เปิดเมนูหลัก

เซ็นทรัล วิลเลจ (อังกฤษ: Central Village) เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชยกรรมแบบผสมของเซ็นทรัลพัฒนา บนเนื้อที่ 100 ไร่ บนถนนสุวรรณภูมิ 3 ในพื้นที่ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ประกอบด้วยศูนย์การค้าและโรงแรม ตั้งเป้าจับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศกว่า 2 ล้านคนต่อปี ด้วยจุดเด่นด้านทำเลที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 5 นาทีจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ 45 นาทีจากใจกลางกรุงเทพมหานคร

เซ็นทรัล วิลเลจ
Central-village.jpg


ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง 98, 98/1 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 (ถนนสุวรรณภูมิ 3) ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
สถานะ เปิดให้บริการ (ภายใต้คำสั่งคุ้มครองของศาลปกครอง)
เปิดบริการ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562
การใช้งาน
พื้นที่ 40,000 ตารางเมตร
จำนวนชั้น 1 ชั้น
ความจุที่จอดรถ 2,700 คัน
บริหารโดย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
เว็บไซต์ เซ็นทรัล วิลเลจ

ภาพรวมแก้ไข

เซ็นทรัล วิลเลจ เป็นโครงการพัฒนาศูนย์การค้ารูปแบบเปิดในลักษณะของ Outdoor Luxury Outlet ตัวอาคารได้รับการออกแบบต่อยอดจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ที่ผสมผสานการออกแบบทั้งรูปแบบศูนย์การค้าแบบเปิด (Outdoor) และศูนย์การค้าแบบปิด (Indoor) ออกแบบโดยใช้สถาปัตยกรรมแบบไทยร่วมสมัย[1][2]

การจัดสรรพื้นที่แก้ไข

เซ็นทรัล วิลเลจ มีพื้นที่โครงการ 40,000 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 100 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่สำคัญดังนี้

  • ร้านค้าเอาท์เลทกว่า 135 ร้านค้า โดยมีร้านอาดิดาส อันเดอร์อาร์เมอร์ โค้ช และไมเคิลคอร์เป็นร้านขนาดใหญ่ในพื้นที่
  • ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในรูปแบบเอาท์เลทสโตร์ (ลักซ์ แกลอรี่ และโฮมแอนด์ลิฟวิ่ง)
  • ไทย พาวิลเลี่ยน ร้านค้าสินค้าในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ภายใต้ความร่วมมือกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
  • ท็อปส์ มาร์เก็ต
  • จุดบริการนักท่องเที่ยวและประชาชน
  • ศูนย์อาหารฟู้ด วิลเลจ

พื้นที่จัดสรรในอนาคตแก้ไข

  • โรงแรม 200 ห้อง

การคมนาคมแก้ไข

รถโดยสารประจำทางและรถตู้ร่วมให้บริการ
  • สาย R26E โรงพยาบาลรามาธิบดี - สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ (เฉพาะขาไปสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์)
  • สาย 552 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Bus Terminal)-สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อ่อนนุช (เฉพาะขาไปบีทีเอส อ่อนนุช)
รถโดยสารร่วมให้บริการ (Shuttle Bus)
ระบบขนส่งมวลชน
  • รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
    • สถานีลาดกระบัง (ใช้ทางออกถนนร่มเกล้าเพื่อเข้าลานจอดรถของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อต่อรถโดยสารร่วมให้บริการไปเซ็นทรัล วิลเลจ)
    • สถานีสุวรรณภูมิ (ใช้ทางออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้วใช้รถเวียนภายในไป Bus Terminal เพื่อต่อรถตู้สาย 552 หรือใช้ทางออกโรงแรมโนโวเทลกรุงเทพสุวรรณภูมิ ต่อรถโดยสารร่วมให้บริการไปเซ็นทรัล วิลเลจ)
  • รถไฟฟ้าสายสีฟ้าอ่อน (ช่วงธนาซิตี้ - ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) สถานีเกริกวิทยาลัย (โครงการในอนาคต)

กรณีพิพาทกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)แก้ไข

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้เข้าแจ้งความต่อ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีพีเอ็น วิลเลจ จำกัด ว่า "ฐานก่อสร้างโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ รุกล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ของราชพัสดุ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของกรมท่าอากาศยานไทย และเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแล ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ" พร้อมทั้งนำกำลังพลเจ้าหน้าที่ทั้งภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรบางพลีกว่า 20 นาย แท่งแบริเออร์ และเต็นท์ผ้าใบขนาดใหญ่ เข้าปิดพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ ทุกทางเข้าพื้นที่ พร้อมทั้งขึงเส้นแดงไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าออกพื้นที่เป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร และตั้งป้ายประกาศขนาดใหญ่โดยฝ่ายบริหารทรัพย์สิน ทอท. ว่า "พื้นที่ในความครอบครองของ ทอท. ห้ามผู้ใดบุกรุก มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฏหมายโดยเด็ดขาด" ตั้งแต่เย็นของวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ส่งผลให้ บริษัท สยามมัลติคอน จำกัด ผู้รับเหมาก่อสร้างศูนย์การค้าฯ ไม่สามารถนำรถบรรทุกเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ตามสัญญา และผู้รับเหมาต้องนำอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้างใส่รถเข็นเข็นเข้าพื้นที่แทน

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว บริษัท ซีพีเอ็น วิลเลจ จำกัด ผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้า ได้ตั้งป้ายข้อความคัดค้านทันทีว่า "โครงการนี้ตั้งอยู่ติดทางหลวงแผ่นดิน มิได้มีการรุกล้ำพื้นที่ใคร" พร้อมขึ้นป้ายประกาศความหมายของคำว่า "ทางหลวงแผ่นดิน" และ "ไหล่ทาง" ตามความหมายที่บัญญัติโดยราชบัณฑิตยสถาน ก่อนเชิญสื่อมวลชนร่วมชมพื้นที่พร้อมชี้แจงปัญหาออกเป็น 3 ประเด็นดังนี้

  1. ที่ดินของศูนย์การค้า เป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนาได้รับใบอนุญาตในการเชื่อมต่อพื้นที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากกรมทางหลวง อันเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจเชื่อมต่อไหล่ทางแต่เพียงผู้เดียว และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ที่ดินของศูนย์การค้าไม่ได้เป็น "ที่ดินตาบอด" ตามที่ ทอท. กล่าวอ้าง
  2. โครงการนี้ได้ปฏิบัติตามกฎหมายผังเมืองและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องในการก่อสร้างในพื้นที่สีเขียว บริเวณ ก1-10 ไม่เกินร้อยละ 10 ของที่ดินพื้นที่สีเขียวบริเวณดังกล่าว โดยโครงการได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายผังเมือง และไม่ได้มีการขอปรับผังเมืองแต่อย่างใด
  3. เซ็นทรัลพัฒนาได้ขออนุญาตก่อสร้างในบริเวณพื้นที่เขตปลอดภัยในการเดินอากาศจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยอย่างถูกต้องเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560 และวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 โดยโครงการมีความปลอดภัยต่อการบิน ไม่ได้ละเมิดกฎใด ๆ ทั้งด้านความสูง และไม่มีกิจกรรมใด ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานสนามบินหรือรบกวนการบินแต่อย่างใด

หลังจากชี้แจงทั้งสามประเด็น เซ็นทรัลพัฒนาได้ยื่นเข้าฟ้อง ทอท. ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ในฐาน "กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดกรณีบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กับพวก (บริษัท ซีพีเอ็น วิลเลจ จำกัด) ซึ่งกำลังดำเนินโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ต บริเวณใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ได้รับอนุญาตให้ทำทางเชื่อมในเขตทางหลวงได้เป็นการชั่วคราวจากผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน แต่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ทอท. ตั้งเต็นท์ขวางทางเข้าออกโครงการและไม่อนุญาตให้ผู้ใดใช้ทางดังกล่าว เป็นเหตุให้ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กับพวก ได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย" โดยเรียกค่าเสียหายจาก ทอท. เป็นจำนวนเงิน 150.1 ล้านบาท พร้อมทั้งขออำนาจศาลให้กำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยให้ทอท. รื้อถอนสิ่งกีดขวางใด ๆ ออกไปจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370[3] ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562[4] ส่งผลให้เซ็นทรัลพัฒนาสามารถเปิดให้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ ได้ตามปกติในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562[5]

หลังมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีการเรียกประชุมหน่วยงานทั้ง กระทรวงคมนาคม (ในฐานะหน่วยงานใหญ่ของ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กรมท่าอากาศยาน และ ท่าอากาศยานไทย) และกระทรวงมหาดไทย (ในฐานะหน่วยงานใหญ่ของ กรมทางหลวง) เพื่อหาข้อยุติข้อพิพาทระหว่าง ทอท. และเซ็นทรัลพัฒนา โดยที่ประชุมมีการสรุปเบื้องต้นว่า ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 เป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบร่วมกันของกรมทางหลวง และกรมท่าอากาศยาน มิใช่พื้นที่ในความรับผิดชอบของ ทอท. เนื่องจากกรมท่าอากาศยานได้จัดซื้อที่ดินส่วนนี้จากประชาชนด้วยงบประมาณในช่วงปี 2511 - 2513 เพื่อใช้ในราชการของกรมท่าอากาศยาน และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินราชพัสดุเป็นจำนวน 26 ทะเบียน รวมเนื้อที่ประมาณ 184-13-26 ไร่ ซึ่งภายหลังกรมท่าอากาศยานได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินส่วนนี้เป็นทางเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้านถนนบางนา-บางวัว และทางพิเศษบูรพาวิถี และให้กรมทางหลวงขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงแผ่นดิน จึงถือได้ว่าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 มีสถานะเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน แต่เนื่องจากการดำเนินการโอนสิทธิ์ระหว่างกรมท่าอากาศยานและกรมทางหลวงยังไม่เรียบร้อย ทำให้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าหน่วยงานใดมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเชื่อมทางหลวงเส้นนี้[6]

แหล่งอ้างอิงแก้ไข