นิโคไล เชาเชสกู

(เปลี่ยนทางจาก Nicolae Ceaușescu)

นิโคไล เชาเชสกู (โรมาเนีย : Nicolae Ceauşescu) เป็นนักการเมืองและเผด็จการคอมมิวนิสต์ชาวโรมาเนีย ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์โรมาเนียระหว่างค.ศ. 1965 ถึง 1989 เป็นผู้นำในระบอบคอมมิวนิสต์คนที่สองและคนสุดท้ายของประเทศโรมาเนีย เขายังเป็นประมุขแห่งรัฐตั้งแต่ปีค.ศ. 1967 ในตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งรัฐ และหลังปีค.ศ. 1974 ในตำแหน่งประธานาธิบดี เชาเชสกูถูกโค่นล้มและถูกยิงประหารชีวิตในช่วงการปฏิวัติโรมาเนียเมื่อค.ศ. 1989 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก

นิโคไล เชาเชสกู
Nicolae Ceaușescu
เชาเชสกู ค.ศ. 1988
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์โรมาเนีย
ดำรงตำแหน่ง
22 มีนาคม 1965 – 22 ธันวาคม 1989
ก่อนหน้า กีออร์เก กีออร์กีอู-เดจ
ถัดไป ไม่มี; คอมมิวนิสต์ล่มสลาย
ประธานาธิบดีโรมาเนีย คนที่ 1
ดำรงตำแหน่ง
28 มีนาคม 1974 – 22 ธันวาคม 1989
ถัดไป แนวร่วมปลดปล่อยโรมาเนีย
ประธานคณะมนตรีแห่งรัฐ
ดำรงตำแหน่ง
9 ธันวาคม 1967 – 22 ธันวาคม 1989
ก่อนหน้า ชีวู ชตอยคา
ถัดไป ไม่มี; คอมมิวนิสต์ล่มสลาย
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 26 มกราคม ค.ศ. 1918(1918-01-26)
สกอร์นีเชสตี ราชอาณาจักรโรมาเนีย
เสียชีวิต 25 ธันวาคม ค.ศ. 1989 (71 ปี)
ตีร์โกวิชเต สาธารณรัฐสังคมนิยมโรมาเนีย
พรรคการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์ (1932-1989)
ลายมือชื่อ

ประวัติแก้ไข

นิโคไลเกิดในหมู่บ้านขนาดเล็กชื่อ สกอร์นีเชสตี (Scornicești) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1918 เป็นบุตรคนที่สามในจำนวนเก้าคนของครอบครัวชาวไร่ยากจนเคร่งศาสนา บิดาของเขามีที่ดินขนาดยี่สิบไร่ใช้ปลูกผักและเลี้ยงแกะ นิโคไลหาแบ่งเบาภาระครอบครัวใหญ่ของเขาด้วยการช่วยตัดเสื้อ[1] นิโคไลศึกษาที่โรงเรียนของหมู่บ้านจนถึงอายุสิบเอ็ดปี แล้วจึงย้ายไปยังกรุงบูคาเรสต์ เหตุผลของการย้ายไม่เป็นที่แน่ชัด บางสำนักข่าวระบุว่าเขาหนีจากความเข้มงวดของครอบครัว

 
เชาเชสกูต้อนรับกองทัพแดงยกพลเข้ากรุงบูคาเรสต์ สิงหาคม ค.ศ. 1944

ที่กรุงบูคาเรสต์ เขาทำงานในโรงงานรองเท้าอเล็กซันดรู ซันดูเลสกู (Alexandru Săndulescu) สมาชิกคนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งขณะนั้นถือเป็นพรรคการเมืองนอกกฎหมาย และแล้วเชาเชสกูก็เข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆของพรรคคอมมิวนิสต์ (เข้าเป็นสมาชิกในค.ศ. 1932) เนื่องจากเชาเชสกูอายุยังน้อย จึงไม่ได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญ เชาเชสกูถูกจับกุมครั้งแรกในค.ศ. 1933 ขณะมีอายุสิบห้าปี ฐานทะเลาะวิวาทบนท้องถนนในช่วงการนัดหยุดงาน และถูกจับกุมอีกหลายครั้งจากการทำกิจกรรมสังคมนิยม[2] และกลายเป็นหนึ่งในนักกิจกรรมคอมมิวนิสต์ที่ทางการจับตามอง

ครองอำนาจแก้ไข

 
เติ้ง เสี่ยวผิง, เชาเชสกู และเลโอนิด เบรจเนฟ กรุงบูคาเรสต์ ค.ศ. 1965

ภายหลังประเทศโรมาเนียตกอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบคอมมิวนิสต์เมื่อค.ศ. 1947 เชาเชสกูได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตร, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อมาในค.ศ. 1952 ได้เป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์โรมาเนีย-กีออร์เก กีออร์กีอู-เดจ ถึงแก่อสัญกรรมในค.ศ. 1965 เชาเชสกูได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์คนที่สอง

ช่วงแรกของการครองอำนาจ เชาเชสกูมีนโยบายต่อต้านอิทธิพลของสหภาพโซเวียต ทำให้เขาได้รับความนิยมจากชาวโรมาเนียและจากชาติตะวันตก เขาอนุมัติกฎหมายเซ็นเซอร์สื่อและประกาศว่าโรมาเนียจะยุติบทบาทในกติกาสัญญาวอร์ซอ แต่ยังคงสถานะสมาชิกภาพอยู่ เขาประณามอย่างเปิดเผยต่อการบุกครองเชโกสโลวาเกียของฝ่ายกติกาสัญญาวอร์ซอในค.ศ. 1968 ซึ่งส่งผลให้ความนิยมของเขาพุ่งสูง เชาเชสกูมีความทะเยอทะยานนำพาประเทศโรมาเนียเป็นมหาอำนาจของยุโรป นโยบายของเขาด้านเศรษฐกิจ, การต่างประเทศ และกิจการในประเทศต่างถูกออกแบบมาเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น[3] เชาเชสกูดำเนินนโยบายต่างประเทศเข้าหาสหรัฐและชาติยุโรปตะวันตก โรมาเนียกลายเป็นประเทศแรกในกติกาสัญญาวอร์ซอที่ยอมรับอิทธิพลของเยอรมนีตะวันตกและเข้าร่วมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และในค.ศ. 1971 โรมาเนียกลายเป็นสมาชิกในความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ประเทศโรมาเนียกับประเทศยูโกสลาเวียเป็นเพียงสองชาติในยุโรปตะวันออกที่เข้าร่วมความตกลงทางการค้ากับประชาคมเศรษฐกิจยุโรปก่อนการล่มสลายของกลุ่มตะวันออก[4]

 
หลังค.ศ. 1971 เชาเชสกูจัดตั้งลัทธิเชิดชูตัวเอง

แม้ว่าเชาเชสกูมีนโยบายออกห่างโซเวียตและเข้าหาชาติเสรี แต่ในเวลาไม่กี่ปี รัฐบาลของเขากลายเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จและถูกกล่าวขานว่าเป็นรัฐบาลกดขี่ที่สุดในประเทศกลุ่มตะวันออก หลังค.ศ. 1971 เขาเริ่มออกโฆษณาชวนเชื่อและจัดตั้งลัทธิเชิดชูท่านผู้นำ มีรูปภาพของเขาติดอยู่ในทุกสถานที่ ตำรวจลับและฝ่ายความมั่นคงดำเนินการสอดแนมมวลชนและปราบปรามฝ่ายต่อต้าน มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีการควบคุมคุกคามสื่อมวลชน

ความล้มเหลวในการร่วมทุนด้านกิจการน้ำมันในทศวรรษที่ 1970 นำไปสู่การพุ่งทะยานของหนี้ต่างประเทศ ในปีค.ศ. 1982 ประธานาธิบดีเชาเชสกูสั่งการให้รัฐบาลเพิ่มการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ต่างประเทศ คุณภาพชีวิตของชาวโรมาเนียตกต่ำลงอย่างมาก

ถูกโค่นอำนาจแก้ไข

ดูบทความหลักที่: การปฏิวัติโรมาเนีย

22 ธันวาคม ค.ศ. 1989 เชาเชสกูกล่าวสุนทรพจน์โฆษณาความสำเร็จของระบอบคอมมิวนิสต์ต่อฝูงชนราวหนึ่งแสนคนที่อาคารพรรคคอมมิวนิสต์ในกรุงบูคาเรสต์อย่างเช่นทุกครั้ง เมื่อกล่าวสุนทรพจน์ได้แปดนาที มวลชนเริ่มส่งเสียงโห่และร้องตะโกน เขาชูมือเพื่อปราม ความสงบกลับคืนมาอีกครั้ง เขาเริ่มกล่าวสุนทรพจน์ต่อ สีหน้าตื่นตระหนกของเขาตอนถูกโห่และตะโกนใส่ถูกถ่ายทอดสดไปทั่วยุโรปตะวันออก[5] แต่แล้วเหตุการณ์ก็เริ่มควบคุมไม่ได้ เกิดเสียงปืนดังขึ้น เขาเข้าไปหลบภายในอาคารและประกาศกฎอัยการศึก มีการชุมนุมใหญ่ที่จัตุรัสมหาวิทยาลัยและถูกปราบปรามโดยกำลังตำรวจ มีผู้ถูกจับกุมหลายร้อยคน

การปราบปรามประชาชนทำให้เหตุการณ์ลุกลามไปในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศ รัฐมนตรีกลาโหม-วาซีลี มีเลีย (Vasile Milea) เสียชีวิตอย่างปริศนา ทางการประกาศว่ามีเลียฆ่าตัวตาย หลังจากนั้น ประธานาธิบดีเชาเชสกูประกาศเป็นผู้นำกองทัพด้วยตนเอง ทหารจำนวนมากเชื่อว่ารัฐมนตรีกลาโหมถูกฆาตกรรม จึงพากันย้ายข้างมาเข้ากับฝ่ายประชาชนปฏิวัติ ถึงจุดนี้ นายทหารระดับสูงเห็นว่าเชาเชสกูหมดความชอบธรรมและไม่ต้องการรับใช้รัฐบาลเชาเชสกูอีกแล้ว เชาเชสกูดิ้นรนครั้งสุดท้ายโดยการออกมาเกลี้ยกล่อมฝูงชนที่หน้าอาคารแต่ถูกขว้างปาสิ่งของใส่ และแล้วเขาก็ตัดสินใจหลบหนีด้วยเฮลิคอปเตอร์

ถูกประหารชีวิตแก้ไข

เชาเชสกูและพวกหนีออกจากเมืองหลวงโดยเฮลิคอปเตอร์ ฝ่ายปฏิวัติประกาศชัยชนะและประกาศจัดตั้งคณะรัฐบาลเฉพาะกาล เมื่อเฮลิคอปเตอร์ของเชาเชสกูไปถึงบริเวณเมืองตีมีชวาราก็จำเป็นต้องร่อนลงจอดและทิ้งเครื่องไว้เนื่องจากกองทัพประกาศให้ทั้งประเทศเป็นเขตห้ามบิน เชาเชสกูถูกตำรวจจับกุมและส่งตัวให้แก่กองทัพ ในวันคริสมาสต์ เขาเข้ารับการพิจารณาคดีโดยศาล ตามคำสั่งของของแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ (คณะรัฐบาลเฉพาะกาล) ศาลพิพากษาว่าเขามีความผิดฐานยักยอกเงินรัฐและกระทำพันธฆาต เขาถูกประหารชีวิตด้วยการยิงโดยแถวทหาร[6]

อ้างอิงแก้ไข

  1. Gruia, Cătălin (29 July 2013). The Man They Killed on Christmas Day. United Kingdom: Createspace Independent Pub. p. 42. ISBN 978-1492282594.
  2. Gruia, p. 43
  3. Crampton, Richard Eastern Europe In the Twentieth Century-And After, London: Routledge, 1997 page 355.
  4. Martin Sajdik, Michaël Schwarzinger (2008). European Union enlargement: background, developments, facts. New Jersey, USA: Transaction Publishers. p. 10. ISBN 978-1-4128-0667-1.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  5. Sebetsyen, Victor (2009). Revolution 1989: The Fall of the Soviet Empire. New York City: Pantheon Books. ISBN 978-0-375-42532-5.
  6. "Nicolae Ceaușescu". Biography.com.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

  วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Nicolae Ceauşescu