เจ้าหญิงเมกถีหล่า

เจ้าหญิงเมกถีหล่า (Princess of Meiktila; พ.ศ. 2403 - 1 มิถุนายน พ.ศ. 2439) ทรงมีพระนามเดิมคือ เจ้าหญิงศรีสุริยราชาวดี (Sri Suriya Rajavati) เจ้าหญิงทรงเป็นพระราชธิดาลำดับที่ 48 ของพระเจ้ามินดง ที่ประสูติกับพระนางแลซา ซึ่งเป็นเจ้าหญิงเมืองฉาน และเจ้าหญิงเมกถีหล่าทรงเป็นพระขนิษฐาร่วมพระราชบิดาและพระราชมารดาเดียวกันกับพระเจ้าธีบอ

เจ้าหญิงเมกถีหล่า
Meiktila Princess.jpg
พระฉายาลักษณ์เจ้าหญิงเมกถีหล่า ฉายก่อนปีพ.ศ. 2439

พระปรมาภิไธย เจ้าหญิงพยุงพยาและเมกถีหล่า
พระอิสริยยศ เจ้าหญิงแห่งพม่า
ราชวงศ์ อลองพญา
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ พ.ศ. 2403
Flag of Burma (Alaungpaya Dynasty).svg เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
สวรรคต 1 มิถุนายน พ.ศ. 2439
Flag of Burma (1939–1941, 1945–1948).svg เมืองมัณฑะเลย์ บริติชราช
(พระชนมายุ 36 พรรษา)
พระราชบิดา พระเจ้ามินดง
พระราชมารดา พระนางแลซา
พระราชสวามี กะยอหล่ายหม่องหม่อง (Kyaw Hlaint Maung Maung)
พระราชบุตร 4 คน

ประสูติแก้ไข

เจ้าหญิงเมกถีหล่าประสูติในปีพ.ศ. 2403 ณ พระราชวังมัณฑะเลย์ กรุงมัณฑะเลย์[1] ทรงมีพระนามเดิมคือ เจ้าหญิงศรีสุริยราชาวดี (Sri Suriya Rajavati) เป็นพระราชธิดาในพระเจ้ามินดงกับพระนางแลซา เจ้าหญิงเมืองฉาน[2] ทรงมีพระเชษฐภคินีและพระเชษฐาร่วมพระราชบิดาพระราชมารดา 3 พระองค์ ได้แก่

พระราชมารดาของเจ้าหญิงเมกถีหล่าทรงถูกเนรเทศออกจากราชสำนักโดยพระราชโองการของพระเจ้ามินดง พระนางทรงดำรงพระชนม์ชีพในช่วงบั้นปลายด้วยการเป็น ตี่ละฉิ่น (thilashin) ซึ่งก็คือคำเรียกแม่ชีในพม่า และประทับในวัดหลวงอย่างสงบเงียบ[3]

รัชสมัยพระเจ้าธีบอแก้ไข

เจ้าชายธีบอ พระเชษฐาของเจ้าหญิงทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทในช่วงที่พระเจ้ามินดงทรงพระประชวรหนัก ซึ่งตามมาด้วยการสังหารหมู่พระราชวงศ์ที่มีสิทธิในราชบัลลังก์เพื่อเปิดทางให้เจ้าชายธีบอได้ครองราชบัลลังก์ แผนการนี้ดำเนินการโดยพระนางซินผิ่วมะฉิ่น พระมเหสีรองในพระเจ้ามินดง และอัครมหาเสนาบดีในพระเจ้ามินดง คือ เกงหวุ่นมินจี ซึ่งเป็นพันธมิตรของพระนางซินผิ่วมะฉิ่น[4] เจ้าชายหลายพระองค์ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระเจ้ามินดงและเจ้าหญิงบางพระองค์ได้ถูกปลงพระชนม์ในแผนการนี้ เจ้าหญิงเมกถีหล่าทรงรอดพระชนม์มาได้เนื่องจากทรงมีศักดิ์เป็นพระขนิษฐาแท้ในพระเจ้าธีบอ

พระเจ้ามินดงเสด็จสวรรคต พระเจ้าธีบอขึ้นครองราชย์สืบต่อในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2421 สถานะของเจ้าหญิงและเชษฐภคินีได้รับการฟื้นคืนขึ้นมาหลังจากที่ตกต่ำลงเมื่อคราวพระราชมารดาทรงถูกเนรเทศ เจ้าหญิงได้รับพระราชทานศักดินา พยุงพยาและเมกถีหล่า (Pyaung Pya and Meiktila) จากพระเจ้าธีบอ ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2421[5] ซึ่งทำให้ทรงมีสถานะเป็นเจ้าหญิงแห่งพยุงพยาและเมกถีหล่า และกลายเป็นพระนามในการเรียกพระนางว่า เจ้าหญิงเมกถีหล่า

เจ้าหญิงเมกถีหล่าและพระเชษฐภคินีทรงมีบทบาทในราชสำนักน้อยมาก เนื่องจากบทบาทในราชสำนักและอิทธิพลอยู่ภายใต้พระราชินีศุภยาลัต พระมเหสีในพระเจ้าธีบอ เป็นสำคัญ เจ้าหญิงเมกถีหล่าทรงประทับในพระตำหนักร่วมกับพระนางศุภยากเล พระขนิษฐาในพระนางศุภยาลัต

เจ้าหญิงเมกถีหล่าไม่ทรงได้รับการปฏิบัติที่ดีนักจากพระราชินีศุภยาลัต แต่เมื่อเปรียบเทียบกับพระเชษฐภคินีและพระขนิษฐาในพระราชินีแล้ว เจ้าหญิงเมกถีหล่าทรงได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่ากันมากจากพระนางศุภยาลัต เมื่อพระราชินีทรงมีพระอารมณ์ดี พระนางจะพระราชทานของกำนัลล้ำค่าแก่เจ้าหญิงเมกถีหล่า แต่บางครั้งทรงกล่าวถากถางเยาะเย้ยเจ้าหญิงเมกถีหล่า โดยไม่ทรงโปรดที่เจ้าหญิงเมกถีหล่าทรงมีพระสิริโฉม ทรงมีพระวรกายบอบบาง ซึ่งเอวของเจ้าหญิงสามารถโอบได้ด้วยมือคู่หนึ่ง ครั้งหนึ่งเมื่อพระนางศุภยาลัตทรงเข้าห้องเพื่อเตรียมพระประสูติกาลครั้งแรก เจ้าหญิงเมกถีหล่าทรงได้รับเกียรติให้กางและถือเศวตฉัตรเหนือพระแท่น แต่พระเศวตฉัตรหนักเกินไปและทรงเปิดอย่างยากลำบาก พระราชินีซึ่งทรงทอดพระเนตรอยู่ทรงตรัสว่า "ระวังหน่อย เดี๋ยวเอวเจ้าจะหัก"[6]

เจ้าหญิงเมกถีหล่าทรงมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมาก พระนางมักจะทรงท่องบทสวดและทรงดูแลศาลประจำครอบครัวของพระนางอยู่เสมอ

สมัยอาณานิคมและสิ้นพระชนม์แก้ไข

ราชอาณาจักรล่มสลายลงโดยพระเจ้าธีบอทรงครองราชย์ได้เพียง 7 ปี พระองค์ทรงพ่ายแพ้ในสงครามพม่า-อังกฤษครั้งที่สาม กองทัพอังกฤษได้บุกเข้าพระราชวังมัณฑะเลย์เพื่อเรียกร้องให้พระเจ้าธีบอทรงยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขภายใน 24 ชั่วโมง[7] และบีบบังคับให้พระเจ้าธีบอสละราชบัลลังก์ พระองค์พร้อมพระราชินีศุภยาลัตและพระราชธิดาทรงถูกเนรเทศไปยังอินเดียในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428 ซึ่งเจ้าหญิงเมกถีหล่าไม่ทรงได้พบกับพระเชษฐาอีกเลย

เจ้าหญิงเมกถีหล่าไม่ทรงถูกเนรเทศ ทรงได้รับอนุญาตให้ประทับในเมืองมัณฑะเลย์ต่อไป แต่ต้องทรงออกจากพระราชวังมัณฑะเลย์พร้อมๆกับพระราชวงศ์องค์อื่นๆตามคำสั่งของทางการอังกฤษ เพื่อต้องการขจัดอิทธิพลของพระราชวงศ์และเพื่อความสะดวกในการปกครอง พระราชวงศ์ทรงต้องประทับอยู่บริเวณกำแพงพระราชวังหรือคูเมือง เจ้าหญิงและพระญาติวงศ์ไม่มีบ้านที่จะประทับ เจ้าหญิงเมกถีหล่ากับเจ้าหญิงผกันคยี พระเชษฐภคินี พร้อมพระนางเสงดน หนึ่งในพระชายาของพระเจ้ามินดง จึงต้องทรงประทับร่วมกันในที่พำนักของวัด ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของพระราชมารดาในเจ้าหญิงซึ่งสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว

เจ้าหญิงเมกถีหล่าทรงมีข้าราชบริพารมากมายมาถวายการรับใช้ โดยนางหนึ่งในนั้น คือ ขิ่นเลภู เจ้าหญิงได้เสด็จเยี่ยมบ้านของนางบ่อยครั้งซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ในหลายปีก่อนช่วงที่ยังมีระบอบกษัตริย์ บิดามารดาของขิ่นเลภู ซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้าที่มีฐานะร่ำรวย เจ้าหญิงทรงพบรักกับพี่ชายของขิ่นเลภู คือ กะยอหล่ายหม่องหม่อง (Kyaw Hlaint Maung Maung)[8] ทั้งสองได้เสกสมรสกันมีบุตรร่วมกัน 4 คน เป็นหญิง 3 คน เป็นชาย 1 คน บุตรชายเป็นบุตรคนที่สาม ทั้งสองย้ายมาประทับตึกหัวมุมที่ 84 บนถนนเส้นที่ 29 ของมัณฑะเลย์ ซึ่งบ้านของเจ้าหญิงก็ยังคงอยู่จนทุกวันนี้ เจ้าหญิงผกันคยี พระเชษฐภคินีของเจ้าหญิงไม่ทรงมีพระบุตร ทรงรับบุตรชายของทั้งสองมาเป็นบุตรบุญธรรม แต่บุตรชายได้ประสบอุบัติเหตุตกลงมาจากที่สูงสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเยาว์ สร้างความโทมนัสแก่เจ้าหญิงเมกถีหล่า เจ้าหญิงผกันคยีและครอบครัวมาก บุตรสาวทั้งสามคนได้สมรสในเวลาต่อมาแต่มีเพียงบุตรสาวคนที่สองที่มีทายาท

เจ้าหญิงเมกถีหล่าสิ้นพระชนม์ด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2439 ณ เมืองมัณฑะเลย์ พระชนมายุ 36 พรรษา ปัจจุบันทายาทของเจ้าหญิงเมกถีหล่ายังคงอาศัยอยู่ในมัณฑะเลย์และย่างกุ้ง

อ้างอิงแก้ไข

  1. http://www.royalark.net/Burma/konbau18.htm
  2. Sudha Shah (สุภัตรา ภูมิประภาส แปล), "ราชันผู้ผลัดแผ่นดิน เมื่อพม่าเสียเมือง", กรุงเทพฯ:มติชน pp. 30; published 2014; ISBN 978-974-02-1329-1
  3. H. Fielding (สุภัตรา ภูมิประภาส แปล), "ราชินีศุภยาลัต จากนางกษัตริย์สู่สามัญชน", กรุงเทพฯ:มติชน pp. 48; published 2015; ISBN 978-974-02-1439-7
  4. H. Fielding pp. 49
  5. http://www.royalark.net/Burma/konbau18.htm
  6. https://sites.google.com/site/thingsmyanmar/the-king-s-little-sister
  7. Synge, M.B. (1911). "Annexation of Burma". Growth of the British Empire.
  8. https://sites.google.com/site/thingsmyanmar/the-king-s-little-sister