เปิดเมนูหลัก

ดูกี (อังกฤษ: Dookie) เป็นสตูดิโออัลบัมชุดที่ 3 ของศิลปินพังก์ร็อกอเมริกัน กรีนเดย์ ออกจำหน่าย 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994 โดยค่ายรีไพรส์เรเคิดส์[2] ถือเป็นการร่วมงานครั้งแรกกับโปรดิวเซอร์ ร็อบ คาวัลโล และเป็นอัลบัมเปิดตัวกับค่ายใหญ่ ดูกี ได้รับความสำเร็จด้านยอดขายไปทั่วโลก มีอันดับสูงสุดอันดับ 2 บนชาร์ต บิลบอร์ด 200 ของสหรัฐ และยังเข้าชาร์ตในอีก 7 ประเทศ[3][4] อัลบัมยังขับเคลื่อนให้กรีนเดย์หรือแม้แต่ดนตรีพังก์ร็อกได้รับความนิยมสู่กระแสหลัก[5] ดูกี ได้รับการรับรองแผ่นเสียงเพชรจากสมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกาโดยมียอดสั่งซื้อ 10 ล้านชุด

ดูกี
Green Day - Dookie cover.jpg
สตูดิโอ โดย กรีนเดย์
วางตลาด 1 กุมภาพันธ์ 1994 (1994-02-01)
บันทึกเสียง กันยายน–ตุลาคม 1993
สตูดิโอ แฟนตาซีสตูดิโอส์ เบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
แนวเพลง
ความยาว 39:38 นาที
ค่ายเพลง รีไพรส์
โปรดิวเซอร์
ซิงเกิลจาก Dookie
  1. "ลองวิว"
    จำหน่าย: 1 กุมภาพันธ์ 1994
  2. "บาสเกตเคส"
    จำหน่าย: สิงหาคม 1994[1]
  3. "เวลคัมทูพาราไดส์"
    จำหน่าย: 4 ตุลาคม 1994
  4. "เวนไอคัมอะราวด์"
    จำหน่าย: 31 มกราคม 1995
  5. "ชี"
    จำหน่าย: 5 พฤษภาคม 1995

ดูกี มีซิงเกิลฮิต 5 ซิงเกิล ได้แก่ "ลองวิว", "เวนไอคัมอะราวด์", "บาสเกตเคส", เพลงบันทึกเสียงใหม่อีกครั้ง "เวลคัมทูพาราไดส์" และซิงเกิลเฉพาะบนวิทยุ "ชี"[6] อัลบัมถือได้ว่าได้รับคำชมตั้งแต่ตอนออกจำหน่ายจนปัจจุบัน ได้รับรางวัลแกรมมี่สาขาอัลบัมดนตรีออลเทอร์นาทิฟยอดเยี่ยม ในปี 1995 และติดอยู่อันดับ 1993 ในรายชื่อ 500 อัลบัมยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ที่อันดับ 193 ของนิตยสาร โรลลิงสโตน[7][8] จากข้อมูลปี 2004 ดูกี เป็นอัลบัมที่มียอดขายมากที่สุดของวง โดยขายได้มากกว่า 20 ล้านชุดทั่วโลก[9]

เนื้อหา

ภูมิหลังและการบันทึกเสียงแก้ไข

หลังจากประสบความสำเร็จในวงการเพลงใต้ดินกับสตูดิโออัลบัมชุดที่ 2 เคอร์พลังก์ (1992) มีค่ายใหญ่หลายค่ายเริ่มสนใจในกรีนเดย์[10] ตัวแทนของค่ายเหล่านี้พยายามชักชวนวงให้เซ็นสัญญาโดยนัดพวกเขาทานข้าวเพื่อหาข้อตกลงกัน ผู้จัดการคนหนึ่งยังเชิญวงไปดิสนีย์แลนด์ด้วย[11] วงก็ปฏิเสธไปจนพวกเขาได้พบกับโปรดิวเซอร์และตัวแทนจากค่ายรีไพรส์ที่ชื่อ ร็อบ คาวัลโล วงประทับใจผลงานของเขาที่ทำงานร่วมกับวงจากแคลิฟอร์เนียอย่าง เดอะมัฟส์ และต่อมาพวกเขาแสดงความเห็นต่อคาวัลโลว่า "เป็นคนเพียงคนเดียวที่เราสามารถพูดด้วยและติดต่อได้"[11]

ในที่สุดวงก็ได้ออกจากค่ายอิสระของพวกเขาที่ชื่อ ลุกเอาต์! เรเคิดส์ อย่างฉันท์มิตร และเซ็นสัญญากับรีไพรส์ การได้เซ็นสัญญากับค่ายใหญ่นี้ทำให้แฟนดั้งเดิมของวงจำนวนมากจากคลับเพลงอินดี้ที่ตั้งอยู่เลขที่ 924 ถนนกิลแมน ตราหน้าวงว่า "ขายตัว" (Selling out)[12][13] คลับแห่งนี้สั่งห้ามกรีนเดย์เข้าร้านตั้งแต่เซ็นสัญญากับค่ายใหญ่[11] โดยนักร้องนำ บิลลี โจ อาร์มสตรอง บอกกับนิตยสาร สปิน ในปี 1999 ว่า "ผมไม่สามารถกลับไปยังกระแสพังก์ได้อีก แม้ว่าเราจะประสบความสำเร็จที่สุดในโลกหรือล้มเหลวที่สุด สิ่งเดียวที่ผมสามารถทำได้คือ นำจักรยานแล้วก็มุ่งไปข้างหน้า"[14]

คาวัลโลเป็นโปรดิวเซอร์หลักของอัลบัมนี้ ร่วมด้วยเจอร์รี ฟินน์ ที่รับหน้าที่ผสมเสียง กรีนเดย์ให้เทปเดโมแรกกับคาวัลโล พอหลังจากที่เขาฟังระหว่างขับรถกลับบ้าน เขารู้สึกได้ว่า "ได้พบสิ่งใหญ่โตเข้าโดยบังเอิญ"[11] วงได้ทำการบันทึกเสียงเป็นเวลา 3 อาทิตย์ และผสมเสียงอัลบัมนี้ 2 ครั้ง[11] อาร์มสตรองอ้างว่าวงต้องการสร้างเสียงที่ฟังดูแห้ง "คล้ายกับอัลบัมของเซ็กซ์พิสทอลส์ หรืออัลบัมแรก ๆ ของแบล็กแซ็บบาธ"[15] วงยังรู้สึกไม่พอใจกับต่อการผสมเสียงแรก คาวัลโลก็เห็นด้วยและผสมเสียงใหม่ที่แฟนตาซีสตูดิโอส์ในเบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย[15] ต่อมาอาร์มสตรองพูดถึงประสบการทำงานในสตูดิโอนี้ว่า "ทุกอย่างถูกเขียนมาแล้ว สิ่งที่เราต้องทำก็แค่เล่นเพลง"[11][15]

การเขียนเพลงแก้ไข

เนื้อหาส่วนใหญ่ของอัลบัมนี้แต่งโดยอาร์มสตรอง เว้นเพลง "อีเมเนียสสลีปัส" (Emenius Sleepus) ที่แต่งโดยมือเบสของวง ไมก์ เดินต์ และเพลงซ่อน "ออลบายมายเซลฟ์" (All by Myself) ที่ประพันธ์ทำนองและเนื้อเพลงโดยมือกลอง เทร คูล อัลบัมเกี่ยวพันกับประสบการณ์ที่หลากหลายของสมาชิกวง และมีเนื้อหาอย่างเรื่อง ความวิตกกังวล อาการแพนิกกำเริบ การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง รสนิยมทางเพศ ความเบื่อหน่าย การสังหารหมู่ การหย่า และอดีตเพื่อนสาว[11]

เพลงที่ 1–7แก้ไข

อาร์มสตรองเขียนเพลง "แฮฟวิงอะบลาสต์" (Having a Blast) ตอนเขาอยู่ที่คลีฟแลนด์ในปี 1992[16] ซิงเกิล "ลองวิว" มีเส้นเบสที่เป็นลายเซ็นโดยมือเบส เดินต์แต่งขณะอยู่ภายใต้อิทธิพลของแอลเอสดี[17] "เวลคัมทูพาราไดส์" ซิงเกิลที่ 2 ของ ดูกี เดิมทีบรรจุอยู่ในสตูดิโออัลบัมชุด 2 เคอร์พลังก์ เพลงได้รับการบันทึกเสียงใหม่โดยลดเสียงแตกเพื่อบรรจุในอัลบัม ดูกี[10] เพลงนี้ไม่เคยมีมิวสิกวิดีโออย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดีมีการนำใช้ภาพแสดงสดของเพลงนี้มาใช้เป็นมิวสิกวิดีโอบ่อยครั้ง วิดีโอนี้มีอยู่ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกรีนเดย์[18]

ซิงเกิลฮิต "บาสเกตเคส" ติดบนชาร์ตซิงเกิลทั่วโลกหลายชาร์ต[19][20] เป็นเพลงได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องส่วนตัวของอาร์มสตรอง เพลงพูดถึงภาวะวิตกกังวลของอาร์มสตรองและความรู้สึก "บ้า" ก่อนที่จะหาสาเหตุของโรคตื่นตระหนกนี้ได้[15] ท่อนเวิร์สที่ 3 "บาสเกตเคส" เอ่ยถึง การค้าประเวณีชาย อาร์มสตรองกล่าวว่า "ผมต้องการท้าทายตัวเองหรือคนฟังใครก็ตามที่อาจจะเป็นเช่นนี้ เหมือนเป็นการมองดูที่โลกใบนี้แล้วพูดว่า 'มันไม่ดำและไม่ขาวอย่างที่คุณคิด นี่ไม่ใช่คุณตัวของปู่คุณ หรืออาจจะเป็นก็ได้'"[21] มิวสิกวิดีโอถ่ายทำที่สถาบันด้านจิตที่ทิ้งร้าง เพลงนี้ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่ได้รับความนิยมที่สุดของวง[22]

เพลงที่ 8–14แก้ไข

ซิงเกิลเฉพาะทางวิทยุ "ชี" แต่งโดยอาร์มสตรอง มีเรื่องราวเกี่ยวกับแฟนเก่าที่ได้แสดงบทกวีแนวนิยมสตรีที่ใช้ชื่อเดียวกับชื่อเพลงเขา[15] เพื่อเป็นการตอบกลับ อาร์มสตรองจึงได้แต่งเนื้อเพลง "ชี" แล้วแสดงให้เธอเห็น[15] ต่อมาเธอย้ายไปยังเอกวาดอร์ นั่นกระตุ้นให้อาร์มสตรองใส่เพลง "ชี" ไว้ในอัลบัม แฟนเก่าคนนี้ยังได้รับการเอ่ยถึงในเพลง "ซัสซาฟรัสรูตส์" (Sassafras Roots) และ "ชัมป์" (Chump) อีกด้วย[15]

ซิงเกิลสุดท้าย "เวนไอคัมอะราวด์" ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้หญิง แต่ครั้งนี้เกี่ยวกับภรรยาเก่าของอาร์มสตรอง เอเดรียน หลังจากที่ทั้งคู่ได้ทะเลาะกัน อาร์มสตรองได้ทิ้งเอเรียนมาอยู่คนเดียวในบางครั้ง[10] มิวสิกวิดีโอมีสมาชิกวง 3 คน เดินไปมาในยามค่ำคืนที่เบิร์กลีย์ และซานฟรานซิสโก จนตอนจบกลับมายังสถานที่เดิม สมาชิกในภายภาคหน้าของวงกรีนเดย์ เจสัน ไวต์ ปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอนี้ด้วยกับแฟนสาวเขาตอนนั้น[11] เพลงนี้เป็นซิงเกิลแรกของวงที่ติดท็อป 10 โดยติดอันดับ 6 บนชาร์ตฮอต 100 แอร์เพลย์ และขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตมอเดิร์นร็อกแทร็กส์เป็นเวลา 7 อาทิตย์ (นานกว่า "บาสเกตเคส" 2 อาทิตย์) ยังขึ้นอันดับ 2 ทั้งชาร์ตเมนสตรีมร็อก และเมนสตรีมท็อป 40 เพลง "คัมมิงคลีน" (Coming Clean) พูดเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องรักร่วมสองเพศของเขาเมื่อตอนอายุ 16 และ 17 ปี[23] ในการสัมภาษณ์กับนิตยสาร ดิแอดโวเคต เขากล่าวว่า ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย แต่เพศสภาพของเขา "เป็นอะไรที่เขาต้องต่อสู้กับตัวเอง" บิลลี โจ อาร์มสตรอง เขียนเพลง "อินดิเอนด์" (In the End) ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ของเขาและสามีของเธอ เขาพูดไว้ว่า "เพลงนี้เกี่ยวกับสามีของแม่ผม เพลงนี้ค่อนข้างไม่เกี่ยวกับผู้หญิง หรือใครบางคนที่ไม่เกี่ยวกับผมโดยตรงในด้านความสัมพันธ์ อินดิเอนด์จึงเป็นเรื่องราวของแม่ผม"[24]

ปกแก้ไข

ชื่อของอัลบัมเอ่ยถึงการที่สมาชิกของวงมักประสบปัญหาท้องเสีย ที่พวกเขาบอกว่าเป็น "อึเหลว" (liquid dookie) ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เขารับประทานอาหารที่เสียแล้วระหว่างทัวร์ เดิมทีวงจะตั้งชื่ออัลบัมว่า ลิควิตดูกี (Liquid Dookie) อย่างไรก็ดีก็เห็นว่า "หยาบไป" จึงตั้งชื่อว่า ดูกี[11][15]

งานศิลป์จากเพื่อนวงพังก์จากอีสต์เบย์ ที่ชื่อริชชี บุเชอร์ ได้สร้างข้อพิพาท ตั้งแต่การวาดภาพระเบิดใส่ผู้คนและตึก ภาพเป็นการจำลองถนนเทเลกราฟในเบิร์กลีย์ ตรงกลางภาพเป็นระเบิดโดยมีชื่อวงอยู่ด้านบน[25] อาร์มสตรองอธิบายงานศิลป์บนปกนี้ว่า

ผมต้องการงานศิลป์ให้ดูแตกต่างจริง ๆ ผมต้องการแสดงให้เห็นถึงย่านอีสต์เบย์ เป็นที่มาของผม เพราะมีศิลปินมากมายในย่านอีสต์เบย์ที่สำคัญพอ ๆ กับดนตรี ผมเลยคุยกับริชชี บุเชอร์ เขาได้ทำปกขนาด 7 นิ้ว ให้กับวงชื่อเราอุล (Raooul) ซึ่งผมชอบจริง ๆ เขาก็เล่นให้หลายวงในอีสต์เบย์มาหลายปี ยังมีชิ้นส่วนของพวกเราอยู่บนปกด้วย มีชายคนหนึ่งถือกล้องขึ้นไปบนฟ้า แล้วถ่ายภาพด้วยเครา เขาได้ถ่ายวงต่าง ๆ ในทุกสุดสัปดาห์ที่ถนนกิลแมน ยังมีตัวละครที่สวมเสื้อคลุมที่ดูเหมือนกับโมนาลิซา เป็นผู้หญิงบนปกของอัลบัมแรกของแบล็กซับบาธ แล้วก็มีมือกีตาร์ของวงเอซี/ดีซี ที่ชื่อแองกัส ยัง ที่ไหนสักที่ด้วย มีกราฟฟิตีเขียนว่า "Twisted Dog Sisters" ที่หมายถึงหญิงสาว 2 คนจากเบิร์กลีย์ ผมคิดว่าผู้ชายพูดว่า "The fritter, fat boy" ที่เอ่ยถึงตำรวจในเมือง[26]

ปกหลังในการพิมพ์แรก ๆ ของซีดีนั้นปรากฏของเล่นของตัวละครเออร์นีจาก เซซามีสตรีท ที่ใช้แอร์บรัชพ่นทับภายหลังเนื่องจากกลัวเรื่องการฟ้องร้อง อย่างไรก็ดี การพิมพ์ในแคนาดาและยุโรป ยังปรากฏภาพเออร์นีอยู่บนปกหลังด้วย[11] มีข่าวลือว่าที่ถูกนำออกไปเพราะจะทำให้ผู้ปกครองคิดว่า ดูกี เป็นอัลบัมเพลงกล่อมเด็ก หรือผู้สร้าง เซซามีสตรีท อาจจะฟ้องกรีนเดย์ได้[10]

