สวนปริศนา หรือ สวนลับ หรือ ในสวนศรี หรือ ในสวนลับ (อังกฤษ: The Secret Garden) เป็นวรรณกรรมเด็กของนางฟรานเซส ฮอดจ์สัน เบอร์เนทท์ ที่เดิมพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2453 แล้วต่อมาจึงพิมพ์รวมเป็นหนังสือครั้งแรกในปี 2545 ปัจจุบันเป็นหนังสือยอดนิยมเล่มหนึ่งของผู้เขียน และนับว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมคลาสสิกสำหรับเด็ก ซึ่งได้ดัดแปลงทำเป็นละครและภาพยนตร์แล้วหลายครั้งหลายครา

สวนปริศนา  
Houghton AC85 B9345 911s - Secret Garden, 1911 - cover.jpg
ผู้ประพันธ์ฟรานเซส ฮอดจ์สัน เบอร์เนทท์
ชื่อเรื่องต้นฉบับThe Secret Garden
ประเทศสหรัฐอเมริกา
สหราชอาณาจักร
ภาษาภาษาอังกฤษ
ประเภทวรรณกรรมเด็ก
สำนักพิมพ์Frederick A. Stokes (สหรัฐอเมริกา)
Heinemann (สหราชอาณาจักร)
วันที่พิมพ์2454 (ค.ศ. 1911)
ชนิดสื่อพิมพ์ (ปกแข็งและปกอ่อน)
หน้า375

== โครงเรื่อง ==... แมรี่ เล็นน็อกซ์ เป็นเด็กหญิงมีปัญหา ขี้โรค และไม่มีใครรักอายุ 10 ขวบ เกิดที่ประเทศอินเดียกับพ่อแม่ชาวอังกฤษที่ร่ำรวยแต่เห็นแก่ตัว ส่วนมากคนใช้เป็นคนดูแลเธอ ผู้ตามใจเธอทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไม่ให้ไปกวนพ่อแม่ เธอจึงโตเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวและเห็นแก่ตัว ในกาลครั้งหนึ่ง อหิวาตกโรคได้เกิดในอินเดีย ทำให้พ่อแม่และคนใช้ทั้งหมดของเธอเสียชีวิต จนมีคนพบแมรี่ยังรอดชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านที่เปล่าเปลี่ยว

เธอได้ไปอยู่กับบาทหลวงชาวอังกฤษและครอบครัวของเขาเป็นระยะสั้น ๆ ก่อนส่งไปอยู่ที่ยอร์กเชอร์ ประเทศอังกฤษ กับนายอาร์คิบอล์ด เครเว็น ผู้เป็นลุงที่ไม่เคยพบมาก่อนโดยอยู่ในคฤหาสถ์ชื่อว่า มิสเซิลเธวตแมเนอร์ ตอนแรก เธอก็คงเป็นตัวของเธอเอง คือหน้าหงิกและไม่สุภาพ เพราะเธอไม่ชอบบ้านหลังใหญ่โตของคุณลุง ไม่ชอบคนในบ้าน และไม่ชอบทุ่งโล่งรอบ ๆ ที่ใหญ่มหาศาลมากที่สุด ซึ่งดูทั้งรกทั้งไม่งามในหน้าหนาว ผู้ดูแลบอกให้เธออยู่แค่ในห้องสองห้องของเธอ และเล่นด้วยตัวเองโดยไม่มีคนสนใจ

มีสาวใช้ใจดีชื่อว่า มาร์ธา โซว์เออร์บี้ ที่เล่าเรื่องของนางเครเว็นที่เสียชีวิตไปแล้วว่า เธอได้ใช้เวลาเป็นวัน ๆ ในสวนล้อมด้วยกำแพงที่เป็นส่วนตัวเพื่อปลูกต้นกุหลาบ แต่ต่อมานางเครเว็นเสียชีวิตเพราะกิ่งไม้ใหญ่ตกมาทับเธอ ทำให้นายเครเว็นเสียใจจนกระทั่งล็อกปิดสวนแล้วฝังกุญแจไม่ให้ใครรู้ แมรี่สนใจเรื่องนี้มากจนกระทั่งกิริยาที่ไม่ดีของเธอก็เริ่มอ่อนลง

อีกไม่นานเท่าไร เธอก็กลับพอใจเป็นเพื่อนกับมาร์ธา, เบ็น เว็ธเธอร์สแตฟ์ คนสวน, และนกเขนน้อยยุโรป (คล้ายนกกางเขน แต่หางสั้นกว่าและสีไม่เหมือนกัน) ที่เป็นกันเองและเธอจัดบุคลิกให้คล้าย ๆ มนุษย์ ความอยากอาหารของเธอก็เลยเจริญขึ้น ทำให้แข็งแรงขึ้น โดยเล่นคนเดียวอยู่ในทุ่ง ส่วนมารดาของมาร์ธาก็ซื้อเชือกกระโดดให้แก่แมรี่หวังให้เธอแข็งแรง ซึ่งแมรี่ก็ชอบเล่นกับมันทันที แมรี่ใช้เวลาคิดถึงเรื่องทั้งสวนลับนี้และเสียงคนร้องที่เธอได้ยินตอนกลางคืน แม้ว่า พวกคนใช้จะอ้างว่าไม่ได้ยินเสียงร้อง

