วัดดุสิดาราม

บทความนี้เกี่ยวกับวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำหรับวัดที่มีชื่อเดียวกันในกรุงเทพมหานคร ดูที่ วัดดุสิดารามวรวิหาร

วัดดุสิดารามตั้งอยู่ที่ ถนนทางหลวง 3058 ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดมีเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ ปัจจุบันมีพระภิกษุจำพรรษา สังกัดคณะมหานิกาย

วัดดุสิดาราม
Wat-dusitaram1.jpg
เจดีย์วัดดุสิดาราม
ชื่อสามัญวัดดุสิดาราม
ที่ตั้งหมู่ 5 ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13000
นิกายเถรวาท มหานิกาย
พระประธานพระพุทธศรีดุสิดา
ความพิเศษนิวาสสถานเดิมของเจ้าแม่วัดดุสิต พระบรมอรรคราชบรรพบุรุษของราชวงศ์จักรี
เวลาทำการทุกวัน
จุดสนใจพระเจดีย์วัดดุสิดาราม อุโบสถ พระวิหาร ศาลเจ้าแม่วัดดุสิต
หมายเหตุเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
พระพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งของสารานุกรมพระพุทธศาสนา

ประวัติแก้ไข

ประวัติการสร้างวัดดุสิดารามว่า สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2100 และรับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2110 [1] หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า ตอนที่กล่าวถึงพระอารามหลวงในกรุงศรีอยุธยา ระบุชื่อวัดแห่งหนึ่งว่า วัดดุสิตมหาพระนเรศวรทรงสร้าง[2]สันนิษฐานว่า หมายถึงวัดดุสิดาราม ในพิธีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒสัตยา(ไม่ปรากฏพ.ศ.)[3] พระนารถอยู่วัดดุสิตาราม เป็นพระราชาคณะรูปหนึ่ง จากทั้งหมด 17 รูป 17 วัด ในกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา

เจ้าแม่วัดดุสิต ขัตติยะนารีพระบรมราชบรรพบุรุษของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี สตรีผู้สูงศักดิ์แห่งราชสำนักสยาม รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และเป็นแม่นมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตอนหลังได้เป็นท้าวสมศักดิ์มหาธาตรี[4] หม่อมเจ้าหญิงบัว(ไม่ปรากฏหลักฐานอย่างแน่ชัดว่าเจ้าแม่วัดดุสิตสืบเชื้อสายมาจากผู้ใด )นั้นแต่เดิมอาศัยอยู่ใกล้วัดดุสิต ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองดุสิตตรงส่วนที่ต่อกับคลองปากข้าวสาร ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานสร้างวังมีตำหนักตึกที่ริมวัดดุสิดารามถวายพระองค์เจ้าพระนมนางจึงได้เรียกกันมาว่า เจ้าแม่วัดดุสิต

เจ้าแม่วัดดุสิตมีบุตร 3 คน บุตรชายคนโตชื่อ เหล็ก ภายหลังก็คือเจ้าพระยาโกษาเหล็ก บุตรคนที่สองเป็นหญิงชื่อ แช่ม ต่อมาเป็นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ บุตรคนที่สามเป็นชายชื่อ ปาน ต่อมาก็คือออกพระวิสูตรสุนทร หรือเจ้าพระยาโกษาปาน

โบราณสถานสำคัญแก้ไข

เจดีย์ประธาน วัดนี้มีเจดีย์สูงใหญ่เป็นโบราณสถานสำคัญของวัด มีลักษณะเช่นเดียวกับเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคลแต่มีขนาดเล็กกว่า[5]เจดีย์ทรงระฆัง ศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลาง การบูรณะซ่อมแซมในสมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ มีบันไดทางขึ้นลง โดยรอบมีเจดีย์บริวารที่มุมมุมทั้งสี่ ส่วนล่างของเจดีย์เป็นฐานรูปแปดเหลี่ยมลดหลั่นขึ้นไปรองรับมาลัยเถา ด้านบนเป็นองค์ระฆัง ทรงเรียว ถดขึ้นไปเป็นบัลลังก์ย่อมุมไม้สิบสอง รองรับเสาหานที่ล้อมรอบก้านฉัตร ถัดขึ้นไปเป็นปล้องไฉนและปลียอด ด้านหน้าเจดีย์ประดิษฐานด้วยพระพุทธรูปหินทราย

พระอุโบสถ อุโบสถในสมัยอยุธยาตอนปลาย ฐานอุโบสถแอ่นเป็นท้องสำเภา ด้านหน้ามีพาไลและหลังคามีประตูทางเข้าด้านหน้าสองข้าง ด้านข้างเจาะหน้าต่างข้างละบาน มีเสาประดับผนังประดับกลีบบัว หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ประดับช่อฟ้าใบระกาทำด้วยไม้ หน้าบันเป็นไม้แกะสลักลายกระหนก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นสมัยอยุธยา รอบพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของใบเสมาหินทรายสีขาว สมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่บนฐานบัวปูนปั้น

พระวิหาร(ศาลา) ประดิษฐานสิ่งสำคัญคือ รอยพระพุทธบาทหินทรายสีขาว สมัยอยุธยาตอนปลาย(ไม่ปรากฏพ.ศ.ที่สร้าง)และใบเสมาหินทรายแดง

รอยพระพุทธบาท สร้างด้วยหินทรายสีขาว ขนาดยาวประมาณหนึ่งเมตร กว้างประมาณครึ่งเมตร ตรงกลางรอยพระพุทธบาทเป็นรูปธรรมจักร นอกธรรมจักรทำเป็นตารางสี่เหลี่ยม ภายในสลักภาพมงคล เป็นลักษณะการสร้างรอยพระพุทธบาทในสมัยอยุธยาตอนปลาย รูปแบบคล้ายๆ กับรอยพระพุทธบาทที่สมเด็จพรเจ้าอยู่หัวบรมโกศส่งไปถวายกษัตริย์ลังกา [6] รอยพระพุทธบาทได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดดุสิดารามมาแต่เดิม ชาวบ้านพบอยู่ในแอ่งน้ำในบริเวณใกล้วัด จึงนำมาไว้ที่วัดนี้เมื่อประมาณ พ.ศ. 2508 หรือ 2509

สันนิษฐานว่ารอยพระพุทธบาทที่กล่าวถึงในจดหมายเหตุแกมป์เฟอร์ว่า [7]ประดิษฐานอยู่ที่วัดสมณโกฎฐารามนั้น อาจจะคือรอยพระพุทธบาทซึ่งประดิษฐานที่วัดดุสิดารามในปัจจุบัน

เสมาหินทราย อยู่ทางด้านหน้าศาลา ใบเสมาตั้งอยู่บนฐานสูง (พระเฉลิม ฐิตสังวโร) บอกว่าได้มาจากบริเวณใกล้ๆ วัด จากรูปแบบและลวดลายมีผู้สันนิษฐานว่า เป็นใบเสมาสมัยอโยธยา ซึ่งยังไม่เป็นข้อสรุป[8]

อ้างอิงแก้ไข

  1. กรมการศาสนา. ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม 4. 2528. หน้า 115.
  2. กรมศิลปากร. คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. 2507. หน้า 216.
  3. คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง : คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
  4. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-08-07. สืบค้นเมื่อ 2012-05-17.
  5. น. ณ ปากน้ำ “วัดนอกตัวเกาะอยุธยา” ช่อฟ้า. ปีที่ 1 เล่ม 7 มิถุนายน 2509 หน้า 24.
  6. นันทนา ชุติวงศ์. รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์. 2533. หน้า 54.
  7. ไทยในจดหมายเหตุแกมป์เฟอร์. พระนคร : มงคลการพิมพ์,2508. (พิมพ์ในงานฌา ปนกิจศพ นายรวย ศยามานนท์ 28 มกราคม 2508).
  8. นายธีระ แก้วประจันทร์