เจ้าฟ้า

เจ้าผู้ครองแคว้นขนาดเล็กของชาวไทใหญ่และชาวไทถิ่นอื่น
(เปลี่ยนทางจาก เจ้าฟ้า (เจ้าผู้ครอง))

เจ้าฟ้า เป็นพระยศเจ้านายในกลุ่มชาติพันธุ์ไท โดยในแคว้นหรือนครต่าง ๆ ของชาวไทใหญ่ (บริเวณภาคตะวันออกของประเทศพม่าปัจจุบัน) และชาวไทถิ่นอื่นในประเทศข้างเคียงเช่นในมณฑลยูนนานของจีน ใช้หมายถึงเจ้าผู้ครองแคว้น[1] ส่วนในประเทศไทยได้ใช้เป็นสร้อยพระนามพระมหากษัตริย์ไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาใช้เป็นสกุลยศอย่างหนึ่งของเชื้อพระวงศ์

เจ้าฟ้าจากรัฐชานและกะเหรี่ยงแดง ณ จัตุรัสเดลี พ.ศ. 2446

ไทใหญ่

แก้

ตามพงศาวดารท้องถิ่น บางราชวงศ์ที่มีเจ้าฟ้ามีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล แต่นักประวัติศาสตร์ทั่วไปมีความเห็นตรงกันว่าส่วนแรก ๆ ของพงศาวดารเหล่านี้เป็นเพียงตำนาน[2]

ในช่วงที่พม่าเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร มีเจ้าฟ้าชาวไทใหญ่ 14 ถึง 16 พระองค์ในขณะนั้น แต่ละพระองค์ทรงมีอำนาจปกครองแว่นแคว้นของตนเองอย่างสูง จนถึงปี พ.ศ. 2465 มีการก่อตั้งสหพันธรัฐชาน อำนาจของเจ้าฟ้าจึงถูกลดลง อย่างไรก็ตาม เจ้าฟ้าทั้งหมดยังทรงรักษาฐานะในนามไว้ได้เช่นเดียวกับราชสำนักและยังทรงมีบทบาทในการปกครองส่วนท้องถิ่น จนกระทั่งร่วมกันสละบรรดาศักดิ์เพื่อเข้าร่วมสหภาพพม่าในปี พ.ศ. 2502[1]

สยาม

แก้

ในสยามเริ่มมีพระยศเจ้าฟ้าใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2106 เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชผู้ครองเมืองพิษณุโลกยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าบุเรงนองแห่งกรุงหงสาวดี จึงทรงตั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชาเป็นเจ้าฟ้าสองแคว ทำนองเดียวกับเจ้าฟ้าไทใหญ่ที่เป็นประเทศราชของหงสาวดีในขณะนั้น เมื่อถึงรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถทรงออกพระนามสมเด็จพระเชษฐาธิราชว่าสมเด็จบรมบาทบงกชลักษณอัครบุริโสดม บรมหน่อนรา เจ้าฟ้านเรศ เชษฐาธิบดี แต่เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถสืบราชสมบัติ ทรงเลิกใช้คำว่าเจ้าฟ้าในคำสร้อยพระนามพระเจ้าแผ่นดิน แต่เฉลิมพระนามพระราชโอรสทั้งสองพระองค์ที่ประสูติแต่พระอัครมเหสีเป็นเจ้าฟ้าสุทัศน์และเจ้าฟ้าศรีเสาวภาค นับแต่นั้นมา เจ้าฟ้าจึงกลายเป็นสกุลยศของลูกหลวงที่พระมารดาเป็นเจ้า ต่อมาจึงขยายไปถึงหลานหลวงที่พระบิดาและพระมารดาทั้งสองฝ่ายเป็นเจ้าฟ้า หลานหลวงนั้นให้เป็นเจ้าฟ้าด้วย[3]

เจ้าฟ้าของไทยที่ยังทรงพระชนม์อยู่ในปัจจุบัน (เรียงลำดับตามพระชันษา)
พระนาม ประสูติ สถาปนา พระบิดา พระมารดา
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน พ.ศ. 2498 (69 ปี) พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 (66 ปี) พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 (45 ปี) 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 [4] พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา 8 มกราคม พ.ศ. 2530 (37 ปี) 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562[5] พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สุจาริณี วิวัชรวงศ์
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร 29 เมษายน พ.ศ. 2548 (19 ปี) 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562[6] พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ศรีรัศมิ์ สุวะดี
อดีตเจ้าฟ้าของไทยที่ยังทรงพระชนม์อยู่ในปัจจุบัน (เรียงลำดับตามพระชันษา)
พระนาม ประสูติ พระบิดา พระมารดา สิ้นสุด สาเหตุ
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
(สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี)
5 เมษายน พ.ศ. 2494 (73 ปี) พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 ลาออกจากฐานันดรศักดิ์[7]
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
(สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร)
28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 (71 ปี) พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สืบราชสันตติวงศ์[8]

ไทลื้อ

แก้

อ้างอิง

แก้
  1. 1.0 1.1 Donald M. Seekins (2006). Historical Dictionary of Burma (Myanmar). Scarecrow Press. entry Sawbwa, p. 391.
  2. "Pinkaew Leungaramsri. - Women, Nation, and the Ambivalence of Subversive Identification along the Thai-Burmese Border - Sojourn: Journal of Social Issues in Southeast Asia 21:1". muse.jhu.edu. สืบค้นเมื่อ 2008-03-27.
  3. สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. ราชสกุลวงศ์. พิมพ์ครั้งที่ 14, กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2554. 296 หน้า. หน้า 207. ISBN 978-974-417-594-6
  4. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสถาปนาและเฉลิมพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี, เล่ม 136, ตอนที่ 15 ข, 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, หน้า 8
  5. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสถาปนาและเฉลิมพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เก็บถาวร 2019-05-05 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม 136, ตอนที่ 15 ข, 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, หน้า 9
  6. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสถาปนาและเฉลิมพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เก็บถาวร 2019-05-05 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม 136, ตอนที่ 15 ข, 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, หน้า 10
  7. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศพระบรมราชโองการ เรื่อง ลาออกจากฐานันดรศักดิ์, เล่ม 89, ตอนที่ 112, 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2515, หน้า 1
  8. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรื่อง อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์, เล่ม 133, ตอนที่ 102 ก, 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559, หน้า 1

แหล่งข้อมูลอื่น

แก้