เมื่อแมรี่กำลังสำรวจรอบ ๆ สวน เพื่อนนกก็ดึงให้เธอสนใจดินที่พึ่งกลับขึ้นมาใหม่ ซึ่งแมรี่ก็พบกุญแจสำหรับสวนลับ แล้วในที่สุดก็ประตูที่เปิดเข้าไปในสวน เธอขอมาร์ธาอุปกรณ์สำหรับทำสวน ซึ่งมาร์ธาส่งน้องชายอายุ 12 ขวบชื่อดิกอนนำมาให้ แมรี่กับดิกอนก็รู้สึกชอบเป็นเพื่อนกัน เพราะดิกอนใจดีกับสัตว์และมีอัธยาศัยดี ด้วยความอยากจะรู้เรื่องทำสวน แมรี่ก็เลยบอกถึงสวนลับให้ดิกอนรู้

ในคืนนั้น แมรี่ได้ยินเสียงร้องอีก จึงไปตามเสียง แล้วพบเด็กชายตัวเล็ก ๆ อายุใกล้ ๆ เธอ ที่อยู่ในห้องนอนที่ซ่อนอยู่อย่างไม่คาดฝัน โดยมีชื่อว่าคอลิน ไม่นานเท่าไร แมรี่ก็รู้ว่า เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เพราะว่า เขาเป็นลูกชายลุงของเธอ มารดาของเขาได้เสียชีวิตเมื่อเขายังเป็นทารก และเขามีโรคไขสันหลังที่ไม่ชัดเจนอะไรบางอย่าง ในอาทิตย์นั้น แมรี่ก็ไปเยี่ยมเขาทุกวัน ทำให้เขาสนใจเรื่องทุ่ง ดิกอนและสัตว์เพื่อน ๆ ของดิกอน และสวน แทนการสนใจปัญหาตัวเอง

แมรี่ในที่สุดก็สารภาพกับดิกอนว่ารู้ว่าสวนอยู่ที่ไหน แล้วตกลงกันว่า คอลินควรจะได้อากาศที่สดชื่น ต่อมา ก็ให้อุ้มคอลินขึ้นรถเข็นของเขา แล้วนำมาที่สวน เป็นครั้งแรกที่เขาออกมานอกบ้านเป็นเวลาหลายปี ในขณะที่อยู่ในสวน เด็ก ๆ ก็ตกใจเมื่อเห็นเบ็น เว็ธเธอร์สแตฟ์ มองข้ามกำแพงเข้ามาบนบันไดยืนนอกสวน ผู้แปลกใจและโกรธว่าเด็ก ๆ กำลังเล่นอยู่ในสวนของแม่คอลิน และเขาก็ยอมรับว่า เขานึกว่า คอลินเป็นเด็กพิการ ซึ่งท้าทายให้คอลินยืนขึ้นจากเก้าอี้แล้วพบว่า ขาของเขาปกติ แม้ว่าจะอ่อนแอเพราะไม่ได้ใช้มานาน

คอลินมาที่สวนทุกวัน และร่วมมือกับเพื่อน ๆ เก็บความลับเรื่องสุขภาพที่ดีขึ้นตั้งใจจะสร้างความแปลกใจให้พ่อของเขา ผู้ยังเดินทางและยังเศร้าเรื่องความตายของภรรยาอยู่ เมื่อสุขภาพของคอลินดีขึ้นเรื่อย ๆ พ่อของเขาที่อยู่ห่างไกลก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งคืนหนึ่งฝันเห็นภรรยาร้องเรียกเขาจากในสวน เมื่อเขาได้รับจดหมายจากมารดาของมาร์ธา เขาก็ถือโอกาสกลับมาที่บ้าน

เขามาเดินที่นอกกำแพงสวนคิดถึงภรรยาของเขา แต่ได้ยินเสียงจากข้างใน แล้วพบว่าประตูไม่ได้ล็อก และตกใจที่เห็นสวนกำลังออกดอกอย่างงดงามและลูกชายที่ได้สุขภาพกลับคืนมา พวกคนใช้ต่อมาก็ได้มองอย่างงง ๆ เห็นนายเครเว็นเดินกลับมาที่บ้านพร้อมกับลูกชายที่วิ่งมาด้วยข้าง ๆ

สวน Great Maytham Hall ในเคนต์ ประเทศอังกฤษ

ธีมหลักแก้ไข

การฟื้นตัวแก้ไข

ความเจริญขึ้นของสวนและของแมรี่เป็นสัญลักษณ์หลักของหนังสือ ที่ได้แรงดลใจส่วนหนึ่งจากความสนใจของผู้เขียนในทฤษฎีของลัทธิ Christian Science[1] คือสวนลับที่คฤหาสถ์มิสเซิลเธวตแมเนอร์ เป็นที่ ๆ เกิดทั้งความหายนะและการฟื้นตัวของครอบครัว[2]

โดยใช้สวนเป็นแนวเรื่อง นางเบอร์เนทท์ได้เขียนเรื่องพลังธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่สามารถใช้รักษา ตามตัวอักษรเลยก็คือ แมรี่ เล็นน็อกซ์ ได้เกิดชีวิตชีวาขึ้นพร้อม ๆ กับสวนของเธอ และก็เป็นอย่างนั้นด้วยสำหรับคอลินและนายเครเว็น คือ เมื่อพวกเขาหันไปสนใจอะไรนอกเหนือไปจากปัญหาของตัวเอง พวกเขาจึงได้พบความสุขและชีวิตใหม่

มีอะไรในเรื่องที่ขนานกันหลายอย่างเมื่อกล่าวถึงการฟื้นสภาพ คือ แมรี่มาถึงบ้านในฤดูหนาว เมื่อดอกไม้ในสวนกำลังจำศีลอยู่ เธอจึงไม่แน่ใจว่าต้นไม้ตายหมดหรือยัง โดยขนานกัน แมรี่เป็นเด็กในอินเดียที่ไม่มีบุคลิกภาพอะไรเพราะไม่มีใครสนใจในเธอ มีแต่คนสนใจในฐานะของเธอและพ่อแม่ แมรี่จึงเป็นเด็กหญิงที่ "จำศีล" อยู่เช่นกัน ผู้ต้องได้การดูแลเหมือนกับต้นไม้ต้องการ

แมรี่ดูแลสวน และดิกอน ผู้สามารถทำสัตว์ให้เชื่องได้ ก็ดูแลแมรี่ ก่อนที่เขาจะมาช่วย แมรี่ไม่รู้จักว่าควรจะประพฤติกับเด็กอายุราวกันอย่างไร ว่าควรมีเมตตากรุณาต่อสัตว์ เล่น หรือใช้จินตนาการ ดิกอนช่วยดึงบุคลิกของเธอออกมา ช่วยแก้พฤติกรรมอย่างใจดีเมื่อเธอผิดพลาด และแสดงความเมตตากรุณาต่อเธอเป็นคนแรก ๆ นอกเหนือไปจากมาร์ธาพี่สาว มองในหลาย ๆ แง่ ดิกอนเป็นเหมือนกับเทวดาเด็ก คล้าย ๆ กับปีเตอร์ แพน เขาไม่เหมือนคนอื่นและน่ารักมาก คล้ายกับเทวดาประจำทุ่ง แม้ว่ารูปร่างจะไม่งามมาก

การฟื้นสภาพก็แพร่กระจายต่อไปเพราะว่าเมื่อดิกอนให้ความคิดใหม่ ๆ ความสนใจ และความเมตตาแก่แมรี่ แมรี่ก็หันไปทางคอลินแล้วเทอุดมคติและหลักเหล่านั้นให้แก่เขา ซึ่งเป็นเด็กชายที่เหงาโดดเดี่ยวยิ่งกว่าแมรี่ ความพิการและความเชื่อมั่นว่าเขาจะตาย ขยายอุปมาว่าด้วยสวนแม้ออกไปอีก คือ คอลิน ที่อยู่ในบ้านตลอด ก็เหมือนกับต้นไม้ที่ไม่ได้แสงตะวัน เขาเหี่ยวแห้ง (คือกล้ามเนื้อฝ่อเพราะไม่ได้ออกกำลัง) และไม่มีความสุขเลย เมื่อแมรี่เริ่มคุยกับเขาทุกวัน เพื่อสร้างความสนใจและนำแสงตะวันมาให้เขาในชีวิต คอลินก็ลุกตื่นขึ้น เด็กทั้งสามคนเล่นในสวนแล้วเติบโตเป็นตัวของตัวเอง และ "มนต์" ในการดูแลผู้อื่นก็เป็นธีมหลักอย่างหนึ่งในความสัมพันธ์ที่เกี่ยวพันกันไปหมดเช่นนี้

ความสำนึกเห็นใจผู้อื่นแก้ไข

เรื่องเป็นการประจัญกันระหว่างสามัญสำนึกกับ "ภูมิปัญญา" ที่ยอมรับกันในสมัยนั้น โดยที่สามัญสำนึกเป็นผู้ชนะ ทั้งคนใช้และพ่อมองว่าทำให้เด็กเสียหายเพราะได้ความเชื่อผิด ๆ จากหมอที่ใช้ "ความรู้" ของแพทย์ในยุคนั้น ส่วนบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของความสำนึกเห็นใจผู้อื่นแบบอังกฤษ ก็คือ ซูซาน โซว์เออร์บี้ ผู้เป็นมารดาของมาร์ธาและดิกอน ผู้มีพฤติกรรมเหมือนกับแม่ ที่ยินดียอมรับเด็กที่ไม่มีใครรักเช่นแมรี่และคอลิน เธอสำนึกถึงความสำคัญของการหัวเราะที่ช่วยให้ทั้งสองแข็งแรงขึ้น แต่ก็สำนึกถึงความสำคัญของการทะเลาะกันเพื่อแสดงความสำคัญของสิ่งที่ตนพูดด้วย เธอมักจะทำสังเกตการณ์โดยเป็นโฆษกให้กับผู้เขียน เช่น อุปมาว่าด้วยโลกเหมือนกับส้ม ซึ่งก็คือ "ไม่มีเด็กคนไหนเป็นเจ้าของโลก แต่ไม่นานก็จะค้นพบส่วนที่ตนพึงได้" เธอยังให้ข้อสังเกตด้วยว่า สิ่งที่แย่ที่สุดสองอย่างในโลกคือ "เมื่อเด็กไม่เคยได้อะไรตามใจเลย" (แมรี่) หรือ "เมื่อเด็กได้ทุกอย่างตามใจ" (คอลิน) ความเป็นกันเอง เป็นผู้ดูแลห่วงใย และความเชื่อในวิธีพยาบาลที่ง่าย ๆ ในที่สุดก็ช่วยทำลายอุปสรรคสุดท้ายของแมรี่และคอลิน คือ อุดมคติที่ถือชนชั้นวรรณะ ตำแหน่ง และความหยิ่งยโสโอหัง ที่ทำให้ไม่สำนึกเห็นใจผู้อื่น

ซูซาน โซว์เออร์บี้ ก็เป็นสัญลักษณ์ของสามัญสำนึกที่ทำให้เธอสามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับแมรี่และคอลินได้ เมื่อเด็ก ๆ รู้สึกหิวอย่างปิดบังไม่ได้ เธอก็จะนำอาหารมาให้ เมื่อแมรี่อธิบายถึงการแสดงละครที่ร้ายกาจและเกินไปของคอลินว่า ยังป่วยอยู่ เธอก็สนับสนุนให้หัวเราะและวางกลยุทธ์ ก่อนที่เธอจะรู้เรื่องสวนลับและคอลิน เธอก็ปล่อยให้ดิกอนเก็บความลับของเขา แม้เขาเสนอว่าจะบอก เธอเป็นตัวอย่างที่ดิเลิศสำหรับความไว้วางใจ การทำตามความเหมาะสม และนิสัยเป็นกันเอง ตรงกันข้ามกับความมั่งคั่งของมิสเซิลเธวตแมเนอร์ กับนายเครเว็น และกับการดูแลรักษาคอลิน เมื่อเด็กทำตามสามัญสำนึกแบบชาวบ้านของเธอแทนที่จะทำตาม "วิทยาศาสตร์" ที่ซับซ้อน จึงฟื้นสภาพได้เนื่องจากอากาศที่ดีในฤดูร้อน การออกกำลังกาย การหัวเราะ และสามัญสำนึกแบบอังกฤษ

การเอาชนะความช้ำใจแก้ไข

ทั้งแมรี่และคอลินเกิดความช้ำใจพอสมควรในวัยเด็ก ผลของความช้ำใจแสดงอย่างละเอียดในหนังสือไม่เหมือนกับหนังสือเด็กทั่วไป

คอลินยอมรับว่า เขาทำให้ตัวเองตีโพยตีพายอย่างควบคุมไม่ได้เนื่องจากความคิดที่ไม่ดี แม้ว่าเขาจะรู้สึกถูกหัวเราะเยาะ และกังวลว่าผู้ใหญ่ที่ดูแลเขาจะคิดถึงเขาอย่างไร จึงไม่ยอมรับเรื่องนี้กับใครนอกจากแมรี่ เพราะเขาเข้าใจว่า เธอผู้เป็นเด็กเหมือนกัน จะไม่หัวเราะเขา สิ่งที่คอลินกลัวที่สุดก็คือถูกหัวเราะ เพราะเขามั่นใจอยู่แล้วว่าคนมักหัวเราะเยาะเขา เขาเชื่อว่าเขาจะเสียชีวิตอีกไม่นาน แต่ความเจ็บป่วยที่ไม่มีอยู่จริง ๆ ของเขามักมาจากความหวาดระแวงของตัวเองและการคิดมากเกินไปโดยไม่มีอะไรอย่างอื่นทำ

ความสำนึกเห็นใจผู้อื่นไม่ใช่จะเปรียบได้โดยตรงกับ "การเข้าไปยุ่งมากเกินไป" เท่านั้น แต่ยังเทียบกับ "การเข้าไปยุ่งแบบผิด ๆ" ได้อีกด้วย คือ โดยยอมคอลิน และเห็นชอบกับความกลัวแบบเด็ก ๆ ของเขาทุกอย่าง พวกคนดูแลจึงเพิ่มความวิตกกังวลและความบ้าคลั่ง แทนที่จะสอนเขาวิธีที่มีประโยชน์เพื่อรับมือกับอารมณ์ซึมเศร้าและความวิตกกังวลจนทำอะไรไม่ถูกของตนเอง

สำหรับแมรี่ เธอไม่มีใครสอนให้เข้ากับเด็กอื่น ๆ ได้ เช่น เมื่อเธอไปอยู่กับครอบครัวบาทหลวงชั่วคราว เธอทนลูกชายเขาแทบไม่ได้ ผู้ล้อเธอไม่เลิกเพราะว่าเธอเคร่งครัดและไม่ยุ่งกับคนอื่น ความไม่สุภาพและความหน้างอของแมรี่เป็นตัวซ่อนความอายและความกลัวของเธอ (เหมือนกับสัจพจน์ที่กล่าวในหนังสือว่า สัตว์จะขู่ก็ต่อเมื่อมันกลัว)

แมรี่มักจะเรียนรู้ประพฤติตามคนรอบ ๆ ข้างเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จึงกลายเป็นกระจกสะท้อนสำหรับคนรอบข้างให้เห็นสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบในตนเอง เช่น เมื่อเลียนแบบพฤติกรรมที่พ่อแม่ของเธอมีต่อเธอ เธอจึงเป็นคนที่ไม่ยุ่งกับใครและหยิ่งเมื่อกำลังข้ามเรือ เมื่อเธอพบกับหัวหน้าแม่บ้าน คือ นางเม็ดล็อก ผู้มักจะพูดถึงแมรี่เหมือนกับเธอไม่ได้อยู่ที่นั่น แมรี่จึงเริ่มประพฤติเหมือนกับนางไม่ได้อยู่ที่นั่นเหมือนกัน (เช่น แมรี่อยู่ห่าง ๆ นางที่สถานีรถไฟ เพราะว่า "เธอไม่อยากให้ใครคิดว่า เธอเป็นลูกสาว") เมื่อแมรี่ไปถึงมิสเซิลเธวต (กับนางเม็ดล็อกผู้มารับ) เธอก็รู้สึกเหงา โกรธ และสับสนแล้ว

มาร์ธาเป็นคนแรกที่แสดงความเมตตาต่อเธอ และแม้ว่า แมรี่จะต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ๆ แต่แมรี่ก็เริ่มมีเมตตากลับคืนเมื่อเธอเริ่มปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ได้ ความเมตตาของมาร์ธาเป็นกุญแจเปิดประตูจิตใจของแมรี่ที่กำลังจำศีลอยู่ มาร์ธาบอกเธอถึงเรื่องสวนลับ ให้เชือกกระโดนแก่เธอ และบอกแม่กับน้องชาย (คอลิน) ของเธอว่า แมรี่เป็นเด็กที่แปลกและเหงาแค่ไหน แล้วจึงทำให้แมรี่ได้เพื่อนเล่น (คือคอลิน) แม้ว่า มาร์ธาจะไม่ได้ยุ่งกับแมรี่และสวนลับโดยตรง แต่แมรี่ก็เริ่มเข้าใจถึงความเมตตาที่มาร์ธาให้แก่เธอ เพราะมันทำให้แมรี่รู้สึกเสียความภาคภูมิใจและเสียแรง จุดเปลี่ยนของแมรี่ก็คือเมื่อเธอขอบคุณมาร์ธา โดยสำนึกได้เป็นครั้งแรกว่า มาร์ธาและมารดาของเธอเสียทรัพย์ที่หามาได้โดยยากเพื่อแมรี่แทนการทำให้กับครอบครัวของตน

สวนและธีมการฟื้นสภาพดำเนินไปพร้อม ๆ กับความยอมรับว่า เด็กเกิดความช้ำใจในวัยเด็ก ผู้เขียนไม่ได้ทำให้แมรี่หรือคอลินดูน่ารักหรือดูโรแมนติก แต่ว่า ผู้เขียนเล่าให้ผู้อ่านฟังว่า ความช้ำใจสามารถมีผลต่อเด็กได้อย่างไร แต่ก็บอกถึงความฟื้นสภาพทางจิตใจได้ดีของเด็ก และสิ่งที่เด็กต้องเรียนรู้เมื่อหันความสนใจไปจากความมืดมิดในตน แล้วเข้าไปสู่แสงสว่างและความอบอุ่นที่ไม่รู้จักจบสิ้นของสวนลับ การหัดเดินใหม่ของคอลินเป็นก้าวแรก (ทั้งโดยตรงและโดยอุปมา) ไปสู่การได้สุขภาพกลับคืน และไปจากวัยเด็กที่พิการ

การผสมผสานเรื่องจริงกับจินตนาการ (Magical realism)แก้ไข

วิธีหนึ่งที่แมรี่และคอลินฟื้นสภาพจากเหตุการณ์ร้ายในอดีตได้ เป็นการทำตามความเหมาะสมแบบอังกฤษอย่างหนึ่งที่ทุกวันนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นอำนาจของการคิดในเชิงบวก และความเชื่อว่าความคิดเช่นนั้นจะช่วยรักษาทั้งกายใจ คือ แมรี่กับคอลินเริ่มพูดถึง มนต์ขลังของสวน แม้ว่า ดิกอนจะอ้างว่า มนต์ ความจริงก็คือการดำเนินของพระเป็นเจ้าผ่านทุ่งและป่า ผู้เขียนเชื่อหลักของลัทธิ Christian Science ที่เชื่อในพระเจ้าว่าเป็นพลังแห่งชีวิตแทนที่จะเป็นบุคคลใดคนหนึ่ง

ดังนั้น "มนต์" จึงเป็นคำรื่นหูสำหรับความคิดเชิงบวกที่เชื่อมกับธีมหลัก 3 อย่างในหนังสือ คือ การฟื้นสภาพของสวนให้ผลเป็นการคิดเชิงบวก ความคิดเชิงบวกหันความสนใจจากความช้ำใจและฟื้นสภาพทางจิตใจให้อย่างไม่น่าเชื่อต่อเด็ก และที่สุดก็คือ มันเป็นทางที่ดีในการดำเนินชีวิต ที่จะรู้สึกรู้ค่าขอบคุณ และมีความสุขกับธรรมชาติและกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับคฤหาสถ์หลังใหญ่ที่มีห้องเป็นร้อย พลังธรรมชาติจึงเป็นตัว "มนต์" เอง ซึ่งทำให้คอลินหายจากโรคทั้งทางกายและทางใจ ธรรมชาติยังให้อุปมาโดยตรงเมื่อแสดงลูกนกที่หัดบินพร้อม ๆ กับคอลินหัดเดิน

เด็ก ๆ ร้องเพลงและท่องมนต์เป็นพิธีเพื่อช่วยให้คอลินดีขึ้น และเมื่อคอลินดีขึ้น ความเชื่อในเรื่องที่ดีก็ได้รับการยืนยัน ในมุมมองหลาย ๆ อย่าง นี่เป็นความเชื่อทางศาสนาอย่างหนึ่ง เพราะว่าความเชื่อในอำนาจเหนือตัวเอง จะมีกำลังขึ้นเมื่อสิ่งที่สวดขอเกิดจริง ๆ

แม้ว่าการผสมผสานเรื่องจริงกับจินตนาการ คือ Magic realism (เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่บอกอย่างละเอียดสมจริง โดยเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ) มักจะพบในวรรณกรรมละตินอเมริกัน แต่นกเขนน้อยก็มีบทบาทในเรื่องนี้ คือ นกมักจะประพฤติอะไรที่ดูจะมีความหมายและเหมือนคน ยิ่งไปกว่านกธรรมดาทั่วไป เช่น นกร้องต่อแมรี่ บินลงจับด้ามเสียมของคนสวน และชวนให้แมรี่ตามไปในทางไกลอันรกไปด้วยพุ่มไม้ ซึ่งในที่สุดเขาก็จิกเอาดินขึ้นจากที่ที่กุญแจสวนลับฝังอยู่ นกยังติดตามเฝ้าสังเกตแมรี่คล้ายเป็นเทวดาประจำตัว โดยสร้างรังในสวน ได้คู่ (เช่นกับแมรี่ที่ได้คนเล่นด้วย) และเริ่มชีวิตใหม่เหมือนกับเด็ก ๆ ที่เริ่มชีวิตใหม่เช่นกัน บางครั้ง ผู้เขียนจะเล่าเรื่องจากมุมมองของนกว่ามันเฝ้าดูเด็กโตและออกกำลังกายกันอย่างไร และแม้ว่าจะไม่ได้กล่าวในหนังสือโดยตรง แต่นกอาจจะทำรังที่เห็นได้ชัดบนต้นไม้ที่กิ่งตกทับนางเครเว็น ทำให้เธอคลอดคอลินก่อนกำหนด ไอเดียว่า นกประพฤติเหมือนกับบุคคล อาจให้พิจารณาว่านกเป็นเทวดาประจำตัว คือ เป็นวิญญาณของมารดาของคอลิน (คือนางลิลิธ เครเว็น) ที่ได้กลับมาที่สวนเพื่อสนับสนุนให้แมรี่ช่วยสามีและลูกชายของเธอจากการทำลายกันและกันด้วยความประพฤติของตน และนก ซึ่งคนสวนเล่าว่า เป็นตัวเดียวที่เข้าไปและออกจากสวน อาจแสดงให้เห็นถึงความเหงาของนางเครเว็นที่สามีของเธอได้หยุดมาเยี่ยมเธอที่สวน

ประวัติการพิมพ์แก้ไข

 
ปกหน้า พ.ศ. 2454

หนังสือเขียนเป็นบางส่วนเมื่อนางเบอร์เนทท์ไปเยี่ยมสวน Buile Hill Park ที่เมืองซอลฟอร์ด เทศมณฑล Greater Manchester[3] โดยตอนแรกพิมพ์เป็นตอน ๆ เริ่มตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2453 ในนิตยสารสำหรับผู้ใหญ่ The American Magazine ต่อมาในฤดูร้อนของปี 2454 จึงพิมพ์เป็นหนังสือสมบูรณ์แบบโดยสำนักพิมพ์ Frederick A. Stokes ในนครนิวยอร์ก และ Heinemann ในนครลอนดอน โดยมีปกวาดโดย M.B.Kirk ลิขสิทธิ์ของหนังสือหมดอายุในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2530 และเกือบทั้งหมดทั่วโลกโดยปี 2538 จึงเปลี่ยนหนังสือให้เป็นสาธารณสมบัติ หลังจากนั้น จึงมีหนังสือทั้งแบบตัดและแบบเต็มพิมพ์ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 และต้น 1990 รวมทั้งมีรูปสีทำอย่างสวยสดงดงาม เช่นที่พิมพ์โดย David R. Godine ในปี 2532

Great Maytham Hall ในเทศมณฑลเคนต์ เป็นที่ที่นางเบอร์เนทท์ได้อยู่อาศัยเป็นระยะหนึ่งเมื่อแต่งงาน ซึ่งมักจะอ้างกันว่าเป็นแรงดลใจของทิวทัศน์ในหนังสือ[4] นอกจากนั้น นางเบอร์เน็ทท์ยังมีสวนใหญ่อยู่ที่บ้าน รวมทั้งสวนกุหลาบที่น่าชม ถึงกระนั้น ก็มีข้อสังเกตว่า นอกจากสวนแล้ว ความจริง Maytham Hall และมิสเซิลเธวตแมเนอร์ ต่างกันมาก[4] หนังสือเมื่อเขียนอยู่มีชื่อว่า Mistress Mary โดยมาจากเพลงเด็กชื่อว่า Mary, Mary, Quite Contrary (แมรี่ แมรี่ คนช่างขวางโลก)

การตอบรับจากสาธารณชนแก้ไข

การวางตลาดหนังสือเพื่อทั้งผู้ใหญ่และเด็กอาจมีผลต่อการตอบรับในเบื้องต้น คือ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้การตอบรับดีเท่ากับงานของผู้เขียนก่อน ๆ ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่[5] เป็นที่นิยมน้อยมากเทียบกับหนังสือเล่มก่อน ๆ เป็นระยะเวลานาน นักเขียนท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า การฟื้นความนิยมต่อมาต้องเทียบกับการแทบไม่เหลือชื่อแม้ช่วงผู้เขียนเสียชีวิตในปี 2467 ที่ประกาศการเสียชีวิตได้กล่าวถึงหนังสือลอร์ดน้อยฟอนเติลรอย โดยไม่ได้บอกชื่อหนังสือเล่มนี้เลย[6]

แต่ว่า เพราะการศึกษาวรรณกรรมใน 25 ปีที่ผ่านมา งานนี้จึงเด่นขึ้นเรื่อย ๆ คือ มักจะกล่าวว่า เป็นหนังสือเด็กที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20[5] ในงานสำรวจความเห็นสาธารณชนของบรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษปี 2546 เพื่อระบุ "นิยายที่เป็นที่รักที่สุดของชาติ" (ที่ไม่เฉพาะเพียงแค่นิยายเด็ก) หนังสืออยู่ที่ตำแหน่ง 51[7] ส่วนงานโพล์ออนไลน์ในปี 2550 ของสมาคมการศึกษาแห่งชาติสหรัฐเรียกหนังสือว่า เป็นหนึ่งใน "หนังสือที่ครูแนะนำสำหรับเด็กท๊อป 100"[8] ในปี 2555 School Library Journal (วารสารห้องสมุดโรงเรียน) ซึ่งพิมพ์ทุกเดือนสำหรับลูกค้าในสหรัฐ ให้หนังสือตำแหน่งที่ 15 ของนิยายเด็กตลอดกาล[9] โดยที่ หนังสือ A Little Princess อยู่ที่ตำแหน่ง 56 และหนังสือ ลอร์ดน้อยฟอนเติลรอย ไม่ติดแม้ใน 100 อันดับแรก[9] นักเขียนผู้หนึ่ง (Jeffrey Moussaieff Masson) พิจารณาหนังสือว่าเป็น "หนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยเขียนเพื่อเด็ก"[10]

การดัดแปลงแก้ไข

วิดีโอตัวอย่างจากคณะละคร Angel Exit Theatre Company ที่ดัดแปลงหนังสือเป็นละครออกแสดงทั่วประเทศในปี 2555 พร้อมกับงานฉลองครบ 100 ปีของนิยาย

บริษัท Famous Players-Lasky Corporation (ต่อมา พาราเมาต์พิกเจอส์) ถ่ายภาพยนตร์แรกในปี 2462 โดยมีดาราวัยรุ่นอายุประมาณ 17 ปี แสดงเป็นแมรี่และดิกอน แต่ฟิลม์นี้ต่อมาสาบสูญไป ในปี 2492 บริษัท MGM ถ่ายทำการดัดแปลงครั้งที่สอง โดยถ่ายในฟิลม์ขาวดำ แต่ถ่ายสวนที่บูรณะเสร็จตอนหลังด้วยเทคโนโลยี Technicolor ต่อมา BBC ถ่ายภาพยนตร์เป็นตอน ๆ หลายครั้งในปี 2495, 2503 รวมทั้งปี 2518 ซึ่งต่อมาขายเป็นแผ่นดีวีดี[11]

ในปี 2530 โปรแกรม Hallmark Hall of Fame ถ่ายทำภาพยนตร์ทีวีที่โคลิน เฟิร์ธปรากฏในบทคอลินเมื่อโต และถ่ายที่ Highclere Castle ซึ่งต่อมารู้จักดีในฐานเป็นที่ถ่ายทำซีรีส์ดาวน์ตันแอบบีย์ ในปี 2536 โรงถ่าย American Zoetrope ถ่ายหนังโดยมีผู้อำนวยการบริหารคือนายฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ในปี 2537 บริษัทการกระจายเสียงและแพร่ภาพอเมริกันถ่ายทอดการ์ตูน ซึ่งออกเป็นวิดีโอในปีต่อมาโดย Paramount Home Video[12][13]

ในประเทศญี่ปุ่น เอ็นเอชเคทำการดัดแปลงหนังสือเป็นอนิเมะในปี 2534-2535 ชื่อว่า アニメ ひみつの花園 (Anime Himitsu no Hanazono) โดยแบ่งเป็น 39 ตอน แม้ว่าจะไม่มีแปลเป็นอังกฤษ แต่ก็แปลเป็นภาษาอื่น ๆ รวมทั้งภาษาสเปน อิตาลี โปแลนด์ และตากาล็อก

มีการทำเป็นละครแสดงในโรงหลายครั้ง ในปี 2534 มีละครเพลงที่เริ่มแสดงบนถนนบรอดเวย์ ซึ่งได้รับเสนอเพื่อรางวัลโทนี 7 รางวัล โดยชนะในเรื่อง Best Book of a Musical และ Best Featured Actress

ในปี 2556 คณะอุปรากรณ์ซานฟรานซิสโกได้จ้างให้สร้างอุปรากรณ์ดัดแปลงมาจากนิยาย ซึ่งเล่นเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ในปี 2557 มีการดัดแปลงเรื่องเป็นละครเวทีในเมืองเชสเตอร์[14]

ในปี 2558 มีการดัดแปลงทำสื่อประสมเป็นตอน ๆ ของนิยายชื่อว่า "The Misselthwaite Archives" และโหลดขึ้นยูทูบ ซึ่งมีทั้งหมด 40 ตอน โหลดตลอดเดือนมกราคมจนถึงเดือนตุลาคม โดยมีทั้งจดหมาย อีเมล บริการข้อความสั้น บัญชีสื่อสังคม และเอกสารอื่น ๆ เกี่ยวกับตัวละคร[15][16]

เชิงอรรถและอ้างอิงแก้ไข

  1. Byatt, A. S. (2005-04-19). "A small person's paradise..." New Statesman.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  2. Gohike,M. (1980). Re-Reading The Secret Garden. College English 41 (8), 894-902.
  3. "Buile Hill Park". Salford Borough Council. สืบค้นเมื่อ 2012-02-16.
  4. 4.0 4.1 Thwaite, A (2006). Carpenter, AS (eds.). A Biographer Looks Back. Toronto: Scarecrow Press.CS1 maint: uses authors parameter (link) CS1 maint: uses editors parameter (link)
  5. 5.0 5.1 Lundin, A (2006). Carpenter, Angelica Shirley (eds.). The Critical and Commercial Reception of The Secret Garden. In the Garden: Essays in Honour of Frances Hodgson Burnett. Toronto: Scarecrow Press.CS1 maint: uses authors parameter (link) CS1 maint: uses editors parameter (link)
  6. Lundin, A (2004). Constructing the Canon of Children's Literature: Beyond Library Walls. Taylor & Francis. pp. 133ff. ISBN 9780203312940.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  7. "BBC - The Big Read". BBC. 2003-04. Check date values in: |date= (help)
  8. National Education Association (2007). "Teachers' Top 100 Books for Children". สืบค้นเมื่อ 2012-08-22.
  9. 9.0 9.1 Bird, Elizabeth (2012-07-07). "Top 100 Chapter Book Poll Results". A Fuse #8 Production. Blog. School Library Journal (blog.schoollibraryjournal.com). สืบค้นเมื่อ 2012-08-22. Italic or bold markup not allowed in: |publisher= (help)
  10. Masson, Jeffrey Moussaieff (1980). The Oceanic Feeling: The Origins of Religious Sentiment in Ancient India. Dordrecht, Holland: D. Reidel. ISBN 90-277-1050-3.
  11. Traxy (2011-01-16). "The Secret Garden (1975)". Thesqueee.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2011-12-019. Check date values in: |accessdate= (help)
  12. ABC Weekend Specials: The Secret Garden (TV episode 1994) ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  13. Lynne Heffley (1994-11-04). "TV Review: Animated 'Garden' Wilts on ABC". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ 2014-10-14.
  14. "The Secret Garden". Grosvenor Park Open Air Theatre.
  15. "The Misselthwaite Archives".
  16. The Misselthwaite Archives ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข