ไฟเซอร์ (อังกฤษ: Pfizer, Incorporated) (NYSE:PFE) เป็นบริษัทยาสัญชาติอเมริกัน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ผลิตยาลิปิเตอร์ (อะโทวาสแตติน) ซึ่งเป็นยาที่ขายดีที่สุดในโลก[ต้องการอ้างอิง] (เป็นยาลดคอเลสเตอรอลในเลือด) ยาต้านเชื้อรา ไดฟลูแคน (ฟลูโคนาโซน-fluconazole) ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์นาน ไซโทรแมกซ์ (อะซิโทรมัยซิน-azithromycin) ยารักษาโรคย้อนสมรรถภาพทางเพศ (erectile dysfunction) ไวอะกรา (ซิลเดนาฟิลซิเตรต - sildenafil citrate) และยาบรรเทาปวด ซีลีเบรกซ์ (ซีลีโคซิบ-celecoxib)

ไฟเซอร์
ประเภทบริษัทมหาชน (NYSE: PFE)
ISINUS7170811035 Edit this on Wikidata
อุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์
ก่อตั้งค.ศ. 1849
ผู้ก่อตั้งคาร์ล ไฟเซอร์
ชาร์ล เอฟ. เออร์ฮาร์ต
สำนักงานใหญ่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
พื้นที่ที่ให้บริการ
ทั่วโลก
บุคลากรหลัก
อัลเบิร์ต บัวร์ลา (ประธาน, CEO)
รายได้Decrease 51.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 2019)[1]
16,273,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (พ.ศ. 2562) Edit this on Wikidata
สินทรัพย์167,489,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (พ.ศ. 2562) Edit this on Wikidata
พนักงาน
88,300 คน (ค.ศ. 2019)[2]
เว็บไซต์www.pfizer.com

หุ้นของไฟเซอร์อยู่ในดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2004 ในปี ค.ศ. 2019 ไฟเซอร์เป็นบริษัทยาที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร ฟอบส์[3]

