คณะลูกเสือแห่งชาติ

สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (อังกฤษ: National Scout Organization of Thailand; NSOT) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจการลูกเสือของชาติ มีฐานะเป็นนิติบุคคล อยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2454 และได้เข้าร่วมสมัชชาลูกเสือโลกเมื่อ พ.ศ. 2465 ในปี พ.ศ. 2553 คณะลูกเสือแห่งชาติ มีสมาชิกกว่า 1,360,869 คน[1]

คณะลูกเสือแห่งชาติ
ตราประจำลูกเสือไทย.png
คําขวัญเสียชีพอย่าเสียสัตย์
ผู้ก่อตั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ก่อตั้ง1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 (111 ปี)
ประเภทนิติบุคคล
ที่ตั้ง
  • • สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ
    60/38 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 20110
    • ศูนย์ประสานงานสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ อาคารรัชมังคลาภิเษก 2 ชั้น 5 กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
สมาชิก
1,360,689 คน (พ.ศ. 2553)[1]
พระประมุขลูกเสือแห่งชาติ
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
องค์อุปถัมภิกา
สภานายกสภาลูกเสือไทย
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
(นายกรัฐมนตรี)
เลขาธิการ
สุทิน แก้วพนา
หน่วยงานในกํากับกระทรวงศึกษาธิการ
เว็บไซต์http://www.scoutthailand.org

ประวัติกิจการลูกเสือไทยแก้ไข

 
เด็กนักเรียนไทยในเครื่องแต่งกายลูกเสือ ณ จังหวัดนครปฐม

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้ทรงทราบเรื่องการสู้รบเพื่อรักษาเมืองมาฟิคิง (Mafeking) ของลอร์ด โรเบิร์ต เบเดน-โพเอลล์ (Lord Robert Baden-Powell) ซึ่งตั้งกองทหารเด็กเป็นหน่วยสอดแนมช่วยรบในการรบกับพวกบัวร์ (Boer) จนประสบผลสำเร็จ และเป็นที่มาของการตั้งกองลูกเสือขึ้นในประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2450 เมื่อพระองค์เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทยก็ได้ทรงจัดตั้งกองเสือป่า (Wild Tiger Corps) ขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกหัดให้ข้าราชการและพลเรือนได้เรียนรู้วิชาทหาร ต่อจากนั้นอีก 2 เดือน ก็ได้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 ด้วยมีพระราชปรารภว่า เมื่อฝึกผู้ใหญ่เป็นเสือป่า เพื่อเตรียมพร้อมในการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองแล้ว เห็นควรที่จะมีการฝึกเด็กชายปฐมวัยให้มีความรู้ทางเสือป่าด้วย เมื่อเติบโตขึ้นจะได้รู้จักหน้าที่และประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง นับเป็นประเทศกลุ่มที่ 3 ของโลก ต่อจากประเทศในเครือจักรภพอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ที่มีการสถาปนากองลูกเสือขึ้น

จากนั้น ทรงตั้งกองลูกเสือกองแรก ขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (วชิราวุธวิทยาลัย ในปัจจุบัน) และจัดตั้งกองลูกเสือ ตามโรงเรียนต่าง ๆ รวมถึงกำหนดข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือขึ้นประกาศใช้เมื่อวันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม รศ.130 (พ.ศ. 2454) กำหนดให้ลูกเสือเป็นสาขาหนึ่งของเสือป่า ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญไว้ว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” โดยผู้ที่นับว่าเป็นลูกเสือไทยคนแรกคือ นายชัพน์ บุนนาค ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “นายลิขิตสารสนอง

  • พ.ศ. 2463 ได้จัดส่งผู้แทนคณะลูกเสือไทย จำนวน 4 คน ไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 1 (1st World Scout Jamboree) ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกของโลก ณ อาคารโอลิมเปีย กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
  • พ.ศ. 2465 คณะลูกเสือไทย ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมัชชาลูกเสือนานาชาติ ซึ่งขณะนั้นมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 31 ประเทศ ประเทศทั้ง 31 ประเทศนี้ นับเป็นสมาชิกรุ่นแรก หรือสมาชิกผู้ก่อการจัดตั้ง (Foundation Members) สมัชชาลูกเสือโลกขึ้นมา
  • พ.ศ. 2467 ได้จัดส่งผู้แทนคณะลูกเสือไทย 10 คน ไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 2 ณ ประเทศเดนมาร์ก

หลังจากนั้นกิจการลูกเสือก็ได้ซบเซาลง จนในปี พ.ศ. 2506 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภิกา พร้อมกับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ ๖ ที่ทรงรับไว้ในพระอนุเคราะห์ (โดยไม่ออกพระนาม) ทำให้กิจการลูกเสือไทยกลับมาฟื้นฟูอีกครั้ง แม้ทั้งสองพระองค์จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่ดอกผลแห่งพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ก็ยังใช้จุนเจือกิจการคณะลูกเสือแห่งชาติต่อมา และยังคงได้รับการสืบสานให้เจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับนับจนปัจจุบัน โดยในปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประมุขคณะลูกเสือแห่งชาติในฐานะพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2551 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นองค์อุปถัมภิกาคณะลูกเสือแห่งชาติ

องค์กรบริหารกิจการลูกเสือของไทยแก้ไข

 
ตราสัญลักษณ์ของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ องค์กรซึ่งทำหน้าที่บริหารกิจการของคณะลูกเสือแห่งชาติ

สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจการลูกเสือของชาติ มีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

  1. ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของคณะลูกเสือแห่งชาติและตามนโยบายของสภาลูกเสือไทย
  2. ถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินของคณะลูกเสือแห่งชาติ หรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน
  3. ทำนิติกรรมสัญญาหรือข้อตกลงอื่น
  4. รับผิดชอบการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
  5. ควบคุมดูแลกิจการลูกเสือไทยให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบของทางราชการ และคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติรวมทั้งถูกต้องตามแบบธรรมเนียมของลูกเสือ
  6. จัดให้มีการฝึกอบรมหรือการชุมนุมลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือและเจ้าหน้าที่ลูกเสือ
  7. จัดทำรายงานประจำปีพร้อมงบดุลเสนอคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
  8. จัดให้มีทะเบียนและสถิติต่าง ๆ เกี่ยวกับลูกเสือ
  9. ประสานและส่งเสริมสำนักงานลูกเสือจังหวัดและสำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษา
  10. ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับและตามมติของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
วัตถุประสงค์คณะลูกเสือแห่งชาติ
  1. ให้มีนิสัยในการสังเกตจดจำ เชื่อฟัง และพึ่งตนเอง
  2. ให้ซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบวินัยและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  3. ให้รู้จักบำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์
  4. ให้รู้จักทำการฝีมือ และฝึกฝนให้ทำกิจการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
  5. ให้รู้จักรักษาและส่งเสริมจารีตประเพณีวัฒนธรรมและความมั่นคงของประเทศชาติ
วิสัยทัศน์

มุ่งพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีคุณภาพ

ค่านิยมองค์กร
SCOUT
  • Sincerity ความจริงใจ
  • Courtesy ความสุภาพอ่อนโยน
  • Obedience ความเชื่อฟัง การปฏิบัติตนตามกฎ ระเบียบ
  • Unity ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความเป็นเอกภาพ
  • Thrifty ความประหยัด การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินงานและชีวิตส่วนตัว
พันธกิจ
  1. พัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมการฝึกอบรมลูกเสือ
  2. ปรับปรุง พัฒนาค่ายลูกเสือและกิจการลูกเสือ
  3. บริหารจัดการทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์ของลูกเสือ
  4. พัฒนามาตรฐานบุคลากรทางการลูกเสือและเครือข่าย
  5. ปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการ

ประเภทของลูกเสือแก้ไข

ไม่ว่าประเทศใดในโลกที่มีกิจการลูกเสือของตน จะมีการแบ่งประเภทเอาไว้เพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์ หลักการ และวิธีการขององค์การลูกเสือโลก ซึ่งบางอยางอาจถูกปรับเปลี่ยนไปบางตามลักษณะสังคม วัฒนธรรม ของแต่ละประเทศ แต่โดยภาพรวมแล้วจะแบ่งประเภทลูกเสือตามเกณฑ์อายุ ด้วยการที่คำนึงถึงพัฒนาการทางรางกาย และจิตใจของเด็กเป็นพื้นฐานในการฝึกอบรม เพื่อไม่ให้ฝืนธรรมชาติของเด็ก ซึ่งสามารถทำให้เด็กพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมากแล้วทั่วโลกจะมีการแบงประเภทลูกเสือเป็น 2 แบบใหญ่ คือแบบอังกฤษ ซึ่งถือเอาแบบแผนตามที่ BP เคยปฏิบัติเอาไว้ กับแบบอเมริกา ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อย

สำหรับประเทศไทยนั้นยึดถือตามแบบอังกฤษ คือ

  1. ลูกเสือสำรอง เนตรนารีสำรอง
  2. ลูกเสือสามัญ เนตรนารีสามัญ
  3. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่
  4. ลูกเสือวิสามัญ เนตรนารีวิสามัญ

ธงในคณะลูกเสือแห่งชาติแก้ไข

 
ธงคณะลูกเสือแห่งชาติ
 
ธงลูกเสือจังหวัด

ธงลูกเสือแบ่งออกเป็น 4 อย่างดังต่อไปนี้[2]

  1. ธงคณะลูกเสือแห่งชาติ
  2. ธงลูกเสือจังหวัด
  3. ธงประจำกลุ่มหรือกองลูกเสือ
  4. ธงประจำหมู่ลูกเสือ

ธงคณะลูกเสือแห่งชาติและธงลูกเสือจังหวัดแก้ไข

ในพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. ๒๕๕๑ หมวด ๔ มาตรา ๕๐ ได้ระบุถึงธงลูกเสือทั้งสองชนิด ความว่า ให้มีธงคณะลูกเสือแห่งชาติและธงลูกเสือจังหวัดโดยได้รับพระราชทานจากประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ และได้กำหนดลักษณะของธงทั้งสองไว้ในพระราชบัญญัติธง พ.ศ. ๒๕๒๒ หมวด ๖ ธงคณะลูกเสือแห่งชาติและธงลูกเสือจังหวัด ความว่า

ธงคณะลูกเสือแห่งชาติ

ธงคณะลูกเสือแห่งชาติ มีลักษณะและสีอย่างเดียวกับธงชาติ แต่ผืนธงกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 52 เซนติเมตร ตรงกลางของผืนธงมีตราธรรมจักรสีเหลืองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 32 เซนติเมตร

ธงลูกเสือจังหวัด

ธงลูกเสือจังหวัด มีลักษณะและสีอย่างเดียวกับธงชาติ แต่ผืนธงกว้าง 40 เซนติเมตร ยาว 60 เซนติเมตร ตรงกลางของผืนธงมีดวงกลมสีเหลืองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 27 เซนติเมตร มีขอบรอบดวงกลมเป็นสีดำ 2 ขอบซ้อนกัน ขอบนอกกว้าง 2 มิลลิเมตร ขอบในกว้าง 1 มิลลิเมตร ระยะระหว่างขอบนอกกับขอบในห่างกัน 2 มิลลิเมตร ตรงกลางของดวงกลมมีตราคณะลูกเสือแห่งชาติเป็นสีเหลือง และใต้ตรานั้นให้มีชื่อจังหวัดเป็นอักษรสีดำ

ซึ่งรูปแบบดังกล่าว ยังคงไว้ตามลักษณะเดิมของ ธงประจำกองคณะลูกเสือแห่งสยาม หรือ ธงคณะลูกเสือแห่งชาติ เมื่อครั้งรัชกาลที่๗ และธงลูกเสือจังหวัดเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๘ ส่วนคันธงนั้น ได้ระบุไว้ในพระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๔๗๙ มาตรา ๑๓ ธงประจำคณะลูกเสือและธงประจำกองลูกเสือ ความว่า คันธงยาว ๒.๖๐ เมตร ที่ยอดคันธงทำด้วยเงินเป็นรูปวชิร

ธงคณะลูกเสือแห่งชาติและธงลูกเสือจังหวัด เป็นธงสำคัญของคณะลูกเสือแห่งชาติอันเป็นเครื่องหมายแทนองค์พระมหากษัตริย์ รวมถึงสถาบัน ชาติ ศาสนาอันควรเคารพยิ่ง ในปัจจุบัน ธงทั้งสองชนิดจะเชิญเข้าใช้ในกิจการต่าง ๆ ตามแต่โอกาส อาทิ พิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของลูกเสือ ในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ๑ กรกฎาคม ของทุกปี ในงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ หรือเชิญเข้าประจำในกองลูกเสือเกียรติยศ โอกาสพระราชพิธี รัฐพิธี และ พิธีของลูกเสือ หรือรับเสด็จพระราชดำเนินในการประพาสต่างท้องถิ่น สำหรับพระเกียรติยศประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ พระรัชทายาท องค์อุปถัมภ์คณะลูกเสือแห่งชาติ และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทั้งนี้ ธงคณะลูกเสือแห่งชาติและธงลูกเสือจังหวัด ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนธงสำคัญต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติธง เมื่อเชิญไปในพิธีการใด ก็จะต้องปฏิบัติตามระเบียบพิธีและธรรมเนียม เช่น มีการจัดกองเกียรติยศสำหรับธงเวลาเชิญไปในงานพิธีและเชิญกลับ มีการบรรเลงเพลงมหาชัยเป็นเกียรติยศสำหรับธง รวมไปถึงการเก็บรักษาและแสดงความเคารพต่อธงเป็นพิเศษ เมื่อชำรุดก็จะมีการขอรับพระราชทานธงแทนธงเดิมที่ชำรุด หรือขอรับพระราชทานธงใหม่เมื่อมีจังหวัดเกิดขึ้น เป็นต้น

     เมื่อได้รับพระราชทาน​ธงผืนใหม่ เป็นอันว่าธงที่ได้รับพระราชทาน​มาแต่เดิมนั้นพ้นสมัย​การเชิญออกใช้แล้ว ดังนั้น ธงผืนเดิมควรเก็บรักษาไว้เป็นที่เคารพ และเกียรติประวัติ​ของจังหวัด โดยคลี่ออกจากถุงคลุมธง เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหายของเนื้อผ้าจากการม้วนเก็บรักษาเป็นเวลานานก็ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายธงผืนเดิม เช่นเปลี่ยนสถานที่เก็บรักษา ยังคงต้องใช้ระเบียบการเชิญธงตามปกติ เพียงแต่ไม่เชิญธงผืนเดิมออกใช้ในพิธีการใดๆ เท่านั้น

ส่วนธงผืนใหม่นั้น เมื่อได้รับพระราชทาน​มาแล้ว จะต้องเชิญกลับไปยังจังหวัดด้วยความเคารพ ตามระเบียบการเชิญธง คือมีหมู่เชิญ​ธง​ และกองลูกเสือ​เกียรติยศ​ ทั้งไม่นำธงเก็บในที่ไม่สมควร เช่น ไม่เก็บไว้ในที่เก็บของใต้ท้องรถ ในกรณีที่เขิญขึ้นรถคันเดียวกับที่ใช้เดินทาง ธงจะต้องขึ้นรถก่อน เมื่อถึงจุดหมายจะเชิญลงที่หลัง โดยมีกองลูกเสือ​เกียรติยศ​ตั้งรอรับ

การเก็บรักษา หากมีสถานที่ประจำอันเคยใช้เก็บรักษา​ธงลูกเสือ​จังหวัด​ผืน​เดิม ก็สามารถ​นำไปเก็บรักษาร่วมกันได้ หรือสถานที่อันเหมาะสม เช่น ห้องประดิษฐาน​พระพุทธ​นวราช​บพิตร​ ห้องเก็บรักษา​พระแสงราช​ศัสตรา​ ฯลฯ หรือเก็บไว้ที่โรงเรียน ซึ่งเป็นผู้รักษาธง และมีหน้าที่ประจำธงมาแต่เดิม โดยการเชิญธงไปเก็บรักษานั้น จะต้องปฏิบัติตาม​ระเบียบการจัดกองลูกเสือ​เกียรติยศ​ในการรับส่งธงด้วย

เมื่อเก็บรักษาปกติ ย่อมจะอยู่ในถุงคลุมเสมอ จะคลี่ธงออกก็ต่อเมื่ิอเชิญธงไปในพิธีของลูกเสือ เชิญ​ธงเข้าประจำในกองลูกเสือ​เกียรติยศ​ ซึ่งจัดสำหรับเชิญธงในพิธีการทางลูกเสือ หรือเป็นกองลูกเสือ​เกียรติยศ​รับเสด็จพระราชดำเนิน​ประมุข และองค์อุปถัมภ์​คณะ​ลูกเสือ​แห่งชาติ​ในการเสด็จพระราชดำเนิน​มาปฏิบัติ​พระราชกรณียกิจ​ พระกรณียกิจ​ในจังหวัด หรือพระราชพิธี​ รัฐพิธี​ หรือพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังห้ามดัดแปลงธง หรือส่วนประกอบของธงโดยพลการ เช่น การทาสีเสาธงเป็นสีอื่น การตัดทอนเสาธง ฯลฯ เมื่อธงเกิดชำรุดจนไม่สามารถ หรือไม่สมควร​เชิญออกใช้ สำนักงาน​ลูกเสือ​จังหวัด​จะต้องมีหนังสือ​แจ้งให้สำนักงาน​ลูกเสือ​แห่งชาติ​ ดำเนินการขอรับพระราชทาน​ธงผืนใหม่แทนธงที่ชำรุดนั้น

ธงประจำกลุ่มหรือกองลูกเสือ และธงประจำหมู่ลูกเสือแก้ไข

 
จากซ้าย : ธงประจำกองลูกเสือสำรอง ธงประจำกองลูกเสือสามัญ ธงประจำกองลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ธงประจำกองลูกเสือวิสามัญ

ธงประจำกลุ่มหรือกองลูกเสือ มีลักษณะตามข้อ 309 แห่งข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการปกครอง หลักสูตรและวิชาพิเศษลูกเสือ พ.ศ. 2509 ดังต่อไปนี้

ธงลูกเสือสำรอง

ทำด้วยผ้าสีเหลืองขนาด 90×60 ซม. มีครุยสีเขียวยาว 8 ซม. สามด้าน ตรงกลางมีตราคณะลูกเสือแห่งชาติสีเขียว ขนาด 40×25 ซม. ใต้ตราบอกชื่อกลุ่มหรือกองลูกเสือ ตัวอักษรตัวพิมพ์ธรรมดาสีเหลือง ขนาดพองาม ยอดคันธงทำด้วยโลหะเป็นรูปวชิรสีเงิน

ธงลูกเสือสามัญ

ทำด้วยผ้าสีเขียว ขนาด 120×80 ซม. มีครุยสีเหลืองยาว 8 ซม.สามด้าน ตรงกลางมีตราคณะลูกเสือแห่งชาติสีเหลือง ขนาด 40×25 ซม. ใต้ตราบอกชื่อกลุ่มหรือกองลูกเสือ ตัวอักษรตัวพิมพ์ธรรมดาสีเหลือง ขนาดพองาม ยอดคันธงทำด้วยโลหะเป็นรูปวชิรสีเงิน

ธงลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่

ทำด้วยผ้าสีเลือดหมู ขนาด 120×80 ซม. มีครุยสีเหลืองยาว 8 ซม. สามด้าน ตรงกลางมีตราคณะลูกเสือแห่งชาติสีเหลืองขนาด 40×25 ซม. ใต้ตราบอกชื่อกลุ่มหรือกองลูกเสือ ตัวอักษรตัวพิมพ์ธรรมดาสีเหลือง ขนาดพองาม ยอดคันธงทำด้วยโลหะเป็นรูปวชิรสีเงิน[2]

ธงลูกเสือวิสามัญ

ทำด้วยผ้าสีขาบ ขนาด 120×80 ซม. มีครุยสีเหลืองยาว 8 ซม.สามด้าน ตรงกลางมีตราคณะลูกเสือแห่งชาติสีเหลือง ขนาด 40×25 ซม. ใต้ตราบอกชื่อกลุ่มหรือกองลูกเสือ ตัวอักษรตัวพิมพ์ธรรมดาสีเหลือง ขนาดพองาม ยอดคันธงทำด้วยโลหะสีเงิน[2]

ธงประจำหมู่ลูกเสือ

ธงประจำหมู่ลูกเสือ ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหนังสือการลูกเสือสำหรับเด็กชาย ตามข้อ 310 แห่งข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการปกครอง หลักสูตรและวิชาพิเศษลูกเสือ พ.ศ. 2509

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 "Some statistics". World Organization of the Scout Movement. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-04-02. สืบค้นเมื่อ 2010-03-30.
  2. 2.0 2.1 2.2 ข้อบังคับลูกเสือว่าด้วยการปกครอง พ.ศ. 2509