่งกับคณะสงฆ์ในส่วนกลาง มาเป็นปัญหาระหว่างชาวล้านนากับอำนาจจากส่วนกลาง เมื่อขอบเขตของปัญหาเปลี่ยนจากเล็กเป็นใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่า ท่านมองว่าประเด็นปัญหาส่วนตัวของท่านที่มีกับระเบียบของคณะสงฆ์ส่วนกลาง กลายเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว กอปรกับความที่ครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นสงฆ์สายอรัญวาสี เคร่งครัดสูงในเรื่องธรรมวินัย เพราะฉะนั้นการจะยอมตาม จึงเป็นเรื่องไม่เหนือวิสัยสำหรับสงฆ์ในสายอรัญวาสี และความที่ท่านเป็นที่นับถือของพระสงฆ์ในล้านนาด้วยกันเอง การจะเปลี่ยนมาถือตามระเบียบสงฆ์ของทางส่วนกลาง ท่านย่อมสามารถอธิบายและโน้มน้าวให้เห็นตามได้ไม่ยาก

สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชา ให้พระธรรมวโรดม พระศรีสมโพธิ เป็นที่ปรึกษา รับพระกระแสขึ้นมาเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2450 เข้าทำการปรึกษากับเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ข้าหลวงมณฑลพายัพ จัดการคัดหาตัวพระมหาเถระ ผู้แตกฉานธรรมวินัย เพื่อแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะเมือง เจ้าคณะรอง เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะแขวง มีหน้าที่บังคับบัญชาคณะสงฆ์ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์

การเข้ามามีบทบาทของส่วนกลาง ส่งผลกระทบต่อวงการสงฆ์ล้านนาอย่างมาก ล้านนามีจารีตการปกครองสงฆ์ค่อนข้างเป็นอิสระในทาง ปฏิบัติ แม้ว่าในแต่ละเมือง จะมีตำแหน่งสังฆราชา และมีครูบาอีก 7 รูป คอยปกครองดูแล แต่ระเบียบการปกครองสงฆ์ตามจารีตเดิมของล้านนา ให้ความสำคัญแก่ “ระบบหมวดอุโบสถ” หรือ “ระบบหัวหมวดวัด” มากกว่า และการปกครองก็เป็นในระบบพระอุปัชฌาย์ อาจารย์กับศิษย์ ซึ่งมีอิทธิพลค่อนข้างมาก และล้านนาเองก็มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย เนื่องจากมีการจำแนกถึง 18 นิกาย และในแต่ละนิกาย ก็น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่เป็นสายพระอุปัชฌาย์ในแต่ละท้องที่ ซึ่งมีอำนาจปกครองในล้านนายังคงอยู่ และมีการสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยคนล้านนาเอง เพราะล้านนามีจิตวิญญาณดั้งเดิมอันแท้จริงที่สืบสานต่อกันมา ไม่มีทางที่คนกลุ่มใดจะสร้างขึ้นมาหรือทำให้แปรเปลี่ยนเป็นอื่นได้ เว้นแต่ชาวล้านนาเองจะพร้อมใจที่จะปรับเปลี่ยนจิตวิญญาณล้านนาเพื่อให้ทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคม

บูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานแผ่นดินล้านนาแก้ไข

ครูบาเจ้าศรีวิชัย ท่านเดินทางไปหนแห่งใดก็มีศรัทธาสาธุชนเคารพศรัทธา จากที่ได้ธุดงธ์ไปทั่วแผ่นดินล้านนาได้พบเห็นโบราณสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแผ่นดินล้านนาเก่าแก่ทรุดโทรมลงเป็นอันมาก จึงได้ร่วมกับศรัทธาสาธุชนบูรณปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมวัดวาอารามโบราณสถานทั่วแผ่นดินล้านนาไม่อาจจะนับได้ อาทิ บริเวณหน้าวิหารหลวงและพระบรมธาตุ วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน (พ.ศ. 2463)

หลังจากกลับจากกรุงเทพฯ แล้วไปบูรณะพระเจดีย์ พระธาตุดอยเกิ้ง อำเภอฮอด (พ.ศ. 2464) สร้างวิหารวัดศรีโคมคำพระเจ้าตนหลวง จังหวัดพะเยา (พ.ศ. 2465) บูรณะพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย บูรณะพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ (พ.ศ. 2466) วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. 2467) สร้างธาตุและบันไดนาค วัดบ้านปางพระธาตุเกตุสร้อยแก่งน้ำปิง (พ.ศ. 2468) รวบรวมพระไตรปิฏกฉบับอักษรล้านนาจำนวน 5,408 ผูก (พ.ศ. 2469-2471) บูรณะวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. 2474) และผลงานชิ้นอมตะคือ การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ศรัทธาสาธุชนมาร่วมกันสร้างถนนวันละไม่ต่ำกว่า 5,000 คน แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ตามสัจจะวาจา (พ.ศ. 2478) สร้างวิหารวัดบ้านปาง (พ.ศ. 2478 เสร็จปี พ.ศ. 2482) วัดจามเทวี (พ.ศ. 2479) สุดท้าย คือ สะพานศรีวิชัย เชื่อมระหว่างลำพูน (ริมปิง) - (หนองตอง) เชียงใหม่ (พ.ศ. 2481) ที่มาสร้างเสร็จภายหลังจากที่ครูบาศรีวิชัยมรณภาพ (รวมวัดต่างๆที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยไปบูรณปฏิสังขรณ์รวม 108 วัด) ต่อมามีผู้เรียกท่านว่า พระศรีวิชัย ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า ครูบาศรีวิชัยบ้าง ครูบาวัดบ้านปางบ้าง ครูบาศีลธรรมบ้างซึ่งเป็นนามที่ชาวบ้านตั้งให้ ด้วยความนับถือ

ผลงานที่เด่นมากของครูบาศรีวิชัยก็คือ การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งครูบาศรีวิชัยได้รับคำเรียกร้องจากศรัทธาประชาชน ให้ช่วยดำริและจัดการเรื่องนี้ จึงเริ่มลงมือสร้างเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ เชิงดอยสุเทพด้านห้วยแก้ว โดยมี พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นผู้ขุดจอบเป็นปฐมฤกษ์ การสร้างถนนสายนี้ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากวันหนึ่งๆ จะมีผู้คนช่วยทำงานประมาณวันละไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ถ้าคิดมูลค่าแรงงานเป็นเงินก็คงมากมายมหาศาลทีเดียว การสร้างทางสายนี้ใช้เวลา 5 เดือน กับ 22 วัน จึงแล้วเสร็จ และเปิดให้รถขึ้นลงได้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2478

มรณภาพแก้ไข

เมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัย ถูกขับออกจากเมืองเชียงใหม่ ครูบาเจ้าฯ ได้ปวารณาตนว่าจะไม่กลับไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีก เว้นแต่แม่น้ำปิงจะไหลย้อนกลับ ครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์[2]พ.ศ. 2481 (เมื่อก่อนนับศักราชใหม่ในวันสงกรานต์ ถ้าเทียบปัจจุบันจะเป็นต้นปี พ.ศ. 2482) ที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน สิริอายุได้ 60 ปี ตั้งศพไว้ที่วัดบ้านปาง เป็นเวลา 1 ปี จึงได้เคลื่อนศพมาตั้งไว้ ณ วัดจามเทวี อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน จนกระทั่งวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2489 จึงได้รับพระราชทานเพลิงศพ โดยมีประชาชนมาร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพจำนวนมาก และประชาชนเหล่านั้นได้เข้าแย่งชิงอัฏฐิธาตุของครูบาศรีวิชัย ตั้งแต่ไฟยังไม่มอดสนิท แม้แต่แผ่นดินตรงที่ถวายพระเพลิง ก็ยังมีผู้ขุดเอาไปสักการบูชา อัฏฐิธาตุของท่านที่เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมได้ได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ส่วน แบ่งไปบรรจุตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วแผ่นดินล้านนาดังนี้


รายนามปูชนียสถานที่ครูบาศรีวิชัยได้สร้างและบูรณะแก้ไข

รายนามปูชนียสถานที่ครูบาศรีวิชัยได้สร้างและบูรณะ (เชื่อว่ายังมีตกสำรวจอีก)[5] [6]

จังหวัดลำพูนแก้ไข

  • วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน
  • วัดอัฏฐารส (ปัจจุบันคือคณะอัฏฐารส วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร) ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน
  • วัดเชียงยัน (ปัจจุบันคือคณะเชียงยัน วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร) ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน
  • วัดรมณียาราม (วัดกู่ละมัก,วัดอารามมนียะ) ต.ต้นธง อ.เมืองลำพูน
  • วัดพระธาตุดวงเดียว (วัดเจดีย์ในเวียง) ต.ลี้ อ.ลี้
  • วัดดอยก้อม ต.บ้านโฮ่ง อ.บ้านโฮ่ง
  • วัดจามเทวี ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน
  • วัดชัยมงคล ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน
  • วัดดอยติ ต.ป่าสัก อ.เมืองลำพูน
  • วัดพระพุทธบาทตากผ้า ต.มะกอก อ.ป่าซาง
  • วัดพระนอนม่อนช้าง ต.มะกอก อ.ป่าซาง
  • วัดบ้านปาง (วัดศรีดอนไชยทรายมูลบุญเรือง,วัดจอมสะหรีทรายมูลบุญเรือง) ต.ศรีวิชัย อ.ลี้
  • วัดพระธาตุจอมสวรรค์ (ร้าง อยู่ในความดูแลของวัดปางส้าน) ต.ดงดำ อ.ลี้
  • วัดพระธาตุห้าดวง (วัดพระธาตุดอยแม่ลี้,วัดดอยเวียง) ต.ลี้ อ.ลี้
  • วัดแม่ตืน ต.แม่ตืน อ.ลี้
  • วัดป่าพลู (วัดบ้านป่าพลู) ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง
  • วัดวังหลวง (วัดบ้านวังหลวง) ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง
  • วัดห้วยกาน ต.บ้านโฮ่ง อ.บ้านโฮ่ง
  • วัดหัวขัว (ร้าง) ต.ทุ่งหัวช้าง อ.ทุ่งหัวช้าง
  • วัดพระธาตุดอยห้างบาตร (วัดดอยห้าง) ต.ห้วยยาบ อ.บ้านธิ
  • วัดต้นโชค ต.เหมืองจี้ อ.เมืองลำพูน
  • วัดสุพรรณรังษี (วัดมัณฑะเล) ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน
  • วัดช้างสี ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน
  • วัดทาดอยคำ ต.ทากาศเหนือ อ.แม่ทา
  • วัดทาดอยครั่ง ต.ทาขุมเงิน อ.แม่ทา
  • วัดทาดอยแช่ ต.ทากาศ อ.แม่ทา
  • วัดแม่เทย ต.แม่ตืน อ.ลี้
  • วัดแม่ป้อก ต.ศรีวิชัย อ.ลี้
  • วัดบ้านโฮ่งหลวง ต.บ้านโฮ่ง อ.บ้านโฮ่ง
  • วัดพระพุทธบาทสามยอด (วัดดอยพระธาตุยอดทาน) ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง
  • วัดทุ่งหัวช้าง ต.ทุ่งหัวช้าง อ.ทุ่งหัวช้าง
  • วัดดอนแก้ว ต.บ้านปวง อ.ทุ่งหัวช้าง
  • วัดหนองป่าตึง ต.ทุ่งหัวช้าง อ.ทุ่งหัวช้าง
  • วัดประตูป่า ต.ประตูป่า อ.เมืองลำพูน (ครูบาศรีวิชัยร่วมบริจาคเงินบูรณะ)
  • วัดพระยืน ต.เวียงยอง อ.เมืองลำพูน (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดต้นผึ้ง ต.เหมืองง่า อ.เมืองลำพูน (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดหนองสร้อย ต.มะกอก อ.ป่าซาง (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดฉางข้าวน้อยเหนือ ต.ป่าซาง อ.ป่าซาง (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดกู่ขาว ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดศรีบุญเรือง ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • สะพานศรีวิชัยอนุสรณ์

จังหวัดเชียงใหม่แก้ไข

  • วัดกู่เต้า (วัดเวฬุวนาราม) ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดเชียงมั่น (วัดเชียงหมั้น) ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดดับภัย ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดศรีโสดา (วัดโสดาบัน) ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดผาลาด (วัดสกทาคามี) ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่
  • พุทธอุทยานอนาคามี (วัดอนาคามี) ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร (วัดอรหันตา) ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดสวนดอก พระอารามหลวง (วัดบุปผาราม) ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดเก้าตื้อ (ปัจจุบันคือพระอุโบสถพระเจ้าเก้าตื้อ วัดสวนดอก พระอารามหลวง) ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดถ้ำเชียงดาว ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว
  • วัดปางมะโอ ต.แม่นะ อ.เชียงดาว
  • วัดดอนเจียง (วัดดอนเชียง) ต.สบเปิง อ.แม่แตง
  • วัดทุ่งตูม (วัดพระธาตุทุ่งตูม) ต.มะขุนหวาน อ.สันป่าตอง
  • วัดพระบาทยั้งหวีด ต.มะขุนหวาน อ.สันป่าตอง
  • วัดข้าวแท่นน้อย (วัดเข้าแต่น) ต.สันทรายหลวง อ.สันทราย
  • วัดเวียงด้ง ต.น้ำแพร่ อ.หางดง
  • วัดพระพุทธบาทแก้วข้าว (วัดพระบาทแก้วเข้า) ต.ฮอด อ.ฮอด
  • วัดพระธาตุจอมคีรี ต.แม่ทะลบ อ.ไชยปราการ
  • วัดจันทร์ (วัดบ้านจันทร์,วัดเมืองจัน,วัดโฆ่ข่อทิ) ต.บ้านจันทร์ อ.กัลยาวิวัฒนา
  • วัดเกตการาม ต.วัดเกต อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดต้นปิน (วัดดอนปิน) ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดปราสาท ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดป่าแดงมหาวิหาร (วัดมหารัตตวนาราม) ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดพระธาตุดอยคำ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดพระบาทห้วยอี่ลิง (ร้าง อยู่ในความดูแลของวัดพุทธนิมิตร) ต.สบเตี๊ยะ อ.จอมทอง
  • วัดพันหลัง ต.สำราญราษฎร์ อ.ดอยสะเก็ต
  • วัดพระธาตุดอยสะเก็ต ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ต
  • วัดพระนอนหนองผึ้ง ต.หนองผึ้ง อ.สารภี
  • วัดป่าจี้ (โพธาราม) ต.อินทขิล อ.แม่แตง
  • วัดพระธาตุดอยจอมแจ้ง ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง
  • วัดร่ำเปิง ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง
  • วัดสบเปิง ต.สบเปิง อ.แม่แตง
  • วัดพระนอนขอนม่วง ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม
  • วัดพระพุทธบาทสี่รอย ต.สะลวง อ.แม่ริม
  • วัดบ่อแก้ววนาราม (วัดยาง) ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง
  • วัดพระธาตุม่อนเปี๊ยะ (ร้าง) ต.แม่สาบ อ.สะเมิง
  • วัดยั้งเมิน ต.ยั้งเมิน อ.สะเมิง
  • วัดพระธาตุสบฝาง ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย
  • วัดพระธาตุกลางใจเมือง (วัดศรีค้ำ) ต.สันทราย อ.พร้าว
  • วัดมะขามหลวง (วัดป่าขามหลวง) ต.มะขามหลวง อ.สันป่าตอง
  • วัดพระนอนแม่ปูคา (วัดพระป้าน) ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง
  • วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้ง ต.ท่าเดื่อ อ.ดอยเต่า
  • วัดพระพุทธบาทตะเมาะ ต.โปงทุ่ง อ.ดอยเต่า
  • วัดพระธาตุศรีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (วัดดอยธาตุ,วัดพระธาตุแม่เตียน) (ร้าง) ต.แม่วิน อ.แม่วาง
  • วัดพระธาตุดอยผาตั้ง ต.ออนกลาง อ.แม่ออน
  • วัดสบสอย (วัดแม่สอย) ต.แม่สอย อ.จอมทอง
  • วัดพระธาตุดอยกู่ครูบาศรีวิชัย (วัดดอยกู่) ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ต
  • วัดพระธาตุศรีวิชัย (วัดพระธาตุจอมงืด) ต.แม่แตง อ.แม่แตง
  • วัดแม่ขะจาน ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง
  • วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม ต.แม่สาบ อ.สะเมิง
  • วัดท่าตอน (วัดพระธาตุจอมคีรีศรีปิงขอกท่าตอนชัย) ต.ท่าตอน อ.แม่อาย
  • วัดพระธาตุดอยจอมหิน ต.ป่าตุ้ม อ.พร้าว
  • วัดพระธาตุม่วงเนิ้ง ต.โหล่งขอด อ.พร้าว
  • วัดบ่อสร้าง ต.ต้นเปา อ.ดอยสะเก็ต
  • วัดทองศิริ (วัดอม่ขนิลเหนือ) ต.บ้านปง อ.หางดง
  • วัดพระธาตุเจดีย์น้อย ต.ฮอด อ.ฮอด
  • วัดหลวงขุนวิน ต.แม่วิน อ.แม่วาง
  • วัดถ้ำเมืองออน ต.บ้านสหกรณ์ อ.แม่ออน
  • วัดดอกเอื้อง ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่ (ครูบาศรีวิชัยให้คำแนะนำเรื่องการสร้างหลังคาวิหารกับครูบาอินต๊ะ)
  • วัดดอกคำ ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดเชียงยืน (วัดฑีฆาชีววัสสาราม) ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดล่ามช้าง ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดสะลวงใน (วัดสิทธิทรงธรรม) ต.สะลวง อ.แม่ริม
  • วัดหนองก๋าย ต.สันป่ายาง อ.แม่แตง (ครูบาศรีวิชัยใช้เป็นจุดรวมพลเพื่อไปบูรณะวัดพระพุทธบาทสี่รอย)
  • วัดแม่อีด ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว (ครูบาศรีวิชัยใช้เป็นจุดรวมพลเพื่อไปบูรณะวัดถ้ำเชียงดาว)
  • วัดพระเจ้าโท้ ต.ฮอด อ.ฮอด
  • วัดดอยแก้ว ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ (ครูบาศรีวิชัยมักแวะปฏิบัติธรรมก่อนไปวัดพระธาตุดอยคำ)
  • วัดดอยเปา ต.หนองควาย อ.หางดง (ครูบาศรีวิชัยมักแวะปฏิบัติธรรมก่อนไปวัดพระธาตุดอยคำ)
  • วัดพระธาตุดอยถ้ำ ต.น้ำแพร่ อ.หางดง (ครูบาศรีวิชัยมักแวะปฏิบัติธรรมก่อนไปวัดพระธาตุดอยคำ)
  • วัดถ้ำตับเตา ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดพระธาตุดอยน้อย (วัดจุลคีรี) ต.ดอยหล่อ อ.ดอยหล่อ (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดพระธาตุศรีจอมทอง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดจอมคีรี ต.แม่นะ อ.เชียงดาว (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดศรีบุญเรือง ต.แม่ทา อ.แม่ออน (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดฟ่อนสร้อย ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดแสนฝาง ต.ช้างม่อย อ.เมืองเชียงใหม่ (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดอุปคุต ต.ช้างม่อย อ.เมืองเชียงใหม่ (ครูบาศรีวิชัยร่วมบริจาคเงินบูรณะ)
  • วัดข้าวแท่นหลวง ต.สันทรายหลวง อ.สันทราย (มีศิลปกรรมเหมือนวัดของครูบาศรีวิชัย)
  • วัดศรีรัตนาวาฏคีรี (วัดห้วยพระเจ้า,วัดเหมืองบน,วัดเหมืองแร่) ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง (ครูบาศรีวิชัยไปสร้างจริง แต่ปัจจุบันไม่เหลือสภาพ)
  • วัดพระธาตุศรีจอมแจ้ง (วัดขะแมดเก่า) ต.ข่วงเปา อ.จอมทอง
  • วัดศรีเกิด (วัดหนองยางหมื่น) ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง
  • ถนนศรีวิชัย (ถนนดอยสุเทพ)

จังหวัดลำปางแก้ไข

  • วัดบ้านร้อง (วัดสันต้นธง) ต.ชมพู อ.เมืองลำปาง
  • วัดพระธาตุดอยน้อย (วัดดอยน้อย,วัดม่อนดอกด้าย) ต.ท่าผา อ.เกาะคา
  • วัดทุ่งงามหลวง (วัดทุ่งงำแพะ) ต.ทุ่งงาม อ.เสริมงาม
  • วัดดอยป่าตาล (วัดพระธาตุม่อนงัวนอน) ต.เถินบุรี อ.เถิน
  • วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ต.เวียงเหนือ อ.เมืองลำปาง
  • วัดพระธาตุเสด็จ ต.บ้านเสด็จ อ.เมืองลำปาง
  • วัดพระบาท ต.พระบาท อ.เมืองลำปาง
  • วัดทุ่งม่านใต้-บ่อหิน (วัดทุ่งม่าน) ต.บ้านเป้า อ.เมืองลำปาง
  • วัดนาก่วมใต้ ต.ชมพู อ.เมืองลำปาง
  • วัดแม่กืย ต.ปงแสนทอง อ.เมืองลำปาง
  • วัดพระธาตุจอมปิง (วัดจอมพิงค์ชัยมงคล) ต.นาแก้ว อ.เกาะคา
  • วัดนาเอี้ยง ต.เสริมกลาง อ.เสริมงาม
  • วัดผาลาด ต.เสริมกลาง อ.เสริมงาม
  • วัดบ้านโป่ง (วัดพระธาตุศรีโป่งแก้ว) ต.บ้านโป่ง อ.งาว
  • วัดกู่เต้าวนาราม (วัดอยู่เท่า) ต.วิเชตนคร อ.แจ้ห่ม
  • วัดดงนั่งคีรีชัย (วัดพระธาตุดงนั่ง) ต.วิเชตนคร อ.แจ้ห่ม
  • วัดผ้าขาว (วัดผ้าขาวหัวกาด) ต.วิเชตนคร อ.แจ้ห่ม
  • วัดผาแดงหลวง (วัดป่าแดง,วัดมหาธาตุแจ้ห่ม) ต.แจ้ห่ม อ.แจ้ห่ม
  • วัดอักโขชัยคีรี ต.วิเชตนคร อ.แจ้ห่ม
  • วัดทุ่งตึง (วัดพระธาตุเขาสร้อย) ต.แม่สุก อ.แจ้ห่ม
  • วัดพระธาตุผาขว้าง (ร้าง อยู่ในความดูแลของวัดห้วยแหนหรือวัดบ้านใหม่สามัคคี) ต.แม่สุก อ.แจ้ห่ม
  • วัดพระธาตุห้วยตอง (วัดต้นทอง) (ร้าง) ต.วิเชตนคร อ.แจ้ห่ม
  • วัดพระธาตุประตูเหล็กพนาราม ต.วิเชตนคร อ.แจ้ห่ม
  • วัดพระธาตุปูคำน้อย (ร้าง) ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม
  • วัดทุ่งทอง ต.วิเชตนคร อ.แจ้ห่ม
  • วัดพระเกิด (วัดพระธาตุเมืองวัง) ต.ทุ่งฮั้ว อ.วังเหนือ
  • วัดพระธาตุน้อย (วัดแม่เลียบ) (ร้าง) ต.ทุ่งฮั้ว อ.วังเหนือ
  • วัดพระธาตุทองทิพย์ (วัดทองทิพย์) (ร้าง อยู่ในความดูแลของวัดป่าแหน่ง) ต.วังแก้ว อ.วังเหนือ
  • วัดพระธาตุม่อนไก่แจ้ (วัดพระธาตุม่อนไก่แก้ว) (ร้าง) ต.ทุ่งฮั้ว อ.วังเหนือ
  • วัดสองแคว (วัดดอยปินหวาน,วัดเขาแก้ว) ต.เถินบุรี อ.เถิน
  • วัดนาปราบ (วัดสบยอง,วัดพระธาตุจอมยองสบปราบไผ่) ต.นายาง อ.สบปราบ
  • วัดพระธาตุดอยคู่แก้ว (วัดเมืองยาว,วัดพระธาตุดอยกู่ไก่แก้ว,วัดพระธาตุม่อนไก่แก้ว) ต.เมืองยาว อ.ห้างฉัตร
  • วัดพระธาตุม่อนไก่เขี่ย ต.เมืองยาว อ.ห้างฉัตร
  • วัดม่อนพญาไก่แจ้ (วัดม่อนไก่แจ้) (ร้าง อยู่ในความดูแลของวัดป่าปงสนุก) ต.เมืองยาว อ.ห้างฉัตร
  • วัดดอยเต่าคำ ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน
  • วัดสบลี (วัดสบริน,วัดสบลี้) ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน
  • วัดศรีหลวงแจ้ซ้อน ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน
  • วัดพระธาตุจอมก้อย ต.บ้านขอ อ.เมืองปาน
  • วัดพระธาตุดอยซาง ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน
  • วัดพระธาตุดอยกู่ (วัดแม่กึ้ด) ต.ทุ่งงาม อ.เสริมงาม
  • วัดศรีลังกา ต.เสริมกลาง อ.เสริมงาม
  • วัดช่อฟ้า (วัดพระธาตุมหิยังคะ) ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม
  • วัดพระธาตุมหาปน ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม
  • วัดพระธาตุสบแสด ต.ร่องเคาะ อ.วังเหนือ
  • วัดแม่พริกบน ต.แม่พริก อ.แม่พริก
  • วัดสบเตินใน (วัดสบเตินตะวันตก) ต.แม่ถอด อ.เถิน
  • วัดบ้านขาม (วัดพระธาตุดอยเกิ้ง,วัดพระธาตุญาณคัมภีร์) ต.หัวเมือง อ.เมืองปาน
  • วัดจองคำ ต.บ้านหวด อ.งาว (ครูบาศรีวิชัยร่วมบริจาคเงินบูรณะ) (ยังสับสนว่าควรเป็นวัดจองคำ หรือวัดบ้านหวดเหนือ วัดบ้านหวดใต้)
  • วัดพระเจ้านั่งแท่น (วัดม่วงกล้วย) ต.กล้วยแพะ อ.เมืองลำปาง (ครูบาศรีวิชัยร่วมบริจาคเงินบูรณะ)
  • วัดพระเจดีย์ซาวหลัง ต.ต้นธงชัย อ.เมืองลำปาง (ครูบาศรีวิชัยร่วมบริจาคเงินบูรณะ)
  • วัดอุมลอง (วัดอุ้มล่อง) ต.ล้อมแรด อ.เถิน (ครูบาศรีวิชัยใช้เป็นจุดรวมพลเพื่อไปบูรณะวัดพระธาตุม่อนงัวนอน (วัดดอยป่าตาล) )
  • วัดศรีหลวงแจ้ห่ม ต.แจ้ห่ม อ.แจ้ห่ม (ครูบาศรีวิชัยให้สล่าหนานใจ วรรณจักร ดำเนินการบูรณะแทน)
  • วัดพระธาตุลำปางหลวง ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา (ครูบาศรีวิชัยให้สล่าหนานใจ วรรณจักร ดำเนินการบูรณะแทน)
  • วัดพระธาตุสิงห์เจริญไชย (วัดครกขวาง) ต.ทุ่งงาม อ.เสริมงาม (ครูบาศรีวิชัยให้ครูบามหาวรรณและครูบาอภิชัยขาวปี ดำเนินการบูรณะแทน)
  • วัดสันทุ่งแฮ่ม ต.ไหล่หิน อ.เกาะคา (ครูบาศรีวิชัยให้ครูบาอภิชัยขาวปี ดำเนินการบูรณะแทน)
  • วัดพระธาตุคว่ำหม้อ ต.บ้านเสด็จ อ.เมืองลำปาง
  • วัดพระธาตุหนองเส้ง (ร้าง) ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน
  • วัดดอกด้าย (ร้าง) ต.แม่สัน อ.ห้างฉัตร
  • วัดปลายนาหลวง ต.ทุ่งกว๋าว อ.เมืองปาน
  • วัดท่าด่าน ต.แม่พริก อ.แม่พริก (ปัจจุบันไม่เหลือสภาพ คนละที่กับสำนักสงฆ์บ้านท่าด่าน)

จังหวัดเชียงรายแก้ไข

  • วัดป่าพุทธนิมิตร (วัดพระธาตุมหาโคสเถน) ต.เจริญเมือง อ.พาน
  • วัดพระธาตุกู่แก้ว (วัดพระธาตุดอยกิ่วแก้ว ต.แม่อ้อ อ.พาน
  • วัดพระธาตุดอนมูล (ร้าง) ต.สันกลาง อ.พาน
  • วัดพระธาตุวัวทอง (วัดดอยกำพร้า,วัดพระธาตุกำพร้าวัวทอง) ต.ธารทอง อ.พาน
  • วัดป่าพระธาตุหลวง (วัดพระธาตุดอนเต้า) ต.แม่เย็น อ.พาน
  • วัดพระธาตุดงลาน (วัดพระธาตุศรีดงลาน) ต.ทรายขาว อ.พาน
  • วัดรุกขมูล (ปัจจุบันคือเจดีย์องค์ด้านล่างสุด วัดพระธาตุสามดวง) ต.ป่าหุ่ง อ.พาน
  • วัดป่าซางเรือง (ปัจจุบันคือเจดีย์องค์กลาง วัดพระธาตุสามดวง) ต.ป่าหุ่ง อ.พาน
  • วัดทุตังคะวัด (วัดอนาคา) (ปัจจุบันคือเจดีย์องค์ด้านบนสุด วัดพระธาตุสามดวง) ต.ป่าหุ่ง อ.พาน
  • วัดศรีชุม (วัดบ้านแม่คาวโตน) ต.สันกลาง อ.พาน
  • วัดสันต้นต้อง (วัดพระธาตุศรีดวงแก้ว) ต.ม่วงคำ อ.พาน
  • วัดหนองบัวเงิน (วัดหนองบัวคำ) ต.เมืองพาน อ.พาน
  • วัดพระธาตุดอยงู (วัดพระธาตุผาช้างมูบ,วัดแม่ขาว) ต.เจริญเมือง อ.พาน
  • โรงเรียนองค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาว (โรงเรียนห้วยทรายขาว) ต.ทรายขาว อ.พาน
  • วัดพระธาตุดงสีมา (วัดพระธาตุดงฉิมมา) ต.แม่พริก อ.แม่สรวย
  • วัดพระธาตุจอมหมอกแก้ว (วัดพระธาตุจอมหมอก) ต.จอมหมอก อ.แม่ลาว
  • วัดเจริญเมือง (วัดพระธาตุดอยเต่า) ต.เจริญเมือง อ.พาน
  • วัดทุ่งมะฝาง (วัดป่าผาง) ต.ป่าหุ่ง อ.พาน
  • วัดป่าถ่อนดอนแก้ว ต.ม่วงคำ อ.พาน
  • วัดป่าบงหลวง ต.ป่าหุ่ง อ.พาน
  • วัดป่าสักเหนือ (วัดป่าสักโบสถ์) ต.แม่เย็น อ.พาน
  • วัดปูแกง ต.แม่เย็น อ.พาน
  • วัดพระธาตุจอมแจ้ง (วัดพระธาตุจอมแจ้งสระหนองปลิง) ต.ม่วงคำ อ.พาน
  • วัดพระธาตุจอมแว่ ต.เมืองพาน อ.พาน
  • วัดพระหิน (วัดสันต้นเผิ้ง,วัดพระธาตุขวยปู) ต.ม่วงคำ อ.พาน
  • วัดสันป่ง (วัดมหาวัน) ต.ทานตะวัน อ.พาน
  • วัดพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง (วัดพระธาตุดอยตุง) ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย
  • วัดเกี๋ยงดอย (วัดเชตวัน,วัดพระธาตุจอมศีล) ต.แม่ลอย อ.เทิง
  • วัดเจดีย์หลวง ต.เจดีย์หลวง อ.แม่สรวย
  • วัดแม่ต๋ำ (วัดแม่ต๋ำศรีดอนเต้า) ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย
  • วัดปงสนุก ต.แม่พริก อ.แม่สรวย
  • วัดขุนลาว ต.แม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า
  • วัดป่างิ้ว (วัดป่างิ้วงาม) ต.ป่างิ้ว อ.เวียงป่าเป้า
  • วัดป่าม่วง (วัดป่าเป้าเชียงมั่น) ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า
  • วัดพระธาตุแม่เจดีย์ ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า
  • วัดแม่ขะจาน ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า
  • วัดแม่ห่าง (วัดดอนแก้ว) ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า
  • วัดศรีคำเวียง (วัดศรีก้ำ) ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า
  • วัดศรีสุทธาวาส (วัดหลวงราชคฤห์,วัดกิตติวาส,วัดเจดีย์สุวรรณ) ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า
  • วัดสันกู่ทอง (วัดสันกู่แก้ว) ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า
  • วัดกู่ธาตุดวงเหนือ (ร้าง) ต.เจริญเมือง อ.พาน
  • วัดพระธาตุจอมรุ่ง ต.แม่เย็น อ.พาน
  • วัดสันต้นแหน (วัดป่าติ้ว,วัดม่อนสามเหลียว) ต.แม่เย็น อ.พาน
  • วัดศาลาเชิงดอย ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย
  • วัดพระธาตุปูล้าน ต.ไม้ยา อ.พญาเม็งราย
  • วัดพระธาตุจอมคีรี (วัดพระธาตุป่าแดด) ต.ป่าแดด อ.ป่าแดด
  • วัดพระธาตุจอมสวรรค์ (วัดพระธาตุเด่นหล้าจอมสวรรค์,วัดพระธาตุป่าแดง) (ร้าง) ต.ยางฮอม อ.ขุนตาล
  • วัดยางฮอม (วัดยางหอม) ต.ยางฮอม อ.ขุนตาล
  • วัดสันกอง ต.แม่เย็น อ.พาน (ครูบาศรีวิชัยแวะผ่าน)
  • วัดพื้นเมือง (วัดป่าเปา) ต.สันกลาง อ.พาน (ครูบาศรีวิชัยแวะผ่าน)
  • วัดสันจำปา (วัดจุมปา) ต.แม่พริก อ.แม่สรวย (ครูบาศรีวิชัยแวะผ่าน)
  • วัดหนองข่วง (วัดศรีบุญเรือง) ต.แม่ลอย อ.เทิง (ครูบาศรีวิชัยเป็นประธานยกฉัตรพระเจดีย์)

จังหวัดพะเยาแก้ไข

  • วัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง,วัดทุ่งเอี้ยง) ต.เวียง อ.เมืองพะเยา
  • วัดพระธาตุจอมทอง ต.เวียง-ต.บ้านต๋อม อ.เมืองพะเยา
  • วัดลี ต.เวียง อ.เมืองพะเยา
  • วัดพระธาตุดอยน้อย ต.จำป่าหวาย อ.เมืองพะเยา
  • วัดโป่งเกลือ ต.แม่ปืม อ.เมืองพะเยา
  • วัดใหม่หลวงดงนคร (วัดบ้านใหม่) ต.บ้านใหม่ อ.เมืองพะเยา
  • วัดพระธาตุจำม่วง ต.บ้านเหล่า อ.แม่ใจ
  • วัดเหล่าธาตุ (วัดหางยอย,วัดนาล้อม) ต.บ้านเหล่า อ.แม่ใจ
  • วัดศรีดอนมูล (วัดเหล่ากลางไชยใต้,วัดเหล่าอ้อย) ต.บ้านเหล่า อ.แม่ใจ
  • วัดปูปอ (วัดพระธาตุปูปอ) ต.ดงเจน อ.ภูกามยาว
  • วัดพระธาตุจอมไคร้ ต.ห้วยลาน อ.ดอกคำใต้
  • วัดพระธาตุแจ้โหว้ (วัดพระธาตุดอยป่าสัก) ต.คือเวียง อ.ดอกคำใต้
  • วัดป่าแฝกเหนือ ต.ป่าแฝก อ.แม่ใจ
  • วัดพระธาตุดวงสุพรรณ (วัดธาตุกุด) (ร้าง อยู่ในความดูแลของวัดป่าแฝกเหนือ) ต.ป่าแฝก อ.แม่ใจ
  • วัดพระธาตุกลางทุ่ง (วัดพระธาตุกู่แก้ว,วัดพระธาตุจอมกู่) (ร้าง อยูในความดูแลของวัดสีมา) ต.แม่ใจ อ.แม่ใจ
  • วัดโพธาราม (วัดแม่ใจศรีถ้อย) ต.ศรีถ้อย อ.แม่ใจ
  • วัดศรีดอนตัน (วัดเหล่าหลวง,วัดดอนตัน) ต.บ้านเหล่า อ.แม่ใจ
  • วัดศรีสุพรรณ (วัดแม่ไชยปงสนุก) ต.ศรีสุพรรณ อ.แม่ใจ
  • วัดพระธาตุภูขวาง ต.แม่นาเรือ อ.เมืองพะเยา
  • วัดพระธาตุขิงแกง ต.พระธาตุขิงแกง อ.จุน
  • วัดพระธาตุห้วยไคร้ (วัดพระธาตุม่อนหินขาว) ต.ทุ่งรวงทอง อ.จุน
  • วัดเชียงบาน ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ
  • วัดศรีบุญเรือง (วัดบ้านแพด) ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ
  • วัดศรีเมืองมูล (วัดพระเจ้ากลองดัง) ต.ป่าซาง อ.ดอกคำใต้
  • วัดพระธาตุภูขวาง (วัดพระธาตุภูขวางหลวง) ต.ห้วยแก้ว อ.ภูกามยาว
  • วัดม่อนป่าสัก (วัดคราม,วัดสันพระเจ้าคอปุด) ต.ดงเจน อ.ภูกามยาว

จังหวัดแพร่แก้ไข

  • วัดพระธาตุช่อแฮ ต.ช่อแฮ อ.เมืองแพร่
  • วัดพระธาตุปูตั้บ ต.ทุ่งแล้ง อ.ลอง

จังหวัดแม่ฮ่องสอนแก้ไข

  • วัดเมืองแปง (วัดศรีดอนชัย,วัดศรีวิชัย) ต.เมืองแปง อ.ปาย
  • วัดพระธาตุศรีวิชัย (วัดแม่ปิงเก่า) ต.แม่ฮี้ อ.ปาย
  • วัดพระธาตุจอมแจ้ง (วัดท่าแพม) ต.ทุ่งยาว อ.ปาย
  • วัดน้ำฮู ต.เวียงใต้ อ.ปาย

จังหวัดตากแก้ไข

  • วัดพระบรมธาตุแก่งสร้อย (วัดพระธาตุเกศสร้อย,วัดพระธาตุเกตุสร้อย) ต.บ้านนา อ.สามเงา

จังหวัดสุโขทัยแก้ไข

  • วัดกลางดง ต.กลางดง อ.ทุ่งเสลี่ยม (ครูบาศรีวิชัยให้ครูบาเป็ง ดำเนินการบูรณะแทน

รายนามกู่และสารูปบรรจุอัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัยแก้ไข

รายนามกู่และสารูปบรรจุอัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัย (เชื่อว่ายังมีที่ตกสำรวจอีก)[7]

จังหวัดลำพูนแก้ไข

  • วัดจามเทวี ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน (กู่อัฐิและสารูป)
  • วัดดอยติ ต.ป่าสัก อ.เมืองลำพูน (เก็บในผอบ และสารูป(อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่))
  • วัดบ้านปาง ต.ศรีวิชัย อ.ลี้ (มีหลายส่วน ทั้งกู่อัฐิ ผอบ และสารูป)
  • สำนักสงฆ์พระธาตุโมลีศรีวิชัย ต.นาทราย อ.ลี้ (กู่อัฐิ)
  • สำนักสงฆ์พระเจดีย์ศรีวิชัยจอมคีรี ต.ดงดำ อ.ลี้ (กู่อัฐิ)
  • วัดบ้านโฮ่งหลวง ต.บ้านโฮ่ง อ.บ้านโฮ่ง (กู่อัฐิ)
  • วัดห้วยกาน ต.บ้านโฮ่ง อ.บ้านโฮ่ง (สารูป)
  • ดอยง้ม (ดอยงุ้ม,ดอยโง้ม) ต.ห้วยยาบ อ.บ้านธิ (กู่อัฐิ)
  • วัดดอนตอง ต.แม่แรง อ.ป่าซาง (กู่อัฐิ)

จังหวัดเชียงใหม่แก้ไข

  • วัดสวนดอก พระอารามหลวง ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ (กู่อัฐิและสารูป)
  • วัดหมื่นสาร ต.หายยา อ.เมืองเชียงใหม่ (กู่อัฐิิ)
  • วัดเชียงมั่น ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่ (สารูป)
  • วัดหนองป่าครั่ง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ (กู่อัฐิ)
  • วัดศรีดอนไชย ต.ช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่ (สารูป)
  • วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ (สารูป)
  • แท่งเสาอโศกจำลอง ใกล้กับอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่
  • วัดท่าจำปี ต.ทุ่งสะโตก อ.สันป่าตอง (กู่อัฐิ)
  • วัดพระบาทยั้งหวีด ต.มะขุนหวาน อ.สันป่าตอง (สารูป)
  • วัดป่าแงะวาลุการาม ต.ตลาดขวัญ อ.ดอยสะเก็ต (กู่อัฐิ)
  • วัดพระธาตุดอยกู่ ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ต (กู่อัฐิ)
  • วัดข้าวแท่นน้อย ต.สันทรายหลวง อ.สันทราย (กู่อัฐิ)
  • วัดพระพุทธบาทสี่รอย ต.สะลวง อ.แม่ริม (กู่อัฐิและสารูป)
  • วัดพระธาตุกลางใจเมือง (วัดศรีค้ำ) ต.สันทราย อ.พร้าว (กู่อัฐิ)
  • วัดถ้ำเมืองออน ต.สหกรณ์ อ.แม่ออน (กู่อัฐิ)
  • วัดศรีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี (สารูป)
  • วัดพระนอนแม่ปูคา ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง (กู่อัฐิ ผอบ และสารูป)

จังหวัดลำปางแก้ไข

  • วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ต.เวียงเหนือ อ.เมืองลำปาง (เก็บในผอบ เดิมอยู่ในสารูป)
  • วัดพระบาท ต.พระบาท อ.เมืองลำปาง (สารูป)
  • วัดพระธาตุดอยน้อย ต.ท่าผา อ.เกาะคา (กู่อัฐิ)
  • วัดพระธาตุดอยซาง ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน (สารูป)

จังหวัดเชียงรายแก้ไข

  • วัดพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย (เก็บในผอบใต้สารูป และสารูป)
  • วัดศาลาเชิงดอย ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย (สารูป(อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่))
  • วัดเจริญเมือง ต.เจริญเมือง อ.พาน (กู่อัฐิ)
  • วัดป่าสักเหนือ ต.แม่เย็น อ.พาน (สารูป)
  • วัดดอยกู่ ต.ป่าซาง อ.เวียงเชียงรุ้ง (กู่อัฐิ)
  • วัดศรีชุมประชา ต.ป่าแดด อ.ป่าแดด (สารูป(อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่))
  • วัดป่าบงหลวง ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน (สารูป)
  • วัดแม่พริก ต.แม่พริก อ.แม่สรวย (กู่อัฐิ)

จังหวัดพะเยาแก้ไข

  • วัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) ต.เวียง อ.เมืองพะเยา (กู่อัฐิ)
  • วัดพระธาตุจอมทอง ต.เวียง อ.เมืองพะเยา (สารูป)
  • วัดโพธาราม (วัดศรีถ้อย) ต.ศรีถ้อย อ.แม่ใจ (กู่อัฐิ)
  • วัดศรีเมืองมูล ต.ป่าซาง อ.ดอกคำใต้ (สารูป)
  • วัดดอนตัน ต.ห้วยลาน อ.ดอกคำใต้ (สารูป)
  • วัดพระธาตุแสงแก้วมงคล ต.สันโค้ง อ.ดอกคำใต้ (กู่อัฐิและสารูป)
  • วัดบุญโยชน์ ต.ดอนศรีชุม อ.ดอกคำใต้ (สารูป)
  • สำนักสงฆ์พระธาตุศรีรัตนสุดาราม ต.ห้วยข้าวก่ำ อ.จุน (กู่อัฐิ)
  • วัดพระธาตุภูขวาง ต.ห้วยแก้ว อ.ภูกามยาว (สารูป)

จังหวัดแพร่แก้ไข

  • วัดพระธาตุช่อแฮ ต.ช่อแฮ อ.เมืองแพร่ (กู่อัฐิและสารูป)

จังหวัดแม่ฮ่องสอนแก้ไข

  • วัดน้ำฮู(น้ำออกรู) ต.เวียงใต้ อ.ปาย (สารูป)
  • วัดทุ่งโป่ง ต.ทุ่งยาว อ.ปาย (กู่อัฐิและในผอบ

จังหวัดสุโขทัยแก้ไข

  • วัดกลางดง ต.กลางดง อ.ทุ่งเสลี่ยม (สารูป)

สถานที่สำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับครูบาศรีวิชัยแก้ไข

 
อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ
  • อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
  • อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ภายในวัดดอยติ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน
  • ถนนศรีวิชัย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
  • อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ๔ [8]

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถ
  1. 1.0 1.1 "ตำนานพระเกศสร้อย". Ecole française d'Extrême-Orient. 8 กันยายน 2555. สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2560.
  2. 2.0 2.1 "ไขปริศนาวันเวลาที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพ 20 กุมภาพันธ์, 21 กุมภาพันธ์ หรือ 22 มีนาคม?". มติชนสุดสัปดาห์. 31 สิงหาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2561.
  3. สร้างอนุสาวรีย์”ตนบุญ”ล้านนา”ครูบาเจ้าศรีวิชัย”ใหญ่ที่สุดจาก เชียงใหม่นิวส์
  4. พระสมชาย ธมฺมสาโร (พรมมา) | (2555), "ศึกษาบทบาทพระครูบาศรีวิชัย สิริวิชฺโช ในฐานะนักบุญล้านนา : กรณีศึกษาการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานในล้านนนา". วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
  5. สมาคมชาวลำพูน(กรุงเทพมหานคร); ครูบาเจ้าศรีวิชัย : ตามรอยการปฏิสังขรณ์ก่อสร้างปูชนียสถานโบราณวัตถุ จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่
  6. สมาคมชาวลำพูน(กรุงเทพมหานคร); ครูบาเจ้าศรีวิชัย : ตามรอยการปฏิสังขรณ์ก่อสร้างปูชนียสถานโบราณวัตถุ จังหวัดลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ตาก และสุโขทัย
  7. สมาคมชาวลำพูน(กรุงเทพมหานคร); ครูบาเจ้าศรีวิชัย : สิริชีวประวัติ วัตรปฏิบัติ หลักธรรมคำสอนและมงคลบารมี
  8. ครูบาศรีวิชัย จากเว็บไซต์โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ๔
บรรณานุกรม
  • ราชบัณฑิตยสถาน. สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย เล่ม ๒ อักษร ข - จ. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2545. 420 หน้า. หน้า 87-93. ISBN 974-8123-83-9

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข