เปิดเมนูหลัก

บึงกะโล่ หรือ บึงทุ่งกะโล่ เป็นแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เพื่อการเกษตรของจังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่สาธารณประโยชน์ ในเขตตำบลป่าเซ่า ครอบคลุมบางส่วนถึงตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ห่างจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 ประมาณ 2 กิโลเมตร มีเนื้อที่รวมประมาณ 7,500 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีพื้นที่เก็บกักน้ำถูกขุดลอกเพื่อใช้ในภาคการเกษตรและอุปโภคบริโภคอยู่ด้านทิศตะวันออก

บึงกะโล่ ในอดีตก่อนการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ เป็นพื้นที่รองรับน้ำล้นตลิ่งจากแม่น้ำน่านไหลผ่านเข้ามาเก็บกักไว้ในช่วงหน้าฝน ปัจจุบันเป็นแหล่งที่พักอาศัยของนกน้ำประจำถิ่นและนกน้ำอพยพตามฤดูกาลจำนวนมาก และเป็นแหล่งดูนกหายากที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคเหนือ[1]

ในอนาคต ทางราชการมีโครงการพัฒนาพื้นที่โดยรอบบึงแห่งนี้เพื่อขยายสถาบันการศึกษาและสร้างศูนย์ราชการแห่งใหม่ เนื่องจากพื้นที่ตัวเมืองอุตรดิตถ์เก่าเริ่มคับแคบและเสี่ยงต่อปัญหาอุทกภัย

ตำนานบึงทุ่งกะโล่แก้ไข

บึงกะโล่มีตำนานเล่าขานมากมาย คนที่อาศัยอยู่โดยรอบแถบนี้ เช่น คนในแถบทุ่งบ้านคุ้งตะเภามีเรื่องเล่ากันมาว่าที่ตั้งบึงกะโล่เคยเป็นเมืองโบราณมาก่อนแต่เมืองล่มกลายเป็นบึงเมื่อใดไม่ปรากฏ และคนในหมู่บ้านห้วยบงซึ่งเป็นหมู่บ้านตั้งใหม่ไม่ถึงร้อยปีก็มีการกล่าวตำนานสนับสนุนสอดคล้องกับความเชื่อดังกล่าว โดยเล่าสืบมาว่าเคยมีคนในหมู่บ้านเข้าไปหาปลาในกลางบึงแต่ไปพบกับซากเมืองเป็นอิฐและสิ่งก่อสร้างโบราณมากมาย แต่เมื่อกลับมาบอกคนในหมู่บ้านให้เข้าไปดูก็ไม่สามารถหาซากเมืองดังกล่าวพบ[2] โดยในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2553 น้ำในบึงแห้งขอด ประกอบกับชาวบ้านได้จุดไฟเผาต้นกกและต้นอ้อที่ขึ้นปกคลุมบึงจนหมด ทำให้มีการค้นพบซากสิ่งก่อสร้างโบราณและโบราณวัตถุจำนวนมาก[3]

ปัจจุบันทางด้านทิศใต้ของบึงได้มีการสร้างศาลเจ้าพ่อกะโล่ไว้ด้วย โดยมีความเชื่อว่าเป็นเทวดาผู้รักษาคุ้มครองอาณาเขตรอบบึงแห่งนี้

การพัฒนาบึงทุ่งกะโล่แก้ไข

 
แยกศาลเจ้า หรือในชื่อทางการ "แยกอุตรดิตถ์" จุดตัดทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ 11 เข้าสู่ทุ่งกะโล่

เนื่องจากบึงกะโล่มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์และอยู่ใกล้กับเส้นทางคมนาคมสำคัญของจังหวัด ทำให้มีการริเริ่มโครงการพัฒนาบึงทุ่งกะโล่เพื่อเป็นอุทยานการศึกษาการกีฬาและนันทนาการ โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งได้เริ่มมีการขุดลอกคูคลองและตัดถนนจากทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 เข้าสู่บึง มีการสร้างศูนย์สินค้าโอท็อป (ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง) และมีหน่วยงานราชการหลายหน่วยวางโครงการที่จะย้ายหรือสร้างศูนย์ราชการในบริเวณทุ่งกะโล่แห่งนี้[4]

และประกอบกับเหตุการณ์อุทกภัยและโคลนถล่ม 5 จังหวัดในเขตภาคเหนือตอนล่าง พ.ศ. 2549 ที่ทำให้น้ำท่วมเมืองอุตรดิตถ์ฝั่งขวาแม่น้ำน่านจนมีผู้สูญหายและเสียชีวิตจำนวนมากและได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินนับพันล้านบาท ได้ทำให้เริ่มมีผู้หันมาพัฒนาที่ดินที่อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่านที่ไม่เคยประสบอุทกภัยมากขึ้น โดยเฉพาะที่ดินที่โดยรอบบึงกะโล่ เขตตำบลป่าเซ่าและตำบลคุ้งตะเภาที่อยู่ติดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 เส้นทางคมนาคมหลักและสำคัญที่สุดของจังหวัดอุตรดิตถ์และภาคเหนือซึ่งไม่เคยประสบอุทกภัยเลยมาตั้งแต่อดีต การเข้ามาพัฒนาที่ดินในบึงกะโล่ของทั้งราชการและเอกชนดังกล่าวอาจส่งผลให้บึงกะโล่กลายเป็นศูนย์กลางเจริญทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ได้ในอนาคต

ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานได้เข้ามาจัดสรรแบ่งพื้นที่และทำการก่อตั้งสิ่งก่อสร้างไว้บ้างแล้ว เช่น สถานที่ก่อสร้างของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์แห่งใหม่ (วิทยาเขตทุ่งกะโล่) ได้รับพื้นที่ประมาณเกือบ 2000 ไร่[5], วิทยาเขตของ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดอุตรดิตถ์ (และอนุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) รวมถึงพุทธมณฑลจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วย[6] ข้อเท็จจริงเรื่องบึงทุ่งกะโล่ มีสภาพเป็นบึงน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 7500 ไร่ ประมาณปี พ.ศ.2531-33 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จมาที่บึงทุ่งกะโล่และทรงปล่อยนกที่นี่ มีพระดำรัสกับประชาชนว่า บึงทุ่งกะโล่มีคุณค่าและความสำคัญมาก สามารถพัฒนาให้เป็นประโยน์แก่การเกษตรกรรมในท้องถิ่นนี้ได้เป็นอย่างดี ต่อมาในปี พ.ศ.2535 นายชัยวัฒน์ อรุโณทัยวิวัฒน์ ผู้วาราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ในสมัยนั้น ได้เริ่มโครงการขุดลอกเพื่อฟื้นฟูบึงทุ่งกะโล่ให้เป็นอ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตร ใช้เวลา 2 ปี

ความคืบหน้าการพัฒนาบึงทุ่งกะโล่แก้ไข

มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ วิทยาเขตบึงทุ่งกะโล่

  • โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า (กำลังดำเนินการสร้าง)
  • การปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุตรดิตถ์

  • การปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่

สถานที่ใกล้เคียงแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. พื้นที่ชุ่มน้ำ...บึงกะโล่ จ.อุตรดิตถ์. [ออน-ไลน์]. (2551). แหล่งที่มา : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nok-sukhothai&month=28-02-2008&group=1&gblog=6
  2. เทวประภาส มากคล้าย. (2551). สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น : ประเพณีวัฒนธรรมและพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของวัดและหมู่บ้านคุ้งตะเภา. อุตรดิตถ์: วัดคุ้งตะเภา.
  3. สำนักข่าวไทย. (2553). นักโบราณคดีพิสูจน์เครื่องปั้นดินเผาบึงกะโล่. [ออน-ไลน์]. แหล่งข้อมูล : http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/62967.html
  4. "อุตรดิตถ์กำหนดวางศิลาฤกษ์โครงการพัฒนาบึงกะโล่เพื่อเป็นอุทยานการศึกษาการกีฬาและนันทนาการใช้งบกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท," (2548, 28 กันยายน). สำนักประชาสัมพันธ์เขต 4 จังหวัดพิษณุโลก. [ออน-ไลน์]. แหล่งที่มา : http://region4.prd.go.th/pubnews/detail.asp?ID=1463
  5. "มรภ.อุตรดิตถ์เฮ-รับบึงกะโล่," (2549, 8 พฤศจิกายน). ข่าวสด. [ออน-ไลน์]. แหล่งที่มา : http://news.sanook.com/education/education_46983.php
  6. สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุตรดิตถ์. (2552). โครงการจัดสร้างวัตถุมงคล “รูปจำลองพระฝาง”. [ออน-ไลน์]. แหล่งที่มา : http://utt.onab.go.th/

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

พิกัดภูมิศาสตร์: 17°36′42″N 100°09′16″E / 17.611735°N 100.1543571°E / 17.611735; 100.1543571