ทรรศนะคาทอลิกต่อบัญญัติสิบประการ

บทความนี้เกี่ยวข้องกับ
บัญญัติ 10 ประการ
บัญญัติสิบประการภาษาฮีบรู
บทบัญญัติ
เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า
ห้ามมีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา
ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน
ห้ามใช้พระนามพระเจ้าของเจ้าไปในทางที่ผิด
จงระลึกถึงวันสะบาโต
จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า
ห้ามฆ่าคน
ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา
ห้ามลักขโมย
ห้ามเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน
ห้าม​โลภ​
บทความที่เกี่ยวข้อง
แผ่นศิลาพระโอวาท
ถ้อย‍คำ​แห่ง​พันธ‌สัญญา
หีบแห่งพันธสัญญา
ทรรศนะคาทอลิกต่อบัญญัติสิบประการ
พระ‍บัญญัติ​ข้อ​ที่​สำคัญ​ที่​สุด

ทรรศนะคาทอลิกต่อบัญญัติสิบประการ (อังกฤษ: Catholic doctrine regarding the Ten Commandments) เป็นการกำหนดบัญญัติสิบประการโดยพระสันตปาปา เพื่อเป็นแนวทางให้กับคริสต์ศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิกทั่วโลก[1] โดยการกำหนดรูปแบบข้อบัญญัตินี้เรียกว่า คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งถือตามฉบับนักบุญออกัสติน[2] ใช้ในนิกายโรมันคาทอลิกทั่วโลก

บทบัญญัติ 10 ประการ ของ นิกายโรมันคาทอลิกแก้ไข

เราคือองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน

  1. จงนมัสการ องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าองค์เดียวของท่าน
  2. อย่าออกพระนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ
  3. อย่าลืมฉลองวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์
  4. จงนับถือบิดามารดา
  5. อย่าฆ่าคน
  6. อย่าผิดประเวณี
  7. อย่าลักขโมย
  8. อย่าพูดเท็จใส่ร้ายผู้อื่น
  9. อย่าปลงใจผิดประเวณี
  10. อย่ามักได้ทรัพย์สินของผู้อื่น

ข้อแตกต่างจากนิกายอื่น ๆแก้ไข

ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตนแก้ไข

เนื่องจากนิกายโรมันคาทอลิกมีรูปปั้นพระเยซู แม่พระ และนักบุญ เป็นจำนวนมาก เมื่อครั้งเกิดการปฏิรูปศาสนาช่วงการแตกแยกออกเป็นนิกายโปรเตสแตนต์ (ค.ศ. 1517-1648) พระศาสนคาทอลิกได้จัดเรียงบทบัญญัติ 10 ประการใหม่ ตามที่นักบุญออกัสตินแห่งฮิปโปใช้เมื่อช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 โดยนำข้อห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน จากเดิมเป็นบัญญัติข้อที่ 2 ไปรวมและต่อท้ายจากข้อที่ 1 และไม่แสดงข้อความ[3][4] เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการตอบคำถามที่ว่า นิกายโรมันคาทอลิกมีรูปเคารพมากมาย แต่พระสันตปาปาระบุว่าเป็นเพียงรูปปั้นเพื่อการระลึกถึงเท่านั้น และยังให้ความเห็นอีกว่า การห้ามมีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากพระยาห์เวห์ก็เป็นกฎที่ห้ามสร้างรูปเคารพอยู่แล้ว แต่ศาสนิกคณะอื่น ๆ เช่น ศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ (นิกายอีสเทิร์นออร์โธด็อกซ์) , (นิกายโปรเตสแตนต์) และศาสนาอิสลาม ให้ความเห็นว่าเป็นรูปเคารพที่องค์พระผู้เป็นเจ้าห้ามสร้างไว้ แต่พระศาสนจักรพยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามนี้ต่อสาธารณะชนและกล่าวว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็เป็นฝ่ายโปรเตสแตน์ ซึ่งแปลว่าคัดค้าน และการที่ไม่แสดงข้อความนี้ ทำให้ ศาสนาคริสต์ฝ่ายโปรเตสแตนต์ (คริสตจักรลูเทอแรน) ตัดข้อ"ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน"ออกไปในที่สุด ซึ่งในคริสตจักรลูเทอแรนนี้ ปัจจุบันไม่มีข้อห้ามทำรูปเคารพสำหรับตนอีกด้วย ในภายหลังคริสตจักรแองกลิคันจึงใช้บัญญัติ 10 ประการตามพระศาสนจักร

ในศาสนายูดาห์ ซึ่งเดิมโมเสสได้รับแผ่นศิลาพระโอวาทจากพระยาห์เวห์บนภูเขาซีนาย โดยหลักฐานใหม่ค้นพบว่า ตามความจริงแล้วแผ่นศิลาได้กำหนดข้อบัญญัติ 10 ประการนี้เป็นรายบรรทัด ซึ่งเป็นสารบบบัญญัติที่พบได้ในแบบนิกายโปรเตสแตนต์ นิกายออร์ทอดอกซ์ และศาสนายูดาห์ใช้ในปัจจุบัน จึงสรุปได้ว่า ศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (สมัยก่อนการปฏิรูปศาสนา) และศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ (ส่วนใหญ่) เรียงสารบบข้อบทบัญญัติเป็นแบบเดียวกัน[5] คือแบบเซปตัวจินต์ แต่เมื่อมีการปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปรเตสแตนต์ จึงทำให้นิกายโรมันคาทอลิก โยกย้ายพระบัญญัติใหม่ตามรูปแบบของนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป เพื่อให้เกิดความแตกต่างและเป็นผลจากการเมืองศาสนาในกรุงโรมสมัยนั้น

การค้นพบซากเมือง Dura-Europos synagogue นอกจากจะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีความสำคัญทางศาสนาอย่างมาก เพราะการค้นพบศาลาธรรมของศาสนายูดาห์ที่คาดอายุว่าอยู่ในช่วง ค.ศ.200 ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พบว่าปรากฏภาพจิตรกรรมบรรยายเรื่องราวในพันธสัญญาเดิม ทั้งโมเสส เอสเธอร์ อยู่รอบศาลาธรรมและแท่นบูชา อันเป็นการสะท้อนให้เห้นมุมมองของคำว่า "รูปเคารพ" ในทัศนะชาวยิวโบราณนั้น ไม่ใช่การห้ามมีรูปภาพทางศาสนาทุกชนิดอยู่ในวิหารหรือศาลาธรรมเหมือนกับศาสนาอิสลาม ที่อนุญาติเฉพาะการมีตัวหนังสือเท่านั้น

ห้ามโลภแก้ไข

พระบัญญัติรูปแบบของนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป ข้อ "อย่าปลงใจผิดประเวณีและอย่ามักได้ทรัพย์สินของผู้อื่น" แต่เดิมถูกรวมไว้ในข้อ 10 คือ"ห้าม​โลภ​" แต่เมื่อมีการย้ายข้อ "ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน" ไปข้อ 1 ทำให้เกิดช่วงว่างที่ทำให้บัญญัติ 10 ประการไม่ครบ 10 ข้อ เหลือเพียง 9 ข้อ แต่ด้วยทั่วโลกได้รู้จักบัญญัติ 10 ประการก่อนแล้วและเกรงว่าทั่วโลกจะไม่ให้การยอมรับ จึงจำเป็นต้องแยกข้อ "ห้ามโลภ" ออกเป็นสองข้อ และเลื่อนข้อจากเดิม 3-9 ไปเป็นข้อ 2-8 และระบุข้อ 9 ว่า "อย่าปลงใจผิดประเวณี" และข้อ 10 ว่า "อย่ามักได้ทรัพย์สินของผู้อื่น"[6][7] โดยนักบุญออกัสตินให้ความเห็นว่า ความโลภแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือโลภในของของเพื่อนบ้าน เช่น ภรรยา และโลภในสิ่งที่เป็นสิ่งของหรือทรัพย์ของเพื่อนบ้าน เช่น บ้านเรือน ทาส โค ลา สิ่งของต่าง ๆ โดยรูปแบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกอ้างอิงตามรูปแบบของนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโปและในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ จึงทำให้เกิดความแตกต่างไปจากรูปแบบเซปตัวจินต์ที่อ้างอิงตามแผ่นศิลาพระโอวาทของโมเสสและในหนังสืออพยพ และเมื่อมีการแปลมาเป็นภาษาไทยจึงเปลี่ยนบริบทจาก ห้ามโลภ เป็น อย่าปลงใจและอย่ามักได้

อ้างอิงแก้ไข