ยุทธการที่สเลาส์

ยุทธการสเลาส์ (อังกฤษ: Battle of Sluys) เป็นยุทธนาวีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1340 อันเป็นการเริ่มต้นของสงครามร้อยปี ยุทธการจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายอังกฤษ

ยุทธการสเลาส์
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามร้อยปี
ยุทธการสเลาส์
จุลจิตรกรรม "ยุทธการสเลาส์" จากพงศาวดารฟรัวซาร์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 14
วันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1340
สถานที่ บริเวณท่าเรือสเลาส์ บนพรมแดนระหว่างเซลันด์กับฃแฟลนเดอร์ตะวันตก
ผลลัพธ์ อังกฤษชนะ
คู่ขัดแย้ง
Royal Arms of England (1340-1367).svg ราชอาณาจักรอังกฤษ Blason pays fr FranceAncien.svg ราชอาณาจักรฝรั่งเศส
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
Royal Arms of England (1340-1367).svg พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ (ได้รับบาดเจ็บในขณะปฎิบัติหน้าที่)
Blason Clinton.svg วิลเลียม เดอ คลินตัน เอิร์ลที่ 1 แห่งฮันติงดอน
Blason famille Quieret de Fransu.svg อูก กีเยเร 
นิโกลา บีอูเช 
กำลัง
400 ลำ (คาดการณ์) 250 ลำ (คาดการณ์)
กำลังพลสูญเสีย
น้อย 16,000–20,000 คน
เรือถูกยึดเกือบทั้งหมด

ที่มาที่ไปของสงครามร้อยปีแก้ไข

การถือครองในฝรั่งเศสของกษัตริย์อังกฤษแก้ไข

นับตั้งแต่การพิชิตอังกฤษของชาวนอร์มัน พระมหากษัตริยอังกฤษได้ถือครองบรรดาศักดิ์และที่ดินในฝรั่งเศสในฐานะเป็นข้าศักดินาของกษัตริย์ฝรั่งเศส อังกฤษถือครองดินแดนในฝรั่งเศสมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งในปี ค.ศ. 1337 อังกฤษถูกริบกัสกอญซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสกับปงตีเยอซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส กัสกอญเป็นแคว้นที่มีภาษาเป็นของตัวเองและเป็นตลาดผลิตและค้าไวน์รายใหญ่ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่กษัตริย์อังกฤษ ด้วยความโกรธพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษจึงประกาศถือสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศส โดยให้เหตุผลว่าทรงมีสิทธิตามสายเลือดมากกว่าพระเจ้าฟีลิปที่ 6 แห่งฝรั่งเศส จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามร้อยปี

สิทธิในบัลลังก์ฝรั่งเศสของกษัตริย์อังกฤษแก้ไข

ทั้งพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 และพระเจ้าฟีลิปที่ 6 ต่างสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าฟีลิปที่ 3 แห่งฝรั่งเศส

พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 เป็นลูกหลานในสายพระราชโอรสคนโต คือ เจ้าชายฟีลิป ในปี ค.ศ. 1285 เจ้าชายฟีลิปได้ขึ้นเป็นพระเจ้าฟีลิปที่ 4 ครองบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดา พระองค์มีพระโอรสสามคนกับพระธิดาอีกหนึ่งคน พระโอรสทั้งสามต่างได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสต่อๆกัน เนื่องจากแต่ละคนต่างไม่มีพระราชโอรส ขณะที่เจ้าหญิงอีซาแบล พระธิดาเพียงคนเดียวของพระเจ้าฟีลิปที่ 4 ได้สมรสกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 และมีพระราชโอรสเป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3

ส่วนพระเจ้าฟีลิปที่ 6 เป็นลูกหลานในสายพระราชโอรสคนที่สอง คือ เจ้าชายชาร์ลส์แห่งวาลัว ซึ่งมีบุตร 14 คนและฟีลิปเป็นบุตรคนโต

หลังพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 พระราชโอรสคนสุดท้ายของพระเจ้าฟีลิปที่ 4 สวรรคตโดยไร้ทายาทชายสืบบัลลังก์ ฟีลิปแห่งวาลัวได้ประกาศตัวท้าชิงบัลลังก์ฝรั่งเศสกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 สุดท้ายขุนนางฝรั่งเศสได้ลงมติเลือกฟีลิปแห่งวาลัวเป็นพระเจ้าฟีลิปที่ 6 แห่งฝรั่งเศส

เตรียมพร้อมรบแก้ไข

ไฟล์:Cog 02.webp
ภาพตัวอย่างเรือค็อกที่อังกฤษใช้ในยุทธการ

ในตอนนั้นฝรั่งเศสมีกองเรือที่เกรียงไกร ทั้งยังมีกำลังเสริมเป็นกองเรือพายโบราณจากเจนัว กองเรือฝรั่งเศสได้เข้าขัดขวางเรือค้าขายอังกฤษที่ข้ามผ่านช่องแคบ โดยเฉพาะเรือที่จะไปค้าขายไวน์กับกัสกอญและค้าขายขนแกะกับแฟลนเดอร์ อังกฤษจึงส่งกองเรือไปฟาดฟันกับกองเรือฝรั่งเศสบริเวณช่องแคบ แต่พลาดท่าจนถูกยึดเรือคริสโตเฟอร์และเรือเอ็ดเวิร์ดซึ่งเป็นเรือลำใหญ่ที่สุดที่มี ต่อมาในปีเดียวกันกองเรือฝรั่งเศสได้บุกเมืองพลิมัท ทำการเผาเมืองและยึดเรือที่จอดเทียบท่า

ในปี ค.ศ. 1340 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 เริ่มระดมกองเรือสำหรับโจมตีชายฝั่งทางเหนือของฝรั่งเศส เพื่อตอกย้ำการอ้างสิทธิ์ในบัลลังก์ฝรั่งเศส

อังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ยังไม่มีราชนาวี มีแต่เรือค้าขายที่เรียกว่าเรือค็อก เป็นเรือบตหนึ่งเสา ผ้าใบสี่เหลี่ยมใบเดี่ยว ท้องเรือลึก หัวเรือเพรียว กลางเรือกลมป้อม มีพวงมาลัย ควบคุมทิศทางโดยใช้พายและหางเสือ มีความยาวอยู่ในช่วง 15 ถึง 25 เมตร (49 ถึง 82 ฟุต) กว้าง 5 ถึง 8 เมตร (16 ถึง 26 ฟุต) รับน้ำหนักสูงสุดได้ 200 ตัน พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ได้ระดมเรือค้าขายและเปลี่ยนเป็นเรือรบด้วยการคอกห้องไม้ไว้บริเวณหัวและท้ายเรือและสร้างแท่นยืนบนยอดเสาเรือ เพื่อให้พลธนูยืนประจำยิงธนูและก้อนหินใส่เรือศัตรูที่เทียบข้าง ความสูงพ้นน้ำที่มากกว่าเรือของฝรั่งเศสทำให้เรือค็อกของอังกฤษได้เปรียบในการต่อสู้ระยะประชิด เนื่องจากอยู่เหนือกว่าเรือศัตรู

ขุนนางอังกฤษหลายคนได้รับมอบหมายให้ระดบเรือค้าขายมาจากส่วนต่างๆ ของประเทศเพื่อนำมาให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ตั้งกองเรือ เซอร์โรเบิร์ต มอร์ลีย์นำเรือ 50 ลำมาจากตอนเหนือของอังกฤษ, เอิร์ลแห่งอารันเดลนำกองเรือค้าขายมาจากทางตะวันตกของอังกฤษ และเอิร์ลแห่งฮันติงดอนนำเรือมาจากท่าเรือซิงในเคนต์

ฝ่ายฝรั่งเศสตั้งกองเรือรอตั้งรับที่ท่าเรือสเลาส์ ท่าเรือหน้าด่านในเมืองบรูชซึ่งตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำ (ปัจจุบันอยู่ในเบลเยียม) ในยุคนั้นท่าเรือสเลาส์เป็นท่าเรือใหญ่ สามารถรองรับเรือได้จำนวนมาก ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเซบรูฌา บนปากแม่น้ำชวินซึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นสายน้ำใหญ่ที่ไหลลงสู่ช่องแคบอังกฤษ แต่ไม่ปรากฏในแผนที่ปัจจุบันเนื่องจากถูกถมไปแล้ว

 
โมเดลแสดงตัวอย่างเรือพายโบราณ

กองเรือฝรั่งเศสน่าจะมีเรือประมาณ 200 ลำ ส่วนหนึ่งเป็นกองเรือจากเจนัวซึ่งเป็นกองเรือรับจ้าง ผู้บัญชาการกองเรือเจนัวคือบอคาเนกรา ส่วนผู้บัญชาการกองเรือฝรั่งเศสคือแม่ทัพเรืออูก กีเยเร กับนิโกลา บิอูเช ขุนวังของพระเจ้าฟีลิปที่ 6 เรือของฝรั่งเศสเป็นเรือท้องตื้น ลำเล็ก เคลื่อนไหวคล่องตัวโดยเฉพาะในน้ำตื้น ขณะที่เรือค็อกของอังกฤษเป็นเรือเดินสมุทรลำใหญ่กว่า ท้องลึกกว่า เคลื่อนไหวช้ากว่า ส่วนเรือของเจนัวเป็นเรือพายโบราณ ใช้กำลังจากใบเรือและพาย สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในสงครามโดยเฉพาะ

พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 รวมกองเรือที่แม่น้ำออร์เวลล์และแม่น้ำสตาวเออร์ ใกล้กับเมืองแฮริช ทรงตั้งเรือค็อกธอมัสเป็นเรือธงและกางใบเรือออกเดินทางในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1340 กองเรือของพระองค์มีเรือประมาณ 300 ถึง 400 ลำ เป็นเรือขนาดเล็ก ส่วนใหญ่มีลูกเรือ 5 ถึง 6 คนและบรรทุกพลธนู 10 ถึง 15 คนกับทหารติดอาวุธ ทรงไปถึงสเลาส์ในบ่ายวันต่อมา กองเรืออังกฤษทอดสมอที่เมืองบลังกาเบฌาซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสเลาส์ เย็นวันนั้นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ส่งอัศวินไปสอดแนมกองเรือฝรั่งเศสที่ทอดสมออยู่ตรงทางเข้าปากแม่น้ำชวิน

เริ่มยุทธการแก้ไข

 
แผนภาพยุทธการสเลาส์ โดยจอห์น ฟอว์กส์

ในวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1340 กองเรืออังกฤษมุ่งหน้าไปสเลาส์โดยจัดกระบวนทัพเป็นสองแถว กองเรือฝรั่งเศสตั้งกระบวนทัพเป็นสองแถวขนานท่า เรือฝรั่งเศสแต่ละลำมีแผ่นไม้พาดเชื่อมต่อกัน วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในทะเลเพื่อให้ทหารสามารถย้ายจากเรือลำหนึ่งไปอีกลำหนึ่งได้ เพื่อไปจัดการกับศัตรูที่ขึ้นมาบนเรือลำใดลำหนึ่งในกระบวนแถว แต่จุดอ่อนของวิธีนี้คือเรือจะไม่เป็นอิสระในการเคลื่อนที่

เรือคริสโตเฟอร์กับเรืออังกฤษลำอื่นๆ ที่ยึดมาได้อยู่จอดอยู่ตรงปลายทางซ้ายของกองเรือที่หนึ่งของฝรั่งเศส ด้วยความกระหายที่จะยึดเรือคืน อังกฤษจึงเริ่มโจมตีกองเรือฝรั่งเศสจากกราบซ้าย

พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดแบ่งเรือเป็นสามกลุ่ม สองกลุ่มแรกบรรทุกพลธนู ส่วนกลุ่มที่สามบรรทุกทหารติดอาวุธ เรือบรรทุกพลธนูของอังกฤษเข้าประชิดเรือของฝรั่งเศส พลธนูระดมยิงธนูใส่ดาดฟ้าเรือศัตรู พลธนูของอังกฤษเป็นพลธนูยาว สามารถยิงธนูได้ 20 ลูกต่อนาที มีระยะยิงสูงสุด 270 เมตร (300 หลา) ในขณะที่พลยิงของเจนัวเป็นพลหน้าไม้ สามารถยิงได้เพียง 2 ลูกต่อนาทีและมีระยะยิงน้อยกว่า ระหว่างที่เรือศัตรูกำลังถูกระดมยิง เรือที่บรรทุกทหารติดอาวุธก็เข้าประชิดเพื่อให้ทหารติดอาวุธขึ้นไปยึดเรือศัตรู เนื่องจากเรือของฝรั่งเศสเชื่อมติดกัน ทหารอังกฤษจึงสามารถข้ามจากเรือลำหนึ่งไปยึดเรือลำอื่นๆได้ต่อ

หลังการต่อสู้ระยะอันรุนแรง อังกฤษสามารถยึดเรือฝรั่งเศสได้หลายลำ ส่วนพลหน้าไม้เจนัวสามารถยึดเรืออังกฤษได้สองลำ กองเรือที่สองของฝรั่งเศสจึงแตกกระบวนแถว บางส่วนเข้ามาช่วยรบ อีกส่วนพยายามหนี บอคาเนกรานำกองเรือพายโบราณของเจนัวออกสู่ทะเลด้วยการพายเรือทวนกระแสลม เพื่อสลัดหนีกองกำลังที่ไล่ตามมาของอังกฤษและล่องเรืออกไปทางตะวันตก ทิ้งให้กองเรือฝรั่งเศสป้องกันตัวเองตามยถากรรม

กองเรือฝรั่งเศสถูกทำลายไม่มีเหลือ อัศวิน ทหารติดอาวุธ ทหารทั่วไป และลูกเรือฝรั่งเศสทั้งกระโดดและถูกโยนลงทะเล หลายคนจมน้ำตายเพราะน้ำหนักของอาวุธที่ติดตัว คนที่หนีขึ้นฝั่งถูกสังหารบนฝั่ง

ยุทธการจบลงในช่วงย่ำค่ำด้วยชัยชนะท่วมท้นของอังกฤษ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ อาจจะด้วยธนูหรือหน้าไม้ของศัตรู

จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายแก้ไข

ยุทธการยุคกลางทั้งหลายล้วนยากที่จะชี้ชัดจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายได้ แต่คาดว่าฝ่ายฝรั่งเศสคาดว่าน่าจะบาดเจ็บล้มตายราวหมื่นกว่าคน ขณะที่ฝ่ายอังกฤษไม่มีระบุจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตาย ฝรั่งเศสน่าเสียเรือทั้งหมดยกเว้นกองเรือพายโบราณของบอคาเนกราที่หนีไปได้ อูก กีเยเร ผู้บัญชาการฝรั่งเศสถูกสังหาร ส่วนนิโกลา บิอูเชถูกจับกุมและถูกพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 สั่งแขวนคอ

หลังยุทธการแก้ไข

ยุทธการสเลาส์ทำให้ทัพเรือฝรั่งเศสสิ้นฤทธิ์ไปหลายปี หลังเสร็จสิ้นยุทธการพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดได้นำทัพเข้าปิดล้อมเมืองกรุงตูร์แนของแฟลนเดอร์ซึ่งภักดีต่อพระเจ้าฟีลิปที่ 6 กองทัพของพระองค์ไปถึงตูร์แนในวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 1340 และเริ่มทำการปิดล้อมเมือง เมื่อเวลาผ่านไปเงินค่าจ้างทหารของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 เริ่มหร่อยหรอ ฝ่ายกรุงตูร์แนก็เริ่มขาดแคลนอาหาร ในวันที่ 22 กันยายน ฌานแห่งวาลัว มารดาของพระมเหสีของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ได้เดินทางมาหาพระองค์ที่ค่ายเพื่อร้องขอสันติภาพ ก่อนหน้านั้นพระนางได้ร้องขอต่อพระเจ้าฟีลิปที่ 6 แบบเดียวกัน อังกฤษกับฝรั่งเศสจึงตกลงทำสัญญาพักรบอิสเปลช็องในวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1340 การปิดล้อมตูร์เนย์จึงจบลงโดยไม่มีใครเสียหน้า

อ้างอิงแก้ไข