เม็กกาโลดอน

เม็กกาโลดอน
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่:
AquitanianZanclean, c. 23–3.6Ma
Large black model of shark jaws with two visible rows of teeth, suspended by wires inside a room.
แบบจำลองของขากรรไกรเม็กกาโลดอน ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกา
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Chondrichthyes
ชั้นย่อย: Elasmobranchii
อันดับ: Lamniformes
วงศ์: Otodontidae
สกุล: Otodus
สปีชีส์: O.  megalodon
ชื่อทวินาม
Otodus megalodon
Agassiz, ค.ศ. 1843 [1]
ชื่อพ้อง[2][3][4][5]

เม็กกาโลดอน (อังกฤษ: Megalodon; มาจากภาษากรีกโบราณคำว่า μέγας (megas) "ใหญ่, ทรงพลัง" และ ὀδoύς (odoús), "ฟัน"—ต้นกำเนิดคือ odont-, ตามที่ในรูปแบบสัมพันธ์รูปแบบ ὀδόντος, odóntos; หมายความโดยรวม คือ ฟันใหญ่[6]) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า เม็ก (Meg[7]) ปลาฉลามเป็นปลาฉลามขนาดใหญ่ เดิมใช้ชื่อวิทยาศาตร์ว่า Carcharocles megalodon แต่ปัจจุบันได้มีการพิจารณาใหม่ให้ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Otodus megalodon อยู่ในวงศ์ Otodontidae ซึ่งเป็นวงศ์ของปลาฉลามขนาดใหญ่ที่สูญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในอันดับ Lamniformes[8][9][10]

ในช่วงที่มีชีวิตอยู่แก้ไข

เม็กกาโลดอน มีชีวิตอยู่ในราว 23 ถึง 2.6 ล้านปีก่อน (ไมโอซีนตอนต้นถึงไพลโอซีน[8]) ถึงโดยแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรในแถบทวีปอเมริกาใต้ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เม็กกาโลดอนกินอาหารโดยไม่เลือก และอาจจะกินวาฬได้ด้วย เนื่องจากมีการขุดค้นพบกระดูกวาฬที่มีรอยฟันคล้ายรอยฟันของปลาฉลามกัด เชื่อว่าเป็นรอยฟันของเม็กกาโลดอน โดยเหยื่อของเม็กกาโลดอนชนิดหนึ่ง คือ ออโดเบ็นโอเซ็ทออป ซึ่งเป็นวาฬในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะคล้ายนาร์วาฬในยุคปัจจุบัน

ขนาดแก้ไข

โครงกระดูกของฉลามนั้นเป็นกระดูกอ่อนแทบจะทั้งหมด ฉะนั้นซากทั้งหมดที่เหลืออยู่ของเม็กกาโลดอนจึงเป็นกระดูกขนาดเท่าจานเพียงไม่กี่ชิ้นจากกระดูกสันหลังของมัน  และฟันที่แหลมคมมากยาว7นิ้ว

ประมาณโดยเฉลี่ยแก้ไข

เนื่องจากเม็กกาโลดอนเป็นปลากระดูกอ่อนเวลาที่มันตายจะไม่ลงเหลือมาเป็นซากดึกดำบรรพ์จึงมีการประมาณขนาดที่ขัดแย้งกันมากมาย โดยแรกเริ่ม นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ว่าเมกาโลดอนมีขนาด 20-25 เมตร (65-82 ฟุต) ต่อมาได้มีการให้ลดขนาดจากการอิงฟอสซิลส่วนขากรรไกรทำให้มีขนาดราว 18 เมตร (60 ฟุต) แต่การศึกษาในปี 2015 ได้มีการประมาณขนาดที่ประมาณความยาวเฉลี่ย 10.5 เมตร (34 ฟุต) เป็นไปได้ว่าเม็กกาโลดอนทั่วโลก มีขนาดร่างกายและพฤติกรรมที่แต่งต่างกันเนื่องความกดดันทางระบบนิเวศที่ต่างกัน และในปี 2020 โดยพิจารณาจากปลาฉลามขาว ปลาฉลามมาโก Lamna ชี้ให้เห็นว่าเม็กกาโลดอน ยาว 11-14 เมตร (34-46 ฟุต) ซึ่งนั่นพิสูจน์ว่า เมกาโลดอนไม่ใช่ฉลามที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่เป็นเพียงฉลามขนาดใหญ่เท่านั้น ขณะที่ฉลามวาฬ จะมีขนาด 9-15 เมตร (30-50 ฟุต) จะมีส่วนหัวที่ยาว 4.65 ม. (15.3 ฟุต), 1.41 ม. (4 ฟุต 8 นิ้ว) ร่องเหงือกสูงครีบหลังสูง 1.62 ม. (5 ฟุต 4 นิ้ว) ครีบอกยาว 3.08 ม. (10 ฟุต 1 นิ้ว) และครีบหางสูง 3.85 ม. (12 ฟุต 8 นิ้ว) เม็กกาโลดอนเพศผู้ที่โตเต็มที่อาจมีมวล 12.6 ถึง 33.9 เมตริกตัน (13.9 ถึง 37.4 ตันสั้น) และตัวเมียที่โตเต็มที่อาจมีน้ำหนัก 27.4 ถึง 59.4 เมตริกตัน (30.2 ถึง 65.5 ตันสั้น)และตัวเมียที่โตเต็มที่อาจมีน้ำหนัก 27.4 ถึง 59.4 เมตริกตัน (30.2 ถึง 65.5 ตันสั้น) ความเร็วในการว่ายน้ำคาดว่าโดยทั่วไปแล้วเม็กกาโลดอนจะว่ายน้ำที่ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (11 ไมล์ต่อชั่วโมง) - โดยทั่วไปแล้วมวลร่างกายอยู่ที่ 48 เมตริกตัน (สั้น 53 ตัน) ซึ่งสอดคล้องกับสัตว์น้ำอื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่ เช่นวาฬฟิน (Balaenoptera physalus) ซึ่งโดยทั่วไปจะว่ายน้ำด้วยความเร็ว 14.5 ถึง 21.5 กม. / ชม.

การสูญพันธุ์และการอ้างว่ามีการพบเห็นแก้ไข

ปัจจุบัน เม็กกาโลดอนได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วราว 2 ล้านปีก่อน คาดว่าอาจเป็นเพราะ วาฬเริ่มอพยพสู่เขตน้ำเย็น ซึ่งเม็กกาโลดอนอาศัยอยู่ได้แค่เขตน้ำอุ่นเท่านั้น มันไม่สามารถเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายได้เหมือน ปลาฉลามขาว จึงไม่มีอาหารขนาดใหญ่พอสำหรับมัน จึงเป็นสาเหตุให้เม็กกาโลดอนเริ่มสูญพันธุ์ไปจนหมด แต่ยังเหลือปลาที่มีความใกล้เคียงกันที่สุดก็คือ ปลาฉลามขาว ความใหญ่และน่ากลัวของเม็กกาโลดอนทำให้มีผู้นำไปสร้างเป็นนวนิยายและภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง เช่น Shark Attack 3: Megalodon ในปี ค.ศ. 2002, นวนิยายเรื่อง Megalodon เขี้ยวมหึมาสึนามิ นวนิยายแนววิทยาศาสตร์สยองขวัญ โดย ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักเขียนและนักสมุทรศาสตร์ชาวไทย ในปี ค.ศ. 2005 หรือสารคดีทางโทรทัศน์เรื่อง Megalodon: The Monster Shark Lives เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2013 ทางช่องดิสคัฟเวอรี [11]

อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 1933 มีชายชาวอเมริกันคนหนึ่งอ้างว่า เขาได้พบเห็นปลาฉลามตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าปลาฉลามปกติทั่วไปหลายเท่า โดยพบที่มหาสมุทรแปซิฟิกนอกชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา เขาอ้างว่าเฉพาะหัวส่วนของมันมีขนาดใหญ่ราว 10 ฟุต[7]

อนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ติดตั้งกล้องน้ำลึกเพื่อบันทึกภาพการกินเหยื่อของฉลาม และพบฉลามตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่มาก โดยที่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่า มันคือปลาฉลามชนิดไหน แต่อาจมีความเป็นไปได้ว่า คือ เม็กกาโลดอน (แต่มีผู้สันนิษฐานว่า คือ ปลาฉลามสลีปเปอร์แปซิฟิก (Somniosus pacificus) ซึ่งโตเต็มที่ยาวได้ 7 เมตร)

อ้างอิงแก้ไข

  1. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ agassiz1833
  2. "Otodus (Megaselachus) megalodon (Agassiz, 1837)". SharkReferences.com. สืบค้นเมื่อ 24 October 2017.
  3. Eastman, C. R. (1904). Maryland Geological Survey. 2. Baltimore, Maryland: Johns Hopkins University. p. 82.
  4. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ cappetta
  5. Hay, O. P. (1901). "Bibliography and Catalogue of the Fossil Vertebrata of North America". Bulletin of the United States Geological Society (179): 308.
  6. μέγας. Liddell, Henry George; Scott, Robert; A Greek–English Lexicon at Perseus Project. Also, ὀδούς in Liddell and Scott. Retrieved 11 August 2013.
  7. 7.0 7.1 Mystery Hunters (TV Series 2002– ) ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  8. 8.0 8.1 Pimiento, C.; MacFadden, B. J.; Clements, C. F.; Varela, S.; Jaramillo, C.; Velez-Juarbe, J.; Silliman, B. R. (2016-03-30). "Geographical distribution patterns of Carcharocles megalodon over time reveal clues about extinction mechanisms". Journal of Biogeography. 43 (8): 1645–1655. doi:10.1111/jbi.12754.
  9. Pimiento, C.; Clements, C. F. (2014-10-22). "When Did Carcharocles megalodon Become Extinct? A New Analysis of the Fossil Record". PLoS ONE. 9 (10): e111086. doi:10.1371/journal.pone.0111086.
  10. Pimiento, C.; Balk, M. A. (2015-06-04). "Body-size trends of the extinct giant shark Carcharocles megalodon: a deep-time perspective on marine apex predators". Paleobiology. 41 (3): 479–490. doi:10.1017/pab.2015.16. PMC 4541548. PMID 26321775.
  11. "Shark Week 'Megalodon: The Monster Shark Lives' Tries To Prove Existence Of Prehistoric Shark (VIDEO)". Huff Post Green. 5 August 2013. สืบค้นเมื่อ 11 August 2013.

ดูเพิ่มแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

เอกสารอ่านเพิ่มเติมแก้ไข

  • Bretton W. Kent (1994). Fossil Sharks of the Chesapeake Bay Region. Egan Rees & Boyer, Inc.; 146 pages. ISBN 1-881620-01-8
  • Dickson, K. A.; Graham, J. B. (2004). "Evolution and consequences of endothermy in fishes". Physiological and Biochemical Zoology. 77 (6): 998–1018. doi:10.1086/423743. PMID 15674772.