การออกจำหน่ายแก้ไข

ดูกี ออกจำหน่ายเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994[27] ตอนออกนั้นอัลบัมเข้าชาร์ต 7 ประเทศ ขึ้นอันดับสูงสุดอันดับ 2 บนบิลบอร์ด 200 ในสหรัฐ[12] และยังประสบความสำเร็จในอีกหลายประเทศ โดยสูงสุดอันดับ 1 ในนิวซีแลนด์[28] อันดับต่ำสุดในทุกประเทศคือในสหราชอาณาจักรที่อันดับ 13[20] ขณะที่ทุกซิงเกิลจากอัลบัม ติดชาร์ตในหลายประเทศ ซิงเกิลฮิต "บาสเกตเคส" เข้าท็อป 10 ในสหราชอาณาจักรและสวีเดน ต่อมาปี 1995 อัลบัมได้รับรางวัลแกรมมีสาขาอัลบัมดนตรีออลเทอร์นาทิฟยอดเยี่ยม โดย "ลองวิว" กับ "บาสเกตเคส" ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่[29]

ตลอดในคริสต์ทศวรรษ 1990 ดูกี ยังคงทำยอดขายได้ดี จนท้ายสุดสามารถได้รับการรับรองแผ่นเสียงเพชร[30] ในปี 1999 ดูกี มียอดขายมากกว่า 20 ล้านชุดทั่วโลก และยังคงเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดของวง[31]

การตอบรับแก้ไข

ค่าประเมินโดยนักวิจารณ์
คะแนนคำวิจารณ์
ที่มาค่าประเมิน
ออลมิวสิก     [27]
ออลเทอร์นาทิฟเพรส     [32]
บิลบอร์ด     [33]
ชิคาโกซันไทมส์    [34]
ชิคาโกทริบูน    [35]
เอ็นเอ็มอี7/10[36]
พิตช์ฟอร์ก8.7/10[37]
เดอะโรลลิงสโตนอัลบัมไกด์     [38]
สปินออลเทอร์นาทิฟเรเคิดไกด์8/10[39]
เดอะวิลเลจวอยซ์A−[40]

ดูกี ได้รับคำชื่นชม บิล แลมบ์จาก อะเบาต์.คอม เห็นว่าเป็นอัลบัมที่ดีกว่าในช่วงเวลานั้นแน่ ๆ โดยเรียกว่า "หนึ่งในอัลบัมเสาหลักของคริสต์ทศวรรษ 1990"[41] สตีเฟน โทมัส เออร์เลวิน แห่งออลมิวสิกอธิบาย ดูกี ว่าเป็น "ชิ้นส่วนดาวแจ่มจรัสของมอเดิร์นพังก์ที่หลายวงพยายามทำเลียนแบบ แต่ไม่มีใครทำได้ดีกว่านี้"[27] ในปี 1994 ไทม์ กล่าวว่า ดูกี เป็นอัลบัมดีที่สุดประจำปีอันดับ 3 และเป็นอัลบัมร็อกที่ดีที่สุดประจำปี 1994[42] จอน พาเรเลส จาก เดอะนิวยอร์กไทมส์ ในช่วงต้นปี 1995 บรรยายดนตรีของ ดูกี ว่า "พังก์ที่กลับมาเป็นป็อปได้อย่างรวดเร็ว ตลก ติดหู เพลงอันทรงพลัง ที่เกี่ยวกับการคร่ำครวญ และเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ ความไม่แยแสต่อซาวด์ที่ซาบซึ้งอย่างมาก"[43] พอล เอแวนส์ แห่ง โรลลิงสโตน อธิบายถึงกรีนเดย์ว่า "พวกเขาได้กำลังโน้มน้าวโดยส่วนมาก เพราะพวกเขาได้เข้าใจการต่อต้านค่านิยมแบบหยาบจากพังก์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง อย่าง การกล่าวโทษ การสมเพชตัวเอง การรู้สึกชิงชังตัวเองอย่างยโส อารมณ์ขัน การหลงตัวเอง และตลก"[44]

นีล สเตราส์แห่ง เดอะนิวยอร์กไทมส์ แม้จะชมเชยคุณภาพโดยรวมของอัลบัม ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "ซาวด์ป็อปของ ดูกี แค่คล้ายเพลงพังก์อย่างไกล ๆ"[45] วงไม่ได้โต้ตอบคำวิจารณ์เหล่านี้ในช่วงแรก จนต่อมาก็อ้างว่า พวกเขา "แค่พยายามเป็นตัวเอง" และบอกว่า "วงเราเอง เราจะทำอะไรตามที่อยาก"[11] เดินต์อ้างว่าอัลบัมต่อมา อินซอมนิแอก เป็นหนึ่งในอัลบัมของวงที่มีเนื้อเพลงและดนตรีหนักที่สุด โดยวงได้ปล่อยความโกรธต่อคำวิจารณ์จากนักวิจารณ์และอดีตแฟนเพลง[11]

ดูกี ได้รับเครดิตร่วมไปกับอัลบัม สแมช ของดิออฟสปริง[46][47] ว่าได้ช่วยทำให้พังก์ร็อกกลับมาสู่วัฒนธรรมกระแสหลักได้[5] โทมัส แนสซิฟจากช่อง ฟิวส์ เอ่ยว่าเป็นอัลบัมป็อปพังก์ที่สำคัญที่สุด[48]

ในเดือนเมษายน 2014 โรลลิงสโตน ให้อัลบัมนี้อยู่อันดับ 1 ของรายชื่อ "1994: 40 งานเพลงยอดเยี่ยมจากปียอดเยี่ยมของออลเทอร์นาทิฟกระแสหลัก"[49] เดือนต่อมา ลาวด์ไวร์ ให้ ดูกี อยู่อันดับ 1 ของรายชื่อ "10 อัลบัมฮาร์ดร็อกยอดเยี่ยมแห่งปี 1994"[50] กีตาร์เวิลด์ ให้ ดูกี อยู่อันดับ 13 ของรายชื่อ "ซูเปอร์อันโนวน์: 50 อัลบัมรูปสัญญะ (iconic) ที่นิยามปี 1994"[51]

การได้รับเกียรติแก้ไข

ตั้งแต่ออก ดูกี ได้อยู่ในหลายรายชื่อ "ต้องมี" อยู่มากมาย ที่จัดขึ้นโดยสื่อดนตรี ด้านล่างคือรายชื่อที่โดดเด่นที่จัดให้ ดูกี อยู่ในรายชื่อ โดยข้อมูลดัดแปลงจากเว็บไซต์แอกเคลมด์มิสิก [52]

สิ่งพิมพ์ ประเทศ การได้รับเกียรติ ปี อันดับ
เคอร์แรง! สหราชอาณาจักร เดอะเคอร์แรง! 100 อัลบัมที่คุณต้องฟังก่อนตาย[53] 1998 33
คลาสสิกร็อกแอนด์เมทัลแฮมเมอร์ สหราชอาณาจักร 200 อัลบัมยอดเยี่ยมแห่งคริสต์ทศวรรษ 1990[54] 2006 N/A
รอเบิร์ต ดิเมอรี สหรัฐ 1001 อัลบัมที่คุณต้องฟังก่อนตาย[55] 2005 N/A
โรลลิงสโตน สหรัฐ 500 อัลบัมยอดเยี่ยมตลอดกาล[8] 2012 193
โรลลิงสโตน สหรัฐ อัลบัมยอดเยี่ยมแห่งปี 1994 (จากผู้อ่าน)[56] 1994 1
โรลลิงสโตน สหรัฐ 1994: 40 งานเพลงยอดเยี่ยมจากปียอดเยี่ยมของออลเทอร์นาทิฟกระแสหลัก[49] 2014 1
ลาวด์ไวร์ สหรัฐ 10 อัลบัมฮาร์ดร็อกยอดเยี่ยมแห่งปี 1994[50] 2014 1
โรลลิงสโตน สหรัฐ 100 อัลบัมยอดเยี่ยมแห่งยุค 90[57] 2010 30
สปิน สหรัฐ 100 อัลบัมยอดเยี่ยม, 1985–2005[58] 2005 44
หอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล สหรัฐ เดอะเดฟินิทีฟ 200[59] 2005 50
เคอร์แรง! สหราชอาณาจักร 51 อัลบัมป็อปพังก์ยอดเยี่ยมที่เคยมีมา[60] 2015 2

การแสดงสดแก้ไข

ทันทีหลังออกจำหน่าย วงเริ่มออกทัวร์ระดับประเทศ โดยเริ่มต้นในสหรัฐที่พวกเขาใช้ห้องสมุดเคลื่อนที่ที่เป็นของพ่อเทร คูล ใช้ในการเดินทางระหว่างโชว์[11] มีผู้ชมนับล้านได้เห็นการแสดงของกรีนเดย์ที่งานวูดสต็อก '94 ผ่านระบบจ่ายเมื่อรับชมซึ่งทำให้วงมีแฟนเพลงมากขึ้น งานนี้มีเรื่องอื้อฉาวที่เป็นที่ที่วงใช้โคลนสู้กับฝูงชน[61] ไปจนจบโชว์ของกรีนเดย์[62] ระหว่างการสู้นี้ ผู้รักษาความปลอดภัยเข้าใจผิดว่าเดินต์เป็นแฟนเพลง จึงตะครุบตัวเขาแล้วโยนเขาเข้ากับจอมอนิเตอร์ เป็นเหตุให้เขาได้รับบาดเจ็บที่แขนและฟันหัก 2 ซี่[63]

วงปรากฏตัวที่งานลอลลาพาลูซา และซีวันฮันเดรดอะคูสติกคริสต์มาสที่เมดิสันสแควร์การ์เดน โดยอาร์มสตรองแสดงเพลง "ชี" ในสภาพเปลือยเปล่า[64] วงออกทัวร์ไปทั่วสหรัฐและแคนาดา จากนั้นก็แสดงอีกไม่กี่โชว์ในยุโรป ก่อนที่จะบันทึกเสียงงานอัลบัมชุดถัดไป อินซอมนิแอก ระหว่างการทัวร์อาร์มสตรองคิดถึงบ้าน ภรรยาเขา เอเดรียน อาร์มสตรอง ซึ่งได้แต่งงานกันไม่นานหลังออกอัลบัม ดูกี ก็ได้ตั้งครรภ์ระยะเวลาแทบจะทั้งทัวร์ อาร์มสตรองรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่สามารถช่วยเหลือและเอาใจใส่เธอได้[11]

เดือนสิงหาคม 2013 มีการเล่นเพลงทั้งหมดในอัลบัม ดูกี ที่สถาบันบริกซ์ตันในลอนดอนและเทศกาลเรดิงและลีดส์เพื่อเป็นฉลองในวาระจะครบรอบ 20 ปีของอัลบัม[31][65]

รายชื่อเพลงแก้ไข

เนื้อเพลงทั้งหมดแต่งโดย บิลลี โจ อาร์มสตรอง เว้นในหมายเหตุ ดนตรีทั้งหมดประพันธ์โดยกรีนเดย์[66]

หน้าหนึ่ง
ลำดับ ชื่อเพลง ยาว
1. "Burnout"   2:07
2. "Having a Blast"   2:44
3. "Chump"   2:54
4. "Longview"   3:59
5. "Welcome to Paradise" (ฉบับบันทึกเสียงใหม่) 3:44
6. "Pulling Teeth"   2:31
7. "Basket Case"   3:01
หน้าสอง
ลำดับ ชื่อเพลง ยาว
8. "She"   2:14
9. "Sassafras Roots"   2:37
10. "When I Come Around"   2:58
11. "Coming Clean"   1:34
12. "Emenius Sleepus" (เนื้อเพลงแต่งโดยไมก์ เดินต์) 1:43
13. "In the End"   1:46
14. "F.O.D." (เพลงจบที่เวลา 2:50 จากนั้นจึงตามด้วยเพลงซ่อน "All by Myself" แต่งและร้องโดยเทร คูล โดยเริ่มที่เวลา 4:07) 5:46
ความยาวทั้งหมด:
39:38

ฉบับไอทูนส์/กูเกิล เพลย์/สปอติฟายแก้ไข

ลำดับ ชื่อเพลง ยาว
14. "F.O.D."   2:50
15. "All by Myself" (แต่งและร้องโดยเทร คูล) 1:40
ความยาวทั้งหมด:
38:22

คณะผู้สร้างอัลบั้มแก้ไข

กรีนเดย์

ฝ่านเทคนิค[66][67]

ชาร์ตและการรับรองแก้ไข

ซิงเกิลแก้ไข

ปี เพลง อันดับสูงสุด
ยูเอส มอเดิร์นร็อกแทรกส์
[95]
ยูเอส เมนสตรีมร็อกแทรกส์
[96]
ยูเค
[20]
แคนาดา
[97][98]
สวีเดน
[72]
นิวซีแลนด์
[28]
ฝรั่งเศส
[99]
1994 "ลองวิว" 1 13 30  —  —  —  —
1994 "เวลคัมทูพาราไดส์" 7  — 20  —  — 21  —
1994 "บาสเกตเคส" 1 9 7 12 3 21 35
1995 "เวนไอคัมอะราวด์" 1 2 27 3 28 4  —
1995 "ชี" 5 18  —  —  —  —  —

อ้างอิงแก้ไข

  1. Kjersti Egerdahl (2010). Green Day: A Musical Biography. ABC-CLIO. p. 58. ISBN 0313365970.
  2. "Amazon.com – Dookie – Music".
  3. 3.0 3.1 3.2 "Green Day – Chart history – Billboard". Billboard. Prometheus Global Media. สืบค้นเมื่อ 2014-05-23.
  4. "1994 album releases". Times Union. 2013-02-08. สืบค้นเมื่อ 2014-05-23.
  5. 5.0 5.1 Zac Crain (1997-10-23). "Green Day Family Values – Page 1 – Music – Miami". Miami New Times. Archived from the original on 2014-05-22. สืบค้นเมื่อ 2013-09-02.
  6. "Green Day – Chart history – Billboard". Billboard. Prometheus Global Media. สืบค้นเมื่อ 2014-05-23.
  7. "The 1995 Grammy Winners". The New York Times. 1995-03-03. สืบค้นเมื่อ 2014-05-23.
  8. 8.0 8.1 "The 500 Greatest Albums of All Time". Rolling Stone. 2003-12-10. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.(ต้องรับบริการ)
  9. Adam, Chandler (2014-02-01). "Green Day's Album 'Dookie' Is 20 Years Old Today". Yahoo! Music. สืบค้นเมื่อ 2014-05-23.
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 Ultimate Albums: Green Day's "Dookie". VH1. 1994.
  11. 11.00 11.01 11.02 11.03 11.04 11.05 11.06 11.07 11.08 11.09 11.10 11.11 11.12 11.13 "Green Day". Behind the Music. VH1.
  12. 12.0 12.1 "Green Day Biography". Billboard. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  13. "What Happened Next..." Guitar Legends. Archived from the original on 2006-09-27. สืบค้นเมื่อ 2006-09-26.
  14. Smith, RJ (August 1999). "Top 90 Albums of the 90's". SPIN.
  15. 15.0 15.1 15.2 15.3 15.4 15.5 15.6 15.7 "Billie Joe Armstrong Interview on VH1". VH1. Archived from the original on 2002-08-09. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  16. billiejoe (9 February 2011). "I wrote "having a blast" in cleveland..." (ทวีต). สืบค้นเมื่อ 2011-02-12 – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  17. Mundy, Chris (January 26, 1995). "Green Day: Best New Band". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ November 19, 2015.
  18. "Green Day Music Videos". Green Day. Archived from the original on 2007-07-03. สืบค้นเมื่อ 2007-07-20.
  19. "Green Day single chart history". Billboard. Archived from the original on 2007-09-29. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  20. 20.0 20.1 20.2 "UK album chart archives". everyhit.com. Archived from the original on 2007-07-18. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  21. Fricke, David (February 3, 2014). "'Dookie' at 20: Billie Joe Armstrong on Green Day's Punk Blockbuster". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ January 29, 2015.
  22. Richard Buskin. "Green Day: 'Basket Case'". Soundonsound.com. Archived from the original on 2013-11-01. สืบค้นเมื่อ 2013-10-30.
  23. "Interview with The Advocate magazine". The Advocate. Archived from the original on 2005-03-09. สืบค้นเมื่อ 2007-07-27.
  24. "Song Meanings". Green Day Authority. Archived from the original on October 11, 2007. สืบค้นเมื่อ 2009-06-18.
  25. Cizmar, Martin (February 18, 2014). "Where's Angus?". Willamette Week. Archived from the original on October 19, 2016. สืบค้นเมื่อ October 14, 2016.
  26. "Dookie". Ultimate Albums. VH1. No. 2.
  27. 27.0 27.1 27.2 Erlewine, Stephen Thomas. "Dookie – Green Day". AllMusic. สืบค้นเมื่อ March 30, 2018.
  28. 28.0 28.1 "New Zealand album chart archives". charts.org.nz. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  29. Gaar, Gillian (2009-10-28). "Green Day: Rebels With a Cause".
  30. "Diamond Certified Albums". RIAA. Archived from the original on 2013-07-25. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  31. 31.0 31.1 "Green Day 'Dookie' Set: Billie Joe Armstrong & Rockers Perform 1994 Album In Entirety For London Show [WATCH] : Music News". Mstarz. 2013-08-23. Archived from the original on 2015-10-17. สืบค้นเมื่อ 2013-09-02.
  32. Raub, Jesse (June 22, 2010). "Green Day – Dookie". Alternative Press. Archived from the original on August 29, 2010. สืบค้นเมื่อ August 22, 2015.
  33. Payne, Chris (February 1, 2014). "Green Day's 'Dookie' at 20: Classic Track-By-Track Review". Billboard. สืบค้นเมื่อ August 22, 2015.
  34. DeRogatis, Jim (February 20, 1994). "Green Day, 'Dookie' (Warner Bros.)". Chicago Sun-Times. สืบค้นเมื่อ September 24, 2015. (Subscription required (help)).
  35. Kot, Greg (March 4, 1994). "Green Day: Dookie (Reprise)". Chicago Tribune. สืบค้นเมื่อ September 24, 2015.
  36. Barker, Emily (January 29, 2014). "25 Seminal Albums From 1994 – And What NME Said At The Time". NME. Archived from the original on July 9, 2015. สืบค้นเมื่อ July 8, 2015.
  37. Hogan, Marc (May 7, 2017). "Green Day: Dookie". Pitchfork. สืบค้นเมื่อ May 8, 2017.
  38. Catucci, Nick (2004). "Green Day". In Brackett, Nathan; Hoard, Christian. The New Rolling Stone Album Guide. Simon & Schuster. pp. 347–48. ISBN 0-7432-0169-8.
  39. Weisbard, Eric; Marks, Craig, eds. (1995). Spin Alternative Record Guide. Vintage Books. ISBN 0-679-75574-8.
  40. Christgau, Robert (October 18, 1994). "Consumer Guide". The Village Voice. สืบค้นเมื่อ August 22, 2015.
  41. Lamb, Bill (July 17, 2013). "Green Day – Dookie". Top40.about.com. Archived from the original on September 9, 2013. สืบค้นเมื่อ August 12, 2013.
  42. "The Best Music of 1994". Time. 1994-12-26. สืบค้นเมื่อ 2007-07-21.
  43. Pareles, Jon (1995-01-05). "The Pop Life". New York Times. สืบค้นเมื่อ 2007-07-21.
  44. "Green Day". Rolling Stone. Archived from the original on September 17, 2012. สืบค้นเมื่อ February 14, 2015.
  45. Strauss, Neil (1995-02-05). "POP VIEW; Has Success Spoiled Green Day?". New York Times. สืบค้นเมื่อ 2007-07-21.
  46. Joe D'angelo (2004-09-15). "How Green Day's Dookie Fertilized A Punk-Rock Revival". MTV.com. สืบค้นเมื่อ 2014-06-17.
  47. Melissa Bobbitt (2014-04-08). "The Offspring's 'Smash' Turns 20". About.com. Archived from the original on 2014-07-12. สืบค้นเมื่อ 2014-06-17.
  48. "Green Day's 'Dookie' Turns 20: Musicians Revisit the Punk Classic – Features – Fuse". Fuse. Archived from the original on February 23, 2015. สืบค้นเมื่อ February 14, 2015.
  49. 49.0 49.1 "1994– The 40 Best Records From Mainstream Alternative's Greatest Year – Rolling Stone". Rolling Stone. April 17, 2014. สืบค้นเมื่อ May 23, 2014.
  50. 50.0 50.1 "10 Best Hard Rock Albums of 1994". Loudwire. May 20, 2014. สืบค้นเมื่อ May 23, 2014.
  51. "Superunknown: 50 Iconic Albums That Defined 1994". GuitarWorld.com. July 14, 2014. Archived from the original on July 15, 2014. สืบค้นเมื่อ July 14, 2014.
  52. "List of Dookie Accolades". Acclaimed Music. Archived from the original on 2007-09-30. สืบค้นเมื่อ 2007-07-17.
  53. "Kerrang! – The Kerrang! 100 Albums You Must Hear Before You Die". AcclaimedMusic.net. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  54. "Acclaimed Music – Classic Rock and Metal Hammer 200 List". AcclaimedMusic.net. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  55. Dimery, Robert – 1001 Albums You Must Hear Before You Die; page 855
  56. "Rocklist.net....Rolling Stone (USA) End of Year Lists". Rolling Stone. Archived from the original on 2011-06-28.
  57. "100 Best Albums of the Nineties: Green Day, 'Dookie'". Rolling Stone. 2011-04-27. สืบค้นเมื่อ 2011-08-03.
  58. "Spin Magazine – 100 Greatest Albums, 1985–2005". Archived from the original on 2007-08-11. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  59. "The Definitive 200". Rock and Roll Hall of Fame. Archived from the original on August 13, 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-08-18.
  60. "51 Greatest Pop Punk Albums Ever". Kerrang! (1586): 18–25. September 16, 2015.
  61. VH1's VH1 40 Freakiest Concert Moments: #40 Mudstock – 2006
  62. "Wood Stock 1994 Mudfight description". Chiff. Archived from the original on 2007-07-03. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  63. "When I Come Around Facts". Song Facts. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  64. "Green Day Tour Notes". Geek Stink Breath. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  65. "Green Day play 'Dookie' during Reading Festival 2013 headline show | News". Nme.Com. 2013-08-23. สืบค้นเมื่อ 2014-02-25.
  66. 66.0 66.1 "Green Day – Dookie (Vinyl, LP, Album) at Discogs". Discogs. สืบค้นเมื่อ 2014-05-23.
  67. "Release "Dookie" by Green Day – MusicBrainz". MusicBrainz. Archived from the original on 2015-09-17. สืบค้นเมื่อ 2014-05-23.
  68. "Green Day: 'Basket Case' –". Archived from the original on 2016-11-08.
  69. 69.0 69.1 "Discography Green Day". australian-charts.com. Archived from the original on 2009-06-16. สืบค้นเมื่อ 2009-10-04.
  70. 70.0 70.1 "Top Albums/CDs – Volume 60, No. 25, January 23, 1995". RPM. Archived from the original on October 20, 2012. สืบค้นเมื่อ 2010-11-29.
  71. "Hits of the World – Spain". Billboard. Nielsen Business Media, Inc. 13 May 1995. p. 60. สืบค้นเมื่อ 5 September 2017.
  72. 72.0 72.1 72.2 "Swedish album chart archives". hitparad.se. สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.
  73. 73.0 73.1 "GREEN DAY – Artist – Official Charts". Official Charts Company.
  74. "Year End Sales Charts – European Top 100 Albums 1995" (PDF). Music & Media. December 23, 1995. p. 14. สืบค้นเมื่อ July 29, 2018.
  75. "Top 100 Album-Jahrescharts" (in German). GfK Entertainment. สืบค้นเมื่อ August 13, 2018.
  76. Geoff Mayfield (December 25, 1999). 1999 The Year in Music Totally '90s: Diary of a Decade – The listing of Top Pop Albums of the '90s & Hot 100 Singles of the '90s. Billboard. สืบค้นเมื่อ October 15, 2010.
  77. "Internet Archive Wayback Machine". 6 July 2011. Archived from the original on 6 July 2011.
  78. "ARIA Charts – Accreditations – 2011 Albums". Australian Recording Industry Association. Archived from the original on 2014-08-28. สืบค้นเมื่อ 2014-11-16.
  79. "Archived copy". Archived from the original on 2011-05-11. สืบค้นเมื่อ 2010-08-30.
  80. abpd.org.br/home/certificados/?busca_artista=Green+Day
  81. "Gold Platinum Database: Green Day – Dookie". Canadian Recording Industry Association. Archived from the original on 2012-02-17. สืบค้นเมื่อ 2011-12-21.
  82. "IFPI Platinum Europe Awards". 24 December 2013. Archived from the original on 24 December 2013.
  83. "Archived copy". Archived from the original on 2013-12-02. สืบค้นเมื่อ 2014-07-21.
  84. "Musiikkituottajat – Tilastot – Kulta- ja platinalevyt". IFPI.fi. สืบค้นเมื่อ February 14, 2015.
  85. "The Irish Charts – All there is to know". 4 June 2009. Archived from the original on 4 June 2009.
  86. Italian Album Certifications Archived October 6, 2014, at the Wayback Machine.
  87. https://web.archive.org/web/20110724195817/http://www.radioscope.net.nz/index.php?option=com_content&task=view&id=79&Itemid=62
  88. "Bestseller charts and awards :: Polish Society of the Phonographic Industry". Archived from the original on 2013-06-03. สืบค้นเมื่อ 2011-05-10.
  89. "Pełny Tekst Regulaminu Przyznawania Wyróżnień". Archived from the original on 2011-09-29. สืบค้นเมื่อ 2011-05-10.
  90. "Gold & Platinum 1987 – 1998 (In Swedish, Page 16)" (PDF). ifpi.se. Archived from the original (PDF) on 2012-05-21. สืบค้นเมื่อ 2010-02-07.
  91. "Gold & Platinum (In Swedish)". ifpi.se. Archived from the original on 2009-02-11. สืบค้นเมื่อ 2010-02-07.
  92. "BPI Awards Search". bpi.co.uk. Archived from the original on 2014-06-25. สืบค้นเมื่อ 2014-11-16.
  93. Copsey, Rob (October 6, 2016). "Green Day's biggest singles – the ultimate punk-rock playlist". Official Charts Company. สืบค้นเมื่อ October 6, 2016.
  94. 94.0 94.1 "Gold and Platinum". RIAA. Archived from the original on 2015-09-24. สืบค้นเมื่อ 2009-06-10.
  95. "Green Day Album & Song Chart History – Alternative Songs". Billboard. สืบค้นเมื่อ 2010-10-26.
  96. [ดูกี ที่ออลมิวสิก "Green Day – Billboard Singles"] Check |url= value (help). AllMusic. สืบค้นเมื่อ 2010-10-26.
  97. "Top Singles – Volume 60, No. 17, November 14, 1994". RPM. Archived from the original on October 20, 2012. สืบค้นเมื่อ 2010-10-26.
  98. "Top Singles – Volume 61, No. 3, February 20, 1995". RPM. Archived from the original on October 20, 2012. สืบค้นเมื่อ 2010-10-26.
  99. "Green Day French single chart history". สืบค้นเมื่อ 2007-07-16.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข