อูตางาวะ คูนิโยชิ

(เปลี่ยนทางจาก อุตะงะวะ คุนิโยะชิ)
ในชื่อบุคคลญี่ปุ่นนี้ นามสกุลคืออูตางาวะ

อูตางาวะ คูนิโยชิ (ญี่ปุ่น: 歌川国芳 โรมาจิUtagawa Kuniyoshi) (ราว ค.ศ. 1797 - 14 เมษายน ค.ศ. 1861) เป็นจิตรกรภาพพิมพ์แกะไม้อูกิโยะของสำนักศิลปินอูตางาวะชาวญี่ปุ่นคนสำคัญและมีชื่อเสียงของคริสต์ศตวรรษที่ 19

อูตางาวะ คูนิโยชิ
歌川国芳
A seated woman sewing a kimono.jpg
สตรีนั่งเย็บกิโมโน โดยอูตางาวะ คูนิโยชิ
ชื่อเมื่อเกิดโยะชิซะบุโร
วันเกิด ราว ค.ศ. 1797
ประเทศญี่ปุ่น
วันเสียชีวิต 14 เมษายน ค.ศ. 1861
ประเทศญี่ปุ่น
เชื้อชาติ ญี่ปุ่น
สาขา จิตรกรรม
ประเภทงาน ภาพพิมพ์แกะไม้อูกิโยะ
อิทธิพลจาก คัตสึชิกะ โฮกูไซ

ประวัติแก้ไข

คูนิโยชิเกิดราวปี ค.ศ. 1797 เป็นลูกของช่างย้อมไหมเดิมชื่อโยชิซาบูโร (Yoshisaburō) ดูเหมือนว่าคูนิโยชิจะช่วยกิจการของบิดาโดยเป็นผู้ออกแบบลาย และข้อมูลบางแหล่งก็เสนอว่าประสบการณ์ที่ได้มามีอิทธิพลต่อการใช้สีสรรค์อันสารพัน (rich use of color) และ ลวดลายของผ้าในงานศิลปะของคูนิโยชิต่อมา นอกจากนั้นก็ยังกล่าวกันว่าคูนิโยชิได้รับความประทับใจจากภาพพิมพ์นักรบอูกิโยะ และภาพช่างฝีมือและสามัญชนที่พบในคู่มือช่างมาตั้งแต่อายุได้เจ็ดแปดขวบ และอาจจะเป็นได้ว่าประสบการณ์เหล่านี้มามีอิทธิพลต่อภาพพิมพ์ที่คูนิโยชิสร้างขึ้นต่อมา

 
ภาพเขียนของพระอรหันต์ฮันดากะ โดยอูตางาวะ คูนิโยชิ (พิพิธภัณฑ์บริติช)

คูนิโยชิแสดงตนเองว่าเป็นผู้มีความสามารถวาดภาพมาตั้งแต่อายุได้เพียง 12 ปี จนเป็นที่สนใจของอูตางาวะ โทโยกูนิผู้เป็นจิตรกรภาพพิมพ์แกะไม้อูกิโยะผู้มีชื่อเสียง ในปี ค.ศ. 1811 คูนิโยชิก็ได้รับตัวเข้าฝึกงานเขียนในห้องเขียนภาพของโทโยกูนิอย่างเป็นทางการ และกลายเป็นลูกศิษย์เอกคนหนึ่งของโทโยกูนิ คูนิโยชิดำเนินการฝึกงานมาจนกระทั่งปี ค.ศ. 1814 จนได้รับชื่อว่า "คูนิโยชิ" และออกมาเป็นศิลปินอิสระ

ในปีเดียวกันนั้นคูนิโยชิก็ผลิตงานพิมพ์ของตนเองเป็นครั้งแรกที่เป็นภาพประกอบสำหรับ "คูซาโซชิ" (kusazoshi) , "โกกัง" (gōkan) และ "โกบูจิ ชูชิงงูระ" (Gobuji Chūshingura) ซึ่งเป็นบทล้อของนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ "ชูชิงงูระ" (Chūshingura) ระหว่างปี ค.ศ. 1815 ถึงปี ค.ศ. 1817 คูนิโยชิก็เขียนภาพประกอบหลายเล่มสำหรับ "โยมิฮง" (yomihon) "คกเกบง" (Kokkeibon) และ "ฮานาชิบง" (hanashibon) และภาพพิมพ์เดี่ยวของนักแสดงคาบูกิและนักรบ

แม้จะดูเหมือนว่าจะเริ่มงานอาชีพที่ดูท่าทางจะรุ่งเรือง แต่คูนิโยชิผลิตผลงานเพียงไม่กี่ชิ้นระหว่างปี ค.ศ. 1818 ถึงปี ค.ศ. 1827 ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากการขาดผู้จ้างจากสำนักพิมพ์ และการที่จะต้องแข่งกับศิลปินผู้อื่นจากสำนักศิลปินอูตางาวะด้วยกันเอง แต่ในช่วงนี้คูนิโยชิก็เริ่มเขียนภาพสตรีแบบที่เรียกว่า "บิจิงงะ" และทดลองการเขียนลวดลายสำหรับผ้าผืนใหญ่ และการใช้แสงเงาที่พบในศิลปะจากทางตะวันตก แม้ว่าผลของการทดลองจะเป็นเพียงการเลียนแบบโดยปราศจากความเข้าใจในทฤษฎีการใช้อย่างลึกซึ้งก็ตาม

คูนิโยชิประสบกับความยากเข็ญจนถึงกับต้องทำการค้าขายเสื่อทาตามิที่ใช้แล้ว แต่คูนิโยชิก็โชคดีเมื่อได้พบคูนิซาดะเพื่อนนักเรียนด้วยกันที่มีฐานะดี ที่คูนิโยชิมีความรู้สึกว่าเป็นผู้มีฝีมือสูงกว่า ซึ่งเป็นผลทำให้คูนิโยชิเพิ่มความพยายามขึ้นเท่าตัว ศิลปินสองท่านนี้ต่อมาก็ร่วมมือทำงานชุดด้วยกันหลายชุด

 
คิงเฮียวชิ โยริง (Kinhyōshi yōrin) จากภาพพิมพ์ชุดโดยคูนิโยชิเป็นภาพจากตำนาน "108 ผู้กล้าหาญแห่งซูอิโกเด็ง"
 
โรนิงผู้มีชื่อเสียงมิยาโมโตะ มูซาชิสังหารนูเอะ

ระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1820 คูนิโยชิก็สร้างงานบานพับภาพสามหลายชิ้นที่เริ่มที่จะแสดงเอกลักษณ์ที่เป็นของตนเอง ในปี ค.ศ. 1827 คูนิโยชิก็ได้รับจ้างให้ทำงานชุดชิ้นสำคัญชุด "108 ผู้กล้าหาญแห่งซูอิโกเด็ง" (Tūszoku Suikoden gōketsu hyakuhachinin no hitori หรือ 108 Heroes of the Suikoden) ที่มาจากตำนานจีนที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายชื่อ "108 ผู้กล้าหาญแห่งเขาเหลียงซาน" ในภาพชุดนี้คูนิโยชิเขียนภาพตัวเอกแต่ละตัวบนกระดาษแผ่นเดียว และวาดลายสักซึ่งเป็นของใหม่ที่ต่อมามามีอิทธิพลต่อแฟชั่นของเอโดะ ภาพชุดซูอิโกเด็งกลายเป็นภาพชุดที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในเอโดะ ซึ่งทำให้ความต้องการงานเขียนภาพนักรบของคูนิโยชิเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้มีโอกาสได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม "อูกิโยะ" และกลุ่มวรรณกรรมสำคัญ ๆ

หลังจากนั้นคูนิโยชิก็ผลิตภาพพิมพ์ของนักรบ ที่เอามาจากตำนานสงครามเช่น "ตำนานเฮเกะ" (ญี่ปุ่น: The Tale of the Heike โรมาจิ平家物語 ทับศัพท์Heike Monogatari) และ "ตำนานเก็มเปเซซูกิ" (Genpei seisuki) ภาพนักรบของคูนิโยชิมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ตรงที่เป็นภาพของนักรบผู้เป็นที่นิยมจากตำนานที่จะเน้นความฝัน, การปรากฏตัวของปีศาจ, สิ่งชั่วร้าย และพฤติกรรมของวีรบุรษ งานเชิงที่ว่านี้จะเห็นได้ชัดในงานพิมพ์ "ปีศาจของไทระ โทโมโมริที่อ่าวไดมตสึ" (Taira Tomomori borei no zu) และ บานพับภาพสาม "สะพานโกโจ" (Gōjō no bashi no zu) ที่สร้างในปี ค.ศ. 1839 ที่คูนิโยชิสร้างบรรยากาศอันเข้มข้นรุนแรงของการปะทะกันระหว่างโยชิตสึเนะกับเบ็งเก ภาพวาดของคูนิโยชิสนองความต้องการของสาธารณชนทางด้านงานที่สร้างความตื่นเต้น และ บรรยากาศที่พิสดารที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในช่วงนั้น

"การปฏิรูปเท็มโป" (Tenpō Reforms) ระหว่างปี ค.ศ. 1841 ถึงปี ค.ศ. 1843 ที่มีจุดประสงค์ในการฟื้นฟูวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจโดยการควบคุมการแสดงความฟุ่มเฟือยและความมั่งคั่ง เช่นในการห้ามภาพอูกิโยะของสตรีในราชสำนัก และนักแสดงอย่างเป็นทางการ พฤติกรรมนี้อาจจะมีผลบางประการต่องานพิมพ์การ์ตูนล้อเลียน (giga-e) ของคูนิโยชิ ภาพพิมพ์บางภาพวิพากษ์สถาบันโชกุนอย่างมีอารมณ์ขัน เช่นในภาพของมินาโมโตะ โยริมิตสึ (Minamoto Yorimitsu) บนเตียงขณะที่กำลังถูกหลอกหลอนด้วยแมงมุมและปีศาจของตนเอง ที่กลายเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในบรรดาประชาชนที่เป็นไม่พึงพอใจกับการปฏิรูป

ระหว่างช่วงสิบปีก่อนที่จะมีการปฏิรูปคูนิโยชิก็สร้างภาพพิมพ์ภูมิทัศน์ (fūkeiga) ซึ่งไม่อยู่ข่ายของภาพต้องห้ามและเป็นการสนองความต้องการของตลาดที่นิยมการท่องเที่ยวในปลายสมัยเอโดะ งานชิ้นที่สำคัญของงานประเภทนี้คือ "Sankai meisan zukushi" (สินค้าสำคัญของจังหวัดต่าง ๆ ราวระหว่างปี ค.ศ. 1828 ถึงปี ค.ศ. 1830) ที่คูนิโยชิผสานการใช้ทัศนมิติและรงควัตถุที่ใช้กันในตะวันตก และ "Famous views of the Eastern capital" (ทัศนียภาพที่สำคัญของเมืองหลวงตะวันออก ราวต้นคริสต์ทศวรรษ 1830) ที่เป็นที่แน่นอนว่าได้รับอิทธิพลจากงานพิมพ์ภาพชุด "ทัศนียภาพ 36 มุมของภูเขาฟูจิ" (富嶽三十六景) ของคัตสึชิกะ โฮกูไซที่พิมพ์ในปี ค.ศ. 1831 ในช่วงเดียวกันนี้คูนิโยชิก็พิมพ์ภาพที่เป็นหัวข้อธรรมชาติแท้ ๆ ที่รวมทั้งภาพสัตว์ ภาพนก และภาพปลาที่เลียนแบบการเขียนภาพตามธรรมเนียมการเขียนภาพแบบญี่ปุ่นและจีนโบราณ

ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1840 คูนิโยชิก็เริ่มพิมพ์ภาพนักแสดงคะบูกิผู้มีชื่อเสียงขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นการเขียนเชิงภาพแบบเด็ก ออกไปทางการ์ตูนเพื่อที่จะเลี่ยงการถูกเซ็นเซอร์ งานชิ้นสำคัญก็ได้แก่ "Nitakaragurakabe no mudagaki" (เขี่ยเขียนบนผนังโรงเก็บของ) ในภาพนี้คูนิโยชิใช้จินตนาการอันสร้างสรรค์ในการเขียนลายมืออย่างเด็ก ๆ ที่ไม่เรียบร้อยด้วยอักษรคานะภายใต้ใบหน้าของนักแสดง

ความรักแมวของคูนิโยชิทำให้เริ่มใช้แมวแทนคนในการสร้างงานพิมพ์คะบุกิและงานล้อเลียน นอกจากนั้นก็ยังเป็นที่ทราบกันว่าในช่วงนี้คูนิโยชิเริ่มทดลองสร้างงานที่มีองค์ประกอบเป็นแบบ "ฉากกว้าง" (wide-screen) โดยการขยายองค์ประกอบในภาพให้เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความเป็นนาฏกรรมให้แกภาพมากขึ้น เช่นในภาพ "เจ้าหญิงทากิยาชะลูกสาวของมาซากาโดะที่วังโซมะเดิม"

ในปี ค.ศ. 1856 คูนิโยชิก็ป่วยด้วยโรคที่มีผลกระทบกระเทือนต่อระบบประสาท (palsy) ที่ทำให้การใช้มือไม้เป็นไปอย่างลำบาก ซึ่งกล่าวกันว่าทำให้ผลงานตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปเริ่มมีคุณภาพต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดในการใช้เส้นและความมีชีวิตชีวาของภาพโดยทั่วไป ก่อนที่จะเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1861 คูนิโยชิก็ได้เป็นพยานในการเปิดเมืองท่าโยโกฮามะแก่ชาวต่างประเทศเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1860 คูนิโยชิสร้างงานพิมพ์สองชิ้นที่เป็นภาพชาวต่างประเทศในเมือง (Yokohama-e) เช่นภาพ "ทัศนียภาพของฮงโชะ" และ "โยโกฮามะและเขตสำราญ") คูนิโยชิเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1861 เมื่ออายุได้ 65 ปีที่บ้านที่เก็งยาดานะ

ลูกศิษย์แก้ไข

คูนิโยชิเป็นปรมาจารย์ผู้มีความสามารถและมีลูกศิษย์หลายคนที่ดำเนินการสร้างศิลปะตามแนวสาขาของสำนักศิลปินอูตางาวะต่อมา ลูกศิษย์คนสำคัญได้แก่โยชิโตชิ โยชิโตระ โยชิอิกุ โยชิกาซุ และโยชิฟูจิ โดยทั่วไปแล้วลูกศิษย์ของคูนิโยชิจะเริ่มการฝึกงานด้วยการเขียนภาพบนมูชะ (musha-e) ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับลักษณะของอาจารย์ เมื่อเริ่มเป็นศิลปินที่เป็นตัวของตัวเองและเป็นอิสระมากขึ้นลูกศิษย์เหล่านี้ก็จะออกไปหาแบบอย่างและลักษณะการสร้างงานศิลปะที่เป็นตัวของตัวเอง ลูกศิษย์คนที่สำคัญที่สุดคือโยชิโตชิผู้ที่ในปัจจุบันถือกันว่าเป็น "ปรมาจารย์คนสุดท้าย" ของภาพพิมพ์แกะไม้ของญี่ปุ่น

งานพิมพ์ชุดบางชุดแก้ไข

  • "ประวัติย่อของผู้ก่อตั้งพร้อมภาพประกอบ" (llustrated Abridged Biography of the Founder - ราว ค.ศ. 1831)
  • "ทัศนียภาพที่สำคัญของเมืองหลวงตะวันออก" (Famous Views of the Eastern Capital - ราว ค.ศ. 1834)
  • "ซูอิโกเด็ง วีรบุรุษของประเทศของเรา" (Heroes of Our Country's Suikoden - ราว ค.ศ. 1836)
  • "เรื่องราวของสตรีมีปัญญาและคุณธรรม" (Stories of Wise and Virtuous Women - ราว ค.ศ. 1841-ค.ศ. 1842)
  • "Fifty-Three Parallels for the Tōkaidō" (ค.ศ. 1843-ค.ศ. 1845) (ร่วมกับฮิโระชิเงะ และ อูตางาวะ คูนิซาดะ)
  • "Twenty-Four Paragons of Filial Piety" (ค.ศ. 1843-ค.ศ. 1846)
  • "Mirror of the Twenty-Four Paragons of Filial Piety" (ค.ศ. 1844-ค.ศ. 1846)
  • "แม่น้ำหกสาย" (Six Crystal Rivers - ค.ศ. 1847-ค.ศ. 1848)
  • "Fidelity in Revenge" (ราว ค.ศ. 1848)
  • "Twenty-Four Chinese Paragons of Filial Piety" (ราว ค.ศ. 1848)
  • "สถานีหกสิบเก้าสถานีตามเส้นทางคิโซะไคโดะ" (Sixty-Nine Stations along the Kisokaido - ค.ศ. 1852)
  • "ภาพเหมือนของซามูไรผู้จงรักภักดี" (Portraits of Samurai of True Loyalty - ค.ศ. 1852)
  • "24 Generals of the Kai Provence" (ค.ศ. 1853)
  • ภาพเหมือนครึ่งตัวของโกะชะคุ โซะเมะโงะโระ
  • "ทากิยาชะแม่มดกับโครงกระดูก" (Takiyasha the Witch and the Skeleton Spectre)

ระเบียงภาพแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  • B. W. Robinson, Kuniyoshi (Victoria and Albert, London, 1961)
  • B. W. Robinson, Kuniyoshi: The Warrior Prints (Cornell University, Ithaca, 1982) contains the definitive listing of his prints
  • Robert Schaap, Timothy T. Clark, Matthi Forrer, Inagaki Shin'ichi, Heroes and Ghosts: Japanese Prints By Kuniyoshi 1797-1861 (Hotei, Leiden, 1998) is now the definitive work on him
  • Merlin C. Dailey, David Stansbury, Utagawa Kuniyoshi: An Exhibition of the Work of Utagawa Kuniyoshi Based on the Raymond A. Bidwell Collection of Japanese Prints at the Springfield Museum of Fine Arts(Museum of Fine Arts, Springfield, 1980)
  • Merlin C. Dailey, The Raymond A. Bidwell Collections of Prints by Utagawa Kuniyoshi (Museum of Fine Arts, Springfield, 1968) Note: completely different volume from the preceding

ดูเพิ่มแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

  วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ อูตางาวะ คูนิโยชิ