ประวัติแก้ไข

ไฟเซอร์ตั้งชื่อตามคาร์ล ไฟเซอร์ (Karl Pfizer, ค.ศ. 1824–1906) นักเคมีชาวเยอรมัน

  • ค.ศ. 1849 เริ่มทำธุรกิจเคมีในวิลเลียมเบิร์ก บรูกลิน (Williamsburg, Brooklyn) ผลิตภัณฑ์เริ่มแรกคือยาต้านปรสิต (antiparasitic) ชื่อแซนโตนิน (santonin)
  • ค.ศ. 1880 ธุรกิจเริ่มประสบความสำเร็จเมื่อได้ผลิตกรดซิตริก
  • ค.ศ. 1910 บริษัทมียอดขายประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการหมัก (fermentation) ที่ใช้ในการผลิตยา เพนนิซิลิน (penicillin) ยาปฏิชีวนะตัวแรกที่มีบทบาทช่วยรักษาแผลที่เกิดจากการติดเชื้อในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มันถูกเรียกว่าเป็นยามหัศจรรย์ ("the miracle drug") ในสมัยนั้น
  • ค.ศ. 1919 บริษัทผลิตกรดซิตริกสำหรับใช้ในการผลิตของตนด้วยกระบวนการหมัก จนพัฒนาเป็นการผลิตวัตถุดิบได้เอง ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้อย่างมหาศาล
  • ค.ศ. 1944 ไฟเซอร์ประสบความสำเร็จในการผลิตเพนิซิลินด้วยกระบวนการหมักแบบ deep-tank และกลายเป็นผู้ผลิตยาเพนิซิลินรายใหญ่ที่สุดของโลก ยาเพนิซิลินส่วนใหญ่ที่ใช้ในกองกำลังพันธมิตรผลิตโดยไฟเซอร์
  • ค.ศ. 1950 เทอราไมซิน (ออกซีเตตราไซคลีน) เป็นยาปฏิชีวนะที่มีขอบข่ายการออกฤทธิ์กว้าง เป็นผลงานการวิจัยชิ้นแรกของบริษัท ที่จำหน่ายภายใต้สิทธิบัตรของไฟเซอร์ จากนั้นไฟเซอร์ได้ขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศและเปิดฝ่ายธุรกิจต่างประเทศขึ้น ไฟเซอร์ขยายธุรกิจไปสู่เบลเยียม, บราซิล, แคนาดา, คิวบา, เม็กซิโก, ปานามา, เปอร์โตริโกและอังกฤษ
  • ค.ศ. 1954 เริ่มวางตลาดเตตราไซคลีน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง และเป็นยาปฏิชีวนะชนิดแรกที่สังเคราะห์และค้นพบโดยนักวิจัยของไฟเซอร์
  • ค.ศ. 1961 ไฟเซอร์ก้าวเข้าสู่ช่วงของการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและเปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่กลางเมืองแมนฮัตตัน
  • ค.ศ. 1982 เฟลดีน (ไพรอกซิแคม) กลายเป็นยาแก้อักเสบตามใบสั่งแพทย์ที่ขายดีที่สุดในโลก และเป็นผลิตภัณฑ์แรกของไฟเซอร์ที่ทำยอดขายได้ถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ค.ศ. 1988 แผนกเกษตรกรรมเปลี่ยนชื่อเป็นฝ่ายเวชภัณฑ์สัตว์ และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นความก้าวหน้าล่าสุดออกสู่ตลาด ได้แก่ แอดโวซิน (ดาโนฟ ลอกซาซิน) เอวิแอกซ์ (เซมดูราไมซิน) และเดคโทแมกซ์ (โดราเมคทิน) ในสองสามปีต่อมา
  • ค.ศ. 1989 วางตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ โพรคาร์เดียเอกซ์แอล (ไนเฟดิพีน) ยาเม็ดออกฤทธิ์ระยะยาวที่รับประทานวันละครั้ง สำหรับรักษาโรคหัวใจขาดเลือดและโรคความดันโลหิตสูง
  • ค.ศ. 1992 ไฟเซอร์วางตลาดยาใหม่ที่สำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ โซลอฟต์ (เซอร์ทราลีนไฮโดรคลอไรด์) นอร์แวส (แอมโลดิพีนเบซีเลต) และซิโทรแมกซ์ (แอกซิโทรไมซิน)
  • ค.ศ. 1993 ริเริ่มโครงการ Sharing the Care ซึ่งเป็นโครงการบริจาคยา
  • ค.ศ. 1995 ไฟเซอร์ซื้อธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์ของสมิท ไคลน์ บีแชม ทำให้ไฟเซอร์กลายเป็นผู้นำรายหนึ่งของโลกด้านการค้นคว้า พัฒนาและผลิตเวชภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง
  • ค.ศ. 1998 เปิดตัวไวอะกร้า (ซิลเดนาฟิลซิเตรต) ซึ่งเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการผลิตยาสำหรับรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศในชาย บริษัทได้ลงทุนกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการวิจัย
  • ค.ศ. 1999 ไฟเซอร์ฉลองอายุครบ 150 ปี และได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทยาชั้นนำของโลก นิตยสารฟอร์บส์ยังได้ประกาศให้ไฟเซอร์เป็น "บริษัทชั้นนำแห่งปี" เนื่องจากความสำเร็จในการค้นคว้าและพัฒนายาใหม่สำหรับมนุษย์และสัตว์
  • ค.ศ. 2000 ไฟเซอร์ ควบรวมกิจการกับ วอร์เนอร์-แลมเบอร์ต (Warner-Lambert) เพื่อให้ได้สิทธิเต็มในการทำตลาด ลิปิเตอร์ (อะโทวาสแตติน) และก้าวสู่ไฟเซอร์ยุคใหม่ ซึ่งเป็นช่วงสำคัญและมีการเจริญเติบโตอย่างมาก การควบรวมกิจการครั้งนี้ทำให้ไฟเซอร์ยุคใหม่เป็น บริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดและมีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก
  • ค.ศ. 2002 ไฟเซอร์ควบรวมกิจการกับฟาร์มาเซีย (Pharmacia) กลายเป็นบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเพื่อให้ได้สิทธิเต็มในการทำตลาด ยาบรรเทาปวด ซีลีเบรกซ์ (ซีลีโคซิบ)
  • ค.ศ. 2003 เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2546 บริษัทไฟเซอร์ และ บริษัทฟาร์มาเซียซึ่งเป็นสองบริษัทยาที่มีการเติบโตเร็วที่สุดและมีการค้นคว้าพัฒนามากที่สุดในโลกได้รวมการดำเนินธุรกิจเข้าด้วยกัน นอกจากนั้น ไฟเซอร์ ยังได้วางตลาดยา เรลแพกส์ (อิเล็กทริปทัน เอชบีอาร์) ซึ่งเป็นยาสำหรับบำบัดไมเกรนโดยเฉพาะ
  • ค.ศ. 2020 ไฟเซอร์และไบออนเทคเสร็จสิ้นการทดสอบวัคซีนไวรัสโคโรนาที่พัฒนาขึ้น โดยมีประสิทธิภาพโดยรวมในการต้านไวรัสโคโรนา 95% โดยไม่มีผลข้างเคียง[4]

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Financial Review - Pfizer Inc. and Subsidiary Companies" (PDF). Pfizer. 2019. สืบค้นเมื่อ 17 March 2020.
  2. "Pfizer Annual Report 2019" (PDF). Pfizer. 2019.
  3. "The World's Largest Public Companies 2019 ranking". Forbes. สืบค้นเมื่อ 12 March 2020.
  4. Fox, Maggie; Sealy, Amanda (18 November 2020). "Pfizer and BioNTech say final analysis shows coronavirus vaccine is 95% effective with no safety concerns". CNN. สืบค้นเมื่อ 18 November 2020.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข